แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: คุณกระดูก
เจียงซุ่ยเหยียนหันหลังและไปยังสำนักงานทนายความ

เธอให้ทนายร่างหนังสือหย่าขึ้นมาหนึ่งฉบับ จากนั้นถึงหิ้วโจ๊กกลับไปที่โรงพยาบาล

เพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูห้องพักผู้ป่วย ก็เห็นเสิ่นชิงอีกำลังวุ่นวายกับการดูแลฉีอวิ๋นเจิง

เธอตักซุปหนึ่งชามตั้งใจจะยกไปให้เขา แต่กลับไม่ระวังจนทำหกใส่ตัวเขา เธอขอโทษพร้อมกับจะช่วยเช็ดออกให้ แต่ก็ดันไปทำให้ปากแผลของเขาฉีกขาด เธออยากทำแผลให้เขา แต่ก็หยิบยาผิดอีก...

เมื่อเห็นท่าทางของเขาที่สูดปากด้วยความเจ็บจากการกระทำของเธอ ขอบตาของเสิ่นชิงอีก็แดงก่ำขึ้นมา

“อวิ๋นเจิง ขอโทษนะ ฉันรู้ว่านายเจ็บหนักขนาดนี้เพราะฝ่าไฟเข้าไปเพื่อช่วยฉัน ฉันอยากดูแลนาย แต่กลับทำอะไรก็ไม่ดีเลย ขอโทษนะ”

ในดวงตาที่มักจะเย็นชาของฉีอวิ๋นเจิงมีความอ่อนใจพาดผ่าน “เธอถูกประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยต้องลำบาก จะดูแลคนไม่เป็นก็เรื่องปกติ ฉันก็แค่บาดเจ็บนิดหน่อย พักฟื้นไม่กี่วันก็หายแล้ว เธอไม่ต้องห่วง แล้วก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก”

เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น เสิ่นชิงอีก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม

“นายหลอกฉันอีกแล้ว บาดเจ็บนิดหน่อยอะไร หมอบอกฉันหมดแล้วว่านายมีแผลไฟไหม้รุนแรง ต่อไปจะกลับไปเป็นกัปตันไม่ได้อีกแล้วใช่ไหม”

ทันทีที่เห็นน้ำตาของเธอ สีหน้าของฉีอวิ๋นเจิงก็ฉายแววซับซ้อน

เขาอยากกอดปลอบเธอ แต่พอยื่นมือออกไป ถึงได้ตระหนักว่าการกระทำนี้ไม่เหมาะสมกับสถานะของพวกเขาในตอนนี้

เพราะแบบนั้นเขาจึงดึงกระดาษทิชชูสองสามแผ่นมายื่นให้ “จริง ๆ ฉันร่างใบลาออกไว้แล้ว กะว่าจะลาออกเดือนนี้ เพราะงั้นจะยังเป็นกัปตันต่อไปได้หรือไม่ สำหรับฉันแล้วไม่ได้สำคัญเลยสักนิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ต้องร้อง”

เสิ่นชิงอีนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มองเขาด้วยดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา

“ลาออกเหรอ ทำไมล่ะ นายเคยบอกว่านักบินคือความฝันของนายไม่ใช่เหรอ”

ฉีอวิ๋นเจิงเงียบไปอึดใจหนึ่ง ตอนเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาก็แฝงไปด้วยความหมายที่ยากจะอธิบาย

“การเป็นนักบินไม่เคยเป็นความฝันของฉันเลย แต่เพราะตอนแปดขวบเธอเคยชมว่ากัปตันคนหนึ่งหล่อมาก บอกว่าโตขึ้นเธอจะแต่งงานกับนักบิน จากนั้นก็จะให้เขาพาเธอนั่งเครื่องบินไปเที่ยวรอบโลก ฉันนึกว่าเธอจะจำได้ซะอีก”

“อวิ๋นเจิง!”

