Masukเสียงแปรงลวดกรีดไปกับพื้นกระเบื้องดังสะท้อนอยู่ในร้านสะดวกซื้อที่เริ่มเงียบเหงาในช่วงดึก ไทน์ ในชุดพนักงานสีซีดจางกำลังทิ้งน้ำหนักตัวลงบนด้ามไม้ถูพื้น แผ่นหลังของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนผ้าเนื้อหยาบแนบไปกับผิวหนัง ทุกจังหวะที่เธอขยับกาย กลิ่นจางๆ ของน้ำยาฆ่าเชื้อสีชมพูฉุนกึกจะลอยขึ้นมาปะทะจมูก ชวนให้เวียนหัวเมื่อผสมกับความอ่อนล้าที่สั่งสมมาตลอดทั้งวัน
เธอก้มมองเข็มนาฬิกาที่ผนัง อีกไม่กี่นาทีจะเที่ยงคืน ร่างกายของเธอกรีดร้องขอการพักผ่อน แต่สมองกลับยังคงหมุนวนอยู่กับตัวเลขในสมุดบัญชีที่บ้าน
หลังจากส่งมอบกะให้พนักงานผลัดดึกเสร็จสิ้น ไทน์ถอดผ้ากันเปื้อนแขวนไว้ที่เดิม เธอคว้ากระเป๋าผ้าใบเก่งที่สายเริ่มรุ่ยขึ้นมาสะพายไหล่ ก่อนจะเดินออกจากร้านที่สว่างจ้าด้วยไฟนีออนออกมาสู่ความมืดมิดภายนอก ลมกลางคืนหอบเอาฝุ่นควันและไออุ่นจากถนนคอนกรีตมาปะทะใบหน้า แตกต่างจากเครื่องปรับอากาศในร้านที่เย็นชืดจนผิวแห้งกร้าน
ไทน์ขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าที่เสียงเครื่องยนต์ดังโชกโชนไปตามถนนสายเล็ก เธอชะลอรถหน้าแผงลอยร้านอาหารตามสั่งที่ตั้งอยู่ริมทาง กลิ่นน้ำมันร้อนๆ และเสียงตะหลิวเคาะกระทะดังฉ่าเป็นสัญญาณว่าเธอยังพอมีอะไรตกถึงท้องก่อนนอน
“ป้าคะ ข้าวผัดหมูหนึ่งกล่องค่ะ”
ไทน์ส่งเสียงทักทายพลางปาดเหงื่อที่ไรผม สายตามองดูป้าเจ้าของร้านที่ตักข้าวใส่กล่องโฟมอย่างรวดเร็ว
“เอากล่องนี้ไปก่อนเลย ลูกค้ายังไม่มาเอา ป้าลัดคิวให้ หกสิบบาทนะไทน์ ของมันขึ้นราคาหมดแล้วลูก”
ไทน์ชะงักไปครู่หนึ่ง นิ้วเรียวที่สากน้อยๆ จากการหยิบจับลังสินค้าค่อยๆ ล้วงลงในกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก เธอหยิบแบงก์ยี่สิบสามใบขึ้นมาส่งให้ด้วยความรู้สึกหน่วงในอก
“โห หกสิบแล้วเหรอป้า ปรับราคาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย”
“โถ่เอ๊ยไทน์ น้ำมันพืชขวดละเท่าไหร่ ไข่ไก่ก็ขึ้น ป้าก็แทบไม่เหลือหยาดเหงื่อแล้วเหมือนกัน”
ไทน์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เธอรับกล่องข้าวมาถือไว้ สัมผัสอุ่นจัดของมันผ่านถุงพลาสติกทำให้เธอรู้สึกถึงภาระที่หนักอึ้งในมือ ‘ยุคนี้อย่าว่าแต่จะเก็บเงินเลย ทำงานให้พอใช้ไปเดือนๆ ไม่ตายก็เก่งแล้ว’ เธอคิดในใจพลางบิดคันเร่งกลับสู่บ้านเช่าในซอยลึก
บ้านไม้สองชั้นสภาพทรุดโทรมที่สีลอกร่อนจนเห็นเนื้อไม้สีเทาคือจุดหมายปลายทาง แสงไฟสีส้มสลัวจากในบ้านลอดผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ไทน์ก้าวเข้าไปด้านใน เสียงไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะก้าวเดินช่วยให้ความรู้สึกอ้างว้างจางลงบ้าง
บนโซฟาตัวเก่าที่มีรอยขาดจนเห็นฟองน้ำด้านใน น้าของเธอกำลังนั่งดูข่าวจากโทรทัศน์เครื่องเก่าที่ภาพซ่าเป็นบางช่วง ทันทีที่ก้าวเข้าไป กลิ่นฉุนกึกของยาหม่องตราถ้วยทองลอยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยเสียจนกลายเป็นกลิ่นแห่งพื้นที่ความปลอดภัยสำหรับไทน์ไปแล้ว
