LOGIN2
พันคีรี
ลุงเฉินใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็หาพรานไพลจนเจอ แต่พรานไพลนั่นตายไปเมื่อหกปีก่อนเหลือแต่ลูกชายที่พอจะรู้ทางอยู่บ้าง ตกลงกันอยู่นานพรานพงลูกชายพรานไพลก็ยอมตกลงนำทางให้พวกเรา นอกจากตกลงนำทางพรานพงยังมีข้อเสนอให้อีกอย่างว่าถ้าอยากเข้าป่าอย่างปลอดภัยให้ไปเชิญคนที่ชื่อพันคีรีร่วมทางด้วย
ในวงการหาของโบราณจากเทวาลัย วัง ปราสาทเก่า เมืองเก่า ชื่อพันคีรีนี้โด่งดังมาก ขึ้นชื่อเรื่องมากฝีมือ หน้าที่อย่างเดียวของเขาในการร่วมทางคือเฝ้าระวังคณะเดินทางเท่านั้น ผู้คนเรียกหน้าที่นี้ว่า ‘อารักษ์ขา’ ค่าตัวแพงหูฉี่ แต่เปอร์เซ็นต์การไปและกลับสูงกว่าการไปกันเอง พันคีรีคนนี้เลยมีคนไปเชิญวันละสามเวลา
นอกจากจะไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาของเขาแล้ว ตัวตนก็เป็นความลับเหมือนกัน ไม่ว่าจะสืบหากันเท่าไรก็ไม่พบเจออะไร อายุ วันเดือนปีเกิด ไม่มีใครรู้เลย มีแค่ฝีมือเขาเท่านั้นที่เป็นที่ประจักษ์
คนเล่าลือกันขนาดนี้ผมก็ต้องมีหวั่นไหวเพราะฉะนั้นเลยส่งคนไปทาบทามเขามาร่วมคณะแล้วถึงสองรอบ แต่เขาไม่แม้จะออกมาพูดคุยด้วยตนเอง ส่งลูกกระจ๊อกออกมาไล่คนของผมทั้งสองครั้ง ผมมันคนไม่ย่อท้อยิ่งไล่ผมยิ่งต้องการ ฮ่า ๆ
วันนี้ผมเลยมาเอง ไม่ว่าจะอย่างไรวันนี้ผมต้องได้เจอไอ้คุณพันคีรีนี่ให้ได้
ผมมองบ้านกระจกทรงสูงสีมืดทะมึน รอบบ้านมีแต่ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ถ้าไม่มีต้นไม้คงร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบแหง แล้วไอ้บ้านหลังนี้ก็ดันอยู่ลึกมากหาแทบไม่เจอแต่บรรยากาศดีมาก เหมือนอยู่ในบ้านแวมไพร์เลย ผมว่าถ้าฝนตกต้องนอนดูฝนได้เพลิน ๆ
“ผมมาพบคุณพันคีรี” ผมบอกกับผู้ชายที่ยืนมองอยู่ตรงบรรไดทางขึ้น เข้าชะเง้อมองแต่ไม่เดินเข้ามาถามแค่โบกมือไล่ผมกับพี่มีนตรงหน้ารั้วไม้สีเทาเข้มขนาดใหญ่
“ให้พี่ปีนเข้าไปไหม”
“จะบ้าหรอพี่มีน เรามาหานะไม่ได้มาปล้น”
“ก็ไอ้บ้านั่นมันไม่ออกมา แถมยังไล่เราอีก”
“คนดังมักเล่นตัวแบบนี้แหละ ไม่ต้องห่วงผมมีลางสังหรณ์ว่าวันนี้เราจะต้องได้พบเขาแน่นอน” ผมบอกพี่มีนตราอย่างมั่นใจ ไม่รู้เอาความความมั่นใจจากไหนมาพูด ผมเดินไปยืดชิดริมรั้วไม้ที่สูงพอดีกับคางตนเอง
“กลับไปเถอะ วันนี้นายท่านไม่ว่าง”
“แล้วเขาจะว่างเมื่อไหร่”
“ผมไม่รู้นายท่านไม่ได้บอก พวกคุณกลับไปเถอะ” ผู้ชายหน้าตาร้าย ๆ คนนั้นตะโกนบอกจากทางขึ้นบันได ผมโบกมือให้แล้วตะโกนกลับไป “ถ้าผมไม่ได้พบคุณพันคีรีวันนี้ ผมจะนอนรออยู่หน้าบ้านนี่แหละ” ผู้ชายคนนั้นรีบวิ่งกลับขึ้นไปบนบ้านทรงสูงนั่น
