مشاركة

รักนี้ ที่มอดไหม้
รักนี้ ที่มอดไหม้
مؤلف: ซูเมิ่ง 淑梦

บทที่ 1 คำสาปแช่ง

last update تاريخ النشر: 2025-09-10 22:01:52

 แกร๊ก แกร๊ก

เสียงคีย์บอร์ด ที่เกิดจากการพิมพ์งานอย่างตั้งใจของฉู่เสี่ยวเสี่ยว นักเขียนนิยายอิสระ ที่พยายามจะจบนิยายเล่มนี้ก่อนสิ้นเดือน ไม่อย่างนั้นเธอต้องหอบของออกจากห้องนี้ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า ตอนนี้กลับโดนขัดจังหวะจากเสียงเตือนที่หน้าต่างคอมเมนต์ในนิยายเรื่องล่าสุดของเธอเอง เสี่ยวเสี่ยวที่มักสนใจในคอมเมนต์ของชาวเน็ต เปิดเข้าไปอ่านในทันที 

          “นักเขียนโรคจิต เป็นอะไรนักหนา ชอบทรมานพระเอกฉันซะจริง”

         “ยัยแม่เล้านี่ก็โหดร้ายเกิ๊น ไม่มีความเป็นคนเลย นางเอกฉันบอบช้ำหมดแล้ว”

          “เมื่อไหร่ พระเอกกับนางเอกจะหนีจากนางแม่เล้าบ้าอำนาจนี้ได้ซะที”

          “นี่ทุกคน! สมน้ำหน้านางแม่เล้าถูกฆ่าตายแล้วในตอนล่าสุด”

            “กว่าจะตายได้ นักเขียนก็ให้บทนางซะจริง สงสัยจะนิสัยเหมือนนางแม่เล้า”

          “เกี่ยวกันตรงไหน ฉันก็แค่อยากให้พวกเขาผ่านบททดสอบพิสูจน์ความรักย่ะ” เสี่ยวเสี่ยวบ่นให้กับชาวเน็ตเพียงลำพัง

              “ถ้าสวรรค์มีจริงนะ ฉันขอให้คุณนักเขียนมีชีวิตที่ยากลำบากแบบนางเอกของฉันบ้าง”

              “ใช่ ๆ ให้หล่อนมีจุดจบแบบแม่เล้าก็ดี อิอิ” 

       ชาวเน็ตคอมเมนต์เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย มีเพียงแค่ฉู่เสี่ยวเสี่ยว ที่ไม่สนุกกับเรื่องนี้ แต่เธอก็เลือกที่จะปิดหน้าคอมเมนต์ และพิมพ์นิยายของเธอต่อไป 

                          เปี้ยง!

      เสียงฟ้าที่ผ่าลงมาทั้งที่ข้างนอกไม่มีพายุ ทำให้เสี่ยวเสี่ยวตกใจไม่น้อย ไฟในห้องของเธอเริ่มกะพริบและดับลงในที่สุด 

               “อะไรเนี่ย จู่ ๆ ทำไมไฟถึงดับ”  เสี่ยวเสี่ยวบ่นพึมพำ พลางลุกเดินไปดูคัตเอาท์ไฟ 

      กลับมา กลับมา เสียงเบาลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ทำเอาเสี่ยวเสี่ยว ขนลุกด้วยความกลัว

               “ใครน่ะ?” เสี่ยวเสี่ยวตะโกนออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ 

ไม่มีเสียงตอบรับ จากคำถามของเธอ 

       ยังไม่ทันที่เธอจะได้เดินไปถึงคัตเอาท์ เสี่ยวเสี่ยว กลับรู้สึกดวงตาหนักอึ้ง และค่อยๆปิดลง ทุกอย่างดำมืดเหมือนเอกภพที่กว้างใหญ่ไม่มีสิ้นสุด………………

            กลับมา กลับมา  เสียงเดิมอีกแล้ว เสี่ยวเสี่ยวลืมตาขึ้นเพื่อตามหาเจ้าของเสียง 

แต่ยังไม่ทันได้มองหาเจ้าของเสียงนั่น เสี่ยวเสี่ยวกลับมองเห็นใบหน้าหญิงสาวคนหนึ่ง ที่แต่งตัวประหลาดจ้องมองเธออยู่ 