“อ้าวไทน์ มาพอดี น้าว่าจะโทรตาม คืนนี้กลับดึกจัง เกือบเที่ยงคืนแหนะ”
น้าหันมาทัก แววตาที่เต็มไปด้วยรอยตีนกาฉายแววเป็นห่วง
“แวะซื้อข้าวมาด้วยค่ะน้าเยาว์ เลยช้าหน่อย”
ไทน์พยายามปั้นเสียงให้ร่าเริงที่สุด เธอเดินเข้าไปบีบไหล่น้าเบาๆ สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่ตึงเขม็งภายใต้เสื้อยืดตัวเก่า “น้าเป็นไงบ้าง วันนี้ปวดหลังอีกไหม”
“นิดหน่อยน่ะ ตามประสาคนทำงานแหละ” น้าตอบพลางขยับตัว เสียงพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าที่ตะแกรงเป็นสนิมดัง กึกๆ กรีดๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมที่พ่นออกมานั้นแห้งและร้อน แต่มันคือสิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความอ้าวระอุในตัวบ้านได้
“น้านอนเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูขอกินข้าวแล้วจะทำรายงานต่ออีกหน่อย”
“เออ ๆ อย่านอนดึกมากล่ะ พรุ่งนี้ลูกค้าสั่งน้ำเต้าหู้ไว้ยี่สิบถุง จะมาเอาแต่เช้า ไทน์ต้องไปช่วยน้านะ”
“ได้เลยค่ะ ไทน์จะรีบเข้านอน”
หลังจากจัดการข้าวผัดที่ซื้อมาเรียบร้อยแล้ว ไทน์อาบน้ำชำระล้างคราบไคลออกไป เธอก็มานั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวเล็กข้างหน้าต่าง แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ยาวสีขาวนวลส่องสว่างลงบนสมุดรายงานวิชาการตลาด
ไทน์เปิดไอแพดรุ่นเก่าที่หน้าจอมีรอยร้าวตรงมุม อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เธอเก็บหอมรอมริบซื้อมาเพื่อใช้เรียน เธอเริ่มพิมพ์โครงสร้างการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค พลางนึกถึงเหตุการณ์ในร้านสะดวกซื้อวันนี้ ทฤษฎีในตำราที่อาจารย์สอนเรื่อง Value Creation หรือการสร้างคุณค่าให้ลูกค้า ดูจะห่างไกลจากความจริงที่เธอเจอเหลือเกิน ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่ภาพเพื่อนร่วมงานที่คอยโยนงานให้ และลูกค้าที่มองข้ามหัวเธอไปเหมือนเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่มีชีวิต
การเรียนวิชาบริหารธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่มีทุนทรัพย์ ไทน์ต้องอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่นสองเท่า เพราะเวลาส่วนใหญ่เสียไปกับการยืนหลังขดหลังแข็งที่ร้านสะดวกซื้อ ในสมุดบันทึกเล่มหนา เธอไม่ได้จดแค่ทฤษฎี แต่เธอยังจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด แผนการตลาดที่เธออยากทำจริงๆ คือแผนที่ทำให้น้าไม่ต้องตื่นมาทำน้ำเต้าหู้ตั้งแต่เช้ามืด และไม่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านเก่า ๆ หลังนี้ต่างหาก
ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงพัดลมกรีดกราย ไทน์เปิดกระเป๋าสะพายเพื่อจะหยิบปากกา แต่สายตากลับไปสะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่ก้นกระเป๋า
นามบัตรสีทองเหลืองอร่าม...
