แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: คุณกระดูก
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ตอนนี้พี่ทำงานอยู่ที่เมืองหนานเฉิง ที่ตั้งสตูดิโอก็เอาไว้ที่ฝั่งพี่เถอะ ฉันกำลังจะหย่าแล้ว ขอเวลาให้ฉันจัดการเรื่องทางนี้หน่อย แล้วฉันจะไปหานะคะ”

เจียงซุ่ยเหยียนพูดเรื่องหย่าออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย รุ่นพี่ที่เหมือนจะตกใจมากก็เงียบไปนาน

แต่ด้วยมารยาท รุ่นพี่จึงไม่ได้ถามอะไรต่อ และตอบตกลงตามข้อเสนอของเธอ

หลังจากวางสาย เจียงซุ่ยเหยียนก็สั่งซื้อหนังสือและนิตยสารมากมาย อีกทั้งยังรื้อค้นเอกสารสมัยเรียนออกมา

เธอไม่ได้ไปที่โรงพยาบาลและไม่ได้ติดต่อหาฉีอวิ๋นเจิง เธอเอาแต่ทบทวนความรู้อยู่บ้านตามลำพัง เพราะอยากจะรื้อฟื้นความรู้เฉพาะทางที่ห่างหายไปนาน

หลังจากทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปกับมัน เธอก็ค่อย ๆ เอาตัวเองในวันวานกลับคืนมา

ตัวเธอที่ไม่ยอมถูกกักขังอยู่ในวังวนของความรัก ในสายตามีเพียงเรื่องการออกแบบ และอยากจะก้าวขึ้นเป็นดีไซเนอร์ระดับแนวหน้าของโลก

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งถึงวันครบรอบแต่งงาน ฉีอวิ๋นเจิงก็กลับมา

เมื่อเห็นกระดาษร่างแบบกองพะเนินอยู่เต็มโต๊ะ เขาก็มองเธอด้วยความประหลาดใจ

“หลายวันมานี้ คุณหมกตัวออกแบบงานอยู่ที่บ้านตลอดเลยเหรอ”

มือที่จับปากกาของเจียงซุ่ยเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเรียบเฉย

“ฉันตั้งใจจะกลับไปเป็นดีไซเนอร์ค่ะ ช่วงนี้ต้องรื้อฟื้นฝีมือสักหน่อย ก็เลยไม่มีเวลาไปดูแลคุณ”

เมื่อได้ยินเหตุผลที่เธอให้มา ภายในใจของฉีอวิ๋นเจิงก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดวูบหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ ตอนเขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเพราะเครื่องบินตกหลุมอากาศระหว่างบิน พอเจียงซุ่ยเหยียนรู้ข่าว เธอก็เฝ้าอยู่ในห้องพักผู้ป่วยไม่ยอมห่างไปไหนถึงสามวัน ร้องไห้จนตาบวมเป่ง

แต่ครั้งนี้เขาบาดเจ็บหนักกว่าเดิมมาก เธอกลับไม่เอ่ยปากถามไถ่สักคำ และไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เลย

ฉีอวิ๋นเจิงแปลกใจ ทว่าปกติแล้วเขาไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายชีวิตของเธอ จึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ

“อืม คุณไปตามหาความฝันเถอะ ไม่ต้องห่วงอะไร ถ้าอาจารย์เจียงรู้ว่าคุณกลับมาทำงานออกแบบอีกครั้ง ท่านก็คงจะดีใจไปกับคุณด้วย”

“สนับสนุนทุกการตัดสินใจเลยเหรอคะ แล้วถ้า...เป็นเรื่องหย่าล่ะ”

เจียงซุ่ยเหยียนถามออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่โทรศัพท์ของฉีอวิ๋นเจิงก็ดันดังขึ้นมาพอดี

เขากดรับสายแล้วเดินเข้าไปในห้องหนังสือ เหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของเธอ

ก่อนที่ประตูจะปิดลง มีเสียงของเสิ่นชิงอีดังแว่วออกมา เจียงซุ่ยเหยียนจึงหัวเราะเบา ๆ

เธอผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะกลับไปจดจ่ออยู่กับการออกแบบต่อ จนลืมวันลืมเวลาไปเสียสนิท

