LOGIN3
ต้องเชื่อเท่านั้น
“พี่มีน ช่วยลิสต์รายการสัมภาระให้จันทร์หน่อยได้มั้ย จันทร์จะไปร่างสัญญาจ้างงานของคีรี”
“ได้สิ เดี๋ยวพี่ไปปรึกษาลุงเฉิน อย่างไงซะคนเตรียมของก็คือพี่ ไม่รู้ลุงเฉินหาคนไว้กี่คนจะได้เตรียมของให้พอกับจำนวนคน” คนสวยของผมใจดีเสมอจริง ๆ ไหว้วานอะไรไม่เคยขัด จัดให้ตลอด ผมคิดว่าหลังจัดการหนังสือจ้างงานชั่วคราวนี่เสร็จจะไปคุยกับพรานพงสักหน่อย ไม่รู้ว่าการเดินทางนี้ใช้เวลากี่วันเราจะได้จัดเตรียมอาหารเครื่องดื่มยารักษาโรคไปให้พอดี
นอกจากคุยกับพรานพงแล้วผมยังต้องไปรายงานนายท่านคีรีที่บ้านของเขาอีก ช่างเป็นช่วงฉุกละหุกจริง ๆ เหมือนทุกอย่างอยู่ในช่วงเวลารีบเร่ง
“นายท่านรอคุณอยู่ข้างใน เชิญ” ผู้ชายคนเมื่อคราวก่อนเปิดประตูรั้วรอตั้งแต่ผมยังไม่ทันได้จอดดีเสียด้วยซ้ำ เหมือนเขารู้ว่าผมจะมา พอปิดประตูรถเสร็จก็เดินตามเขาเข้าไปในบ้าน
พันคีรีนั่งรอผมอยู่กลางห้องนั่งเล่น ไม่ใช่ห้องคราวก่อนที่ผมเข้าไป ห้องนั่งเล่นเป็นกระจกทุกด้าน ถึงจะมีแดดส่องแต่ก็ถูกต้นไม้บดบังไม่มีแสงแดดพาดผ่านตัวบ้านเลย ทั้งยังเย็นสบายจนน่าแปลกอีกต่างหาก
ต้องเป็นเพราะในบ้านทาสีกันความร้อนแน่
“ไหน รายการสัมภาระ” เขาว่าด้วยท่าทีสบาย ๆ พลางยื่นมือมาตรงหน้า ผมล้วงกระดาษลิสต์รายการสัมภาระเล็กใหญ่ออกมาให้ คีรีไม่พูดอะไรหยิบมันไปอ่านอยู่พักหนึ่ง
“ครบดี ถือว่ารอบครอบ”
“แน่นอนครับ ยังไงซะตระกูลผมก็เคยเข้าป่ามาก่อน”
“ถ้างั้นจะต้องการผมไปทำไม” นั่นสิถ้าผมจะมั่นหน้าขนาดนี้จะอยากได้เขาไปทำไม พอผมเงียบอึกอักเขาก็หัวเราะหึ ๆ ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ดูท่าทางต่างจากคนเมื่อสองวันก่อนมากหรือเขาเป็นไบโพลาร์หรือโรคหลายบุคลิกอะไรประเภทนั้น
“ชื่อณจันทร์สินะ”
“ครับ ชื่อณจันทร์ คนสนิทเรียกหนูจันทร์ ลูกน้องเรียกคุณหนูจันทร์ คีรีสะดวกเรียกแบบไหนก็ตามสบาย”
“ณจันทร์”
“ครับ”
“อีกหกวันเดินทางได้ มีปัญหาหรือเปล่า” จู่ ๆ เขาก็นัดวันออกเดินทางเองเสร็จสรรพทั้งที่ควรถามคนที่เป็นนายจ้างอย่างผมมากกว่า กล้ามเนื้อเหนือดวงตาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ที่จริงมันก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือทำไมเขาต้องจัดแจ้งนัดวันเวลาออกเดินทางเองแบบนี้
“พรุ่งนี้ฝนจะตกและตกสองวันติดเดินทางไม่ได้” เหมือนเขาจะรู้ว่าผมกำลังสงสัยอะไรอยู่จึงบอกออกมา ไม่เพียงน่าเกรงขามผมว่าตอนนี้เขาชักน่ากลัวหน่อย ๆ แล้วล่ะ หรือเขาอ่านใจคนได้
“ถ้างั้นจะให้ผมมารับที่นี่แล้วออกเดินทางหรือคุณอยากออกไปเอง”