                              “เธอเป็นใคร?” เสี่ยวเสี่ยวถามด้วยความตกใจ

                              “เจียลี่ไงเจ้าคะ คุณหนูจำข้าน้อยไม่ได้หรือเจ้าคะ” เจียลี่มีสีหน้างุนงง

               เสี่ยวเสี่ยวรู้สึกว่าชื่อนี้คุ้นหูจัง แต่คิดไม่ออกว่าได้ยินมาจากไหน หล่อนสำรวจไปรอบๆ ห้อง ทุกอย่างแปลกตาไปหมด ห้องโดนกั้นด้วยไม้ และผ้าฉาก มีผ้าม่านที่ห้อยอยู่ตามเตียงนอนเต็มไปหมด เสี่ยวเสี่ยวพยายามหามือถือเพื่อโทรหาใครสักคน

                              “มือถือ! ฉันว่าฉันต้องโทรหาตำรวจแล้ว นี่มันโจรโรคจิตที่ชอบจับคนมาทำอะไรแปลกๆ แน่” 

ยังไม่ทันที่เสี่ยวเสี่ยวจะค้นหามือถือ สายตาของเธอก็ไปสะดุดกับกระจกที่ตั้งไม่ห่างจากเตียงนอน กระจกสีเหลืองขุ่นที่มองไม่เห็นหน้าชัดเจนนั้น ยังพอมองออกว่าคนในกระจกคือเธอเอง

                              “ฉันนี่ แต่ชุด..ไม่ใช่ชุดฉัน ชุดอะไรของพวกเธอเนี่ย” เสี่ยวเสี่ยวเริ่มสติแตกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ต่างจากเจียลี่ที่รู้สึกหวาดกลัวกับท่าทางประหลาดของคุณหนูตัวเอง

               เสี่ยวเสี่ยวเริ่มสับสนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้เป็นเธอฝันไปหรือเปล่า 

                           โอ๊ย!

               เสี่ยวเสี่ยวหยิกแขนตัวเองจนเป็นรอยแดง หล่อนร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด

                              “ไม่ได้ฝันไป” เสี่ยวเสี่ยวยังคงเดินไปเดินมาและพูดกับตัวเอง ภายใต้การจ้องมองของเจียลี่ ที่ตอนนี้นางรู้สึกหวาดกลัวคนที่อยู่ตรงหน้าไม่น้อย 

                              “ต้องมีคนแกล้งฉันแน่ ใครกันนะ?”

                              “คุณหนู ให้บ่าวตามหมอไหมเจ้าคะ” เจียลี่คิดว่าอาการคุณหนูของตนหนักกว่าที่นางคิด

               เสี่ยวเสี่ยวหันไปมองเจียลี่ แต่ไม่พูดอะไร จากนั้นก็เริ่มวิ่งออกห้องไป ท่าทางเสี่ยวเสี่ยวตอนนี้เหมือนคนบ้าในสายตาเจียลี่ไปแล้ว

               เสี่ยวเสี่ยววิ่งพล่านไปทั่ว หล่อนหาทางออกไม่เจอ ดวงตาของเธอตกตะลึงกับทุกอย่างที่พบเห็น การแต่งกายที่รุ่มร่ามของผู้หญิง ผู้ชายที่ต่างไว้ผมยาวเหมือนผู้หญิง การพูดคุยโหวกเหวกเสียงดังบนโต๊ะอาหารรูปร่างแปลกประหลาด กับร้านอาหารที่แปลกประหลาด 

               ไม่ต่างจากสายตาคนอื่นที่มองมายังเสี่ยวเสี่ยว วันนี้นางดูแปลกในสายตาแขกในร้าน เหมือนคนสติฟั่นเฟือนที่วิ่งไปทั่วด้วยดวงตาหวาดกลัว ที่มีเจียลี่วิ่งตามหลังมาด้วยความเป็นห่วง

                              “คุณหนู! รอเจียลี่ก่อนเจ้าค่ะ” เสียงตะโกนไล่หลังมาทำให้เสี่ยวเสี่ยวหันไปมอง เมื่อเห็นเป็นเจียลี่หล่อนก็ยิ่งใส่เกียร์หมาวิ่งหนีสุดชีวิต ด้วยคิดว่าเป็นเจียลี่ที่ลักพาตัวเธอมาให้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้