จนพลบค่ำ ฉีอวิ๋นเจิงก็ผลักประตูเดินออกมา แล้วเอ่ยขึ้นมาราวกับไม่ได้ใส่ใจนัก

“ผมจองร้านอาหารไว้แล้ว เราออกไปกินข้าวด้วยกันไหม”

หลังจากนั่งมาทั้งวัน เจียงซุ่ยเหยียนเองก็รู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้วจริง ๆ เธอจึงตอบตกลง

เมื่อขับรถไปส่งเธอที่บริเวณใกล้ ๆ กับร้านอาหารเสร็จแล้ว ฉีอวิ๋นเจิงก็วนรถไปหาที่จอด

ตอนที่เขากลับมาอีกครั้ง มือซ้ายหิ้วกล่องใบหนึ่ง ส่วนมือขวาก็อุ้มช่อกุหลาบสีชมพูเอาไว้

เขาก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ วินาทีที่เขายื่นดอกไม้ช่อนั้นมาใส่มือและให้เธอถือเอาไว้ เจียงซุ่ยเหยียนก็ถึงกับชะงักไป

แต่งงานกันมาสามปี นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับดอกไม้จากเขา ความรู้สึกอันซับซ้อนตีรวนขึ้นมาในใจ

เธออยากถามเขาเหลือเกินว่าทำไมจู่ ๆ ถึงได้ให้ดอกกุหลาบแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วในกล่องนั่นใส่อะไรเอาไว้ จะฉลองวันครบรอบแต่งงานหรือเปล่า

คำพูดจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากถาม เธอกลับเหลือบไปเห็นเงาร่างอันคุ้นตาเสียก่อน

เสิ่นชิงอียืนอยู่ตรงหน้าประตูร้านอาหารที่เพิ่งเปิดใหม่ เธอยิ้มกว้างพลางเดินเข้ามาต้อนรับ

“อวิ๋นเจิง ทางนี้! ทำไมนายดึกแบบนี้ล่ะ นี่ภรรยาของนายใช่ไหม สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ฉันเป็นเพื่อนของอวิ๋นเจิง ชื่อเสิ่นชิงอีค่ะ”

เธอทักทายด้วยสีหน้าท่าทางเป็นธรรมชาติ ซ้ำยังเป็นฝ่ายยื่นมือออกมาก่อน

สีหน้าของเจียงซุ่ยเหยียนแข็งค้างไปสองสามวินาที ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ แล้วยื่นมือออกไปจับตอบ

“สวัสดีค่ะ เจียงซุ่ยเหยียนค่ะ”

หลังจากทักทายกันเสร็จ ฉีอวิ๋นเจิงก็ยื่นกล่องของขวัญในมือส่งไปให้ ด้วยสีหน้าราบเรียบ

“ร้านอาหารตะวันตกของเธอเปิดกิจการวันแรก ฉันจะมามือเปล่าได้ยังไง เลยมัวแต่เตรียมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ กับดอกไม้อยู่นิดหน่อย ถึงได้เสียเวลาไปบ้าง”

เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เจียงซุ่ยเหยียนก็ก้มลงมองดอกกุหลาบที่กำลังเบ่งบานอย่างงดงามและร้อนแรงในมือของตัวเอง

ที่แท้ทั้งของขวัญและดอกไม้ พวกนี้เขาเตรียมไว้ให้เสิ่นชิงอีหรอกเหรอ

เจียงซุ่ยเหยียนรู้สึกจุกแน่นที่หน้าอก ความขื่นขมอันไร้ที่สิ้นสุดแผ่ซ่านไปทั่ว

เธอยื่นช่อดอกไม้ให้ด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย พยายามทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เสิ่นชิงอีรับของขวัญไป เมื่อเปิดออกและเห็นกระเป๋าที่อยู่ในกล่อง แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ

“นายรู้ได้ยังไงว่าช่วงนี้ฉันกำลังตามหากระเป๋าใบนี้ไปทั่วโลกน่ะ รุ่นนี้เป็นลิมิเต็ดมีแค่สิบใบในโลกเองนะ สิ้นเปลืองแย่เลย ดอกไม้ช่อนี้ก็สวยมาก นึกไม่ถึงเลยว่าผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว นายก็ยังจำได้ว่าฉันชอบดอกกุหลาบสีชมพูของร้านนี้ร้านเดียว”

ฉีอวิ๋นเจิงตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่ากระเป๋าใบนี้เขาแค่บังเอิญซื้อมา ส่วนดอกไม้ก็แค่เป็นทางผ่านพอดี