“เจอกันที่บ้าน ณจันทร์” ทำไมเขาถึงชอบพูดคลุมเครือแบบนั้นกันนะ ถึงมันจะเข้าใจได้แต่มันก็สามารถเข้าใจคลาดเคลื่อนได้นี่นา ผมมีความสงสัยเกี่ยวกับตัวเขามากมายทำได้เพียงบอกตนเองว่าอย่าสาระแน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมควรสนใจ
“คีรี อยากให้พวกเราเตรียมของให้คุณด้วยหรือเปล่า”
“ไม่ต้องเตรียมให้ผม แค่เตรียมให้หมอนั่นก็พอ” เขาว่าพลางเหล่ตามองลูกกระจ๊อกตนเองที่รออยู่นอกห้องนั่งเล่น
“ผมเอาหนังสือสัญญาว่าจ้างมาให้คุณอ่านรายละเอียดด้วย”
“ไม่จำเป็น ครั้งนี้ผมไม่รับเงินถ้าอยากจะให้ก็ให้หมอนั่นแทน” ผมงงกว่าเดิมเสียอีก คนทั้งวงการบอกว่าพันคีรีค่าตัวแพงมากและไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเชิญเขามาได้ ครั้งแรกเรายังคิดว่าเขาไม่ยอมไปเพราะเงินน้อย แต่นี่กลับไม่รับเงินไม่แปลกหน่อยแล้ว แปลกเกินไป
ถ้ายังงั้น”
“ผมมีเหตุผลของผม พวกคุณแค่เตรียมตัวให้พร้อมก็พอ ผมรับรองด้วยชีวิตว่าคุณจะปลอดภัย” เขาพูดแค่นั้นก็นั่งไขว้ห้างจิบกาแฟอย่างสบายใจ หมายถึงหมดเรื่องจะพูดและกำลังไล่ผมอยู่สินะไอ้ท่าทางแบบนี้
“หนูจันทร์จะเดินทางตอนไหน”
“คีรีบอกว่าให้เดินทางอีกหกวันข้างหน้า ฝนจะตกสองวันเดินทางลำบาก”
“ถ้าคีรีบอกแบบนั้นก็รออีกสักหน่อยเถอะ” ลุงเฉินบอกผมพร้อมกับแตะไหล่เบา ๆ ผมไม่ได้คิดจะไปก่อนเวลาหรอก ในเมื่อเชิญมาแล้วก็ต้องยอมเชื่อแหละ จะมีเวลาเตรียมกันอีกหลายวัน
พี่มีนเดินเข้ามายังโถงนั่งเล่นหลังจากไปจัดการเตรียมสัมภาระให้พร้อมสำหรับการเดินทาง พรานพงบอกว่าการเดินทางเข้าออกคงใช้เวลาเกือบสี่สัปดาห์ ลุงเฉินเลยสั่งให้พี่มีนเตรียมของเผื่อไปถึงหกสัปดาห์ เราต้องนั่งรถหนึ่งคืนไปถึงภาคเหนือ เกือบสุดเขตประเทศเพื่อเข้าสู่ป่าดิบเขาซึ่งเป็นจุดเริ่มเป้าหมายในครั้งนี้
“เป็นไงบ้างพี่มีน เหนื่อยหรือเปล่า”
“แค่นี้เอง พอดีต้องไปเตรียมพวกยารักษาโรคน่ะเลยนานหน่อย แล้วทางหนูจันทร์ล่ะราบรื่นหรือเปล่า” หน้าผมคงบอกว่าเซ็ง พี่มีนถึงยื่นมือมาลูบหัวเบา ๆ นั่งลงข้างตัวผม
ลุงเฉินแฟ้มประวัติผู้ร่วมทางที่เตรียมไว้ให้ผมกับพี่มีนได้รู้จักก่อนจะเริ่มงานกัน แม้ทุกคนจะรู้จักผมกับพี่มีนอยู่แล้วก็ตาม
“ครั้งนี้ลุงเตรียมคนนอกบริษัทให้อีกหกคน คนของเราคุ้นกับการเดินป่า แต่ไม่คุ้นเคยกับการผจญอันตรายนอกเหนือจากป่า” ผมกับพี่มีนพยักหน้าให้ลุงเฉิน มือก็เปิดแป้มประวัติอ่านไปเรื่อย คนร่วมทางทั้งหมดรวมผม พี่มีนและคีรีก็สิบเจ็ดคนพอดี
ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมก็มีกันเท่านี้อีกหกวันเดินทางได้ ผมอยากรู้เต็มที่ว่าไอ้อาการบ้าบอนี่ของผมมันเกิดจากอะไรเหมือนกัน
วางแผนการเดินทางเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันขึ้นห้องไปพักผ่อน จัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ผมนอนดูซีรีส์ในไอแพดกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงไม่รู้ว่าจะทำอะไร ระหว่างที่รอปริมตอบกลับมา ครั้งก่อนปริมบอกว่าจะไปด้วยพอถึงเวลาต้องไปผมก็เลยอยากคุยกับปริมให้รู้เรื่องเสียก่อน
ปริม: หลับยัง
จันจันทร์: ยังเลย ดูซีรีส์อยู่
ปริม: จะไปวันไหน
จันจันทร์: อีกหกวัน มันอันตรายมากๆ เราไม่อยากให้ปริมไปเสี่ยงอันตรายเพราะเรา ไว้เรากลับมาจะเลี้ยงข้าว อย่าไปเลย
ปริม: ไม่ เราจะไปด้วย เราเป็นห่วง
ผมอ่านแต่ไม่ได้ตอบกลับเพราะอยู่ ๆ ตาก็พร่า เปลือกตาหนักมาก หนักจนผมฝืนไม่ไหวหลับคาไอแพดและมือถือในที่สุด รู้ตัวอีกทีก็เช้ามือวันต่อมา
พอดีกับผมไม่รู้จะห้ามปริมไหวหรือเปล่าเลยเลือกไม่ตอบดีกว่า ปริมส่งข้อความมาอีกหลายครั้ง ผมเลือกไม่ตอบและเตรียมตัวเก็บข้าวของ เสื้อผ้าอีกสักสองสามชุดเผื่อต้องเปลี่ยนระหว่างเดินทาง
หวังว่าในป่าจะมีโอกาสได้ซักผ้าสักครั้ง ไอ้เรามันคนรักสะอาดด้วย ใส่เสื้อซ้ำกันหลายวันพาลจะเป็นภูมิแพ้ไปซะ ถึงรู้ว่าที่จะไปคือป่า ก็ไม่วายเลือกเสื้อผ้าสีสว่างอย่างขาวชมพูครีมแบบที่ชอบไปแทนที่จะสีเข้มอย่างพวกน้ำเงิน ดำเทา
ผมทำใจใส่เสื้อผ้าสีโทนเข้มไม่ได้จริง ๆ มันทำให้ผมหดหู่ไม่มีแรง
บทส่งท้ายบันทึกพิเศษ : คีรีตลอดเวลาที่ถูกผนึกอยู่หลังกำแพงแก้วผมไม่รู้สึกเจ็บปวดที่ถูกสูบเลือดเพื่อยับยั้งพลังวิญญาณร้ายเลยสักนิด ไม่มีสักวินาทีที่ไม่คิดถึงเด็กหน้าขาว ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างนอกจากยิงปีนที่ชื่อณจัน อย่าว่าแต่ณจันแปลกใจที่ผมทำแบบนี้ เพราะแม้แต่ผมเองก็แปลกใจเหมือนกันที่ยอมถูกผนึกในกำแพงแก้วตั้งสิบสามปี เพื่อแลกกับอิสรภาพและชีวิตของเด็กคนนั้นไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่ผมเริ่มฝันเห็นเด็กหน้าขาวคนหนึ่ง ในฝันผมเด็กคนนั้นมักจะยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาเสมอ ผมฝันอยู่แบบนั้นเกือบสิบปี จำได้แค่ใบหน้าและรอยยิ้ม พอฝันบ่อยเข้ามันก็กลายเป็นผูกพันเหมือนเราทั้งสองสนิทกัน ทั้งที่ความเป็นจริงเราไม่เคยรู้จักกันเลยแม้แต่น้อย กระทั่งวันที่ผมได้เจอเด็กคนนั้นในบ้านตนเอง และเป็นวันเดียวกับที่ผมได้รับรู้ว่าณจันคือทายาทผู้ช่วงชิงตราแต่เดิมผมต้องลงโทษเพื่อให้ทายาทผู้ช่วงชิงชดใช้ความผิด แต่แค่เห็นหน้าเด็กคนนั้นผมก็ทนทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ผมเลยอยากพาเด็กนั้นไปและค่อย ๆ เล่าเรื่องให้ฟัง