               เสี่ยวเสี่ยวสามารถพาตัวเองออกมาจากสิ่งปลูกสร้างที่เธอเรียกว่าร้านอาหารจนได้

               แต่นั่นยิ่งทำให้สมองของเธอว่างเปล่ามากยิ่งขึ้น เพราะที่นี่ไม่มีรถแม้แต่คันเดียว มีแต่บ้านรูปทรงแปลก ๆ ร้านค้าที่วางแผงลอยข้างถนน รถม้าที่วิ่งไปมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนการจัดฉากแม้แต่น้อย

                              “ที่นี่คือที่ไหนกันเนี่ย”

               ตอนนี้เสี่ยวเสี่ยวเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริง ๆ ซะแล้ว

                              “นี่คือเมืองเจียงป่าย เมืองหลวงของแคว้นเทียนกั๋วเจ้าค่ะ” เจียลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย

                              “เทียนกั๋วหรอ? ทำไมชื่อแคว้นคุ้นหูขนาดนี้” เสี่ยวเสี่ยวครุ่นคิดด้วยแววตาสับสน ทันใดนั้นดวงตาเธอก็เบิกกว้าง

                              “นี่คงไม่ใช่เมืองในนิยายที่ฉันแต่งหรอกนะ!” เสี่ยวเสี่ยวที่บัดนี้หน้าตาซีดเซียว พร้อมจะเป็นลมอีกครั้ง

                              “คุณหนู ๆ เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ” เจียลี่รีบเข้าประคองผู้เป็นนาย

                              “ตอนนี้เราอยู่ไหน?” เสี่ยวเสี่ยวที่บัดนี้ไม่มีแม้แต่แรงขัดขืนปล่อยให้เจียลี่ประคองตามใจ ถามอย่างไร้จุดหมาย

                              “หอบุปผาไงเจ้าคะ เหตุใดการล้มหัวฟาดพื้นครั้งนี้ คุณหนูจึงลืมแม้กระทั่งกิจการที่สร้างมากับมือได้”

               เมื่อได้ยินชื่อนี้เสี่ยวเสี่ยวก็เสียสติในทันที ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ จนผู้คนเริ่มจ้องมอง

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   บทที่ 51 ชีวิตที่เติมเต็ม

    หน้าตำหนักหนิงอันบัดนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เหล่านางกำนัลวิ่งวุ่นแทบจะชนกันล้ม หลี่หยางที่ถูกขวางไว้นอกตำหนัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล “ฝางกงกงเหตุใดข้าจะเข้าไปในตำหนักไม่ได้” หลี่หยางที่จ้องมองเข้าไปในตำหนัก พลางกล่าวถามกับขันทีข้างกาย “ทูลฝ่าบาท ฮองเฮากำลังจะคลอดตามประเพณีห้ามบุรุษเข้าไปนะพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ว่า.......” หลี่หยางยังอยากโต้แย้งต่อ “ไม่มีแต่ใด ๆ ทั้งนั้น ถึงเจ้าเข้าไปก็ช่วยสิ่งใดไม่ได้” ไทเฮาที่ไม่รู้เสด็จมาตั้งแต่เมื่อไหร่กล่าวห้ามฝ่าบาทด้วยท่าทีจริงจัง ทำให้หลี่หยางไม่กล้าเอ่ยโต้แย้งอีก “คลอดแล้ว! คลอดแล้วเพคะ เป็นองค์ชายเพคะ” เสียงของเจียลี่ดังออกมาจากตำหนัก ก่อนที่ร่างนางจะโผล่ออกมารายงานข้างนอกเสียอีก หลี่หยางตื่นเต้นดีใจจนมือไม้สั่น ใบหน้าบัดนี้ของเขาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม รีบรับตัวโอรสของตนที่ถูกห่อด้วยผ้าคลุมลายมังกรจากเจียลี่ พลันทารกน้อยก็เปล่งเสียงร้องเป็นครั้งแรก เสียงร้องนั้นก้องกังวาน หนักแน่นและมีพลังอย่างน่าประหลาด

