LOGINจันทร์สุดาก้าวเท้าเข้ามาในห้างหรูย่านสี่แยกราช-ประสงค์ ห้างที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหรา มีสินค้าแบรนด์เนมแทบทุกแบรนด์ให้เลือกจับจ่าย เธอตรงดิ่งไปยังร้านกาแฟที่นัดหมายไว้กับวัชรีพร
“เฮ้อ มาทันเวลานัดเป๊ะ” จันทร์สุดาพูดขณะหย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้
“แกนี่รักษาเวลาดีเหมือนเดิม”
“ก็ต้องรักษาเวลาสิ มีนัดกับแกทีไร แกมาก่อนฉันทุกที แล้วนี่รอนานไหม”
“มาก่อนแค่สิบนาทีเอง แกจะสั่งอะไรดื่มก่อนไหม ฉันสั่งให้”
“ไม่ล่ะ ไปซื้อของกันเลยดีกว่า เผื่อแกเลือกนาน” คนพูดรู้นิสัยวัชรีพรดีว่าช่างเลือกมากแค่ไหน หากไม่ถูกใจจริงๆ ไม่มีทางซื้อ “ว่าแต่แกจะซื้ออะไร ฉันจะได้เล็งร้านให้แกถูก ขืนปล่อยให้แกเดินทุกร้าน ขาลากพอดี”
เมื่อคืนนี้วัชรีพรโทรมาชวนไปซื้อของ จันทร์สุดาไม่ได้ถามรายละเอียดว่าไปซื้ออะไร เพื่อนชวนและเธอว่างพอดีจึงตกปากรับคำ
“ฉันจะซื้อของขวัญวันเกิดให้พี่เติร์ดน่ะ วันเกิดพี่เติร์ดวันมะรืน ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะซื้ออะไรให้ เพราะพี่เติร์ดคงมีหมดแล้ว ฉันก็เลยชวนแกมาช่วยคิด ช่วยเลือกไง” วัชรีพรบอกจุดประสงค์ให้จันทร์สุดารู้ “เนี่ย ถึงตอนนี้ยังนึกไม่ออกเลย แกช่วยฉันคิดหน่อยนะ”
“ฉันคิดว่า การให้ของขวัญใครสักคน หากคิดว่าคนนั้นคงมีแล้ว มันก็เป็นโจทย์ที่ยากมาก ที่จะหาของที่ไม่มีให้คนนั้นน่ะ ของขวัญคือการให้ เป็นน้ำใจจากคนให้มอบให้คนรับ แกอย่าคิดมากเลยว่า ของที่แกให้พี่เติร์ด เขาจะมีหรือไม่มี ฉันเชื่อว่า แกให้อะไรพี่เติร์ดก็ชอบทั้งนั้นแหละ“ จันทร์สุดาพูดในมุมของตน
“ก็จริงนะ ฉันให้ด้วยใจ พี่เติร์ดต้องชอบแน่ๆ” วัชรีพรเห็นพ้องกับเพื่อนรัก “ว่าแต่ฉันจะซื้ออะไรให้พี่เติร์ดดีล่ะ ช่วยฉันคิดหน่อยสิสุดา”
คนถูกร้องขอให้ช่วยทำหน้าคิดเดี๋ยวเดียวก็ตอบ
“เนคไทไง พี่เติร์ดเป็นนักธุรกิจ ใส่สูทผูกไทเวลาไปทำงานหรือออกงาน ก็ต้องใช้เนคไทด้วย”
“เออจริงด้วย ทำไมในหัวฉันไม่มีเนคไทอยู่เลย ทั้งที่เห็นพี่เติร์ดใส่บ่อยๆ”
“งั้นไปหาซื้อเนคไทกัน ซื้อเสร็จจะได้ไปกินเตี๋ยวไก่ต่อ”
เมื่อมีเป้าหมายว่าจะซื้ออะไร สองสาวมุ่งตรงไปยังร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังที่มีเนคไทขาย แน่นอนว่าคนช่างเลือกอย่างวัชรีพรไม่ถูกใจเพียงแค่เข้าไปดูร้านแรก ต้องมีร้านที่สองและสามตามมา
ในขณะที่จันทร์สุดากับวัชรีพรเลือกซื้อของขวัญวันเกิดให้เตมินทร์ คนที่กำลังได้ของขวัญเดินเข้ามาในตัวห้างหลังจากจอดรถเสร็จเรียบร้อย วันนี้เขามีนัดกินอาหารญี่ปุ่นกับศุภกฤษณ์ ทั้งคู่นัดเจอกันที่ร้านอาหาร ทว่าเพียงแค่ก้าวผ่านประตูห้างก็เห็นเพื่อนรักอยู่ห่างตนราวสิบเมตร เตมินทร์จึงเรียกเพื่อน ก่อนทั้งสองจะเดินไปยังร้านนั้นพร้อมกัน
