Masuk“เอ่อ อ๋อ ใช่” ปิ่นอนงค์รีบเออออห่อหมกไปกับเตโซเมื่อได้สติหากแต่ยังปรับความรู้สึกของตัวเองให้กลับมาปกติไม่ได้เหมือนกับชายหนุ่ม
“อุ้ย! เธอนี่ก็ใจกล้าเนอะ กล้าบอกว่าตัวเองมีลูกติดด้วย ยังไงก็ขอให้เที่ยวกันสนุกนะ เชื่อสิ น้องนายไม่ชอบเขาหรอก จะไปกันรอดหรือเปล่าล่ะ แล้วจะเอาใจช่วยนะ บาย” เชอรีนทำท่าทางยกมือขึ้นมาปิดริมฝีปากอุทานราวกับนางร้ายในละครสมัยที่ยังไม่มีโทรทัศน์แบบสมาร์ททีวีเสียด้วยซ้ำก่อนจะยกมือหันฝ่ามือออกกระดิกนิ้วบอกลาแล้วเดินจากไปอย่างไม่คิดหันกลับมา
ปิ่นอนงค์รีบปล่อยมือตัวเองพลางหุบยิ้มฉับพลันมองไปทางอื่นด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ได้เจอกับเชอรีนและรู้สึกถึงการใช้พลังงานเยอะเกินไปจนเหนื่อยที่จะอยู่ร่วมงานเลี้ยงต่อทั้งที่ยังไม่ได้แตะอาหารหรือน้ำเลยสักนิด หากทว่าอากัปกิริยาของเธออยู่ในสายตาของเตโซหมดทุกอย่างซึ่งทำให้มุมปากของชายหนุ่มกระตุกขึ้นยิ้มขบขันในความน่ารักของเธอ
ใช่ เขารู้สึกว่าเธอน่ารัก
หากแต่สำหรับคนอื่นแล้วเป็นอากัปกิริยาที่ไม่ควรแสดงออกมาในงานวิวาห์หวานชื่นเช่นนี้ท่ามกลางแขกเหรื่อมากมายที่มีแต่ญาติทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย
“จริงสิ เมื่อกี้เชอรีนคือลูกพี่ลูกน้อง เธออายุเท่าฉันเพราะเกิดหลังจากฉันสิบนาที แต่ฉันคือลิ้นที่มักจะถูกเธอกัดตลอด ญาติดีกันไม่ได้” ปิ่นอนงค์หันกลับมาแนะนำเชอรีนเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเตโซยืนอยู่ข้างๆ กายในตอนนี่
“ผมคิดว่าคุณน่าจะเป็นฟันมากกว่านะ…จากที่เห็นเมื่อกี้” เตโซยิ้มให้กับปิ่นอนงค์ขณะที่พูดก่อนจะเงียบลงยิ้มเองพูดต่อในท้ายประโยคอย่างหยอกเย้า
“เชอรีนน่ะเข้ามาหาเรื่องก่อนตลอด” สาวเจ้าแหวกลับก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่บันไดบ้านเพื่อจะขึ้นไปพักผ่อนเมื่อตอนนี้เธอไม่อยากจะร่วมวงปาร์ตีเสียแล้ว
“ทุกครั้งที่เจอกันเลยเหรอ” เตโซเดินตามพลางถาม
“ทุกครั้ง ใช่ จนฉันเบื่อที่จะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว” ปิ่นอนงค์ตอบด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ยามที่พูดถึงเชอรีน
“ทำไมถึงมีปัญหากัน” เตโซยังคงถามต่อก่อนจะชะงักเท้าที่กำลังเดินขึ้นบันไดตามปิ่นอนงค์
เมื่อหญิงสาวซึ่งเดินนำอยู่ข้างหน้าหยุดก้าวเท้าที่ขั้นบันไดถัดไปจากเขา ชายหนุ่มจึงจำต้องหยุดยืนอยู่ที่ขั้นบันไดถัดลงมามองไปที่สาวเจ้าซึ่งหันกลับมามองเขาด้วยสีหน้าและสายตาหงุดหงิด แม้เธอจะหงุดหงิดแต่ก็ยอมพูดมันออกมาอย่างเป็นกันเองจนเขาประหลาดใจไม่น้อย
“ตั้งแต่พี่สาวของฉันเสีย คนที่จะอยู่ในฐานะหลานสาวคนโตคนต่อไปก็คือฉัน ซึ่งใครที่อยู่ในตำแหน่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นทายาทอันดับหนึ่งของวรรณวิภากิจ ทั้งที่ฉันไม่ได้อยากจะเป็น” ปิ่นอนงค์พูดจบก็หมุนตัวกลับเดอนขึ้นบันไดต่อแต่แล้วก็ต้องหยุดเดินทั้งที่เพิ่งก้าวขึ้นไปได้แค่ขั้นเดียวก็ต้องชะงักกันกับไปมองเตโซ
“คุณก็ให้เธอเป็นสิ” เตโซพูดพลางยื่นมือออกไปใกล้แขนของปิ่นอนงค์หากแต่ไม่ได้จับหรือคว้าเอาไว้ ชายหนุ่มทำเพียงยื่นไปค้างกลางอากาศไม่ห่างจากแขนเพื่อระวังรีบคว้าเอาไว้หากหญิงสาวก้าวพลาดจนอาจจะเกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้โดยที่สาวเจ้าไม่รู้ตัว
“พูดน่ะมันง่าย แต่คุณคิดเหรอว่าคนอย่างเจ้าสัวธรรมรงค์ วรรณวิภากิจจะยอมแถลงข่าวแจ้งเรื่องหลานสาวคนโตคนใหม่เป็นใคร ขนาดงานแต่งวันนี้ยังจัดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืนเลย” เธอพูดจบก็หมุนตัวกลับแล้วก้าวขึ้นบันไดต่ออย่างรวดเร็วตามอารมณ์หงุดหงิด
ซึ่งทำให้เตโซเกือบจะพุงตัวไปคว้าเพราะกลัวว่าปิ่นอนงค์จะพลาดตกบันไดแต่แล้วก็ต้องพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งออกเมื่อหญิงสาวแสนจะทะมัดทะแมงก้าวเท้าขึ้นบันไดฉับๆ จนเป็นชายหนุ่มเองต้องรีบสาวเท้าเดินขึ้นตามไปพลางวางมือไปตามราวกันบันไดแต่ก็ไม่วายยิงคำถามออกไปด้วยความอยากรู้
และนิสัยที่มักจะเป็นห่วงคนอื่นก่อนเสมอทำให้เขาเลือกที่จะใส่ใจเรื่องของเธออย่างไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมถึงสนใจมากขนาดนี้
“ผมคิดว่าที่เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าให้มองอีกมุมมองหนึ่ง ผมว่าคุณยอมเธอไปก็ดีนะ” เตโซพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วงไม่วายอดนึกถึงเรื่องของดาริกาไม่ได้และทำให้เขากลัวว่าจะมีเรื่องไม่ดีกับปิ่นอนงค์เหมือนคราดาริกาน้องสะใภ้ของเขา
แค่อำนาจเงินทองทำให้คนกลายเป็นปีศาจร้าย
เป็นคนร้ายที่ทำลายทุกอย่าง ทำลายแม้กระทั่งอนาคตและความสุขของคนที่รักได้ จากที่ยังมีความสัมพันธ์อันดีก็ต้องจบสิ้นเพียงเพราะจะต้องเอามันมาให้ได้ด้วยความโลภ
ซึ่งเขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับปิ่นอนงค์เอาเสียเลย
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