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   บทที่ 50 หลังการหลับใหล

    หนิงอวี่ที่หลับใหลกลับได้ยินเสียงที่คุ้นชินเรียกนางอีกครั้ง กลับมา กลับมา เสียงเบาของสตรีผู้นี้ทำให้นางต้องปรือตาขึ้นมาอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้สิ่งแวดล้อมรอบตัวของนางกลับเปลี่ยนไป แสงสว่างจากหลอดไฟบนห้องสีขาวสะอาด ผู้คนในชุดสีเขียวเข้มกำลังใช้เครื่อง มือแพทย์หลายชิ้นยื้อชีวิตของใครบางคนบนเตียงผ่าตัดอย่างเคร่งเครียด ทำให้หนิงอวี่ตกใจกับสถานที่แห่งนี้ เหตุใดนางถึงอยู่ในยุคปัจจุบันกัน แล้วเหตุใดถึงโผล่มาอยู่ในโรงพยาบาลเช่นนี้ “ฉู่เสี่ยวเสี่ยว” เสียงที่คุ้นชินเรียกชื่อนางจากด้านหลัง หนิงอวี่รีบหันไปหาเสียงนั้นในทันที เมื่อสายตาประสานกับดวงตาที่คุ้นเคยร่างบางก็แข็งทื่อในทันที “นี่ท่าน!” หนิงอวี่ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดก่อน สตรีเบื้องหน้าภายใต้อาภรณ์สีขาวทั้งตัวยืนยิ้มให้กับนาง ใบหน้าของสตรีผู้นั้นเหมือนกับใบหน้าของนางทุกประการ “ฉู่เสี่ยวเสี่ยวข้าคือเจ้า แลเจ้าคือข้า หากแต่เราสองอยู่กันคนละภพชาติเท่านั้น” “ท่านคือ..” หนิงอวี่ย้ำถามสิ่งที่ตนสงสัย “ข้าคือภูตสวร

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   บทที่ 49 เพราะรัก

    แม้การรอดพ้นจากความตายของหนิงอวี่จะเป็นความปรารถนาเดียวของหลี่หยาง แต่การสูญเสียกระบี่เทพก็ทำให้ราชสำนักเกิดข้อพิพาทอีกครั้ง ขุนนางฝ่ายเสนาบดีสุ่ยไม่พอใจกับการสูญเสียนี้ “บัดนี้สูญเสียกระบี่เทพแล้ว หากแคว้นอื่นมารุกรานจะทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีสุ่ยทูลถามอย่างไม่เกรงกลัว “ก็นำทหารออกสู้รบอย่างไรเล่า” แม่ทัพหู่โต้แย้งแทนฮ่องเต้ “กระหม่อมมิเห็นด้วยที่ฝ่าบาทนำกระบี่เทพแลกกับการคืนชีพฮองเฮา ถึงอย่างไรพระองค์ควรเห็นราษฎรมาก่อน” รองเจ้ากรมโยธาเสี่ยงตายทูลทัดทาน “เช่นนั้นรองเจ้ากรมโยธาเห็นผู้ใดเหมาะสมที่จะเป็นฮ่องเต้กว่าเราก็เสนอมาเถิด ข้าไม่มีวันนำชายาของตนแลกกับสิ่งใดทั้งสิ้น”หลี่หยางกล่าวอย่างไม่ถือโทษ แต่น้ำเสียงนั้นกลับหนักแน่นจนใต้เท้าฉีไม่กล้ากล่าวต่อ “ข้าจะปกป้องแคว้นด้วยกำลังที่ข้ามี หาใช่อาวุธเทพที่ต้องแลกด้วยชีวิตฮองเฮาหรือผู้ใด หากใต้เท้าฉีคิดว่าข้าไม่เหมาะสมโปรดเสนอฮ่องเต้พระองค์อื่น” สายตาเยือกเย็นมองไปยังรองเจ้ากรมโยธา ฉีเหิงรองเจ้ากรมโยธาเมื่อเห็นฝ่าบาททรงกริ้วก็หัน

