Short
รักสลักลึก

รักสลักลึก

Oleh:  คุณกระดูกTamat
Bahasa: Thai
goodnovel4goodnovel
23Bab
2.0KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ปีที่สามของการแต่งงาน ฉีอวิ๋นเจิงเจอตารางคะแนนที่เจียงซุ่ยเหยียนทำไว้ให้เขา ตอนเขาหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากลิ้นชักในห้องหนังสืออย่างไม่ใส่ใจ หัวใจของเจียงซุ่ยเหยียนก็แทบจะหยุดเต้น บนนั้นเขียนเอาไว้ว่า— “วันเกิดฉัน เขาบินไปหารักแรกที่ออสเตรเลีย หักห้าคะแนน” “เขาปล่อยฉันทิ้งไว้บนทางด่วนเพื่อไปรับรักแรกที่สนามบิน หักสิบคะแนน” “เขาทำแหวนแต่งงานหายตอนตุ๋นซุปให้รักแรก หักสิบคะแนน...” เขียนไล่เรียงลงมาทีละบรรทัด และด้านล่างสุดยังมีตัวอักษรเล็ก ๆ เขียนไว้อีกหนึ่งบรรทัด

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1

“หักครบหนึ่งร้อยคะแนนจะหย่า”

ทว่าสายตาของเขากลับไม่หยุดมองข้อความเหล่านั้นเลย

เขาถึงขั้นไม่ปรายตามองด้วยซ้ำ แล้วยื่นกระดาษแผ่นนั้นคืนให้เธออย่างไม่ใส่ใจ “ห้องหนังสือห้องนี้ผมเก็บของสำคัญไว้เยอะ วันหลังอย่าเอาของของคุณเข้ามาไว้ในนี้อีก”

บนชั้นหนังสือจัดวางหนังสือที่เสิ่นชิงอีมอบให้เขาในสมัยเรียนไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ในตู้กระจกล็อกจดหมายที่เธอเคยเขียนถึงเขาในอดีตเอาไว้ แม้แต่กรอบรูปบนโต๊ะทำงานของเขา ก็ยังเป็นรูปถ่ายคู่กันตอนเรียนจบมัธยมปลาย

นี่แหละคือ “ของสำคัญ” ที่เขาพูดถึง

เขาเก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอม และต้องหยิบขึ้นมาดูนับครั้งไม่ถ้วนทุกวัน

ส่วนของของเธอ เขากลับไม่แม้แต่จะปรายตามอง

ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เลยว่าเธอใกล้จะจากเขาไปแล้ว

เจียงซุ่ยเหยียนกำตารางคะแนนแผ่นนั้นไว้แน่น พยักหน้ารับคำและเพิ่งจะหันหลังเดินจากไป จู่ ๆ โทรศัพท์ของฉีอวิ๋นเจิงก็ดังขึ้น เป็นสายจากเพื่อนสนิทของเขา

“อวิ๋นเจิง เกิดเรื่องแล้ว! เหมือนคฤหาสน์ที่อ่าวชิงสุ่ยจะไฟไหม้ เสิ่นชิงอีพักอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอ”

เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉีอวิ๋นเจิงก็พลันเปลี่ยนไป เขาคว้ากุญแจรถแล้วพุ่งพรวดออกไปทันที

เจียงซุ่ยเหยียนมองตามแผ่นหลังของเขาไป เธอนิ่งอึ้งไปสองสามวินาที ก่อนจะเรียกแท็กซี่ตามไป

เขาเหยียบคันฝ่าไฟแดงนับสิบกว่าแยกตลอดทาง จนคนขับแท็กซี่เกือบจะคลาดสายตา

เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ และได้เห็นเปลวเพลิงกับควันดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เจียงซุ่ยเหยียนก็ตกตะลึงไปเช่นกัน

เมื่อรู้ว่าเสิ่นชิงอียังไม่ได้รับการช่วยเหลือออกมา ฉีอวิ๋นเจิงก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปช่วยราวกับไม่กลัวตาย

