เข้าสู่ระบบ“ฉันเองก็ไม่ติดหรอกที่จะยกให้เชอรีน เดี๋ยวนะ ทำไมคุณดูสนใจเรื่องครอบครัวฉันจังล่ะ ไม่ใช่จะบอกว่าอยากรู้เรื่องของภรรยา ไม่ต้องพูดเลยนะ เราไม่ได้แต่งงานกันจริงๆ เสียหน่อย” ปิ่นอนงค์ตอบออกไปแค่เพียงเล็กน้อยก่อนชะงักแล้วหันกลับไปมองเตโซก่อนจะถามออกไปไม่วายดักคอชายหนุ่มเอาไว้ไม่ให้พูดในสิ่งที่เธอไม่หลงรู้สึกดีไปด้วยง่ายๆ เป็นแน่
“คุณปิ่นอนงค์ ผมขอเตือนบางอย่าง…ถ้าเราเลือกที่จะเลี่ยงปัญหาได้ก็ควรเลี่ยง จากที่ผมเห็นเมื่อครู่มันยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง แต่ถ้านานไปผมก็ไม่แน่ใจ” เตโซพรูลมหายใจออกมาพลางล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกงก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว มองสบสายตาสาวเจ้าด้วยสีหน้าจริงจังจนเธอรู้สึกงุนงงแกมฉงน
“คุณพูดอะไรฉันไม่เข้าใจ ปัญหาของฉันกับเชอรีนมันไม่ได้ใหญ่อะไรเลยนะ เชอรีนก็แค่มีนิสัยเอาแต่ใจขี้อิจฉาไปหน่อยเท่านั้น ถ้าฉันยอมๆ ไปเดี๋ยวเธอก็หยุดไปเอง มันคงไม่มีปัญหาร้ายแรงอะไรหรอกมั้ง” ปิ่นอนงค์ขมวดคิ้วพูดอย่างไม่เข้าใจไปกับสิ่งที่เตโซพูดออกมา
“ถ้ามันแค่นั้นผมก็ไม่ห่วง แต่ใจคนน่ะ...เดายาก” เตโซพูดออกไปทั้งที่ยังมีท่าทีที่จริงจังก่อนจะเงียบลงแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง
ทว่า ครานี้ทำให้ปิ่นอนงค์เริ่มฉุกคิดมากขึ้นไปกับคำพูดของเตโซที่ฟังแล้วก็ใช่ว่าจะไม่ถูก
ใจคนยากที่จะคาดเดาจริงๆ อย่างที่เขาพูดออกมานั่นแหละ...
“…” แต่หญิงสาวกลับไม่ได้พูดโต้ตอบกลับไปนอกจากมองเขาด้วยสีหน้าที่เริ่มกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“ผมไม่ได้จะพูดให้คุณกลัว แค่จะเตือนเท่านั้น เพราะความโลภกับจิตใจคนมันเคยทำร้ายคนคนหนึ่งให้พังลงมาแล้ว มันน่ากลัวจนคุณไม่อยากอยู่ในจุดนั้น คุณอยากจะหนีไปให้ไกลเกินกว่าจะอยากรับมือ ผมหวังดีกับคุณนะคุณปิ่นอนงค์” เตโซพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อปิ่นอนงค์ไม่ได้พูดโต้ตอบกลับมา
“เอ่อ...อ้อ คุณเรียกฉันว่าปิ่นก็พอ ไม่ต้องเรียกคุณตามด้วยชื่อจริงหรอก แล้วก็ขอบคุณสำหรับความหวังดี เอาเป็นว่าฉันจะฟังในสิ่งที่คุณพูดนะคะ ขอบคุณ เอ่อ แล้วเรื่อง...” หญิงสาวคลี่ยิ้มบางส่งไปให้ชายหนุ่มอย่างจริงใจแกมทำตัวไม่ค่อยถูกแต่ก็เข้าใจในความหวังดีของเขา แม้ว่าจะแอบแปลกใจกับนิสัยและคำพูดของเขาไม่ใช่น้อยจนอดที่จะบ่นกับตัวเองภายในใจไม่ได้ถึงเขา
เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่ถึงวันมาบอกเป็นห่วงคนอื่นหน้าตาเฉยแบบนี้นะหรือ แปลกคนเสียจริง...