“วันนี้แกดูอารมณ์ดีนะ เจรจาเงินร้อยล้านพันล้านได้หรือไง” เตมินทร์ทักเมื่อเห็นเพื่อนเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“เจอสาวถูกใจ” ศุภกฤษณ์ตอบแบบไม่ปิดบัง “มองดูไกลๆ ว่ายิ้มสวยแล้ว พอได้มองใกล้ๆ สวยยิ่งกว่า หัวใจเต้นระรัวเลยมึง”
ได้ยินคำตอบเพื่อน เตมินทร์ชักอยากรู้ขึ้นมาว่า หญิงสาวคนนั้นเป็นใคร ถึงทำให้ศุภกฤษณ์ตกอยู่ในอาการเพ้อฝันขนาดนี้ นับแต่รู้จักกันมา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ศุภกฤษณ์แสดงออกว่า สนใจสาวรอยยิ้มสวยเป็นพิเศษ
“ใครวะ บอกหน่อยดิ อยากรู้” ศุภกฤษณ์พูดเช่นนี้ ไม่อยากรู้คงไม่ได้ คนถูกถามยังไม่ทันตอบ เสียงเรียกชื่อใครคนหนึ่งดังขึ้น เตมินทร์มองตามร่างศุภกฤษณ์ที่เดินไปหาเจ้าของชื่อนั้น
“สุดา” คนถูกเรียกหันมาพร้อมกับวัชรีพร
“คุณแทค” จันทร์สุดาเรียกชื่อเจ้านาย และเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เห็นอีกคนด้านหลังเขา
เมื่อเห็นสีหน้าเพื่อนสนิทที่ยิ้มไม่หุบ แถมหน้าระรื่นกับการพบเจอจันทร์สุดา เตมินทร์ตงิดใจว่า หญิงสาวยิ้มสวยอาจเป็นจันทร์สุดา
ใช่แน่เหรอวะ...ไม่น่าใช่นะ เพราะไม่เห็นจะยิ้มสวยตรงไหนเลย
ความคิดค้านในหัวเตมินทร์
“พี่เติร์ด” วัชรีพรยิ้มกว้าง ก้าวเดินมาหาว่าที่คู่หมั้น “พี่เติร์ดมาทำอะไรที่นี่คะ”
“พี่มีนัดกินอาหารญี่ปุ่นกับแทคน่ะ แล้วหมวยล่ะ มาซื้อของหรือครับ” เตมินทร์เห็นถุงกระดาษในมือวัชรีพร เขาจึงเดาไม่ยากค่ะ
“ใช่ค่ะ ซื้อเสร็จแล้วค่ะ” เธอตอบเสียงใส
“แล้วสุดาล่ะ มาซื้ออะไร หรือว่ายังไม่ได้ของ” ศุภกฤษณ์ดีใจมากที่ได้เจอจันทร์สุดาโดยบังเอิญ
“สุดามาซื้อของเป็นเพื่อนหมวยค่ะ” จันทร์สุดาตอบ
“หมวยบอกว่า ซื้อของเสร็จแล้ว แล้วจะไปที่ไหนต่อหรือเปล่า ถ้าไม่ไป ไปกินอาหารญี่ปุ่นกับพี่ไหม ร้านนี้อร่อยนะ พี่มากินประจำ” เตมินทร์กล่าวชวน ไม่แม้แต่มองหน้าจันทร์สุดาที่ยืนอยู่ข้างศุภกฤษณ์
“หมวยกะว่าจะไปกินเตี๋ยวไก่กับสุดาค่ะ ร้านนี้อร่อยเหาะ อยู่ไม่ไกลกับห้างค่ะ เดินไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง”
คำตอบวัชรีพร ทำให้อีกคนนึกอะไรดีๆ ขึ้นมาได้
“เติร์ด ฉันว่าเราเปลี่ยนบรรยากาศไปกินเตี๋ยวไก่กันดีกว่า ฉันไม่ได้กินนานแล้ว อยากกินขึ้นมาทันทีเลย ไปนะเพื่อน ส่วนอาหารญี่ปุ่น วันหน้าค่อยมากินก็ได้” ศุภกฤษณ์เปลี่ยนแพลนรวดเร็ว พยักหน้าให้เตมินทร์ ราวกับบอกว่า ให้ตกลงตามนี้
“เออก็ได้” ตอบรับแบบไม่เต็มใจนัก
“พี่เติร์ดกับพี่แทคจะกินได้เหรอคะ ร้านไม่มีแอร์นะคะ มันร้อน” วัชรีพรกลัวว่าลูกเศรษฐีทั้งสองไม่เคยกินของข้างทาง เธอจึงเป็นกังวล