นักดับเพลิงและเพื่อนของเขาอีกสองสามคนรีบเข้ามาขวางเอาไว้ “คุณผู้ชายครับ ไฟในโซนคฤหาสน์โหมแรงมาก ถ้าคุณบุ่มบ่ามบุกเข้าไปแบบนี้ จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้นะครับ”

“อวิ๋นเจิง นายใจเย็น ๆ ก่อนนะ นักบินเป็นความฝันทั้งชีวิตของนายเลยนะ ถ้านายเข้าไปแล้วเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บขึ้นมา อาชีพของนายจะพังหมดเลยนะ!”

ฉีอวิ๋นเจิงไม่ฟังคำเตือนเลยสักนิด เขาทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียว ก่อนออกแรงผลักพวกเขากระเด็นแล้วพุ่งเข้าไปในกองเพลิง

“พังก็พังไปสิ ขอแค่ชิงอีปลอดภัย ตำแหน่งกัปตันนี่ฉันไม่เป็นแล้วก็ได้”

เมื่อเห็นร่างของเขาถูกควันดำกลืนกินไป เพื่อนสองสามคนก็ยืนอึ้งอยู่กับที่ แล้วเริ่มต่อว่ากันเองด้วยความหงุดหงิด

“ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกอวิ๋นเจิง พวกนายก็ไม่ยอมฟัง! เสิ่นชิงอีมีเรื่องทีไร อารมณ์เขาก็จะเตลิดจนควบคุมตัวเองไม่ได้ตลอด!”

“นายไม่เรียกเขามา ถ้าเสิ่นชิงอีเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ เขาได้พลิกเมืองหาแน่ เชื่อไหมล่ะ นายจำตอนเรียนที่เสิ่นชิงอีถูกครูลวนลามไม่ได้หรือไง เขาพุ่งตรงไปที่ห้องพักครูแล้วอัดจนน่วมไปเลยนะ ไหนจะยังมีก่อนหน้านี้ที่เสิ่นชิงอีขาดการติดต่อไปสิบชั่วโมง เขาก็ร้อนใจจนต้องสั่งให้บอดี้การ์ดพลิกแผ่นดินหาทั่วเมือง...”

เมื่อได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น เจียงซุ่ยเหยียนถึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วคนที่มักจะเย็นชาและสงบนิ่งอยู่ต่อหน้าเธอเสมอ เมื่อถึงคราวที่ตกหลุมรักใครสักคนก็สูญเสียสติสัมปชัญญะไปได้เช่นกัน

ชั่วขณะนั้น ในใจของเธอสับสนไปหมด ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปลาบขึ้นมาเป็นระลอก

พวกเพื่อนของเขาเถียงกันไปมาจนกระทั่งหันมาเห็นเธอจึงดูกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย

“พี่สะใภ้ พี่ พี่ตามอวิ๋นเจิงมาด้วยเหรอ เขาเข้าไป เข้าไปช่วยเพื่อนร่วมชั้นน่ะ พี่อย่าเข้าใจผิดนะ”

“ใช่ ๆ ๆ เขารู้จักเสิ่นชิงอีมาตั้งแต่เด็ก คบหากันมาเป็นสิบปี สนิทกันเหมือนพี่น้องแท้ ๆ ถึงได้เป็นห่วงขนาดนั้นน่ะครับ”

เจียงซุ่ยเหยียนรู้ดีว่าพวกเขากำลังช่วยแก้ตัวให้ เธอฝืนยิ้มมุมปาก ก่อนจะได้กลิ่นคาวเลือด จึงเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอกัดริมฝีปากตัวเองจนแตกไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฉีอวิ๋นเจิงก็อุ้มเสิ่นชิงอีที่สลบไม่ได้สติออกมา ทุกคนต่างพากันกรูเข้าไปรับ

ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเขม่าควันดำ เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกไฟไหม้เกรียมไปแถบหนึ่ง ทว่าเขากลับปกป้องเสิ่นชิงอีเอาไว้ได้อย่างไร้รอยขีดข่วน

ตอนที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพรับตัวเสิ่นชิงอีไป ในที่สุดฉีอวิ๋นเจิงก็ทนฝืนร่างกายต่อไปไม่ไหวและสลบไป

รถพยาบาลแล่นด้วยความเร็วสูงตลอดทางเพื่อพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล เจียงซุ่ยเหยียนนั่งอยู่บนม้านั่งยาว มองมือทั้งสองข้างของตัวเองที่กำลังสั่นเทา พลางนึกถึงเหตุการณ์ตอนเจอฉีอวิ๋นเจิงเป็นครั้งแรก

ปีนั้นเธออยู่ปีสอง พ่อของเธอเป็นศาสตราจารย์อยู่ในสถาบันการบิน และฉีอวิ๋นเจิงก็คือลูกศิษย์คนที่เขาภาคภูมิใจที่สุด ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดูหล่อเหลาสง่างาม ตอนเขายืนอธิบายหลักการบินอยู่บนแท่นบรรยาย แม้แต่แสงแดดก็ยังลำเอียงสาดส่องลงมาที่เขา

เธอตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็น และเอาแต่เดินตามหลังเขาอยู่ทั้งวัน

มีผู้หญิงตามจีบเขามากมาย แต่เขาก็เอาแต่รักษาระยะห่างจากเพศตรงข้ามมาตลอด และปฏิเสธทุกคน

กระทั่งก่อนเรียนจบ พ่อของเจียงซุ่ยเหยียนป่วยหนัก ก่อนสิ้นใจได้ฝากฝังให้เขาช่วยดูแลลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเองให้ดี

เขารับปาก

หลังจบงานศพ เขาก็ขอเธอแต่งงานทันที

เธอถามเขาว่า “คุณยอมแต่งงานกับฉันเพราะพ่อของฉันหรือเปล่าคะ จริง ๆ คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ...”

เขามองหน้าเธอ แล้วตอบว่า “เปล่า ผมอยากแต่งงานกับคุณเอง”

เจียงซุ่ยเหยียนคิดว่าในที่สุดตัวเองก็เอาชนะใจเขาได้แล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเมาหนัก เธอไปรับเขา แต่กลับบังเอิญได้ยินบทสนทนาในวงเหล้าของกลุ่มเพื่อนเขาเข้า

“พี่สะใภ้นี่ซื่อบื้อจริง ๆ ถูกอวิ๋นเจิงหลอกให้อยู่ในความมืดมนมาตั้งหลายปี คิดว่าในใจเขามีเธอ ถึงได้ทุ่มเททำดีกับเขาหมดหน้าตัก ที่ไหนได้ อวิ๋นเจิงแค่แต่งงานกับเธอเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เพราะทนรับความเจ็บปวดที่รักแรกหนีไปแต่งงานกับคนอื่นไม่ได้ต่างหาก”

วินาทีนั้น เจียงซุ่ยเหยียนรู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง

ที่แท้ตลอดหลายปีมานี้ที่เขาปฏิเสธไม่ให้ใครเข้าใกล้ ไม่ใช่เพราะนิสัยเย็นชา แต่เป็นเพราะในใจของเขามีรักแรกที่เลิกรากันไปอยู่ต่างหาก

เขาทำตัวราวกับคนเฝ้าสุสานที่ดื้อรั้น คอยเฝ้าทะนุถนอมความรู้สึกที่ตายจากไปนานแล้ว

ความเย่อหยิ่งทำให้เขาวางฟอร์มไม่ยอมไปตามกลับมา ศักดิ์ศรีค้ำคอทำให้เขาเอ่ยปากบอกคิดถึงไม่ได้

ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงยืนอยู่กับที่ เพื่อรอให้เธอหันหลังกลับมา