“เรื่องฮันนีมูน ผมบอกว่าจะไปภูเก็ตก็คือภูเก็ต ผมเองก็อยากจะทำความรู้จักกับลูกของคุณเหมือนกัน ไหนๆ ก็จะเป็นพ่อเลี้ยงของลูกคุณแล้ว ไว้ผมจะคุยกับเจ้าสัวเรื่องไปภูเก็ตแทนฮ่องกง ไม่ต้องห่วงไปหรอก” เตโซพูดขึ้นเมื่อเห็นปิ่นอนงค์อึกอักอย่างลังเลใจที่จะพูด
ทว่า ช่างทำให้เธอตกใจแกมประหลาดใจที่ชายหนุ่มรู้ว่าเธอกำลังจะพูดเรื่องอะไรออกมา
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณเตโซ งั้น...ฉันปิ่นอนงค์ อายุสามสิบหก นิสัยก็อยากที่คุณเห็นแต่จริงๆ ก็มีมุมที่ใครก็ยังไม่รู้ ความลับนะไม่บอกหรอก ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการนะคะ คุณสามีในนาม” ปิ่นอนงค์คลี่ยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอิส่งไปให้เตโซพลางยื่นมือออกไปหวังจะทำความรู้จักและสร้างมิตรภาพที่ดีระหว่างที่ยังไม่จดทะเบียนหย่ากับชายหนุ่ม เพราะหญิงสาวเองก็ไม่ได้อยากจะไปสร้างศัตรูที่ไหนให้ต้องปวดหัว
“…” เตโซเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองไปที่ปิ่นอนงค์โดยไม่พูดอะไรออกไปเชิงถาม
“ฉันจะไม่ตั้งแง่กับคุณคะ ฉันสัมผัสได้ว่าคุณเป็นคนดีเพราะฉะนั้นเราควรมีความสัมพันธ์ที่ดีกัน ถึงจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนที่ดีได้นะคะ” เธอให้คำตอบด้วยรอยยิ้มสดใส
“โอเค...ผมเตโซ อายุสามสิบหก ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ คุณภรรยาในนาม” เตโซคลี่ยิ้มขบขันออกมาก่อนจะเริ่มแนะนำตัวเองตามหญิงสาวพลางยื่นมือไปจับเพื่อทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการอย่างที่เธอต้องการ เพราะเขาเองก็ไม่ได้อยากจะไปสร้างศัตรูที่ไหนอีกให้ชีวิตนี้ต้องเจอปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ต้องเหนื่อย
“คุณก็สายตลกนะคะ ไปคะ ไปพักผ่อนกัน พรุ่งนี้เราคงต้องออกแต่เช้า” ปิ่นอนงค์พูดพลางค่อยปล่อยมือออกจากมือของเขาด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดไม่น้อยที่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยากจะปล่อยมือเลยสักนิด
หากแต่อยากเดินจับมือกับเขาเดินเข้าห้องเสียมากกว่า
“ครับ” เตโซตอบรับด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะเดินเคียงข้างไปกับปิ่นอนงค์ตรงไปยังห้องนอนที่เรียกว่าห้องหอในคืนนี้
“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวพูดขึ้นอีกครั้งก่อนจะเดินถึงหน้าห้องนอนในอีกไม่กี่ก้าว
“ครับ?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วขานรับด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะคลายปมคิ้วเมื่อได้คำตอบที่ทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อยที่เธอช่างเป็นคนสังเหต
