“หมอก รู้ไหมว่าเราดีใจมากแค่ไหนที่วันนี้หมอกมาหาเรา เราคิดว่าหมอกโกรธที่เรา...” ช่อแก้วตัดสินใจพูดอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงเธอแผ่วลงเล็กน้อย หลังจากที่ทั้งคู่นั่งเงียบกันไปครู่หนึ่งและมีเพียงเสียงถอนหายใจเบา ๆ ของช่อแก้วเท่านั้น
“มีแฟน?” หมอกพูดแทรกขึ้นมาทันทีราวกับรู้ว่าเธอจะพูดอะไรต่อ
เพราะนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาหุนหันพลันแล่นออกไปจากร้านของช่อแก้วเมื่อวานนี้ เพราะความขุ่นเคืองและความผิดหวังแล่นเข้าสู่หัวใจของเขาอย่างฉับพลันเมื่อเห็นเธออยู่กับเขต ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้มันตีรวนอยู่ในอกไม่จางหาย
“อะ...อืม” ช่อแก้วพยักหน้าเบา ๆ เพราะคำที่หมอกพูดตรงกับสิ่งที่เธอตั้งใจจะพูดพอดี เธออยากจะรู้เหตุผลที่แท้จริงจากปากของเขา เธออยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของพวกเขาไม่ต้องมีกำแพงอะไรมากั้นกลาง
“เราไม่ได้โกรธเรื่องนั้นสักหน่อย”
นานเป็นนาทีกว่าที่หมอกจะให้คำตอบ สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของช่อแก้ว และเขาเลือกที่จะตอบปฏิเสธ แม้ในใจจะรู้สึกตรงกันข้ามก็ตาม ความรู้สึกที่แท้จริงยังคงถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีที่เย็นชาเสมอ
“ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้…แล้วทำไมตอนนั้นหมอกถึงดูโกรธจังที่เห็นว่าเรามีแฟน ท่าทางของหมอกเมื่อวานมันดูแปลกไปมาก ๆ เลยนะ” แม้เขาจะปฏิเสธ แต่ช่อแก้วก็ยังไม่หายคาใจอยู่ดี ท่าทีของเขาเมื่อวานนี้มันชัดเจนเกินกว่าที่จะบอกว่าไม่โกรธ
“เราแค่รู้สึกเหมือนตัวเองถูกช่อแก้วทรยศก็เท่านั้นแหละ”
หมอกให้เหตุผลกลับมาด้วยเสียงอ่อนลง สีหน้าของเขาผิดหวังเล็กน้อย และคำพูดเหล่านั้นของเขา มันก็ทำให้ช่อแก้วย่นคิ้วเข้าหากันทันควัน เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงใช้คำว่า 'ทรยศ'
เธอไปทำอะไรให้เขารู้สึกแบบนั้นกันแน่?
ช่อแก้วมองหน้าหมอกอย่างงุนงง ไม่เข้าใจความหมายที่อยู่ในคำพูดนั้น
เธอทรยศเขาเรื่องอะไรกัน?
ความสัมพันธ์ของเธอกับหมอกก็เป็นแค่เพื่อนมาตลอด ไม่เคยมีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น
แล้วทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนถูกทรยศล่ะ? คำถามมากมายผุดขึ้นมาในใจของเธอทันที
“แต่ช่างมันเถอะ ช่อแก้วไม่ต้องสนใจหรอก” หมอกตัดบทอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป ไม่อยากให้ความรู้สึกที่ซับซ้อนและอ่อนไหวของเขาถูกเปิดเผยต่อหน้าเธอ “เราต้องเข้าบริษัทแล้ว” เขายกนาฬิกาเรือนหรูที่ประดับบนข้อมือขึ้นมาดูเวลา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยท่าทีที่สง่างาม
เมื่อได้มีโอกาสพิจารณาจึงเพิ่งรู้ว่าเพื่อนที่เคยสูงไล่เลี่ยกันในวัยเด็ก บัดนี้กลับร่างสูงใหญ่กว่าเธอมาก กล้ามเนื้อทุกมัดดูกำยำจากการที่เขาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แผ่นหลังและไหล่กว้าง ทำให้เธอดูตัวเล็กไปจนต้องแหงนหน้ามองใบหน้าที่หล่อเหลานั้นแทน แววตาคมเข้มของหมอกดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก พอได้มองใกล้ ๆ ก็ทำให้เธอใจเต้นกระเส่าอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีผีเสื้อนับพันโบยบินอยู่ในท้อง
หมอกเองก็ไม่คิดจะหลบสายตาของช่อแก้วที่มองมาเลยสักนิด ทว่านัยน์ตาของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะคาดเดาเหลือเกิน เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับต้องการจะเก็บช่วงเวลาที่ได้สบตากับเธอไว้ในความทรงจำ แต่แล้วสายตาสองคู่ก็ต้องละออกจากกันเมื่อเสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง
กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง! กรุ๊งกริ๊ง!