เสิ่นชิงอีคิดไม่ถึงมาก่อนว่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ เธออดโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขาไม่ได้

ฉีอวิ๋นเจิงเองก็ชะงักไป สองมือลองหยั่งเชิงแล้วก็หดกลับมา ทว่าในที่สุดก็สวมกอดเธอเอาไว้

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เจียงซุ่ยเหยียนรู้สึกเพียงว่าราวกับถูกมีดแทงเข้ากลางอก เจ็บปวดจนเลือดเนื้อแหลกเหลว

เธอกำมือแน่นจนข้อต่อนิ้วซีดขาว ริมฝีปากล่างก็ถูกกัดจนเลือดซิบ

เธอพยายามกลืนความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านั้นลงไปอย่างสุดความสามารถ วางข้าวของไว้ที่หน้าประตู แล้วหันหลังเดินจากไป

เพิ่งจะเดินลงมาถึงชั้นล่าง เธอก็เจอกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นลูกเรือของฉีอวิ๋นเจิงสองสามคน

พวกเขามาเยี่ยม ทักทายกันสองสามประโยคก็ถามไถ่อาการป่วยของเขา

เจียงซุ่ยเหยียนเล่าอาการให้ฟังคร่าว ๆ พร้อมกับบอกเลขห้องพักผู้ป่วยให้พวกเขาทราบ

พวกเขากำลังจะขึ้นไปชั้นบน แต่จู่ ๆ ก็ได้รับมอบหมายภารกิจบินด่วน จึงต้องกลับไปกะทันหัน

“พี่สะใภ้ครับ ตอนนี้เราต้องกลับไปสนามบินแล้ว รบกวนช่วยฝากความเป็นห่วงของพวกเราไปให้กัปตันฉีด้วยนะครับ อ้อ นี่ใบลาออกของเขา เบื้องบนอนุมัติแล้ว รบกวนช่วยส่งต่อให้เขาด้วยนะครับ”

หลังจากรับใบลาออกและกระเช้าผลไม้ที่พวกเขาส่งมาให้ เจียงซุ่ยเหยียนก็เห็นเหตุผลในการลาออกของฉีอวิ๋นเจิง ซึ่งระบุเอาไว้เพียงข้อเดียว

“หลังจากเริ่มงาน ผมบินในเส้นทางจีน-ออสเตรเลียมาสามปี ทุกครั้งที่ล้อแตะลงบนผืนแผ่นดินอันแปลกตาของออสเตรเลีย ผมมักจะรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก และในยามที่ล่องลอยอยู่เหนือมวลเมฆ ภายในใจก็มักจะเกิดความรู้สึกเลื่อนลอยราวกับไม่ได้เหยียบอยู่บนพื้นดินที่มั่นคง มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองได้สูญเสียทิศทางไป กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ทราบข่าวของเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ถึงได้ตื่นรู้ขึ้นมาว่าบางทีสิ่งที่ผมวิ่งตามหามาตลอดชีวิตอาจไม่ใช่ท้องฟ้าสีคราม แต่เป็นแผ่นหลังของใครบางคน ในตอนนี้เธอกลับมาแล้ว ผมหาทิศทางของตัวเองเจอแล้ว จึงอยากจะลงหลักปักฐานสักที”

เจียงซุ่ยเหยียนคิดอยู่เสมอว่าความศรัทธาของฉีอวิ๋นเจิง คือท้องฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาลและอิสระในการโบยบินไปทุกหนแห่ง

แต่คาดไม่ถึงเลยว่า สิ่งที่เขาศรัทธามาโดยตลอดก็คือเสิ่นชิงอีคนนี้

เขามาเป็นนักบินเพื่อเอาใจเธอ เป็นกัปตันก็เพื่อจะได้ไปหาเธอที่ออสเตรเลียได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งการลาออกก็เป็นเพราะเธอกลับมาแล้ว

ส่วนเจียงซุ่ยเหยียนก็เป็นเพียงคนที่ยึดครองสถานะภรรยาของเขาเอาไว้อย่างเปล่าประโยชน์ ไม่เคยได้เดินเข้าไปในหัวใจของเขาเลย

เธอหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง พลันนึกไปถึงภาพเมื่อห้าปีก่อนตอนที่ฉีอวิ๋นเจิงขึ้นบรรยายในหอประชุม ท่าทางกระตือรือร้นและคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตอนนั้น

นั่นคือช่วงเวลาที่เธอหวั่นไหว และก็เป็นช่วงเวลาที่เขาพยายามอย่างหนักเพื่อจะได้เข้าใกล้เสิ่นชิงอีให้มากขึ้น

ช่างน่าสมเพช และช่างน่าขำสิ้นดี

ในวันนี้ คนที่เขารอคอยกลับมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องหลีกทางให้เสียที

หลังกลับถึงบ้าน เจียงซุ่ยเหยียนก็โทรศัพท์หารุ่นพี่ที่อยากชวนเธอร่วมงานด้วยมาตลอด เพื่อตอบตกลงที่จะก่อตั้งสตูดิโอออกแบบด้วยกัน