“ที่บันได ขอบคุณนะคะที่คุณห่วงใยระวังไม่ให้ฉันตกบันได” เธอพูดด้วยรอยยิ้มหวานอย่างไม่ได้ตั้งใจ หากแต่สำหรับคนที่มองแล้วช่างหวานจับใจ
หวานจับใจจนหัวใจที่คิดว่ายังมีใครอีกคนกำลังสั่นไหวให้กับผู้หญิงคนนี้ที่เพียงส่งยิ้มมาขอบคุณเท่านั้น
เป็นรอยยิ้มธรรมดาแต่เขาไม่รู้เลยว่าเป็นรอยยิ้มที่ร้ายจนสักวันหนึ่งจะเข้าไปครอบครองหัวใจของเขาที่อาจจะคิดผิดมาตลอดก็เป็นได้
เตโซยืนนิ่งอยู่ที่ข้างโซฟาปลายเตียงมือล้วงกระเป๋ากางเกงมองปิ่นอนงค์ที่นั่งเท้าคางกับแขนโซฟาหลับสัปหงกอย่างไม่รู้ตัวว่าถูกเขายืนมองมานานแล้วกว่าสิบนาที ตั้งแต่ชายหนุ่มตื่นจนอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็พบว่าหญิงสาวยังคงหลับไม่ยอมตื่นไม่วายอดที่จะยกยิ้มมุมปากไม่ได้เมื่อนึกย้อนไปเมื่อคืนที่เธอเลือกจะนั่งมองเขานอนเพราะกลัวจะถูกจับกดลงเตียงอย่างไม่เต็มใจ
ทั้งที่เขาอาสาแล้วว่าจะเป็นคนนอนที่พื้นเพื่อที่เธอจะได้สบายใจ แต่สาวเจ้าก็ช่างปะไร ยังคงดื้อดึงที่จะนั่งมองเขาจนต้องมาสัปหงกอยู่แบบนี้
“ไหนบอกจะออกแต่เช้า” เตโซบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความขบขันและรอยยิ้มก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติทั้งที่ยืนอยู่ท่าเดิมมองไปที่ปิ่นอนงค์ที่เริ่มจะรู้สึกตัวตื่น
“คุณ!” ปิ่นอนงค์ตกใจอุทานพลางยืดตัวนั่งหลังตรงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาพบเตโซยืนมองมาเงียบๆ ไม่ส่งเสียง
“ขอโทษครับที่ทำให้ตกใจ ผมบอกให้นอนบนเตียงผมนอนที่พื้นได้คุณจะได้นอนหลับสบายไม่ต้องสัปหงกแบบนี้ แล้ววันนี้ต้องบินไปภูเก็ตคุณน่าจะเหนื่อยนะ” เตโซยิ้มบางพูดออกไปพลางก้าวถอยหลังออกห่างเล็กน้อยให้เธอได้ยืนขึ้นมายืดแขนยืดขาเพื่อคลายเส้นจากทางนอนที่ไม่สบายของเธอ
“ฉันบินไปมาบ่อยจนชินแล้วคะ บางครั้งยังไม่ทันจะได้หลับสักตื่นก็ต้องบินแล้ว แต่ช่วงหลังมานี่ได้พักหน่อยแล้วคะ สบายมาก…เฮ้อ รู้สึกดีเลยได้บิดขี้เกียจแบบนี้” เธอยิ้มรับคำพูดของเขาก่อนจะเงียบลงเพื่อบิดตัวไปบิดตัวมาต่ออีกนิดแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งสบายร่างกาย
“คงสบายจริงๆ สินะ” เตโซหลุดหัวเราะออกมาพลางพึมพำกับตัวเองด้วยความขบขันอย่างน่าเอ็นดูในความไม่ถือเนื้อถือตัวเหมือนกับลูกคุณหนูคนอื่นๆ ที่ต้องคอยรักษากิริยาท่าทางให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา
ทว่า กับปิ่อนงค์ช่างแตกต่างเสียจริง
“คุณหัวเราะอะไรคะ” ปิ่นอนงค์ขมวดคิ้วถาม
“คุณทำตัวธรรมดาจนไม่เหมือนกับเป็นหลานเจ้าสัว หมื่นล้าน ไม่เหมือนกับพวกนักธุรกิจหญิงคนอื่นๆ ที่ต้องดูแลกิจการมากมายเลย ไม่ใช่ไม่ดีแต่น่ารักดี” เขายิ้มแล้วพูดออกไปตามตรงที่รู้สึก