ทว่าสิ่งที่เขาได้กลับมากลับกลายเป็นข่าวการแต่งงานของเธอ

เสิ่นชิงอี ชื่อที่สลักลึกอยู่กลางใจของเขา พ่วงมาด้วยความอดกลั้นและการรอคอยทั้งหมดตลอดหลายปีของเขา นับแต่นั้นมาก็ได้กลายเป็นหนามที่ทิ่มแทงหัวใจของเธอ

แต่เธอชอบฉีอวิ๋นเจิงมากเกินไป จึงตัดใจปล่อยมือไม่ลง

เธอจึงแอบทำตารางคะแนนขึ้นมา หากถูกหักจนครบหนึ่งร้อยคะแนนเมื่อไหร่ เธอก็จะไปจากเขา

หลายปีมานี้ คะแนนถูกหักไปอย่างต่อเนื่อง

บางครั้งเป็นวันเกิดของเธอ แต่เขากลับบินไปหาเสิ่นชิงอี เพียงเพราะโพสต์ในโซเชียลของอีกฝ่าย

บางครั้งเป็นวันครบรอบแต่งงานของพวกเขา แต่เขากลับอยู่คุยเป็นเพื่อนเสิ่นชิงอีตลอดทั้งคืน

และหลังจากที่เสิ่นชิงอีหย่าร้างแล้วกลับมาที่ประเทศ...

คะแนนก็ยิ่งถูกหักบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

หัวใจของเจียงซุ่ยเหยียนก็ค่อย ๆ เย็นชาลงเรื่อย ๆ เช่นกัน

เมื่อการผ่าตัดสิ้นสุดลง หมอก็เดินออกมาแจ้งอาการของฉีอวิ๋นเจิง

“ผู้ป่วยพยายามเข้าไปช่วยคน แขน บ่า ไหล่ และแผ่นหลังมีรอยไหม้หลายจุด คงจะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้แน่นอนครับ แต่ผู้หญิงอีกคนที่ส่งตัวมาด้วยกลับปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แค่สลบไปเพราะตกใจสุดขีด พวกคุณไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

กลุ่มเพื่อนของเขาฟังจบก็หันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยกมือขึ้นเกาหัว แล้วรีบพูดแก้สถานการณ์

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว พี่สะใภ้ พี่อย่ากังวลไปเลยนะครับ เป็นกัปตันไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย บ้านอวิ๋นเจิงเป็นถึงตระกูลเศรษฐีแห่งเมืองเป่ยเฉิง เขารอให้อวิ๋นเจิงกลับไปสืบทอดธุรกิจตั้งนานแล้ว เราเข้าไปดูอวิ๋นเจิงกันเถอะ”

เจียงซุ่ยเหยียนหลุบตาลง เพื่อบดบังความขื่นขมที่เอ่อล้นอยู่ในแววตา

“ฉันยังมีธุระต้องไปจัดการ พวกคุณเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเขาก่อนเถอะ”

