Masuk“ฉันเองก็ไม่ติดหรอกที่จะยกให้เชอรีน เดี๋ยวนะ ทำไมคุณดูสนใจเรื่องครอบครัวฉันจังล่ะ ไม่ใช่จะบอกว่าอยากรู้เรื่องของภรรยา ไม่ต้องพูดเลยนะ เราไม่ได้แต่งงานกันจริงๆ เสียหน่อย” ปิ่นอนงค์ตอบออกไปแค่เพียงเล็กน้อยก่อนชะงักแล้วหันกลับไปมองเตโซก่อนจะถามออกไปไม่วายดักคอชายหนุ่มเอาไว้ไม่ให้พูดในสิ่งที่เธอไม่หลงรู้สึกดีไปด้วยง่ายๆ เป็นแน่
“คุณปิ่นอนงค์ ผมขอเตือนบางอย่าง…ถ้าเราเลือกที่จะเลี่ยงปัญหาได้ก็ควรเลี่ยง จากที่ผมเห็นเมื่อครู่มันยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง แต่ถ้านานไปผมก็ไม่แน่ใจ” เตโซพรูลมหายใจออกมาพลางล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกงก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว มองสบสายตาสาวเจ้าด้วยสีหน้าจริงจังจนเธอรู้สึกงุนงงแกมฉงน
“คุณพูดอะไรฉันไม่เข้าใจ ปัญหาของฉันกับเชอรีนมันไม่ได้ใหญ่อะไรเลยนะ เชอรีนก็แค่มีนิสัยเอาแต่ใจขี้อิจฉาไปหน่อยเท่านั้น ถ้าฉันยอมๆ ไปเดี๋ยวเธอก็หยุดไปเอง มันคงไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไรหรอกมั้ง” ปิ่นอนงค์ขมวดคิ้วพูดอย่างไม่เข้าใจไปกับสิ่งที่เตโซพูดออกมา
“ถ้ามันแค่นั้นผมก็ไม่ห่วง แต่ใจคนน่ะ...เดายาก” เตโซพูดออกไปทั้งที่ยังมีท่าทีที่จริงจังก่อนจะเงียบลงแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง
ทว่า ครานี้ทำให้ปิ่นอนงค์เริ่มฉุกคิดมากขึ้นไปกับคำพูดของเตโซที่ฟังแล้วก็ใช่ว่าจะไม่ถูก
ใจคนยากที่จะคาดเดาจริงๆ อย่างที่เขาพูดออกมานั่นแหละ...
“…” แต่หญิงสาวกลับไม่ได้พูดโต้ตอบกลับไปนอกจากมองเขาด้วยสีหน้าที่เริ่มกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“ผมไม่ได้จะพูดให้คุณกลัว แค่จะเตือนเท่านั้น เพราะความโลภกับจิตใจคนมันเคยทำร้ายคนคนหนึ่งให้พังลงมาแล้ว มันน่ากลัวจนคุณไม่อยากอยู่ในจุดนั้น คุณอยากจะหนีไปให้ไกลเกินกว่าจะอยากรับมือ ผมหวังดีกับคุณนะคุณปิ่นอนงค์” เตโซพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อปิ่นอนงค์ไม่ได้พูดโต้ตอบกลับมา
“เอ่อ...อ้อ คุณเรียกฉันว่าปิ่นก็พอ ไม่ต้องเรียกคุณตามด้วยชื่อจริงหรอก แล้วก็ขอบคุณสำหรับความหวังดี เอาเป็นว่าฉันจะฟังในสิ่งที่คุณพูดนะคะ ขอบคุณ เอ่อ แล้วเรื่อง...” หญิงสาวคลี่ยิ้มบางส่งไปให้ชายหนุ่มอย่างจริงใจแกมทำตัวไม่ค่อยถูกแต่ก็เข้าใจในความหวังดีของเขา แม้ว่าจะแอบแปลกใจกับนิสัยและคำพูดของเขาไม่ใช่น้อยจนอดที่จะบ่นกับตัวเองภายในใจไม่ได้ถึงเขา
เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่ถึงวันมาบอกเป็นห่วงคนอื่นหน้าตาเฉยแบบนี้นะหรือ แปลกคนเสียจริง...