“ลูกค้าเข้าแล้ว ไว้เจอกันใหม่นะช่อแก้ว”
เมื่อพูดจบ หมอกก็เดินผ่านลูกค้าผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งก้าวเข้ามาในร้าน เพื่อออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะเสียเวลามองเธอคนนั้นเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่อีกฝ่ายมองตามร่างสูงสง่าของหมอกจนลับสายตา
“โอ๊ย! หล่ออย่างกับดาราแหนะ ใครเหรอแก” หญิงสาวคนนั้นร้องทักออกมาด้วยความตกตะลึงทันทีที่หมอกเดินผ่านไป เธอหันมาถามช่อแก้วอย่างสนิทสนม ในขณะที่สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอยากรู้และตื่นเต้นสุดขีด
“…อ๋อ เพื่อนน่ะ” ช่อแก้วตอบสั้น ๆ พร้อมกับยิ้มแห้ง ๆ เธอรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้เป็นอย่างไร เพื่อนของเธอที่ชื่อว่า ออม ศิรญา ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
“จริงเหรอ ทำไมไม่เคยรู้มาก่อนว่าแกมีเพื่อนหล่อขนาดนี้” ออมตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ราวกับเจอขุมทรัพย์ซ่อนเร้นที่เธอตามหามานานแสนนาน เธอแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“หมอกไปเรียนอเมริกาตั้งแต่ไฮสคูล นี่เพิ่งจะกลับมาน่ะ” ช่อแก้วอธิบายอย่างอดกลั้น
“โห! หล่อมากแม่ แถมยังเป็นนักเรียนนอกอีก เท่สุด ๆ ไปเลยอ่ะแก! แนะนำฉันกับหมอกให้รู้จักกันหน่อยสิ นะ ๆ ๆ ๆ” ออมรบเร้าด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“แนะนำเหรอ” ช่อแก้วเอ่ยถามกลับไปเสียงเบาพร้อมกับย่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เธอรู้สึกแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีอะไรบางอย่างติดอยู่ในใจลึก ๆ ที่ทำให้เธอไม่อยากทำตามคำขอของเพื่อน
“ใช่! แนะนำสิ ฉันชอบหมอกไปแล้วเนี่ย” ออมเขย่าตัวช่อแก้วอย่างบ้าคลั่งคล้ายคนที่ตกอยู่ในอาการคลั่งรัก พวงแก้มเธอแดงฉ่ำด้วยความตื่นเต้น
“แต่แกเพิ่งจะเจอหมอกเมื่อกี้เองนะออม”
“แกไม่เคยได้ยินเรื่องรักแรกพบเหรอ หมอกน่ะ…เป็นรักแรกพบของฉันเลยนะ” ออมยืนกรานด้วยเสียงหนักแน่น พร้อมกับวางมือบนอกซ้ายราวกับหัวใจของเธอกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
“รักแรกพบของแกนี่บ่อยมากเลยนะ” ช่อแก้วบ่นเบา ๆ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา เพื่อนคนนี้ก็เปลี่ยนแฟนมานับไม่ถ้วน และมักจะใช้คำว่ารักแรกพบกับทุกคนที่เจ้าตัวสนใจ ช่อแก้วจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
“คนที่มันไม่ใช่ เราก็ไม่ควรเสียเวลาไหมล่ะ เคยได้ยินไหมว่าแฟนที่ดีก็คือแฟนใหม่น่ะ ไม่รู้แหละ แกต้องแนะนำฉันให้รู้จักกับหมอกให้ได้นะช่อ ไม่งั้นฉันไม่ยอม!” ออมกล่าวอย่างเด็ดขาด