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   บทที่ 48 ยอมแลกทุกสิ่ง

    หลี่หยางมุ่งตรงไปที่หอกระบี่ หากไม่มีผู้ใดให้คำตอบกับเขาได้ก็มีเพียงหอกระบี่นี้เท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ ชั้นบนสุดของหอกระบี่ยังคงเหมือนเช่นเดิมทุกครั้ง กระบี่เทพที่ล่องลอยบนบัลลังก์น้ำแข็ง โดยมีลูกแก้วดวงจิตสถิตอยู่กลางห้องหลี่หยางเรียกกระบี่มาหาตนพลางชี้ไปยังดวงจิตเทพที่ล่องลอยอยู่ “จงให้คำตอบข้า เหตุให้ฮองเฮาของข้าจึงเป็นเช่นนั้น” สายตาเยือกเย็นหมายจะทำลายดวงจิตนั้นให้สิ้น หากไม่ให้คำตอบที่เขาต้องการ “จ้าวหลี่หยางคำตอบนั้นข้าย่อมให้เจ้าได้ การปลอบประโลมดวงจิตเทพต้องใช้ไอเซียนของภูตสวรรค์ เว่ยหนิงอวี่เป็นเพียงมนุษย์ที่มีไอเซียนของภูตสวรรค์เท่านั้น เมื่อร่างดูดซับพลังฝั่งมารมากเกินไปจะต้องขจัดพลังนั้นออก แต่เว่ยหนิงอวี่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ย่อมไม่สามารถมีพลังเช่นนั้นได้ ร่างกายและจิตวิญญาณนางจึงค่อย ๆ ดับสลาย” กลางอกของหลี่หยางเบาโหวงเมื่อได้ยินสิ่งที่ดวงจิตเทพบอก เขาเจ็บปวดจนแทบทนไม่ได้ มือที่กำกระบี่แน่นเริ่มสั่นไหว “แล้วเหตุใดก่อนหน้าเจ้าจึงไม่บอกข้า” ความเคียดแค้นเข้าเกาะกุมหัวใจที่แตกสลายนั้น

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   บทที่ 47 ปลอบประโลมดวงจิตกระบี่เทพ

    หลี่หยางยังคงเฝ้ามองการบำเพ็ญของหนิงอวี่เพื่อปลอบประโลมกระบี่เทพ ครั้งนี้นางใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าจะทำให้ดวงจิตกระบี่เทพสงบลงได้ เหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผมบ่งบอกว่าเจ้าตัวเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย “หนิงอวี่ เป็นอย่างไรบ้างเหนื่อยมากใช่หรือไม่” เมื่อหนิงอวี่ลืมตาขึ้น หลี่หยางก็รีบเข้าไปประคองในทันที “หม่อมฉันทนไหวเพคะ” นางยังคงยิ้มกว้างให้เขา แม้ใบหน้าตอนนี้ดูซีดเซียวเพียงใดก็ตาม “เช่นนั้นพักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยเดินทางกลับวัง” “อือ” นางพยักหน้าเชื่อฟังร่างบางถูกช้อนขึ้นวางไว้บนเตียงนอน เพียงไม่นานหนิงอวี่ก็เข้าสู่นิทราอย่างรวดเร็ว จนทำให้หลี่หยางประหลาดใจว่าเหตุใดถึงหลับได้ง่ายดายเช่นนี้ ตลอดเส้นทางในการเดินทัพกลับเมืองหลวง หนิงอวี่เอาแต่หลับเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หลี่หยางที่นั่งอยู่ด้านข้างหวาดกลัวภายในใจโดยที่เจ้าตัวไม่สามารถหาเหตุผลได้ ทำได้เพียงเป็นหมอนให้นางหนุนตลอดทาง “หนิงอวี่ถึงวังแล้ว เจ้าตื่นเถิด” เสียงทุ้มต่ำเจือไปด้วยความห่วงใยปลุกนางให้ตื่นจากนิทรา หนิงอวี่ปรือตา