“เรื่องฮันนีมูน ผมบอกว่าจะไปภูเก็ตก็คือภูเก็ต ผมเองก็อยากจะทำความรู้จักกับลูกของคุณเหมือนกัน ไหนๆ ก็จะเป็นพ่อเลี้ยงของลูกคุณแล้ว ไว้ผมจะคุยกับเจ้าสัวเรื่องไปภูเก็ตแทนฮ่องกง ไม่ต้องห่วงไปหรอก” เตโซพูดขึ้นเมื่อเห็นปิ่นอนงค์อึกอักอย่างลังเลใจที่จะพูด
ทว่า ช่างทำให้เธอตกใจแกมประหลาดใจที่ชายหนุ่มรู้ว่าเธอกำลังจะพูดเรื่องอะไรออกมา
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณเตโซ งั้น...ฉันปิ่นอนงค์ อายุสามสิบหก นิสัยก็อยากที่คุณเห็นแต่จริงๆ ก็มีมุมที่ใครก็ยังไม่รู้ ความลับนะไม่บอกหรอก ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการนะคะ คุณสามีในนาม” ปิ่นอนงค์คลี่ยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอิส่งไปให้เตโซพลางยื่นมือออกไปหวังจะทำความรู้จักและสร้างมิตรภาพที่ดีระหว่างที่ยังไม่จดทะเบียนหย่ากับชายหนุ่ม เพราะหญิงสาวเองก็ไม่ได้อยากจะไปสร้างศัตรูที่ไหนให้ต้องปวดหัว
“…” เตโซเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองไปที่ปิ่นอนงค์โดยไม่พูดอะไรออกไปเชิงถาม
“ฉันจะไม่ตั้งแง่กับคุณคะ ฉันสัมผัสได้ว่าคุณเป็นคนดีเพราะฉะนั้นเราควรมีความสัมพันธ์ที่ดีกัน ถึงจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนที่ดีได้นะคะ” เธอให้คำตอบด้วยรอยยิ้มสดใส
“โอเค...ผมเตโซ อายุสามสิบหก ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ คุณภรรยาในนาม” เตโซคลี่ยิ้มขบขันออกมาก่อนจะเริ่มแนะนำตัวเองตามหญิงสาวพลางยื่นมือไปจับเพื่อทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการอย่างที่เธอต้องการ เพราะเขาเองก็ไม่ได้อยากจะไปสร้างศัตรูที่ไหนอีกให้ชีวิตนี้ต้องเจอปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ต้องเหนื่อย
“คุณก็สายตลกนะคะ ไปคะ ไปพักผ่อนกัน พรุ่งนี้เราคงต้องออกแต่เช้า” ปิ่นอนงค์พูดพลางค่อยปล่อยมือออกจากมือของเขาด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดไม่น้อยที่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยากจะปล่อยมือเลยสักนิด
หากแต่อยากเดินจับมือกับเขาเดินเข้าห้องเสียมากกว่า
“ครับ” เตโซตอบรับด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะเดินเคียงข้างไปกับปิ่นอนงค์ตรงไปยังห้องนอนที่เรียกว่าห้องหอในคืนนี้
“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวพูดขึ้นอีกครั้งก่อนจะเดินถึงหน้าห้องนอนในอีกไม่กี่ก้าว
“ครับ?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วขานรับด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะคลายปมคิ้วเมื่อได้คำตอบที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อยที่เธอช่างเป็นคนสังเหต
“ที่บันได ขอบคุณนะคะที่คุณห่วงใยระวังไม่ให้ฉันตกบันได” เธอพูดด้วยรอยยิ้มหวานอย่างไม่ได้ตั้งใจ หากแต่สำหรับคนที่มองแล้วช่างหวานจับใจ
หวานจับใจจนหัวใจที่คิดว่ายังมีใครอีกคนกำลังสั่นไหวให้กับผู้หญิงคนนี้ที่เพียงส่งยิ้มมาขอบคุณเท่านั้น
เป็นรอยยิ้มธรรมดาแต่เขาไม่รู้เลยว่าเป็นรอยยิ้มที่ร้ายจนสักวันหนึ่งจะเข้าไปครอบครองหัวใจของเขาที่อาจจะคิดผิดมาตลอดก็เป็นได้