เกือบสิบนาทีเขากลับมายืนที่เดิม ประตูไม้เปิดออกช้า ๆ ผมกันมองหน้าพี่มีน พากันเดินเข้าไปหาผู้ชายคนนั้นด้วยใบหน้าเป็นมิตร ต่างกับพี่มีนที่เขม่นเขาตั้งแต่ถูกโบกมือไล่ ถ้ามีโอกาสหมอนี่โดนพี่มีนทุบแน่
“ตามมา” เขาเดินนำขึ้นไปตามบันไดเวียนก็ถึงห้องปิดทึบทุกด้าน แปลกจังทั้งที่บ้านเป็นกระจกแทบทั้งหลังแต่ในห้องนี้ดันปิดทึบ เหมือนไม่ต้องการให้คนในห้องมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้านได้
“นายท่าน ผมพาพวกเขามาแล้ว”
“นายออกไปก่อน”
“ครับ” ผู้ชายคนนั้นตอบอย่างสุภาพ ผมแปลกใจตั้งแต่เขาเรียกผู้ชายที่นั่งหันหลังอยู่หน้าเตาผิงว่านายท่านแล้ว ผมว่ามันดูแปลก ๆ ลึกลับ แฟนตาซีพิกล แต่ผมจะไปสาระแนอะไรกับชื่อเรียกของชาวบ้าน ผมแค่ต้องเกลี่ยกล่อมให้เขาไปอารักษ์ขาคณะเดินทางให้ได้ นอกเหนือจากนั้นไม่ควรยุ่ง
“สวัสดีครับคุณพันคีรี ผมณจันทร์ นี่พี่สาวของผมชื่อมีนตรา พวกเรากำลังจะเข้าป่าเลยต้องการให้คุณพันคีรีไป...”
“อารักษ์ขา” เขาพูดสวนมาโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงลุ่มลึก ทุ้มต่ำ ฟังไม่ออกเลยว่าคนพูดอายุเท่าไร จินตนาการตามไม่ได้เลยว่าเสียงนั้นน่าเกรงขามขนาดไหน ผมเงียบทันทีที่เขาเริ่มพูดเสียงสูงขึ้น
“ถ้าผมไม่อยากทำคุณจะทำยังไง” มันเป็นคำถามที่ทำผมคิดหนักจริง ๆ ก็ถ้าเขาไม่ทำ ผมจะทำอย่างไรล่ะ ตื้อเหรอแต่ก็ไม่มีอะไรทำให้เรามั่นใจได้ว่าตื้อแล้วเขาจะไป
“ถ้าคุณไม่ไปเราก็ไม่บังคับ ผมแค่อยากลองเจรจากับคุณให้ถึงที่สุดเท่านั้น ที่ ๆ พวกเราจะไปอันตรายมาก อยากให้มีคนมีฝีมือไปด้วย”
“แต่ผมไม่อยากไ...” ผู้ชายที่ชื่อพันคีรีพูดเสียงต่ำ ลุกยืนแล้วหันหน้ากลับมามองพวกเรา จากนั้นจึงหยุดคำพูดนั้นไว้ถึงเขาจะพูดไม่จบประโยค แต่พวกเรารู้ว่าสิ่งที่เขาพูดหมายความว่าอะไร
นี่เป็นความพยายามครั้งที่สาม เพราะฉะนั้นเมื่อเขาปฏิเสธผมก็ยอมรับ
“ถ้ายังงั้นผมกับพี่ไม่รบกวนคุณพันคีรีแล้ว” ผมหมุนตัวกลับ ไม่เอ่ยลาเจ้าของบ้านสักนิดแต่แค่หมุนตัวกลับก็ถูกพี่มีนรั้งแขนไว้ พรานพงย้ำมาว่าครั้งนี้จำเป็นมาก ๆ ที่จะต้องให้พันคีรีไปด้วย เธอจึงลังเลตอนผมจะกลับ
“เดี๋ยวก่อน” เจ้าของเสียงทุ้มต่ำข้างหลังเรียกรั้งไว้ ผมได้ยินเสียงรองเท้าสลิปเปอร์สัมผัสพื้นเดินเข้ามาใกล้ ในที่สุดเขาก็ยืนอยู่ตรงหน้าผม ดวงตาเรียวคมมองผมนิ่ง ๆ แค่ผมเพียงคนเดียว เหมือนเขากำลังคิดอะไรอยู่ ผมรู้สึกร้อนหนาวอธิบายไม่ถูกเลย เมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามมอง ไม่ใช่อาการหวั่นไหว ใจสั่น หรืออะไรประเภทนั้นนะ มันดูน่ากลัวน่าขนลุกเหมือนถูกสูบพลังชีวิตไป เหมือนผมจะรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงกลับออกจากป่าโดยไร้รอยขีดข่วนได้ตลอดทุกครั้ง