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง พี่กินได้ เมื่อตอนกลางวันยังไปกินข้าวกับสุดาในร้านริมถนน อร่อยดีนะ ไม่ร้อนด้วย” เตมินทร์มองหน้าคนพูด ความคิดสองทางกำลังตีกันยุ่งคือ ศุภกฤษณ์จริงจังกับจันทร์สุดาหรือแค่ของเล่นเช่นผู้หญิงหลายคนที่ผ่านมา เขาคาดเดายากมาก
“แล้วพี่เติร์ดล่ะคะ กินได้ไหม” วัชรีพรถามว่าที่คู่หมั้น
“พี่กินได้ ไปกันเลยดีกว่า พี่หิวแล้ว” ทั้งสี่จึงพากันเดินออกจากห้าง มุ่งหน้าไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ร้านประจำของสองสาวที่อยู่ห่างราวสามร้อยเมตร
Chapter 74 “เอาสามเรื่องนะคะ” “ค่ะ ได้ค่ะ แต่ตอนนี้ต้องนอนก่อนนะคะ ได้เวลานอนแล้ว” เธอหอมแก้มทั้งสองข้างของลูกสาว ที่หอมมารดากลับ “ราตรีสวัสดิ์ค่ะลูกสาวแม่” “กู๊ดไทน์ค่ะคุงแม่คนจ๋วย” จันทร์สุดายิ้ม หอมแก้มแก้มน้อยๆ อีกครั้ง ก่อนลุกขึ้นเดินไปปิดไฟ และเดินออกจากห้อง กลับไปยังห้องของตัวเอง เจ้าของห้องยังไม่ทันปิดประตูสนิท เสียงมือถือที่วางอยู่บนตู้หัวเตียงดังขึ้น เป็นการโทรมาแบบเห็นหน้ากัน จันทร์สุดารีบเดินไปกดรับ โดยลืมปิดประตูห้อง “สวัสดีค่ะพี่สร้อย” “ว่าไงน้องพี่ สบายดีไหม” “สบายดีค่ะ สบายดีมากๆ ก็พี่สร้อยเลี้ยงสุดาดีอย่างนี้ ไม่สบายได้ไงคะ” “พี่เต็มใจเลี้ยง แค่นี้คุณเควินบอกสบายมาก”เควินไม่พูด ไม่บ่น อะไรที่เป็นความสบายใจและความสุขของภรรยา เขาทำได้หมด จันทร์สุดาไม่อยากเกาะพี่เขยกับพี่สาวกินไปตลอดชีวิต เธอจึงขอทั้งสองเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพื่อมีรายได้เลี้ยงตัวเองกับลูก ทว่าสิ่งที่เควินทำให้คือ เปิดร้านอาหารขนาดใหญ่ รองรับลูกค้าได้ราวสามสิบโต๊ะ และเปิดให้โดยไม่ต้องคืนทุน กำไรเท่าไหร่เอาไปหมด แล้วยังให้เงิ
Chapter 73“คนที่ไหนท้องไม่มีพ่อ เทย่าเป็นคนนะไม่ใช่ปลากัดถึงมองหน้ากันแล้วท้องน่ะ พ่อดาด้ายังมีชีวิตอยู่ หล่อ รวย สมาร์ท เป็นคนมีตระกูล มีชื่อเสียงในเมืองไทย ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ผัวเธอสองคนน่ะชิดซ้ายตกของโลกไปเลยนะ ถ้าไม่รวยจริงคงไม่ซื้อบ้านหลังนี้ให้ ไหนจะรถยนต์อีกหลายคน ค่าใช้จ่ายในบ้านอีก ไหนจะค่านั่นค่านี่ พ่อดาด้าออกคนเดียวเลยนะ ให้ลูกเมียอยู่อย่างสุขสบาย ใช้แต่เงินอย่างเดียว” วัชรีพรตอกกลับ “แล้วที่เธอสองคนไม่เห็นพ่อดาด้า เธอเฝ้าดูตลอดหรือไง หรือชอบส่องบ้านเทย่าถึงได้รู้ความเคลื่อนไหวหมด พ่อดาด้ามาบ้านนี้ แต่มาตอนที่เธอสองคนไม่รู้ไงล่ะ เพราะเทย่าไม่จำเป็นต้องรายงานหรือป่าวประกาศให้ใครรู้ว่า ผัวฉันมาหาแล้วนะ ถึงพ่อดาด้าไม่มา พวกเขาก็โทรคุยกันตลอด ฉันว่าจะ เธอสองคนเลิกยุ่งเรื่องคนอื่นดีกว่า รู้เท่าที่เห็นก็พอ”คาริน่ากับปาสถึงกับเงียบเสียงไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อถูกวาจาตอบกลับของวัชรีพร“ฉันก็แค่สงสัยน่ะ ก็เลยถาม” คาริน่าเสียงอ่อน“ฉันก็ด้วย ไม่คิดจะยุ่งเรื่องเทย่าเลย” ปาสเสียงไม่ต่างกัน“แล้วเธอสองคนก็อย่าไปพูด ไปถามดาด้าเรื่องพ่อเด็ดขาดนะ เพราะฉันไม่อยากให้หลานสาวฉันสับสน” วั