เธอหยิบมันขึ้นมาอย่างเบามือ สัมผัสของกระดาษเนื้อหนาเคลือบมันดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากข้าวของทุกชิ้นในห้องนี้ นามบัตรใบนี้ดูราวกับหลุดออกมาจากโลกอีกใบ โลกที่แตกต่างกับชีวิตของไทน์เหลือเกิน
ไทน์เพ่งมองตัวอักษรพิมพ์นูนที่เรียบหรู วรารักษ์ จิรเดชารัตน์ (รัก) ชื่อที่ดูสูงส่งและนามสกุลที่ยาวจนเธอต้องสะกดซ้ำๆ ในใจ
แสงไฟตกกระทบฟอยล์สีทองบนนามบัตรจนเกิดประกายระยิบระยับ ไทน์นึกถึงใบหน้าสวยสง่าที่มองเธอผ่านแว่นกันแดด กลิ่นน้ำหอมที่หรูหรา และสัมผัสที่อบอุ่นอย่างประหลาดตอนที่ผู้หญิงคนนั้นวางมือบนหัวของเธอ
‘คุณเป็นใครคะ มาสนใจเด็กอย่างไทน์ทำไม’
ไทน์สะบัดหัวไล่ความเพ้อฝัน เธอเก็บนามบัตรใส่ซอกกระเป๋าอย่างเดิม ปล่อยให้มันซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเหรียญห้าเหรียญสิบ ก่อนจะก้มหน้าพิมพ์รายงานต่อ
ในเวลาเดียวกัน ณ คฤหาสน์หรูของตระกูลจิรเดชารัตน์
ความเงียบเชียบภายในห้องนอนกว้างขวางถูกรบกวนเพียงเสียงเข็มนาฬิกาแบรนด์หรูที่เดินอย่างประณีต รัก ในชุดนอนผ้าไหมลื่นสีน้ำเงินเข้มเอนกายอยู่บนเตียงขนาดคิงไซซ์ พื้นที่รอบตัวเธอเต็มไปด้วยความสะดวกสบายที่ใครหลายคนใฝ่ฝัน แต่นัยน์ตาคู่คมกลับฉายแวววุ่นวายใจอย่างเห็นได้ชัด
เธอยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ รสสัมผัสฝาดละมุนขององุ่นชั้นดีไม่ได้ช่วยให้จิตใจสงบลง ในหัวของเธอมีแต่ภาพ เด็กคนนั้น ภาพเด็กสาวที่พยายามถ่างตาต่อสู้กับความง่วง ท่าทางตลกๆ ที่ดูซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเองอย่างที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อนในสังคมธุรกิจที่เต็มไปด้วยหน้ากาก
“ฉันน่าจะขอช่องทางติดต่อเธอไว้นะ”
รักพึมพำกับตัวเองพลางถอนหายใจยาว เธอตำหนิความใจร้อนของตัวเองที่เอาแต่ยื่นนามบัตรแล้วเดินออกมาเพียงเพราะกลัวว่าตัวเองจะเผลอทำอะไรที่ดูคุกคามเด็กคนนั้นไปมากกว่าการลูบหัว
นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบแก้วไวน์เป็นจังหวะ เธอจำแววตาสั่นระริกตอนที่เด็กคนนั้นได้รับนามบัตรจากเธอได้ดี มันเป็นความตื่นตระหนกที่ปนไปด้วยความไร้เดียงสา
รักไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกถูกชะตากับพนักงานร้านสะดวกซื้อธรรมดาๆ คนหนึ่งได้ขนาดนี้ แต่มันเป็นแรงดึงดูดที่เธอไม่อยากจะปล่อยผ่านไป
“ให้นามบัตรไปแล้ว หวังว่าจะไม่เอาไปตั้งหิ้งบูชาหรอกนะ” รักเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ใบหน้าของคนเด็กกว่ายังไม่หลุดไปจากภาพในหัว
วรารักษ์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะข้างเตียง สายตามองออกไปที่แสงไฟของเมืองหลวงผ่านกระจกบานยักษ์ เธอตัดสินใจแล้วว่าการรอคอยไม่ใช่สไตล์ของเธอ ถ้าเด็กคนนั้นไม่โทรมา เธอก็แค่ต้องไปปรากฏตัวให้เห็นบ่อยๆ
“สงสัยต้องไปตรวจสาขาสองศูนย์เก้าบ่อย ๆ”
คิดได้แบบนั้นก็ทิ้งตัวลงนอน กลิ่นหอมจางๆ จากเครื่องหอมราคาแพงในห้องไม่ได้ทำให้เธอผ่อนคลายได้เท่ากับความคิดที่ว่า พรุ่งนี้เธอจะหาข้ออ้างอะไรไปที่สาขานั้นอีกดี เพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้ม หรือท่าทางตลกๆ ของเด็กที่ชื่อไทน์อีกครั้ง