สำหรับผมเขาน่ากลัวกว่าผีเสียอีก แม้หน้าตาเขาจะหล่อเหลาพอกับพระเอกซีรีส์แต่รังสีรอบตัวกลับน่าเกรงกลัว เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ทำเพื่อตนเองคนเดียว คนทั้งคณะจำเป็นต้องพึ่งเขาในการเข้าป่าครั้งนี้ ผมพยายามสูดลมหายใจเข้า ทำใจกล้าถามเข้าเสียงสั่นเล็กน้อย “ม...มีอะไรหรือเปล่าครับคุณพันคีรี”
“ผมตกลง” ทั้งงุนงงอารมณ์สับสนปนเปกันไปหมด ก่อนหน้านี้ปฏิเสธเสียงแข็ง อยู่ ๆ ก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย ความจริงอยากจะถามว่าทำไมถึงกลับคำแต่กลัวว่าเขาจะปฏิเสธอีกเลยไม่พูดเสียดีกว่า
“ถ้ายังงั้น อีกสองวันผมจะมาตกลงเรื่องค่าจ้างกับคุณใหม่อีกครั้ง”
“จดรายการสิ่งของสัมภาระของพวกคุณมาด้วย ผมต้องรู้ว่าพวกคุณแบกอะไรกันไปบ้าง”
“คุณพันคีรียังมีอย่างอื่นที่อยากได้อีกหรือเปล่าครับ”
“ไม่ ผมสามารถจัดการตัวเองได้ แล้วก็ต่อไปเรียกผมว่าคีรี”
“ครับคุณคีรี”
“ไม่ต้องเรียกคุณ”
“ครับ”
เมื่อได้คำตอบที่พอใจผมกับพี่มีนรีบพากันจรลีออกมาทันที ตอนอยู่ข้างในผมหายใจไม่ทั่วท้องเลย รู้สึกกดดัน อึดอัดบอกไม่ถูก เหมือนโดนพลังงานอะไรสักอย่างกดไว้ให้ยอมจำนน ถ้าเข้าป่าไปแม้แต่ผีก็คงกลัว เขาให้ความรู้สึกไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปจริง ๆ
บทส่งท้ายบันทึกพิเศษ : คีรีตลอดเวลาที่ถูกผนึกอยู่หลังกำแพงแก้วผมไม่รู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสูบเลือดเพื่อยับยั้งพลังวิญญาณร้ายเลยสักนิด ไม่มีสักวินาทีที่ไม่คิดถึงเด็กหน้าขาว ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างนอกจากยิงปีนที่ชื่อณจัน อย่าว่าแต่ณจันแปลกใจที่ผมทำแบบนี้ เพราะแม้แต่ผมเองก็แปลกใจเหมือนกันที่ยอมถูกผนึกในกำแพงแก้วตั้งสิบสามปี เพื่อแลกกับอิสรภาพและชีวิตของเด็กคนนั้นไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่ผมเริ่มฝันเห็นเด็กหน้าขาวคนหนึ่ง ในฝันผมเด็กคนนั้นมักจะยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาเสมอ ผมฝันอยู่แบบนั้นเกือบสิบปี จำได้แค่ใบหน้าและรอยยิ้ม พอฝันบ่อยเข้ามันก็กลายเป็นผูกพันเหมือนเราทั้งสองสนิทกัน ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่เคยรู้จักกันเลยแม้แต่น้อย กระทั่งวันที่ผมได้เจอเด็กคนนั้นในบ้านตนเอง และเป็นวันเดียวกับที่ผมได้รับรู้ว่าณจันคือทายาทผู้ช่วงชิงตราแต่เดิมผมต้องลงโทษเพื่อให้ทายาทผู้ช่วงชิงชดใช้ความผิด แต่แค่เห็นหน้าเด็กคนนั้นผมก็ทนทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ผมเลยอยากพาเด็กนั้นไปและค่อย ๆ เล่าเรื่องให้ฟัง