หลังเรียนจบ เพราะฉีอวิ๋นเจิงมีตารางบินแทบจะทุกสัปดาห์ เธอจึงผันตัวมาเป็นแม่บ้านเพื่อที่จะดูแลครอบครัวให้ดีขึ้น

ตอนนี้เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะจากไป จึงตั้งใจที่จะเดินตามความฝันของตัวเองต่อไป

ส่วนอีกฝ่ายเมื่อได้ยินดังนั้น น้ำเสียงก็เจือไปด้วยความดีใจอย่างไม่ปิดบัง

“ซุ่ยเหยียน ตอนยังเรียนอยู่ อาจารย์ก็เคยบอกไว้ว่าเธอเกิดมาเพื่อทำงานสายออกแบบ ทุกคนต่างก็รอคอยให้เธอเจิดจรัสในวงการนี้ เธอคิดได้แบบนี้ก็ดีมากเลย! พรุ่งนี้ฉันจะบินกลับไปคุยเรื่องสัญญากับเธอนะ ที่ตั้งของสตูดิโอเอาเป็นที่เมืองเป่ยเฉิงก็แล้วกัน ยังไงเธอก็แต่งงานแล้ว ทำแบบนี้จะได้สะดวกต่อการดูแลครอบครัวด้วย”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • รักสลักลึก   บทที่ 23

    หลังจากจัดการเรื่องของเสิ่นชิงอีเสร็จเรียบร้อย ฉีอวิ๋นเจิงก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการตามจีบเจียงซุ่ยเหยียนกลับมาอีกครั้ง เท่าที่เขารู้ ตอนนี้เจียงซุ่ยเหยียนยังไม่ได้คบหากับจิ่งซือเฉิน ดังนั้นเขาก็ยังคงมีโอกาสอยู่เขาคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่มีวันหักหลังเจียงซุ่ยเหยียนอีก เธอจะทำตารางคะแนนขึ้นมาอีกสักหนึ่งแผ่นหรือหนึ่งร้อยแผ่นก็ได้ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกหักคะแนนอีกแม้แต่คะแนนเดียว ขอเพียงแค่เธอยินยอม ต่อให้ต้องยกตระกูลฉีให้เธอเขาก็ยอมทั้งนั้นหลังจากสืบจนรู้ที่อยู่ของสตูดิโอม่ายซุ่ย เขาจึงถือช่อดอกไม้ช่อหนึ่งมาเคาะประตูเปิดเข้าไป“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณเจียงอยู่ไหมครับ” เขาถามอย่างสุภาพแววตาของคนอื่น ๆ ภายในสตูดิโอต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ ในบรรดาคนเหล่านั้น รุ่นพี่เดินเข้ามาหา แล้วมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน“ทำไมถึงเป็นคุณได้ล่ะคะ”ฉีอวิ๋นเจิงจำเธอได้ เธอคือคนที่ร่วมก่อตั้งสตูดิโอกับเจียงซุ่ยเหยียนหลังจากที่หย่ากัน เมื่อเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ ฉีอวิ๋นเจิงก็ยิ้มบาง ๆ ออกมา“มาง้อเธอครับ”รุ่นพี่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ราวกับว่าคน

  • รักสลักลึก   บทที่ 22

    ฉีอวิ๋นเจิงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ไม่ว่าจะตอนที่รับโทษตามกฎตระกูลหรือตอนรังเกียจเสิ่นชิงอี เขาเคยเผยสีหน้าแบบนี้ออกมาเสียเมื่อไหร่กัน มาตอนนี้เมื่อได้พบกับคนที่เขาเฝ้าคิดถึงทุกวันทุกคืน เขาก็แทบอยากจะควักหัวใจของตัวเองออกมาให้เธอได้เห็นแต่ท่าทางเช่นนี้ กลับมีแต่ทำให้เจียงซุ่ยเหยียนรู้สึกสะอิดสะเอียน ความรังเกียจและความห่างเหินในแววตาของเธอทิ่มแทงอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า“คุณฉี กรุณาวางตัวให้เหมาะสมครับ ถ้าซุ่ยเหยียนคิดจะให้อภัยคุณ เธอคงไม่อยู่แบบปิดบังตัวตนมาตลอดหรอก ถึงผมจะไม่รู้ว่าอดีตของพวกคุณเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ซุ่ยเหยียนเป็นคนดีมาก ผมคิดว่าคุณคงจะทำเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้ ถึงได้มาถึงขั้นนี้”จิ่งซือเฉินก้าวออกมาขวางหน้าเจียงซุ่ยเหยียนได้ถูกจังหวะ แววตาของเขาเย็นเยียบไม่ต่างกัน และเอ่ยประชดประชันอย่างไม่เกรงใจประโยคนี้ทำให้ฉีอวิ๋นเจิงสั่นสะท้าน ขอบตาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมเขามองคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า จิ่งซือเฉินคอยปกป้องเจียงซุ่ยเหยียน ส่วนเจียงซุ่ยเหยียนก็พึ่งพาและหลบอยู่ด้านหลังเขาแบบนั้น ความรักในแบบที่เธอเคยปรารถนามาตลอดคือแบบนี้ใช่ไหมนะฉีอวิ๋นเจิงอดปรายตามองอีกครั้งไม่ได้