“คุณสิแปลก ฉันก็คนนะคะ เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนกับคุณเหมือนกับคนอื่นๆ มีความรู้สึกมีความคิด และฉันนอนแบบนั้นก็ต้องเมื่อยอยู่แล้วสิ” ปิ่นอนงค์พูดพลางยิ้มขันไปกับคำพูดของเขาเช่นกัน
“ผมบอกแล้วให้นอนบนเตียงก็ไม่นอน ผลที่ได้ก็ต้องเมื่อยอยู่แล้ว” เตโซพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางห้องน้ำ
“นี่คุณ ฉันบอกตรงๆ เลยนะว่าฉันก็กลัวเป็นนะ ถึงเราจะดีกันแต่ใช่ว่าจะต้องรีบไว้ใจ แล้วนี่จะเดินหนีฉันไปไหนคะ หันมาคุยกันก่อน” เธอยู่หน้าพลางเดินตามหลังเขาบ่นไป
“ผมจะเข้าห้องน้ำครับ ยืนรอคุณนาน จะตามมาด้วยเหรอ” เขาหันกลับไปพูดด้วยรอยยิ้มทะเล้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“จะบ้าเหรอ! รีบเข้าเลยคะ ฉันจะได้อาบน้ำ สายแล้ว” เธอถลึงตาใส่เขาก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับไปที่เตียงนอนทันที
บทส่งท้ายปิ่นอนงค์ยันตัวลุกขึ้นอย่างลำบากเล็กน้อยหากแต่ไม่เท่ากับความเจ็บที่ขาเมื่อรู้สึกถึงตะคริวที่ขาซ้ายของตัวเองก่อนจะพยายามยืดขาเพื่อช่วยคลายตะคริว คิ้วทรงสวยขมวดเข้าหากันเมื่อยิ่งรู้สึกเจ็บที่ขามากขึ้น“เป็นตะคริวเหรอปิ่น”“ค่ะ”กระทั่งเสียงทุ้มเข้มของเตโซดังขึ้นพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นจากเตียงพลางเดินอ้อมมาอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวแล้วนั่งลงที่พื้นข้างเตียงซึ่งเธอก็ขยับตัวห้อยขามาทางชายหนุ่ม“อือ…ขาไม่บวม คงเป็นตะคริวปกติ” เตโซมองสำรวจขาซ้ายของปิ่นอนงค์ก่อนจะจับข้อเท้าของเธอมาแล้วเริ่มบีบนวดเบาๆ ตั้งแต่ข้อเท้าไปตามปลีน่องก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อหญิงสาวยิ้มออกมาพร้อมคำตอบ“เจ้าตัวเล็กทำให้คุณต้องตื่นมากลางดึกบ่อยนะช่วงนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงคาดโทษเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์ของหญิงสาวอย่างไม่จริงจัง“อีกสองเดือนก็ครบกำหนดแล้วนิคะ เป็นเรื่องปกติค่ะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มมีความสุขในทุกครั้งที่เตโซยอมตื่นยอมลุกมากับเธอเช่นนี้ตั้งแต่มีอาการแพ้ท้องเขาไม่เคยบ่นหรือมีท่าทีหงุดหงิดใส่เลยแม้แต่นิด ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้แอบกังวลเป็นอย่างมากกับการที่ตั้งครรภ์ตอนใกล้เลขสี