Chapter 72ธัญญาเรศตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ในเมื่อตนเป็นตัวเสนียดของมารดา นางก็ไม่ทนอยู่ ก้าวเดินออกจากบ้านพร้อมสมบัติของบิดาที่ให้ไว้ก่อนเสียชีวิต แม้ว่าน้อยกว่าทรัพย์สินของมารดา แต่ก็พอเริ่มต้นชีวิตใหม่โรงแรมย่านสุขุมวิทคือสถานที่พักพิงชั่วคราว ใช้เวลาร่วมหนึ่งสัปดาห์ในการคิดว่า จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ไปในทิศทางไหน หากอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ เงินคงหมดในไม่ช้านี้ แต่จะให้ไปลงทุนอะไรให้เงินงอกเงย ธัญญาเรศไม่มีหัวด้านธุรกิจก็นึกไม่ออก โทรไปปรึกษาเพื่อนที่คิดว่าสนิทก็คงไม่ได้ เพราะสองรายนั้นดีแต่ใช้เงินเช่นเดียวกับนาง ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และคนสุดท้ายที่นางนึกถึงคือ อดิเทพอดีตสามีตกใจกับความเข้มแข็งของธัญญาเรศ ไม่คิดไม่ฝันว่านางตัดสินใจเช่นนี้ หลังจากได้ฟังปัญหาที่ต้องการทางออก อิดเทพให้คำแนะนำว่า นางต้องหาที่อยู่ใหม่ และนำเงินที่มีอยู่ลงทุนทำกิจการเล็กๆ ต่อยอดเงินที่มีอยู่ให้งอกเงย ระหว่างรอหาบ้านใหม่ อดิเทพให้นางพักที่บ้าน ใช้ห้องวัชรีพรเป็นที่พักพิง คราแรกธัญญาเรศเกรงใจสุดาพร ทว่าสุดาพรไม่คิดเล็กคิดน้อย ไว้ใจสามี และยินดีให้ธัญญาเรศมาอยู่ร่วมบ้านด้วยสามเดือนที่อยู่ร่วมบ้านเดียว
Chapter 71“ก็ตามที่คุณเคยบอกฉันว่า ถ้าฉันไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ฉันก็จะวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ถึงจะสุขสบาย แต่ใจไม่เคยเป็นสุขเลย ต่างกับตอนนี้นะ ฉันสบายใจมาก รู้แล้วว่าความสุขเป็นยังไง” ธัญญาเรศไม่คิดว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่ยอมละทิ้งทุกอย่าง หันหลังให้ธัญญารัตน์ โดยไม่สนใจว่า ต่อจากนี้ตนจะไม่ได้รับความสะดวกสบาย ไม่มีเงินใช้แบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังว่า วันต่อไปจะมีกินมีใช้หรือไม่ ความที่อายุเลยวัยห้าสิบมาหลายปี ไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ อยู่ใต้ปีกมารดามาตลอด วันที่ตัดสินยืนด้วยลำแข้งตัวเอง คงเริ่มมาจากคืนวันฝนตกหลังจากผล็อยหลับไป ธัญญาเรศตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ไม่มีใครปลุกนาง แต่ตื่นเพราะอาหารเช้าโชยเข้ามาในจมูก ธัญญาเรศงัวเงียตื่นพร้อมกับท้องร้องหิว “ตื่นแล้วหรือคะ ปูทำอาหารเช้าเสร็จพอดี คุณก้อยไปล้างหน้าล้างตานะคะ เราจะได้กินข้าวด้วยกัน” สุดาพรเดินมาบอกธัญญาเรศที่ทำหน้าแปลกกับการถูกชวนกินข้าว “ปูเตรียมแปรงสีฟันอันใหม่ให้คุณก้อยแล้วนะคะ เดี๋ยวไปหยิบมาให้”จากนั้นก็เดินไปหยิบของดังกล่าวมาให้ธัญญาเรศที่ไม่อยากรับไว้ ทว่ามือนางกลับยื่นออกไปรับของสิ่งนั้น “ห้องน้ำอยู่ทางด้าน