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   บทที่ 46 ศึกสุดท้าย

    ภายในห้องลับหนิงอวี่ยังคงนั่งบำเพ็ญโดยมีกระบี่เทพลอยอยู่เบื้องหน้าของนาง ด้านหลังมีหลี่หยางคอยเฝ้ามองอยู่ไม่ห่าง ไม่รู้ด้วยเหตุใดทุกครั้งที่นางต้องปลอบประโลมดวงจิตกระบี่เทพ ตัวเขาเองกลับรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งภายในใจกลับหวาดกลัวอย่างน่าประหลาด ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ บัดนี้หนิงอวี่รู้สึกว่ากระบี่ไม่ได้ร้อนดั่งไฟเผาเช่นก่อนหน้า หากแต่นางกลับรู้สึกเหนื่อยกว่าครั้งแรกที่ปลอบประโลมดวงจิตกระบี่มาก อาจเป็นเพราะการเร่งเดินทางมายังเทียนเถาทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า “หนิงอวี่ เป็นอย่างไรบ้าง” หลี่หยางที่สัมผัสได้ถึงดวงจิตที่สงบของกระบี่รีบเข้ามาประคองชายาของตน “ไม่เป็นไรเพคะ เพียงแค่ครั้งนี้หม่อมฉันรู้สึกว่าใช้เวลานานขึ้นกว่าจะทำให้ดวงจิตกระบี่สงบลงได้” “ครั้งต่อไปข้าไม่ใช้กระบี่เทพแล้วดีหรือไม่” สายตาเป็นห่วงส่งมายังนาง “ได้อย่างไรกัน ศึกครั้งนี้หากไม่อัญเชิญกระบี่เทพด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าถึงสามเท่า ทหารจะต้องล้มตายนับไม่ถ้วนแน่” หนิงอวี่มองไปยังหลี่หยางด้วยสายตาไม่เห็นด้วย “แต่ข้

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   ตอนที่ 33 ห่างนาง

    หนิงอวี่เมื่อมีตำแหน่งขุนนางหญิง จึงได้รับพระราชทานจวนให้พักนอกพระราชวังได้ แม้หลี่หยางจะยินดีที่นางไม่ได้เป็นเพียงนางกำนัลต่ำต้อย แต่กลับไม่ยินดีที่ให้นางพักอยู่ด้านนอกเพียงลำพังรถม้าวิ่งบนถนนซูไห่ที่ทอดยาว จนหยุดลงที่ตรอกไห่ถิงที่เงียบสงบ ราคาจวนในตรอกนี้แพงไม่น้อย ด้วยอยู่กลางเมืองหลว

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   บทที่ 30 เกรี้ยวกราด

    หลี่หยางอารมณ์ขุ่นเคืองอย่างยิ่ง เมื่อเห็นบุรุษอื่นออกตัวปกป้องหนิงอวี่อย่างเปิดเผยเช่นนั้น ก่อนหน้านี้เป็นไป๋มู่เฉินที่คอยปกป้องนางเสมอ ทั้งที่แต่ก่อนคนที่เขามักใส่ใจคือลู่เสียน มาครั้งนี้กลับเป็นน้องต่างมารดาของเขาเองจ้าวเจี้ยนหยางที่ออกตัวปกป้องนาง ถึงขั้นกล้าตำหนิว่าที่ชายาของตนอย่าง

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   ตอนที่ 29 บุปผาสวรรค์

    หลี่หยางกลับตำหนักเผิงซีด้วยความขุ่นเคือง แม้หนิงอวี่บอกว่านางต้องการอยู่ที่หออาลักษณ์เพื่อใช้ความสามารถของตน แต่เขามักรู้สึกว่านางจงใจหลบเลี่ยงเขาอยู่บ่อยครั้ง นั่นทำให้เขาไม่พอใจ “ยินดีกับองค์รัชทายาทเพคะ” ลู่เสียนกล่าวยินดีกับเขาทันที เมื่อเห็นหลี่หยางก้าวเข้ามาในห้

  • รักนี้ ที่มอดไหม้   บทที่ 28 ปฏิเสธ

    หนิงอวี่ยกหนังสือที่อยู่ในมือขวางการจ้องมองของหลี่หยาง นางมิอาจจะทนต่อการจ้องมองอย่างลึกซึ้งนั้นของเขาได้ “องค์ชาย นี่หออาลักษณ์โปรดสำรวมด้วย” หนิงอวี่ตำหนิหลี่หยางกลาย ๆ “เช่นนั้นกลับตำหนักเผิงซีเถอะ ข้าจะได้ไม่ต้องสำรวม”หลี่หยางกล่าวพลางดึงหนังส

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status