“ไม่ใช่ค่ะ ตอนแรกเรานอนห้องเดียวกันแต่แยกที่นอน พอมาที่นี่ก็แยกห้องนอนกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนที่ผ่านมา แต่เพราะความอ่อนโยนอบอุ่นของเขาทำให้ปิ่นตัดสินใจขอเขาเป็นแฟนก่อนเลยค่ะ ทั้งหล่อทั้งรวยแถมด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ใครจะไม่รีบคว้าเอาไว้มาเป็นเจ้าบ่าวของตัวเองละคะ” ปิ่นอนงค์เป็นคนเอ่ยตอบอย่างรักษาเกียรติของเตโซโดยไม่พูดถึงข้อตกลงระหว่างกันที่ตอนนั้นหัวใจของเธอกับเขายังว่างเปล่าอยู่“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอน่ารักและทำให้ผมอยากดูแล ไม่มีทางที่คนอย่างผมจะใส่ใจใครโดยไม่สนว่าตัวเองจะลำบากแค่ไหน ขอแค่ให้เธอปลอดภัยมีความสุขก็พอแล้วครับ” เตโซพูดขึ้นบ้างพลางมองสบสายตาปิ่นอนงค์“หวาน หวานมากจริงๆ ค่ะ แต่ความร้ายของคุณปิ่นเราก็ถูกสยบด้วยความอ่อนโยนจากคุณโซ แหม น่าอิจฉามากเลยค่ะ แบบนี้ทั้งคู่คงรักเหนียวแน่นแน่นอน” เพราะความหมั่นไส้และอิจฉาที่คนื่นมีคนรักแล้วทำให้เชอรีนแอบแขวะออกไปตามประสาคนอิจฉาคนมีความรัก“แน่นอนครับ ผมรักเธอมากจนไม่สามารถปล่อยให้เธอเป็นอันตรายได้ ต่อให้ตอนนั้นเธอจะขอหย่าผม ผมก็จะปกป้องเธออย่างไม่มีข้อแม้” เตโซเป็นฝ่ายตอบก่อน“ปิ่นเองก็รักคุณมากเกินกว่าจะเสี่ยงให้คุณมามีอั
บทที่ 24ดวงใจที่ร้ายที่รัก หลังจากที่เตโซได้ขอปิ่นอนงค์แต่งงานไปได้เพียงคืนเดียวข่าวบันเทิงต่างก็ตีแผ่ภาพและข่าวการขอแต่งงานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ต่อมาอีกหนึ่งเดือนงานวิวาห์สุดแสนตระการตาภายในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมวรรณวิภากิจที่ภูเก็ตก็ถูกจัดขึ้นโดยมีสื่อมวลชนและผู้หลักผู้ใหญ่ถูกเชิญเข้าร่วมงานวิวาห์ที่เปิดเผยและออกสื่อให้ทุกคนได้รู้อย่างสมเกียรติของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังที่ใครต่างให้ความสนใจข่าวของคนทั้งสองมาตลอดยามที่มีข่าวตีแผ่ออกไป แม้งานวิวาห์ครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นด้วยความรักและความสุขท่ามกลางผู้คนมากมายที่เข้ามาเป็นพยานในวันแห่งความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของปิ่นอนงค์และเตโซก็ยังมีข้อครหาเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าคนทั้งสองแต่งงานกันแบบเงียบและออกมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานเลี้ยงเลื่อนตำแหน่งของเตโซทำไมถึงแต่งงานกันอีกครั้งแต่แล้วข้อครหาเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปเมื่อมีคนแย้งมาว่าคนรวยมักชอบทำเรื่องแปลกตามใจ จึงกลายเป็นว่าทุกคนไม่สนใจตั้งคำถามอีกนอกจากรอดูภาพงานวิวาห์ตามสือที่จะตีแผ่ข่าวออกมาภายในงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ
“ถ้าผมไม่เข้าไปช่วยคุณ ผมก็เสียคุณไปสิ ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก คุณคือทุกอย่างในชีวิตที่เหลืออยู่ของผมนะปิ่น อย่าโทษเจ้าสัวเลย ต่อให้เจ้าสัวไม่ผิดคำพูดกับคุณผมก็จะดื้อเข้าไปปกป้องคุณอยู่ดี” เตโซได้ยิ้มกว้างเสียทีพลางยื่นมือไปดึงมือของสาวเจ้ามากอบกุมเอาไว้“เจ็บมากไหมคะ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า” ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาเพื่อให้เตโซชื่นใจขึ้นมาอีกนิดพลางดึงมือออกแล้วยื่นไปลูบเบาๆ ใกล้บริเวณบาดแผลที่ยังมีผ้าก๊อซปิดอยู่“ไม่แล้วครับ” เตโซยิ้มรับพลางตอบ“อยากจะแกล้งโกรธแล้วมึนตึงใส่ก่อนพังงานแต่ก็ทำไม่ลง ห่วงความรู้สึกของคุณอยู่เรื่อย” เธอยู่ปากพูดออกมา“แสบนักนะเรา ว่าแต่ปิ่นรู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ผมฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางยกมือลงบนศีรษะของหญิงสาวยีเบาๆ ก่อนจะถาม“วันที่ปิ่นบอกมีงานด่วนนั่นแหละคะ บังเอิญเจอลุงหมอแล้วท่านบอกเลยยืนแอบฟังค่ะ” สาวเจ้าตอบตามตรง“อือหือ แสบจริงๆ นะปิ่น” เตโซอุทานออกมาพลางยิ้มขันตัวเองที่ไม่เชื่อพฤกษ์ที่ช่างสังเกต“ว่าแต่ จะเซอร์ไพรส์ขอปิ่นแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ” เธอยิ้มขันก่อนจะพูดออกไป“ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว ขอเลยแล้วกัน” เตโซพูดก่อนจะเริ่มมีท่าทีจริงจังขึ้นมาเตโซมองส
“อย่าเพิ่งกังวลไปครับ พี่ปิ่นอาจจะคิดงานถึงได้ให้เชอรีนมาที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ พี่ปิ่นไม่หนีพี่ไปไหนแน่นอนครับ” เตชินเอื้อนเอ่ยขึ้นหากแต่ข้างในใจก็รู้สึกกลัวเล็กน้อยว่าการเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้จะล่มไม่เป็นท่า“ขอบใจมาก” เตโซยิ้มรับแล้วขอบคุณน้องชายออกไป“แต่ถ้าพี่ปิ่นรู้แล้วเกิดโกรธขึ้นมาละคะ” พราวมุกเอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างเผลอลืมตัวก่อนจะรีบหันไปทางอื่นพลางขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังพฤกษ์ทันทีที่เตโซหันขวับมามอง“ไม่หรอกครับ” เตชินพยายามคิดในแง่ดีหากแต่มือไม้เริ่มสั่นยืนไม่นิ่งเฉกเช่นเดียวกับเตโซไปเสียแล้วเพราะกว่าพี่ชายของเขาจะได้พบผู้หญิงที่ใช่และมอบความสุขกับรอยยิ้มของเตโซได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสักนิดทั้งสองคนเกือบจะไม่ได้มีชีวิตมาถึงวันนี้แล้ว…“คุณโซคะ เชอรีน เอ่อ…รออีกนิดนะคะ เชอรีนคิดว่าจะต้องไปได้สวยค่ะ” เชอรีนยังไม่ได้ให้คำตอบแต่ก้าวไปหาเตโซแล้วดึงแขนให้ชายหนุ่มหันหลังกับทางเดินมองมาที่เธอแล้วพูดขึ้นต่อ“รออะไรครับ แล้วเธอทำอะไรอยู่” เตโซพยายามควบคุมสติแล้วถามกลับไปด้วยความสงสัยใคร่รู้“คือว่า…ทุกคนคะ!” เชอรีนที่กำลังจะตอบอยู่ๆ ก็ตะโกนให้ทุกคนหันกลับมามองที่เธอเมื่อเห็นว่าปิ่นอน