ท่ามกลางกองจดหมายขอรับทุนการศึกษาประจำปีของบริษัท 24 Hour ที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ในคฤหาสน์ ไทน์ในวัยสามสิบหกปี ผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริหารอย่างเต็มตัว กำลังไล่สายตาอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเธอสะดุดกับซองจดหมายสีขาวธรรมดาฉบับหนึ่งเนื้อหาในจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจง เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่กลับไม่มีทุนการศึกษาเพราะพ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เธอใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานพาร์ทไทม์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเก็บเงิน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าเทอมที่แสนแพง“หนูไม่ได้ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ แต่หนูต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ว่า เด็กที่ไม่มีอะไรเลยอย่างหนู ก็สามารถเติบโตเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนกับท่านประธานที่เป็นไอดอลของหนูค่ะ”ประโยคสุดท้ายในจดหมายทำเอาไทน์นิ่งไปครู่ใหญ่ หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเพราะมันเหมือนเห็นภาพตัวเองในกระจกเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอรีบถือจดหมายฉบับนั้นตรงไปหาวรารักษ์ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในสวนดอกไม้ข้างบ้าน“พี่รักคะ ดูจดหมายฉบับนี้สิคะ”ไทน์ยื่นจดหมายให้คนรักที่ตอนนี้อยู่ในวัยห้าสิบสี่ปี ยังคงดูสง่
ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงในค่ำคืนนี้ดูสลัวกว่าปกติ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ วรารักษ์ในวัยใกล้เลขห้านั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวที่เคยถือปากกาเซ็นเอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมั่นคง ตอนนี้กลับสั่นเทาน้อย ๆ ขณะลูบไล้ไปบนใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกเงาสิบปีผ่านไป...กาลเวลาไม่เคยปราณีใครแม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะใช้ครีมบำรุงที่แพงที่สุด หรือเข้าสถาบันความงามที่ดีที่สุด แต่ร่องรอยแห่งวัยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นทุกทีดังเช่นริ้วรอยที่หางตาและจุดกระที่ผิววรารักษ์ใช้นิ้วแตะลงบนโหนกแก้มที่มีจุดกระเริ่มผุดขึ้นตามธรรมชาติของวัย และเมื่อเธอพยายามฝืนยิ้ม ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตาก็พับซ้อนกันชัดเจนจนเธอต้องรีบหุบยิ้มทันที‘แก่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอวรารักษ์...’เธอคิดในใจพลางหยิบครีมกระปุกหรูมาทาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะลบเลือนรอยเหล่านั้นเพียงเพื่อจะให้ดูดีพอในสายตาของแฟนเด็กที่นับวันจะยิ่งสง่างามและพรั่งพร้อมในวัยสามสิบเอ็ดปีเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ไทน์เดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผมสั้นที่เซตทรงอย่างดีในเวลางาน ตอนนี้เปียกชื้นแ
ในวัยสี่สิบเก้าปี วรารักษ์ยังคงเป็นผู้หญิงที่ดูดีอย่างไร้ที่ติ ใบหน้าคมเข้มยังคงได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในใจของเธอกลับเริ่มมีพายุลูกเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเลขห้ากำลังเดินทางมาเยือน ผิดกับไทน์ในวัยสามสิบเอ็ดที่กำลังอยู่ในช่วงสะพรั่งและเปล่งประกายที่สุด ความเก่งกาจและบุคลิกที่นิ่งขรึมขึ้นตามตำแหน่งหน้าที่ ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างที่วรารักษ์เริ่มจะหวาดหวั่นความระแวงของวรารักษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบริษัทรับนักศึกษาฝึกงานชุดใหม่เข้ามา และหนึ่งในนั้นคือมิ้นท์เด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส ร่าเริง และดูจะ ติดไทน์เป็นพิเศษช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา วรารักษ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไทน์เริ่มกลับบ้านดึกขึ้น บางวันก็กลับพร้อมกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่น ประจำตัวที่เธอคุ้นเคย อีกทั้งไทน์ยังดูติดโทรศัพท์มากขึ้น นิ้วเรียวมักจะกดพิมพ์ข้อความในมือถือพร้อมรอยยิ้มมุมปากในแบบที่วรารักษ์ไม่ได้เห็นมาพักใหญ่บ่ายวันหนึ่งในออฟฟิศของ 24 Hour วรารักษ์ที่กำลังจะไปประชุมต้องหยุดฝีเท้าในทันทีเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเด็กฝึกงานคนนั้นภาพที
เจ็ดปี...เป็นเวลาที่นานพอจะทำให้คนเราเรียนรู้ทุกซอกทุกมุมของกันและกัน แต่สำหรับวรารักษ์และไทน์ เจ็ดปีกลับเป็นเพียงบทนำของนิยายรักที่ไม่มีวันจบเช้าวันวาเลนไทน์ในปีที่เจ็ดบรรยากาศภายในคฤหาสน์ของจิรเดชารัตน์ดูจะอบอวลไปด้วยความลับ ไทน์ในวัยยี่สิบแปดปีที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารเต็มตัวทั้งสง่าและเฉียบคม เธอกำลังประคองกล่องของขวัญใบเล็กที่ห่อด้วยกระดาษสีมุกอย่างทะนุถนอมปีนี้ไทน์ตั้งใจว่ากุหลาบขาวเพียงดอกเดียวเหมือนทุกปีคงไม่เพียงพอต่อความรักที่เอ่อล้น เธอจึงใช้เวลาหลังเลิกงานแอบไปลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมอย่างจริงจังนานนับเดือน เพื่อที่จะสกัดเอา กลิ่นแห่งความทรงจำ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สุด“กลิ่น White Rose เปรียบเสมือนดอกกุหลาบขาวที่เต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์”ไทน์พึมพำขณะลูบไล้ขวดน้ำหอมดีไซน์เรียบหรู เธอเลือกเบสของน้ำหอมเป็นกลิ่นกุหลาบขาวที่บริสุทธิ์ แทรกด้วยกลิ่นหอมสะอาดของแป้งเด็กจาง ๆ เพื่อสื่อถึงความอ่อนโยนที่พี่รักมีให้เธอเสมอมา และตบท้ายด้วยกลิ่นวู้ดดี้เข้ม ๆ เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของอีกฝ่าย เป็นกลิ่นที่ไทน์ตั้งชื่อให้ว่า เธอผู้เป็นนิรันดร์แต่ในขณะเดียวกัน...ทางด้านของคนพี่กลับเต็ม
แสงไฟสีนวลตาภายในห้องครัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์จิรเดชารัตน์ส่องสว่างเพียงบางจุด ทำให้ค่ำคืนนี้บรรยากาศดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งกลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของถั่วเหลืองต้มสุกผสมกับกลิ่นใบเตยหอมลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไทน์ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของคนพี่และกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังยืนใจจดใจจ่ออยู่หน้าเตาไฟฟ้าเครื่องหรู เธอใช้ไม้พายคนน้ำสีขาวนวลในหม้ออย่างเบามือแม้ตอนนี้จะกลายเป็นผู้บริหารสาวที่แสนสง่าในเวลางาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไทน์ก็ยังคงชอบที่จะเข้าครัวทำน้ำเต้าหู้สูตรน้าเยาว์ให้วรารักษ์ดื่มก่อนนอนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากกลับจากทริปยุโรปที่ต้องกินแต่ชีสและขนมปังมาหลายวัน“น้ำเต้าหู้ใกล้จะได้ที่แล้วค่ะพี่รัก กลิ่นหอมแล้ว”ไทน์เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง เพราะรับรู้ถึงฝีเท้าของคนรักที่เพิ่งเดินเข้ามาทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำพูด แต่เป็นอ้อมกอดอุ่น ๆ ที่สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง วรารักษ์ซบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนของคนเด็กกว่า สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมสะอาดสู้กับกลิ่นใบเตยในหม้อ มือเรียวของคนพี่เริ่มไม่อยู่นิ่ง มันค่อย ๆ ลูบไล้จากเอวบางขึ้นมาจนถึงหน้าท้องราบเรียบผ่านเนื้อผ้าตัวบาง“หอ