พูดจบ เธอก็หันหลังเดินกลับบ้านไปเงียบ ๆ แล้วหยิบตารางคะแนนแผ่นนั้นขึ้นมา

หลังจากหักออกไปอีกห้าคะแนน เธอมองคะแนนที่เหลืออยู่ ก่อนแค่นยิ้มมุมปาก

ขอแค่หักยี่สิบคะแนนสุดท้ายนี้ออกไป เธอกับฉีอวิ๋นเจิงก็จะจบสิ้นกันอย่างสมบูรณ์

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
23 Bab
บทที่ 1
“หักครบหนึ่งร้อยคะแนนจะหย่า”ทว่าสายตาของเขากลับไม่หยุดมองข้อความเหล่านั้นเลยเขาถึงขั้นไม่ปรายตามองด้วยซ้ำ แล้วยื่นกระดาษแผ่นนั้นคืนให้เธออย่างไม่ใส่ใจ “ห้องหนังสือห้องนี้ผมเก็บของสำคัญไว้เยอะ วันหลังอย่าเอาของของคุณเข้ามาไว้ในนี้อีก”บนชั้นหนังสือจัดวางหนังสือที่เสิ่นชิงอีมอบให้เขาในสมัยเรียนไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ในตู้กระจกล็อกจดหมายที่เธอเคยเขียนถึงเขาในอดีตเอาไว้ แม้แต่กรอบรูปบนโต๊ะทำงานของเขา ก็ยังเป็นรูปถ่ายคู่กันตอนเรียนจบมัธยมปลายนี่แหละคือ “ของสำคัญ” ที่เขาพูดถึงเขาเก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอม และต้องหยิบขึ้นมาดูนับครั้งไม่ถ้วนทุกวันส่วนของของเธอ เขากลับไม่แม้แต่จะปรายตามองดังนั้นเขาจึงไม่รู้เลยว่าเธอใกล้จะจากเขาไปแล้วเจียงซุ่ยเหยียนกำตารางคะแนนแผ่นนั้นไว้แน่น พยักหน้ารับคำและเพิ่งจะหันหลังเดินจากไป จู่ ๆ โทรศัพท์ของฉีอวิ๋นเจิงก็ดังขึ้น เป็นสายจากเพื่อนสนิทของเขา“อวิ๋นเจิง เกิดเรื่องแล้ว! เหมือนคฤหาสน์ที่อ่าวชิงสุ่ยจะไฟไหม้ เสิ่นชิงอีพักอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอ”เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าของฉีอวิ๋นเจิงก็พลันเปลี่ยนไป เขาคว้ากุญแจรถแล้วพุ่งพรวดออกไปทันทีเจียงซ
Baca selengkapnya
บทที่ 2
เจียงซุ่ยเหยียนหันหลังและไปยังสำนักงานทนายความเธอให้ทนายร่างหนังสือหย่าขึ้นมาหนึ่งฉบับ จากนั้นถึงหิ้วโจ๊กกลับไปที่โรงพยาบาลเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูห้องพักผู้ป่วย ก็เห็นเสิ่นชิงอีกำลังวุ่นวายกับการดูแลฉีอวิ๋นเจิงเธอตักซุปหนึ่งชามตั้งใจจะยกไปให้เขา แต่กลับไม่ระวังจนทำหกใส่ตัวเขา เธอขอโทษพร้อมกับจะช่วยเช็ดออกให้ แต่ก็ดันไปทำให้ปากแผลของเขาฉีกขาด เธออยากทำแผลให้เขา แต่ก็หยิบยาผิดอีก...เมื่อเห็นท่าทางของเขาที่สูดปากด้วยความเจ็บจากการกระทำของเธอ ขอบตาของเสิ่นชิงอีก็แดงก่ำขึ้นมา“อวิ๋นเจิง ขอโทษนะ ฉันรู้ว่านายเจ็บหนักขนาดนี้เพราะฝ่าไฟเข้าไปเพื่อช่วยฉัน ฉันอยากดูแลนาย แต่กลับทำอะไรก็ไม่ดีเลย ขอโทษนะ”ในดวงตาที่มักจะเย็นชาของฉีอวิ๋นเจิงมีความอ่อนใจพาดผ่าน “เธอถูกประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยต้องลำบาก จะดูแลคนไม่เป็นก็เรื่องปกติ ฉันก็แค่บาดเจ็บนิดหน่อย พักฟื้นไม่กี่วันก็หายแล้ว เธอไม่ต้องห่วง แล้วก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก”เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น เสิ่นชิงอีก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม“นายหลอกฉันอีกแล้ว บาดเจ็บนิดหน่อยอะไร หมอบอกฉันหมดแล้วว่านายมีแผลไฟไหม้รุนแรง ต่อไปจะกลับไปเป็นกัปตัน