“เอ่อ...” ช่อแก้วกัดริมฝีปากล่างของตัวเองเบา ๆ ด้วยความลำบากใจ เธอไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดี เพราะออมเป็นเพื่อนสนิทและมักจะมีวิธีบังคับให้เธอต้องทำตามคำขอร้องเสมอ
“นะแก นะ ๆ ๆ แนะนำฉันให้รู้จักกับหมอกหน่อย ขอร้องล่ะเพื่อนรัก”
ออมรบเร้าเซ้าซี้ไม่เลิกโดยไม่สนสีหน้าลำบากใจของช่อแก้ว เพราะรู้จุดอ่อนของเพื่อนคนนี้ดีว่าช่อแก้วเป็นคนขี้ใจอ่อน ไม่ค่อยปฏิเสธใคร และเธอก็รู้ด้วยว่าตัวเองมีอิทธิพลต่อช่อแก้วมากแค่ไหน
“เอาไว้ถ้าฉันมีโอกาส เดี๋ยวฉันจะลองแนะนำแกกับหมอกให้ได้รู้จักกันไว้ก็แล้วกันนะ แต่ฉันไม่รับปากว่าจะสำเร็จนะ หมอกเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้หรอก” ช่อแก้วยอมอ่อนข้อให้ในที่สุด เธอพยายามยื่นเงื่อนไขเพื่อที่จะไม่ผูกมัดตัวเองมากเกินไป
“สัญญาแล้วนะ ดีใจที่สุดเลย แกนี่แหละเพื่อนรักของฉัน” ออมกระโดดโลดเต้นดีใจราวกับเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่ เธอแทบจะโผเข้ากอดช่อแก้วด้วยความตื่นเต้น
“อืม ฉันสัญญาแล้ว...พอใจหรือยัง แล้วทำไมวันนี้ไม่ไปทำงานล่ะ”
เพราะไม่รู้จะปฏิเสธยังไง สุดท้ายช่อแก้วจึงรับปากอีกฝ่ายไปแบบนั้น แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้
“ขี้เกียจอ่ะแก วันนี้อยากพักผ่อน สมองไม่แล่นเลย” ออมกล่างพลางเดินไปนั่งยังโซนที่เป็นโซฟาตัวยาวอย่างสบายใจ คล้ายกับว่าร้านนี้เป็นของเธอเอง
“เดี๋ยวก็ไม่ผ่านโปรหรอก งานที่แกทำอยู่มันเป็นช่วงทดลองงานไม่ใช่เหรอ” ช่อแก้วเอ่ยเตือนอีกครั้ง เพราะเธอจำได้ว่าเพื่อนอยู่ในช่วงทดลองงานที่บริษัทใหม่ที่เพิ่งเข้าไปทำได้ไม่นาน
“ก็งานมันน่าเบื่ออ่ะ แล้วยัยหัวหน้าก็บ้าอำนาจอย่างกับอะไรดี จู้จี้จุกจิกไปหมด ฉันก็เคยเล่าให้แกฟังแล้วนี่นา” ออมบ่นอุบ ใบหน้าเธอยู่ยี่ด้วยความเบื่อหน่าย
“แต่ปีนี้แกเปลี่ยนงานมาสามรอบแล้วนะออม มันจะดีเหรอ”
“ก็เหมือนกับแฟนนั่นแหละ ไม่ดีก็แค่หาใหม่ ใครจะเหมือนแกล่ะ ได้เป็นนายตัวเอง…มีธุรกิจของตัวเอง ฉันไม่ได้มีคนลงทุนเปิดร้านให้เหมือนอย่างแกนี่”
เหมือนกับทุกครั้ง เมื่อถูกช่อแก้วว่าเรื่องเปลี่ยนงาน ออมก็จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อโจมตีจุดอ่อนของช่อแก้ว ทำให้ช่อแก้วรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งไป
“เป็นนายตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่เหนื่อยนะออม ฉันต้องตื่นแต่เช้ามาเตรียมวัตถุดิบ ทำขนม กว่าจะจัดร้าน กว่าจะได้พักก็เย็นแล้วนะ” ช่อแก้วพยายามอธิบายถึงความเหน็ดเหนื่อยและเบื้องหลังความสำเร็จที่หลายคนมองข้าม
“พอเลย ที่ฉันมาหาแก ไม่ได้อยากมาฟังอะไรแบบนี้นะ” ออมตัดบทอย่างรวดเร็ว “ฉันยากฟังเรื่องหมอกมากกว่า เล่าเรื่องเขาให้ฟังหน่อยสิ มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เล่ามาให้หมดเลยนะ”
“ฉันต้องไปทำขนมต่อแล้ว นี่ก็เลยเวลาที่ต้องเข้าครัวทำขนมมามากแล้วด้วย”