แต่เจียงซุ่ยเหยียนรู้ดี บนโลกใบนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก

ทุกอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจเตรียมเอาไว้ทั้งนั้น

ส่วนเรื่องที่เขาบอกว่าจะชวนเธอออกมากินมื้อค่ำด้วยกัน ก็เป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อจะได้มาเจอหน้าเสิ่นชิงอี

ตั้งแต่ต้นจนจบ เจียงซุ่ยเหยียนก็เป็นได้แค่เครื่องมือชิ้นหนึ่งเท่านั้น

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • รักสลักลึก   บทที่ 23

    หลังจากจัดการเรื่องของเสิ่นชิงอีเสร็จเรียบร้อย ฉีอวิ๋นเจิงก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการตามจีบเจียงซุ่ยเหยียนกลับมาอีกครั้ง เท่าที่เขารู้ ตอนนี้เจียงซุ่ยเหยียนยังไม่ได้คบหากับจิ่งซือเฉิน ดังนั้นเขาก็ยังคงมีโอกาสอยู่เขาคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่มีวันหักหลังเจียงซุ่ยเหยียนอีก เธอจะทำตารางคะแนนขึ้นมาอีกสักหนึ่งแผ่นหรือหนึ่งร้อยแผ่นก็ได้ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกหักคะแนนอีกแม้แต่คะแนนเดียว ขอเพียงแค่เธอยินยอม ต่อให้ต้องยกตระกูลฉีให้เธอเขาก็ยอมทั้งนั้นหลังจากสืบจนรู้ที่อยู่ของสตูดิโอม่ายซุ่ย เขาจึงถือช่อดอกไม้ช่อหนึ่งมาเคาะประตูเปิดเข้าไป“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณเจียงอยู่ไหมครับ” เขาถามอย่างสุภาพแววตาของคนอื่น ๆ ภายในสตูดิโอต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ ในบรรดาคนเหล่านั้น รุ่นพี่เดินเข้ามาหา แล้วมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน“ทำไมถึงเป็นคุณได้ล่ะคะ”ฉีอวิ๋นเจิงจำเธอได้ เธอคือคนที่ร่วมก่อตั้งสตูดิโอกับเจียงซุ่ยเหยียนหลังจากที่หย่ากัน เมื่อเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ ฉีอวิ๋นเจิงก็ยิ้มบาง ๆ ออกมา“มาง้อเธอครับ”รุ่นพี่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ราวกับว่าคน

  • รักสลักลึก   บทที่ 22

    ฉีอวิ๋นเจิงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ไม่ว่าจะตอนที่รับโทษตามกฎตระกูลหรือตอนรังเกียจเสิ่นชิงอี เขาเคยเผยสีหน้าแบบนี้ออกมาเสียเมื่อไหร่กัน มาตอนนี้เมื่อได้พบกับคนที่เขาเฝ้าคิดถึงทุกวันทุกคืน เขาก็แทบอยากจะควักหัวใจของตัวเองออกมาให้เธอได้เห็นแต่ท่าทางเช่นนี้ กลับมีแต่ทำให้เจียงซุ่ยเหยียนรู้สึกสะอิดสะเอียน ความรังเกียจและความห่างเหินในแววตาของเธอทิ่มแทงอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า“คุณฉี กรุณาวางตัวให้เหมาะสมครับ ถ้าซุ่ยเหยียนคิดจะให้อภัยคุณ เธอคงไม่อยู่แบบปิดบังตัวตนมาตลอดหรอก ถึงผมจะไม่รู้ว่าอดีตของพวกคุณเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ซุ่ยเหยียนเป็นคนดีมาก ผมคิดว่าคุณคงจะทำเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้ ถึงได้มาถึงขั้นนี้”จิ่งซือเฉินก้าวออกมาขวางหน้าเจียงซุ่ยเหยียนได้ถูกจังหวะ แววตาของเขาเย็นเยียบไม่ต่างกัน และเอ่ยประชดประชันอย่างไม่เกรงใจประโยคนี้ทำให้ฉีอวิ๋นเจิงสั่นสะท้าน ขอบตาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมเขามองคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า จิ่งซือเฉินคอยปกป้องเจียงซุ่ยเหยียน ส่วนเจียงซุ่ยเหยียนก็พึ่งพาและหลบอยู่ด้านหลังเขาแบบนั้น ความรักในแบบที่เธอเคยปรารถนามาตลอดคือแบบนี้ใช่ไหมนะฉีอวิ๋นเจิงอดปรายตามองอีกครั้งไม่ได้