Baca selengkapnya
บทที่ 3
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ตอนนี้พี่ทำงานอยู่ที่เมืองหนานเฉิง ที่ตั้งสตูดิโอก็เอาไว้ที่ฝั่งพี่เถอะ ฉันกำลังจะหย่าแล้ว ขอเวลาให้ฉันจัดการเรื่องทางนี้หน่อย แล้วฉันจะไปหานะคะ”เจียงซุ่ยเหยียนพูดเรื่องหย่าออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย รุ่นพี่ที่เหมือนจะตกใจมากก็เงียบไปนานแต่ด้วยมารยาท รุ่นพี่จึงไม่ได้ถามอะไรต่อ และตอบตกลงตามข้อเสนอของเธอหลังจากวางสาย เจียงซุ่ยเหยียนก็สั่งซื้อหนังสือและนิตยสารมากมาย อีกทั้งยังรื้อค้นเอกสารสมัยเรียนออกมาเธอไม่ได้ไปที่โรงพยาบาลและไม่ได้ติดต่อหาฉีอวิ๋นเจิง เธอเอาแต่ทบทวนความรู้อยู่บ้านตามลำพัง เพราะอยากจะรื้อฟื้นความรู้เฉพาะทางที่ห่างหายไปนานหลังจากทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปกับมัน เธอก็ค่อย ๆ เอาตัวเองในวันวานกลับคืนมาตัวเธอที่ไม่ยอมถูกกักขังอยู่ในวังวนของความรัก ในสายตามีเพียงเรื่องการออกแบบ และอยากจะก้าวขึ้นเป็นดีไซเนอร์ระดับแนวหน้าของโลกเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งถึงวันครบรอบแต่งงาน ฉีอวิ๋นเจิงก็กลับมาเมื่อเห็นกระดาษร่างแบบกองพะเนินอยู่เต็มโต๊ะ เขาก็มองเธอด้วยความประหลาดใจ“หลายวันมานี้ คุณหมกตัวออกแบบงานอยู่ที่บ้านตลอดเลยเหรอ”มือที่จับปากกาของเจียงซ
Baca selengkapnya
บทที่ 4
เสิ่นชิงอีพาฉีอวิ๋นเจิงเดินชมร้านอาหารจนทั่ว พลางเดินพลางแนะนำไปเรื่อย ๆ“นายยังจำได้ไหมว่าตอนม.ต้น ความปรารถนาสูงสุดของฉันคือการเปิดร้านอาหารตะวันตกน่ะ”“อืม เธอบอกว่าการตกแต่งในร้านจะต้องเป็นสไตล์ชายฝั่งยุโรป บนผนังต้องแขวนภาพวาดแนวอิมเพรสชันนิสม์ให้เต็ม โต๊ะกับเก้าอี้ต้องมีแค่สีดำกับขาว ส่วนน้ำมันหอมระเหย เธอจะสั่งทำล่วงหน้า เพื่อให้แต่ละวันมีกลิ่นดอกไม้ไม่ซ้ำกัน”เมื่อได้ยินเขาทวนคำพูดในอดีตของตัวเองได้อย่างไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว เสิ่นชิงอีก็ถึงกับชะงักงันไป“ทำไมนายถึงจำได้แม่นกว่าฉันอีกเนี่ย แล้วนายจำได้หรือเปล่าว่า...”“แน่นอน เธอบอกว่าจะแบ่งหุ้นให้ฉัน 30% แล้วก็ชวนฉันมาเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ร้าน สัญญาข้อนี้ ตอนนี้ยังนับอยู่ไหม”แววตาของเสิ่นชิงอีมีความดีใจพาดผ่าน พลางทำท่าทางขัดเขิน“คำพูดล้อเล่นตอนนั้น จะเอามาเป็นจริงเป็นจังได้ยังไง อีกอย่างถึงนายจะไม่ได้เป็นกัปตันแล้ว แต่ก็ยังมีทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาลรอให้ไปสืบทอดอยู่นะ จะมาเป็นบาร์เทนเดอร์ให้ฉัน มันออกจะเสียของไปหน่อยไหม”แววตาของฉีอวิ๋นเจิงหม่นแสงลงเล็กน้อย เขาเผยอปากขึ้นเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็กลับกลายเป็นความเงียบเจี