เตโซยืนนิ่งอยู่ที่ข้างโซฟาปลายเตียงมือล้วงกระเป๋ากางเกงมองปิ่นอนงค์ที่นั่งเท้าคางกับแขนโซฟาหลับสัปหงกอย่างไม่รู้ตัวว่าถูกเขายืนมองมานานแล้วกว่าสิบนาที ตั้งแต่ชายหนุ่มตื่นจนอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็พบว่าหญิงสาวยังคงหลับไม่ยอมตื่นไม่วายอดที่จะยกยิ้มมุมปากไม่ได้เมื่อนึกย้อนไปเมื่อคืนที่เธอเลือกจะนั่งมองเขานอนเพราะกลัวจะถูกจับกดลงเตียงอย่างไม่เต็มใจ
ทั้งที่เขาอาสาแล้วว่าจะเป็นคนนอนที่พื้นเพื่อที่เธอจะได้สบายใจ แต่สาวเจ้าก็ช่างปะไร ยังคงดื้อดึงที่จะนั่งมองเขาจนต้องมาสัปหงกอยู่แบบนี้
“ไหนบอกจะออกแต่เช้า” เตโซบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความขบขันและรอยยิ้มก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติทั้งที่ยืนอยู่ท่าเดิมมองไปที่ปิ่นอนงค์ที่เริ่มจะรู้สึกตัวตื่น
“คุณ!” ปิ่นอนงค์ตกใจอุทานพลางยืดตัวนั่งหลังตรงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาพบเตโซยืนมองมาเงียบๆ ไม่ส่งเสียง
“ขอโทษครับที่ทำให้ตกใจ ผมบอกให้นอนบนเตียงผมนอนที่พื้นได้คุณจะได้นอนหลับสบายไม่ต้องสัปหงกแบบนี้ แล้ววันนี้ต้องบินไปภูเก็ตคุณน่าจะเหนื่อยนะ” เตโซยิ้มบางพูดออกไปพลางก้าวถอยหลังออกห่างเล็กน้อยให้เธอได้ยืนขึ้นมายืดแขนยืดขาเพื่อคลายเส้นจากทางนอนที่ไม่สบายของเธอ
“ฉันบินไปมาบ่อยจนชินแล้วคะ บางครั้งยังไม่ทันจะได้หลับสักตื่นก็ต้องบินแล้ว แต่ช่วงหลังมานี่ได้พักหน่อยแล้วคะ สบายมาก…เฮ้อ รู้สึกดีเลยได้บิดขี้เกียจแบบนี้” เธอยิ้มรับคำพูดของเขาก่อนจะเงียบลงเพื่อบิดตัวไปบิดตัวมาต่ออีกนิดแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งสบายร่างกาย
“คงสบายจริงๆ สินะ” เตโซหลุดหัวเราะออกมาพลางพึมพำกับตัวเองด้วยความขบขันอย่างน่าเอ็นดูในความไม่ถือเนื้อถือตัวเหมือนกับลูกคุณหนูคนอื่นๆ ที่ต้องคอยรักษากิริยาท่าทางให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา
ทว่า กับปิ่อนงค์ช่างแตกต่างเสียจริง
“คุณหัวเราะอะไรคะ” ปิ่นอนงค์ขมวดคิ้วถาม
“คุณทำตัวธรรมดาจนไม่เหมือนกับเป็นหลานเจ้าสัว หมื่นล้าน ไม่เหมือนกับพวกนักธุรกิจหญิงคนอื่นๆ ที่ต้องดูแลกิจการมากมายเลย ไม่ใช่ไม่ดีแต่น่ารักดี” เขายิ้มแล้วพูดออกไปตามตรงที่รู้สึก
“คุณสิแปลก ฉันก็คนนะคะ เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนกับคุณเหมือนกับคนอื่นๆ มีความรู้สึกมีความคิด และฉันนอนแบบนั้นก็ต้องเมื่อยอยู่แล้วสิ” ปิ่นอนงค์พูดพลางยิ้มขันไปกับคำพูดของเขาเช่นกัน
“ผมบอกแล้วให้นอนบนเตียงก็ไม่นอน ผลที่ได้ก็ต้องเมื่อยอยู่แล้ว” เตโซพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางห้องน้ำ
“นี่คุณ ฉันบอกตรงๆ เลยนะว่าฉันก็กลัวเป็นนะ ถึงเราจะดีกันแต่ใช่ว่าจะต้องรีบไว้ใจ แล้วนี่จะเดินหนีฉันไปไหนคะ หันมาคุยกันก่อน” เธอยู่หน้าพลางเดินตามหลังเขาบ่นไป
“ผมจะเข้าห้องน้ำครับ ยืนรอคุณนาน จะตามมาด้วยเหรอ” เขาหันกลับไปพูดด้วยรอยยิ้มทะเล้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“จะบ้าเหรอ! รีบเข้าเลยคะ ฉันจะได้อาบน้ำ สายแล้ว” เธอถลึงตาใส่เขาก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับไปที่เตียงนอนทันที
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