42ผมไม่ยอม“หยุดเดี๋ยวนี้นะคีรี” ร่างโชกเลือดตรงหน้าไม่อยู่ในสายตาอีกต่อไป หลังจากได้ยินคำว่าลาก่อนจากปากคน ๆ นั้น ผมตะโกนสั่งเขาเสียงเข้มพร้อมกับออกวิ่งสุดชีวิตเพื่อไปให้ถึงกำแพงแก้ว“เมื่อกี้คุณหมายความว่ายังไง ทำไมถึงพูดว่าลาก่อนกับผม ว่ายังไง?” ผมไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่คิดว่าทั้งหมดต้องเกี่ยวกับตราทองพวกนี้ ผมเลยแย่งตราทองในมือเขามาถือเอาไว้ซึ่งคีรีก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ผมถามย้ำเพราะเขาอึกอักไม่ยอมตอบ“ผมขอร้อง อย่าให้ผมไม่รู้อะไรอยู่แบบนี้เลย” ดูเหมือนคีรีจะใจอ่อนกับน้ำเสียงเศร้าสร้อยของผม“ผมเคยบอกณจันแล้วว่าตราทองใช้ปิดผนึกวิญญาณร้ายในเทวาลัย ซึ่งของสิ่งนั้นอยู่หลังกำแพงแก้วนี่ หากทำลายสลักด้วยการใส่ตราทองกลับด้านจะปลดปล่อยวิญญาณร้ายออกมา และวิญญาณร้ายนั่นจะมอบสิ่งตอบแทนให้สามอย่าง”“...”“เทวทูตมีหน้าที่ปกป้องไม่ให้วิญญาณร้ายหลุดออกจากเทวาลัยและมีหน้าที่ตามหาผู้ครอบครองเทวาลัยตัวจริง
41เป็นตาย“ณจันเจ็บหรือเปล่า” เขาถามเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนต่างจากประโยคคำสั่งเมื่อครู่ลิบลับ ผมส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ ไม่นานทีมของพวกเราก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมา ทั้งสองฝ่ายจ่อปากกระบอกปีนหากันไม่มีใครยอมใคร“ปล่อยหนูจันเดี๋ยวนี้” พี่มีนตะคอกเสียงใส่นายเปรม ผมรู้เลยว่าเธอกำลังกังวลมากแค่ไหนในตอนนี้ แต่เธอต้องควบคุมสติให้ได้มากที่สุด“ลองใช้ตาและสติให้ดีว่าตอนนี้ใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ พวกฉันก็มีเยอะกว่า อาวุธเยอะกว่า แล้วนี่ตัวประกันใครที่มีสิทธิ์สั่งพวกแกคิดดูสิ” นายเปรมตอบพี่มีนพลางใช้ปีนชี้ไปชี้มา ไม่มีความเกรงกลัวเลย พวกนายเปรมเยอะกว่าเราแค่เล็กน้อย สภาพสะบักสะบอมกว่าแต่อาวุธครบมือ และที่สำคัญมันมีตัวประกัน แค่คิดตามนี้พวกมันก็มีภาษีมากกว่าจริง ๆ“แล้วแกจะเอายังไง ของก็ได้ไปแล้ว” มันได้ของไปแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องการ เลยหันไปถามมันเด้วยตนเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาผมไป
40จุดหมายสุดท้ายเดินเท้าต่ออีกครึ่งวันเราก็มาถึงน้ำตกที่คีรีบอก น้ำตกสูงไม่มีชั้น เป็นเทือกเขาหินสูง มีช่องว่างหนึ่งช่องให้น้ำตกลงมา ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่น้ำใสสีฟ้าครามไหลไปตามลำธารกว้าง ดูงดงามแปลกตาไม่น้อยมันคือน้ำตกที่ผมเคยเห็นในฝันไม่ผิดแน่ที่นี่แหละ...คีรีให้พวกเราข้ามลำธารไปอยู่อีกฝั่ง งูพวกนั้นไม่น่าจะตามเราข้ามน้ำไปอีกฝั่ง ฉะนั้นการอยู่อีกฝั่งจึงถือเป็นการระวังภัยที่ดีที่สุดพอข้ามฝั่งมาได้ก็นั่งพักกันอยู่ริมน้ำ พรานพงกับคีรีพากันเดินสำรวจรอบ ๆ น้ำตก ว่ามีปากทางเข้าอยู่ตรงไหนหรือเปล่า ไปไม่นานสองคนนั้นก็เดินกลับมา“ไปพักซอกภูเขาหินนั่นดีกว่า ไม่ใกล้ไม่ไกลน้ำตกมากไป” เขาว่าจบคนอื่นก็พยักหน้า หยิบกระเป๋าเดินไปตามพรานพง มีแค่ผมที่นั่งอยุ่ริมแอ่งน้ำตกมองนาฬิกาเข็มทิศที่ปริมเคยใส่ ไม่มีน้ำตา ผมไม่คิดจะร้องไห้แต่ก็รู้สึกทำใจไม่ได้เมื
39เสียงสั่งลาผมนั่งพูด คีรีนั่งฟัง ตอบบ้างแสดงความคิดเห็นบ้างเป็นบางครั้งครึ่งค่อนคืนนี้มันทำให้ผมอยู่มาได้โดยไม่ง่วงเลย ถึงจะบอกว่าคุยกันแต่ผมกลับพูดคนเดียวซะส่วนใหญ่ รอบบริเวณไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากความเงียบ เงียบ และเงียบ นั่นทำให้ผมยิ่งพูดมากขึ้นเพราะกลัวว่าถ้าเผลอเงียบไปด้วยจะหลับ“ณจัน” เดี๋ยวนี้แค่เขาเรียกผมด้วยเสียงเข้มคำเดียว ผมก็รับรู้แล้วว่ามีบางอยางผิดปกติไป สัญชาตญาณบอกผมว่ามีบางอย่างอันตรายผมรีบขยับตัวไปชิดคีรี มองซ้ายมองขวาหาว่าอะไรกันที่ผิดปกติ โดยลืมไปว่าตนเองได้ยินเสียงได้ไกลไม่เท่าคีรี“มีอะไรหรอคีรี”“เสียงงู” เข้าป่าหนึ่งอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คืองูจริง ๆ แต่เราเจอมันบ่อยไปหรือเปล่า ผมเบะปากขึ้นมาเมื่อคิดถึงงูหลากหลายชนิดที่เราเจอ พอฟังเสียงเสร็จคีรีก็รีบฉุดผมลุกจากพื้นเพื่อสั่งงาน“ณจันไปบอกคนอื่นเตรียมตัวเก็บข้าวของ ถึงม
38หมู่บ้านดินพี่มีนยังไม่ทันตอบอะไร ชาก็ชักเกร็ง เลือดไหลออกมาตามหู ตา จมูก สุดท้ายก็แน่นิ่งไป เขายังไม่ทันได้พูดสั่งเสียงอะไรเลยด้วยซ้ำ คงจะเป็นจริงอย่างพรานพงบอกถ้าโดนกัดเกินสามครั้ง ภายในครึ่งชั่วโมงไม่มีทางรอดผมรู้สึกผิดมากจนน้ำตาที่คิดว่าจะไหลก็ไม่ไหลลงมาสักหยด ผมใช้มือลูบปิดดวงตาที่เหลือกโปนปิดลงช้า ๆ“เราฝังเขาก่อนค่อยไปได้มั้ยพี่มีน” พี่มีนพยักหน้าเป็นคำตอบ สองสามคนช่วยกันแบกชาเดินตามผมไปตรงมุมหนึ่ง เราช่วยกันใช้พลั่วขุดหลุมบนดินที่เพิ่งราดน้ำลงไป ขุดกันอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอให้ฝังร่างเขาลงดิน“ผมขอโทษที่พาคุณมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ แต่ผมสัญญาจะดูแลครอบครัวคนข้างหลังของคุณเป็นการตอบแทน” หลังกลบฝังเสร็จผมก็ยกมือไหว้หลุมศพจำเป็นของเขา บอกกับเขาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยจากนั้นลุกเดินตามคนอื่นไปข้างหน้าต่อถัดมาจากป่าและโขดหินนั้นก็เป็น