สามวันต่อมาเตโซออกจากโรงพยาบาลก็เดินทางตรงมาภูเก็ตทันทีพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทราบเรื่องของชายหนุ่มตั้งแต่แรกแล้วไม่เว้นแม้แต่เจ้าสัวธรรมรงค์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าก่อนที่ปิ่นอนงค์จะเดินทางมาภูเก็ตได้ยินทุกอย่างที่พูดในห้องพักฟื้นแล้วเพียงแต่หญิงสาวไม่รู้ว่าเขามีแผนจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่ก่อนที่เขาจะเซอร์ไพรส์เธอนั่น ขอเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกแสบๆ คันๆ สักนิดก็แล้วกันปิ่นอนงค์เรียกพราวมุกมาเค้นหาความจริงจากปากจนได้รู้ว่าเตโซคิดจะทำอะไรและไม่ยากที่พราวมุกจะเข้าข้างหญิงสาวจนพูดออกมาจนหมดเปลือก เธอนึกดีใจที่รู้ว่าชายหนุ่มคิดจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่มีหรือจะง่ายอย่างที่หวังเอาไว้“คอยดูนะ ปิ่นจะทำให้คุณน้ำตาล่วงต่อหน้าคนอื่นไปเลย เจ้าเล่ห์ดีนัก แต่ก็นะ…ก็ยังดีที่ทำแบบนี้” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองพลางมองไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่กำลังเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมที่ด้านหลังสวนหย่อมซี่งเชื่อมกับทางเดินมาทางรีสอร์ต“พี่ปิ่น งั้นมุกขอตัวไปหาพวกเขาก่อนนะคะ เดี๋ยวฝ่ายนั้นจะรู้ซะก่อนว่าพี่ปิ่นรู้เรื่องแล้ว” พราวมุกที่มาอยู่รอที่ภูเก็ตและแปรพรรคมาอยู่กับปิ่นอนงค์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่จะดีใจก็ไม่ดีใจจะเห็นใจก
“นังบ้า! แกกล้าด่าฉันเหรอ เป็นแค่พีอาร์หน้าเคาน์เตอร์ก็หุบปากเจียมตัวเถอะ” คาร์มี่เริ่มเดือดเมื่อถูกคนชั้นล่างไม่ให้ความเคารพและยังเสียมารยาทใส่“โอ๊ย! แม่คุณ” พนักงานคนเดิมระเบิดออกมาเรียกคาร์มี่เสียงสูงก่อนจะพูดขึ้นใหม่ “ดิฉันน่ะเจียมตัวมาตลอด แต่เจอคนแบบคุณใครมันจะไปไหว บ้าผู้ชายจนไม่ลืมหูลมตาแบ
เธอเป็นผู้หญิงที่ธรรมดา เป็นคนดีคนหนึ่งที่เขาที่ไม่ควรมาพบเจอเรื่องร้ายเลยสักนิด สิ่งที่เขาได้ยินมาจากเตชินมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะผ่านมาได้ หากเปรียบเทียบกับเขาแล้วยังมีความเข้มแข็งที่จะอดทนดูแลกิจการครอบครัวและน้องชายจนดตมีครอบครัวเช่นนี้ แต่กับปิ่นอนงค์ไม่เพียงสูญเสียบิดามารด
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้า
หญิงสาวได้แต่เถียงตัวเองอยู่ในใจไปมาทั้งที่สายตายังคงสบประสานกับสายตาของชายหนุ่ม นั่งตัวแข็งไม่ขยับร่างกาย จนกระทั่งได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของเขาที่เอื้อนเอ่ยออกมา หากแต่ก็ยิ่งทำให้หัวใจของเธอกระหน่ำมากกว่าเดิม“ทำไมดูเครียด เรื่องนี้มีมากกว่าแค่อุบัติเหตุธรรมดาเหรอ” เตโซเอ่ยถามหลังดึงมือของตัวเองกลับไ