ช่อแก้วตอบกลับไปด้วยความลำบากใจ เธอไม่มีเวลามาเล่าเรื่องของหมอกให้ออมฟังตอนนี้จริง ๆ เพราะมีขนมอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อเตรียมขายให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า
“ถามจริงเหอะนะ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ฉันไม่เข้าใจเหมือนกัน แกเป็นเจ้าของร้าน ลูกน้องก็มีไม่ใช่เหรอ แกก็ให้ลูกน้องทำไปสิ จะมาทำเองให้เหนื่อยเพื่อ ถ้าเป็นฉันนะ…จะชี้นิ้วสั่ง ๆ ๆ ๆ อย่างเดียวเลย แล้วก็นั่งสวย ๆ รอรับเงิน”
“เพราะฉันอยากรักษามาตรฐานของร้านน่ะสิ อยากให้ลูกค้าได้ทานขนมที่อร่อยและมีคุณภาพเหมือนที่ฉันทำเองทุกชิ้น ไม่ใช่แค่รสชาติแต่รวมถึงความใส่ใจในทุกขั้นตอนด้วย ส่วนแกอยากกินอะไรก็สั่งหมวยละกันนะ” ช่อแก้วบอกขณะหันไปเห็นว่าหมวยเดินออกมาจากครัวพอดี เธอจึงใช้โอกาสนี้ปลีกตัวจากเพื่อนเพื่อกลับเข้าไปในครัว
“หมวย เอาแฟลตไวท์มาให้ฉันแก้วหนึ่ง แล้วก็พวกคุกกี้ด้วยนะ” ออมตะโกนสั่งหมวยเสียงดังฟังชัด ราวกับหมวยเป็นพนักงานส่วนตัวของเธอ
แฟลตไวท์ เป็นเมนูกาแฟที่มีต้นกำเนิดจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ประกอบด้วยเอสเพรสโซ่และนมร้อนที่ตีจนเนียนละเอียด โดยมีปริมาตรกาแฟและนมร้อนในอัตราส่วนหนึ่งต่อสามเพื่อให้รสชาติที่นุ่มนวลและสมดุล เหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟนม ไม่ข้น ไม่หวานจนเกินไป
หมวยชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินน้ำเสียงจากคำสั่งของออม ใบหน้าของเธอบึ้งตึงทันที
“ได้ยินที่ฉันสั่งไหมยัยหมวย” เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากพนักงาน ออมก็เค้นเสียงถามอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่เริ่มจะหงุดหงิดและไม่พอใจ
“ได้ยินค่ะ กำลังทำให้อยู่ค่ะ” เสียงของหมวยแฝงไปด้วยความประชดประชันเล็กน้อย เธอไม่ชอบท่าทีวางอำนาจของออมเลยสักนิด แต่ก็พยายามจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้
“เดี๋ยวเถอะนะ มาทำหน้าทำตา เดี๋ยวฉันจะบอกให้ช่อไล่แกออก” ออมจ้องเขม็ง ชี้หน้าคาดโทษใส่หมวยด้วยความโมโหที่อีกฝ่ายไม่ยอมตอบรับคำสั่งของเธอโดยทันที
นี่นับว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่หมวยถูกผู้หญิงคนนี้วางอำนาจใส่ ด้วยการถือตัวว่าตัวเองเป็นเพื่อนเจ้าของร้าน แต่หมวยก็ไม่ได้กลัวคำขู่ของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอทำงานกับช่อแก้วมานานพอที่จะรู้ว่าช่อแก้วไม่ใช่คนหูเบาและไร้เหตุผล แล้วเธอก็ตั้งใจทำงานเสมอมา นอกจากนี้ ช่อแก้วยังเป็นคนใจดีและเข้าใจลูกน้องเสมอ หมวยจึงทำเพียงแค่ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แล้วเดินไปทำแฟลตไวท์และคุกกี้ให้ออมตามคำสั่งอย่างเงียบ ๆ