  • รักสลักลึก   บทที่ 21

    ตั้งแต่บทสัมภาษณ์ถูกปล่อยออกมา ฉีอวิ๋นเจิงก็ได้ข่าวทันที ได้รู้เบาะแสปัจจุบันของเจียงซุ่ยเหยียน ที่แท้เธอก็อยู่ที่เมืองหนานเฉิง ซ้ำยังเปิดสตูดิโอออกแบบอย่างที่เคยฝันไว้จริง ๆเขาค้นชื่อสตูดิโอม่ายซุ่ยอย่างกระหายใคร่รู้ ก่อนได้รู้ว่าตลอดหนึ่งปีที่จากเขาไป เจียงซุ่ยเหยียนต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างเธอไม่ได้หดหู่สิ้นหวังเหมือนอย่างเขา แต่กลับยิ่งทอประกายเจิดจรัสมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอปั้นสตูดิโอของตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ จนตอนนี้กลายเป็นแบรนด์ที่ไม่มีใครในวงการออกแบบไม่รู้จักฉีอวิ๋นเจิงจ้องมองเงาร่างภายใต้แสงไฟนั้นไม่วางตา เขาแทบจะอดกลั้นความวู่วามในใจเอาไว้ไม่ได้ อยากจะพุ่งเข้าไปกอดเธอเอาไว้แน่น ๆ เหมือนเมื่อก่อนในขณะที่เขาอดเดินเข้าไปหาไม่ได้ กลับถูกคนข้างกายดึงเอาไว้เสียก่อน“อวิ๋นเจิง...” เสิ่นชิงอีมองเขาด้วยสายตาเว้าวอน หวังให้เขารั้งอยู่ต่อ แต่ฉีอวิ๋นเจิงกลับสะบัดมือของเธอออกโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองเสิ่นชิงอีกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้นปีนั้นหลังจากที่พวกเขาแตกหักกัน ฉีอวิ๋นเจิงก็ไปคุกเข่าอยู่ที่ตระกูลฉีถึงสามวันสามคืน เพื่อแลกกับโอกาสในการกลับเข้าตระกูลฉีอีกครั้ง เขาทำงานหนักราวกับคนบ

  • รักสลักลึก   บทที่ 20

    เธอดูบทสัมภาษณ์นี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เนื้อหาส่วนใหญ่ในนั้นยังคงเป็นผลงานของสตูดิโอม่ายซุ่ย มีเพียงส่วนน้อยที่พูดถึงสถานะของเจียงซุ่ยเหยียน และความสัมพันธ์ของเธอกับฉีอวิ๋นเจิงหลังจากบทสัมภาษณ์ถูกปล่อยออกไป ก็ดึงดูดกระแสความสนใจบนโลกออนไลน์ได้ระลอกหนึ่ง แต่เจียงซุ่ยเหยียนเพียงแค่ดูผ่าน ๆ แล้วก็หมดความสนใจไปบางทีอาจเพราะเห็นว่าเธอหมดความสนใจแล้ว จิ่งซือเฉินจึงเดินเข้ามา ในมือของเขาถือบัตรเชิญใบหนึ่งมาแกว่งไปมาตรงหน้าของเจียงซุ่ยเหยียนเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ดวงตาของอีกฝ่ายเป็นประกายขึ้นมาในทันที“งานนั้นหรือเปล่าคะ”จิ่งซือเฉินยิ้มอย่างได้ใจ“ถูกต้องครับ เพิ่งจะได้รับมาเมื่อเช้านี้เอง”เจียงซุ่ยเหยียนรีบรับมาทันที ชูบัตรเชิญขึ้นสูงแล้วหมุนตัวไปหนึ่งรอบด้วยความดีใจนี่เป็นใบเบิกทางสำหรับการก้าวเข้าสู่วงการออกแบบระดับมืออาชีพ ถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่จะมีบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการออกแบบเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังมีนักสะสมหรือผู้ประกอบการที่มาจากทั่วทุกสารทิศอีกด้วย ชื่อของสตูดิโอม่ายซุ่ยจะดังก้องไปทั่วทั้งวงการออกแบบอย่างแท้จริง ในที่สุดเธอก็จะได้ทำความฝันให้เป็นจริงเสียที!“เยี่ยมไ