  • รักสลักลึก   บทที่ 21

    ตั้งแต่บทสัมภาษณ์ถูกปล่อยออกมา ฉีอวิ๋นเจิงก็ได้ข่าวทันที ได้รู้เบาะแสปัจจุบันของเจียงซุ่ยเหยียน ที่แท้เธอก็อยู่ที่เมืองหนานเฉิง ซ้ำยังเปิดสตูดิโอออกแบบอย่างที่เคยฝันไว้จริง ๆเขาค้นชื่อสตูดิโอม่ายซุ่ยอย่างกระหายใคร่รู้ ก่อนได้รู้ว่าตลอดหนึ่งปีที่จากเขาไป เจียงซุ่ยเหยียนต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างเธอไม่ได้หดหู่สิ้นหวังเหมือนอย่างเขา แต่กลับยิ่งทอประกายเจิดจรัสมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอปั้นสตูดิโอของตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ จนตอนนี้กลายเป็นแบรนด์ที่ไม่มีใครในวงการออกแบบไม่รู้จักฉีอวิ๋นเจิงจ้องมองเงาร่างภายใต้แสงไฟนั้นไม่วางตา เขาแทบจะอดกลั้นความวู่วามในใจเอาไว้ไม่ได้ อยากจะพุ่งเข้าไปกอดเธอเอาไว้แน่น ๆ เหมือนเมื่อก่อนในขณะที่เขาอดเดินเข้าไปหาไม่ได้ กลับถูกคนข้างกายดึงเอาไว้เสียก่อน“อวิ๋นเจิง...” เสิ่นชิงอีมองเขาด้วยสายตาเว้าวอน หวังให้เขารั้งอยู่ต่อ แต่ฉีอวิ๋นเจิงกลับสะบัดมือของเธอออกโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองเสิ่นชิงอีกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้นปีนั้นหลังจากที่พวกเขาแตกหักกัน ฉีอวิ๋นเจิงก็ไปคุกเข่าอยู่ที่ตระกูลฉีถึงสามวันสามคืน เพื่อแลกกับโอกาสในการกลับเข้าตระกูลฉีอีกครั้ง เขาทำงานหนักราวกับคนบ

  • รักสลักลึก   บทที่ 20

    เธอดูบทสัมภาษณ์นี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เนื้อหาส่วนใหญ่ในนั้นยังคงเป็นผลงานของสตูดิโอม่ายซุ่ย มีเพียงส่วนน้อยที่พูดถึงสถานะของเจียงซุ่ยเหยียน และความสัมพันธ์ของเธอกับฉีอวิ๋นเจิงหลังจากบทสัมภาษณ์ถูกปล่อยออกไป ก็ดึงดูดกระแสความสนใจบนโลกออนไลน์ได้ระลอกหนึ่ง แต่เจียงซุ่ยเหยียนเพียงแค่ดูผ่าน ๆ แล้วก็หมดความสนใจไปบางทีอาจเพราะเห็นว่าเธอหมดความสนใจแล้ว จิ่งซือเฉินจึงเดินเข้ามา ในมือของเขาถือบัตรเชิญใบหนึ่งมาแกว่งไปมาตรงหน้าของเจียงซุ่ยเหยียนเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ดวงตาของอีกฝ่ายเป็นประกายขึ้นมาในทันที“งานนั้นหรือเปล่าคะ”จิ่งซือเฉินยิ้มอย่างได้ใจ“ถูกต้องครับ เพิ่งจะได้รับมาเมื่อเช้านี้เอง”เจียงซุ่ยเหยียนรีบรับมาทันที ชูบัตรเชิญขึ้นสูงแล้วหมุนตัวไปหนึ่งรอบด้วยความดีใจนี่เป็นใบเบิกทางสำหรับการก้าวเข้าสู่วงการออกแบบระดับมืออาชีพ ถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่จะมีบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการออกแบบเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังมีนักสะสมหรือผู้ประกอบการที่มาจากทั่วทุกสารทิศอีกด้วย ชื่อของสตูดิโอม่ายซุ่ยจะดังก้องไปทั่วทั้งวงการออกแบบอย่างแท้จริง ในที่สุดเธอก็จะได้ทำความฝันให้เป็นจริงเสียที!“เยี่ยมไ