Chapter 70 “จะทำไงได้ล่ะ ตามหาสุดามาตลอด แต่ก็ไม่มีวี่แววเลย ทางเดียวที่ทำให้เติร์ดกลับมาเป็นเหมือนเดิม คือต้องหาตัวสุดาให้เจอ” เป็นความเดียวจริงๆ “นี่แหละครับปัญหาหนัก สี่ปีมานี้เติร์ดก็พยายามเต็มที่แล้วนะครับ รู้ข่าวสุดาที่ไหนก็ไป ผมก็คิดไม่ออกว่าจะช่วยเติร์ดยังไง” นพคุณทุกข์ใจไม่ต่างกับใคร เขามีเงินมากพอจ้างนักสืยฝีมือดี ซึ่งเขาทำ ทว่าผลลัพธ์ไม่ได้ตามคิด แต่ก็ไม่หยุดท้อถอย ยังคงจ้างนักสืบต่อไป นานเท่าไหร่ก็รอ “เป็นไปได้ไหมคะว่า สุดาจะอยู่ต่างประเทศ ประมาณว่าตามพี่สาวไปอยู่อังกฤษน่ะค่ะ” ประภาแก้วคาดเดา “แต่นักสืบบอกนะว่า สุดาไม่ได้ไปกับสร้อย เพราะตรวจสอบแล้ว สุดาไม่ได้ออกนอกประเทศ” จากผลการสืบของนักสืบ จันทร์สุดาไม่ได้ไปต่างประเทศ เธออยู่ในเมืองไทย ที่ไหนสักแห่ง “แต่อยู่ที่ไหนเนี่ยสิ อยากรู้จัง” “เมืองไทยไม่ใช่แคบๆ นะ ถึงจะปูพรมหาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ต้องเสียเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน เพราะถ้าสุดารู้ว่า เติร์ดออกตามหา สุดาอาจหนี ที่อยู่ของสุดาก็จะไม่คงที่ สุดาอาจไปอยู่ในที่ที่เราออกตามหาแล้ว เราเลยไม่เจอสุดาไงล่ะ คนคิดจะหนีน่ะ ก็ต้องพย
Chapter 69 เวลา 21.00 น. ประเทศไทย อีกคนพยายามลืม แต่อีกคนไม่เคยลืม และไม่มีวันลืม เตมินทร์เก็บทุกอย่างที่เป็นของจันทร์สุดา รวมถึงที่เคยซื้อให้เธอ ราวกับว่า รอวันเจ้าของกลับมา เขาทะนุถนอมสิ่งของทั้งหมดไม่ต่างกับของมีค่า ที่ไม่ได้ตีราคาเป็นเงิน ทว่าคือทางจิตใจความกลัวเรื่องภาพในมือถือจะหาย เขาจึงเปลี่ยนมันให้เป็นรูปภาพ นำภาพนับร้อยภาพเก็บไว้ในอัลบั้ม ยามคิดถึงสาวอันเป็นที่รัก เตมินทร์หยิบอัลบั้มมาเปิดดู หวังให้ความคิดถึงเบาลง ผลคือ ไม่ได้เป็นไปตามคิด กลับยิ่งถวิลหาจนใจแทบขาด เตมินทร์มีฐานะร่ำรวย สุขสบายบนกองเงินกองทอง ทว่าปัจจุบันนี้ เขาแทบหาความสุขใจไม่ได้เลย คล้ายหินถ่วงหัวใจ หนักอึ้งไม่เสื่อมคลาย มองหาทางออกที่จะได้พบกับความสุขไม่ได้เช่นกัน ทุกวันนี้เตมินทร์ยังร้องไห้ รำพันคิดถึงจันทร์สุดา ออกตามหาต่อเนื่อง ทั้งจ้างนักสืบคนเดิมและตามหาเอง ได้ข่าวหรือเบาะแสทางไหน เขาตามไปหมด แม้ว่าที่แห่งนั้น ไม่พบเจอจันทร์สุดาก็ตามความคิดถึงจันทร์สุดาช่วงนี้มีมากเหลือเกิน ราวกับสะสมมาเป็นเวลาหลายปี จนมันล้นทะลักจิตใจ เตมินทร์หมองเศร้าลงมาก ข้าวปลาไม่ค่อยกิน นอนไม่ค่อยหล