  • รักสลักลึก   บทที่ 19

    ดื่มเหล้าเสร็จแล้ว เจียงซุ่ยเหยียนก็ขึ้นมารับลมที่ชั้นสองใบหน้าของเธอเหมือนคนกำลังกรึ่ม ๆ แต่สภาพจิตใจกลับเบิกบาน นี่เป็นปีที่สองแล้วนับตั้งแต่เธอจากฉีอวิ๋นเจิงมา จากความเจ็บปวดสับสนในตอนแรก ถึงตอนนี้ที่เธอไม่ยึดติดกับอดีตอีกต่อไป เธอปล่อยวางผู้ชายคนนั้นได้อย่างสมบูรณ์ และจะไม่มีวันรู้สึกอ่อนแอไร้ที่พึ่งเพราะเขาอีกแม้แต่นิดเดียวสายลมยามค่ำคืนพัดเย็นสบายพาเรือนผมยาวของเธอให้ปลิวขึ้นมา ทำให้ภาพตรงหน้าราวกับเป็นภาพวาดอันงดงามใครบางคนค่อย ๆ เดินขึ้นมา หยุดยืนอยู่ข้างกายเธอ แล้วท้าวแขนลงบนระเบียง“ทำไมถึงขึ้นมาคนเดียวล่ะครับ ทุกคนยังตามหาคุณอยู่เลยนะ” จิ่งซือเฉินถาม“มารับลมน่ะค่ะ รู้สึกเหมือนทุกอย่างมันไม่ค่อยจะสมจริงเท่าไหร่เลย ที่แท้เราก็ทำได้จริง ๆ”เจียงซุ่ยเหยียนหรี่ตาลง แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ“นั่นสิครับ พวกเราทำได้แล้ว”จิ่งซือเฉินมองเธอ แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้สองปีก่อน เธอร่วมมือกับรุ่นพี่ก่อตั้งสตูดิโอ และเชิญเขาเข้าร่วมในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ตอนนั้นแม้ว่าเขาจะเคยได้ยินชื่อของเจียงซุ่ยเหยียนมาบ้าง แต่กลับไม่ค่อยเชื่อนักว่าสตูดิโอที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดีแห่งนี้จ

  • รักสลักลึก   บทที่ 18

    ตั้งแต่หลุดพ้นจากฉีอวิ๋นเจิง เจียงซุ่ยเหยียนก็มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหนานเฉิงในตอนนั้น ทันทีที่เธอลงจากเครื่องบิน รุ่นพี่ก็นำสมาชิกทีมคนอื่น ๆ มาต้อนรับเธอ เมื่อพวกเขาพูดถึงความฝัน ในแววตาของทุกคนล้วนเปล่งประกายเจิดจ้า ทำให้เจียงซุ่ยเหยียนอดนึกถึงอดีตของตัวเองไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะฉีอวิ๋นเจิง เธอเองก็คงจะก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้พร้อมกับพวกเขาตั้งนานแล้วพวกเขากินข้าวด้วยกันหนึ่งมื้อ จากนั้นก็เริ่มทำงานกันต่อแบบไม่หยุดพัก ทุกอย่างในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งสตูดิโอจำเป็นต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ทั้งการเลือกสถานที่ ตกแต่ง จดทะเบียน รับสมัครพนักงาน...กระบวนการจากศูนย์ถึงหนึ่งนั้นไม่ใช่สบาย ๆ เลย แต่เจียงซุ่ยเหยียนก็จัดการทุกอย่างด้วยความตั้งใจ เธอไม่มีเวลาไปคิดถึงเรื่องของฉีอวิ๋นเจิงอีกแล้วหลังจากยุ่งวุ่นวายติดต่อกันอยู่หลายเดือน ในที่สุดสตูดิโอก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมารุ่นพี่ถามเธอว่าจะตั้งชื่อว่าอะไรดี เจียงซุ่ยเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนคำว่า “ม่ายซุ่ย” ลงไปเธอหวังว่าไม่ว่าจะเป็นสตูดิโอหรือชีวิตในอนาคตของเธอจะสามารถเติบโต ออกรวง และกลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามที่น่าอิจฉาได

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status