42ผมไม่ยอม“หยุดเดี๋ยวนี้นะคีรี” ร่างโชกเลือดตรงหน้าไม่อยู่ในสายตาอีกต่อไป หลังจากได้ยินคำว่าลาก่อนจากปากคน ๆ นั้น ผมตะโกนสั่งเขาเสียงเข้มพร้อมกับออกวิ่งสุดชีวิตเพื่อไปให้ถึงกำแพงแก้ว“เมื่อกี้คุณหมายความว่ายังไง ทำไมถึงพูดว่าลาก่อนกับผม ว่ายังไง?” ผมไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่คิดว่าทั้งหมดต้องเกี่ยวกับตราทองพวกนี้ ผมเลยแย่งตราทองในมือเขามาถือเอาไว้ซึ่งคีรีก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ผมถามย้ำเพราะเขาอึกอักไม่ยอมตอบ“ผมขอร้อง อย่าให้ผมไม่รู้อะไรอยู่แบบนี้เลย” ดูเหมือนคีรีจะใจอ่อนกับน้ำเสียงเศร้าสร้อยของผม“ผมเคยบอกณจันแล้วว่าตราทองใช้ปิดผนึกวิญญาณร้ายในเทวาลัย ซึ่งของสิ่งนั้นอยู่หลังกำแพงแก้วนี่ หากทำลายสลักด้วยการใส่ตราทองกลับด้านจะปลดปล่อยวิญญาณร้ายออกมา และวิญญาณร้ายนั่นจะมอบสิ่งตอบแทนให้สามอย่าง”“...”“เทวทูตมีหน้าที่ปกป้องไม่ให้วิญญาณร้ายหลุดออกจากเทวาลัยและมีหน้าที่ตามหาผู้ครอบครองเทวาลัยตัวจริง
41เป็นตาย“ณจันเจ็บหรือเปล่า” เขาถามเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนต่างจากประโยคคำสั่งเมื่อครู่ลิบลับ ผมส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ ไม่นานทีมของพวกเราก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมา ทั้งสองฝ่ายจ่อปากกระบอกปีนหากันไม่มีใครยอมใคร“ปล่อยหนูจันเดี๋ยวนี้” พี่มีนตะคอกเสียงใส่นายเปรม ผมรู้เลยว่าเธอกำลังกังวลมากแค่ไหนในตอนนี้ แต่เธอต้องควบคุมสติให้ได้มากที่สุด“ลองใช้ตาและสติให้ดีว่าตอนนี้ใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ พวกฉันก็มีเยอะกว่า อาวุธเยอะกว่า แล้วนี่ตัวประกันใครที่มีสิทธิ์สั่งพวกแกคิดดูสิ” นายเปรมตอบพี่มีนพลางใช้ปีนชี้ไปชี้มา ไม่มีความเกรงกลัวเลย พวกนายเปรมเยอะกว่าเราแค่เล็กน้อย สภาพสะบักสะบอมกว่าแต่อาวุธครบมือ และที่สำคัญมันมีตัวประกัน แค่คิดตามนี้พวกมันก็มีภาษีมากกว่าจริง ๆ“แล้วแกจะเอายังไง ของก็ได้ไปแล้ว” มันได้ของไปแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องการ เลยหันไปถามมันเด้วยตนเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาผมไป
40จุดหมายสุดท้ายเดินเท้าต่ออีกครึ่งวันเราก็มาถึงน้ำตกที่คีรีบอก น้ำตกสูงไม่มีชั้น เป็นเทือกเขาหินสูง มีช่องว่างหนึ่งช่องให้น้ำตกลงมา ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่น้ำใสสีฟ้าครามไหลไปตามลำธารกว้าง ดูงดงามแปลกตาไม่น้อยมันคือน้ำตกที่ผมเคยเห็นในฝันไม่ผิดแน่ที่นี่แหละ...คีรีให้พวกเราข้ามลำธารไปอยู่อีกฝั่ง งูพวกนั้นไม่น่าจะตามเราข้ามน้ำไปอีกฝั่ง ฉะนั้นการอยู่อีกฝั่งจึงถือเป็นการระวังภัยที่ดีที่สุดพอข้ามฝั่งมาได้ก็นั่งพักกันอยู่ริมน้ำ พรานพงกับคีรีพากันเดินสำรวจรอบ ๆ น้ำตก ว่ามีปากทางเข้าอยู่ตรงไหนหรือเปล่า ไปไม่นานสองคนนั้นก็เดินกลับมา“ไปพักซอกภูเขาหินนั่นดีกว่า ไม่ใกล้ไม่ไกลน้ำตกมากไป” เขาว่าจบคนอื่นก็พยักหน้า หยิบกระเป๋าเดินไปตามพรานพง มีแค่ผมที่นั่งอยุ่ริมแอ่งน้ำตกมองนาฬิกาเข็มทิศที่ปริมเคยใส่ ไม่มีน้ำตา ผมไม่คิดจะร้องไห้แต่ก็รู้สึกทำใจไม่ได้เมื
39เสียงสั่งลาผมนั่งพูด คีรีนั่งฟัง ตอบบ้างแสดงความคิดเห็นบ้างเป็นบางครั้งครึ่งค่อนคืนนี้มันทำให้ผมอยู่มาได้โดยไม่ง่วงเลย ถึงจะบอกว่าคุยกันแต่ผมกลับพูดคนเดียวซะส่วนใหญ่ รอบบริเวณไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากความเงียบ เงียบ และเงียบ นั่นทำให้ผมยิ่งพูดมากขึ้นเพราะกลัวว่าถ้าเผลอเงียบไปด้วยจะหลับ“ณจัน” เดี๋ยวนี้แค่เขาเรียกผมด้วยเสียงเข้มคำเดียว ผมก็รับรู้แล้วว่ามีบางอยางผิดปกติไป สัญชาตญาณบอกผมว่ามีบางอย่างอันตรายผมรีบขยับตัวไปชิดคีรี มองซ้ายมองขวาหาว่าอะไรกันที่ผิดปกติ โดยลืมไปว่าตนเองได้ยินเสียงได้ไกลไม่เท่าคีรี“มีอะไรหรอคีรี”“เสียงงู” เข้าป่าหนึ่งอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คืองูจริง ๆ แต่เราเจอมันบ่อยไปหรือเปล่า ผมเบะปากขึ้นมาเมื่อคิดถึงงูหลากหลายชนิดที่เราเจอ พอฟังเสียงเสร็จคีรีก็รีบฉุดผมลุกจากพื้นเพื่อสั่งงาน“ณจันไปบอกคนอื่นเตรียมตัวเก็บข้าวของ ถึงม
38หมู่บ้านดินพี่มีนยังไม่ทันตอบอะไร ชาก็ชักเกร็ง เลือดไหลออกมาตามหู ตา จมูก สุดท้ายก็แน่นิ่งไป เขายังไม่ทันได้พูดสั่งเสียงอะไรเลยด้วยซ้ำ คงจะเป็นจริงอย่างพรานพงบอกถ้าโดนกัดเกินสามครั้ง ภายในครึ่งชั่วโมงไม่มีทางรอดผมรู้สึกผิดมากจนน้ำตาที่คิดว่าจะไหลก็ไม่ไหลลงมาสักหยด ผมใช้มือลูบปิดดวงตาที่เหลือกโปนปิดลงช้า ๆ“เราฝังเขาก่อนค่อยไปได้มั้ยพี่มีน” พี่มีนพยักหน้าเป็นคำตอบ สองสามคนช่วยกันแบกชาเดินตามผมไปตรงมุมหนึ่ง เราช่วยกันใช้พลั่วขุดหลุมบนดินที่เพิ่งราดน้ำลงไป ขุดกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้ฝังร่างเขาลงดิน“ผมขอโทษที่พาคุณมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ แต่ผมสัญญาจะดูแลครอบครัวคนข้างหลังของคุณเป็นการตอบแทน” หลังกลบฝังเสร็จผมก็ยกมือไหว้หลุมศพจำเป็นของเขา บอกกับเขาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยจากนั้นลุกเดินตามคนอื่นไปข้างหน้าต่อถัดมาจากป่าและโขดหินนั้นก็เป็น