  • รักสลักลึก   บทที่ 19

    ดื่มเหล้าเสร็จแล้ว เจียงซุ่ยเหยียนก็ขึ้นมารับลมที่ชั้นสองใบหน้าของเธอเหมือนคนกำลังกรึ่ม ๆ แต่สภาพจิตใจกลับเบิกบาน นี่เป็นปีที่สองแล้วนับตั้งแต่เธอจากฉีอวิ๋นเจิงมา จากความเจ็บปวดสับสนในตอนแรก ถึงตอนนี้ที่เธอไม่ยึดติดกับอดีตอีกต่อไป เธอปล่อยวางผู้ชายคนนั้นได้อย่างสมบูรณ์ และจะไม่มีวันรู้สึกอ่อนแอไร้ที่พึ่งเพราะเขาอีกแม้แต่นิดเดียวสายลมยามค่ำคืนพัดเย็นสบายพาเรือนผมยาวของเธอให้ปลิวขึ้นมา ทำให้ภาพตรงหน้าราวกับเป็นภาพวาดอันงดงามใครบางคนค่อย ๆ เดินขึ้นมา หยุดยืนอยู่ข้างกายเธอ แล้วท้าวแขนลงบนระเบียง“ทำไมถึงขึ้นมาคนเดียวล่ะครับ ทุกคนยังตามหาคุณอยู่เลยนะ” จิ่งซือเฉินถาม“มารับลมน่ะค่ะ รู้สึกเหมือนทุกอย่างมันไม่ค่อยจะสมจริงเท่าไหร่เลย ที่แท้เราก็ทำได้จริง ๆ”เจียงซุ่ยเหยียนหรี่ตาลง แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ“นั่นสิครับ พวกเราทำได้แล้ว”จิ่งซือเฉินมองเธอ แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้สองปีก่อน เธอร่วมมือกับรุ่นพี่ก่อตั้งสตูดิโอ และเชิญเขาเข้าร่วมในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ตอนนั้นแม้ว่าเขาจะเคยได้ยินชื่อของเจียงซุ่ยเหยียนมาบ้าง แต่กลับไม่ค่อยเชื่อนักว่าสตูดิโอที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดีแห่งนี้จ

  • รักสลักลึก   บทที่ 18

    ตั้งแต่หลุดพ้นจากฉีอวิ๋นเจิง เจียงซุ่ยเหยียนก็มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหนานเฉิงในตอนนั้น ทันทีที่เธอลงจากเครื่องบิน รุ่นพี่ก็นำสมาชิกทีมคนอื่น ๆ มาต้อนรับเธอ เมื่อพวกเขาพูดถึงความฝัน ในแววตาของทุกคนล้วนเปล่งประกายเจิดจ้า ทำให้เจียงซุ่ยเหยียนอดนึกถึงอดีตของตัวเองไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะฉีอวิ๋นเจิง เธอเองก็คงจะก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้พร้อมกับพวกเขาตั้งนานแล้วพวกเขากินข้าวด้วยกันหนึ่งมื้อ จากนั้นก็เริ่มทำงานกันต่อแบบไม่หยุดพัก ทุกอย่างในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งสตูดิโอจำเป็นต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ทั้งการเลือกสถานที่ ตกแต่ง จดทะเบียน รับสมัครพนักงาน...กระบวนการจากศูนย์ถึงหนึ่งนั้นไม่ใช่สบาย ๆ เลย แต่เจียงซุ่ยเหยียนก็จัดการทุกอย่างด้วยความตั้งใจ เธอไม่มีเวลาไปคิดถึงเรื่องของฉีอวิ๋นเจิงอีกแล้วหลังจากยุ่งวุ่นวายติดต่อกันอยู่หลายเดือน ในที่สุดสตูดิโอก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมารุ่นพี่ถามเธอว่าจะตั้งชื่อว่าอะไรดี เจียงซุ่ยเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนคำว่า “ม่ายซุ่ย” ลงไปเธอหวังว่าไม่ว่าจะเป็นสตูดิโอหรือชีวิตในอนาคตของเธอจะสามารถเติบโต ออกรวง และกลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามที่น่าอิจฉาได

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status