ท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในบ่ายวันนี้เป็นสีฟ้าครามสดใสตัดกับสถาปัตยกรรมสีครีมดูคลาสสิกของตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายอยู่สองข้างทางไทน์ในชุดโอเวอร์โค้ทสีครีมสบายตายืนตะลึงมองหอไอเฟลที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เดินทางข้ามซีกโลกมาไกลขนาดนี้ และคนที่ยืนเคียงข้างกุมมือเธอไว้ไม่ห่าง ก็คือผู้หญิงที่เป็นโลกทั้งใบของเธอ“สวยกว่าในรูปที่พี่รักเคยเอาให้ดูอีกค่ะ เหมือนในหนังเลย” ไทน์กระซิบพลางกระชับมือที่ประสานกันไว้แน่น“สวยสู้คนข้าง ๆ พี่ไม่ได้หรอกค่ะ”วรารักษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แววตาที่มองแฟนเด็กนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูทริปฮันนีมูนสิบวันที่รัญน้องสาวคนเล็กตั้งใจจัดให้เป็นของขวัญ เริ่มต้นขึ้นอย่างอลังการทั้งคู่นั่งเฟิร์สคลาสมาลงที่ฝรั่งเศส ก่อนจะต่อรถไฟความเร็วสูงไปยังสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี สำหรับไทน์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่แต่ในร้านสะดวกซื้อและคอนโด การได้ออกมาเห็นโลกกว้างขนาดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจนเธอแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ค่ำคืนแรกเมื่อมาถึงปารีส วรารักษ์จองดินเนอร์สุดหรูบนเรือล่องแม่น้ำแซน (Seine River) เพื่อฉลองคืนแรกของการเดิน
เสียงเข็มนาฬิกาพลาสติกที่ติดอยู่เหนือประตูห้องพักพนักงานเดินดัง กึก... กึก... ทุกวินาทีที่ผ่านไปดูเหมือนจะถูกยืดออกด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้โลกหมุนช้าลงไทน์นั่งเหม่อมองตารางงานในแผ่นกระดาษที่ผู้จัดการเพิ่งแปะไว้บนบอร์ด ตัวอักษรชื่อของเธอถูกย้ายไปอยู่ในช่อง กะดึก ตั้งแต่ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ติ
สามวันหลังจากพายุความซวยเรื่องน้ำตาลทรายแตกผ่านไป ชีวิตของไทน์ยังคงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก บรรยากาศภายในร้านสะดวกซื้อที่เธอเคยรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยกลับกลายเป็นสมรภูมิเงียบๆ พนักงานรุ่นพี่อย่างก้อยยังคงใช้สายตาจิกกัดและคอยโยนงานจิปาถะมาให้เธอทำไม่หยุดหย่อน แต่ไทน์เลือกที่จะเปลี่ยนควา
แสงแดดจัดจ้านของยามบ่ายส่องกระทบกระจกหน้าร้านสะดวกซื้อจนเกิดเงาสะท้อนพร่ามัว ไทน์มาถึงร้านก่อนเวลาเข้างานเกือบครึ่งชั่วโมงเหมือนทุกวัน เธอจอดมอเตอร์ไซค์คันเก่าไว้ที่มุมอับสายตาหลังร้าน ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องพักพนักงานที่แคบและอับชื้นไทน์หยิบกระเป๋าเครื่องสำอางใบเล็กที่ซับในเริ่มหลุดลุ่ยออกมาวางบนโ
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในคฤหาสน์หลังโต กลิ่นกาแฟหอมฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องอาหารที่ดูโอ่อ่าแต่กลับเงียบเชียบเกินกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเจ้าของบ้านที่แท้จริงอยู่ต่างประเทศเป็นหลัก ทิ้งอาณาจักรธุรกิจในเมืองไทยไว้ในมือของลูกสาวทั้งสามคนบนโต๊ะอาหารยาวเหยียดมีเพียงร่างของหญิงสาวสามพ


![Boylove the Serise|ดื่มด่ำค่ำคืนอันเร่าร้อน [YAOI] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



![ไขรหัสรัก You’re my keys. [OMEGAVERSE]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