Baca selengkapnya
บทที่ 5
เจียงซุ่ยเหยียนคิดไม่ถึงว่าเขาจะโผล่มาแบบกะทันหัน เธอยังไม่ทันได้ตั้งตัว นางพยาบาลก็ชิงเอ่ยปากขึ้นมาก่อน“คุณคือสามีของคนไข้ใช่ไหมคะ เมื่อวานคนไข้ถูกส่งตัวแบบฉุกเฉินมาที่โรงพยาบาลและได้รับการช่วยเหลือตลอดทั้งคืน เราปลดล็อกโทรศัพท์ของเธอแล้วโทรหาคุณตั้งหลายสาย ทำไมคุณถึงไม่รับสายล่ะคะ โชคดีที่คนไข้ไม่เป็นอะไรมาก ไม่งั้นคุณคงไม่ได้เห็นแม้แต่หน้าเธอเป็นครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ ภรรยาของคุณบาดเจ็บหนักขนาดนี้ คุณก็ช่วยใส่ใจเธอให้มากกว่านี้หน่อยเถอะค่ะ ไม่งั้นคงได้ถูกหักคะแนนจนหมดเกลี้ยงจริง ๆ”นางพยาบาลบ่นอุบอิบไปพลาง ยื่นรายงานประวัติการรักษาไปให้เขาพลางเมื่อเห็นผลการประเมินอาการบาดเจ็บในมือ แววตาของฉีอวิ๋นเจิงก็หม่นลงเล็กน้อย นาน ๆ ทีเขาถึงจะยอมเอ่ยปากอธิบายยืดยาวขนาดนี้“เมื่อวานตอนที่โคมไฟร่วงลงมาโดนลูกค้าหลายคนจนได้รับบาดเจ็บ สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายมาก ผมกลัวพวกเขากำลังโมโหแล้วจะทำเรื่องไม่ดีกับชิงอี ก็เลยพาเธอออกมาก่อน ตอนนั้นเหตุการณ์มันเกิดขึ้นกะทันหัน ผมไม่รู้ว่าคุณบาดเจ็บ ก็เลยไม่ได้มาส่งคุณที่โรงพยาบาล ขอโทษนะ”เจียงซุ่ยเหยียนรับฟังอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“
Baca selengkapnya
บทที่ 6
เจียงซุ่ยเหยียนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกว่าหนึ่งสัปดาห์ ฉีอวิ๋นเจิงก็ไม่ได้มาหาอีกเลยเขาส่งข้อความมาบอกว่าจะไปทำงานต่างเมืองสักพัก และให้ผู้ช่วยคอยส่งของขวัญกับของบำรุงมาให้อยู่เรื่อย ๆเมื่อเห็นเครื่องประดับอัญมณีและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่แทบจะกองท่วมห้องพักผู้ป่วย ภายในใจของเจียงซุ่ยเหยียนกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆพอเธอเปิดโทรศัพท์มือถือก็เห็นรูปถ่ายเธอคู่กับฉีอวิ๋นเจิงที่เสิ่นชิงอีส่งมาให้ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมาในรูปถ่าย พวกเขานั่งอยู่บนโขดหิน ดูพระอาทิตย์สีแดงที่กำลังทอแสงอรุณโผล่พ้นเหนือผืนน้ำทะเล ภายใต้ทัศนียภาพอันงดงามของภูเขาที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงสีทอง พวกเขายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ภายในวัดที่เต็มไปด้วยผ้าแดงผูกอธิษฐาน ทั้งสองคนก็กำลังยืนขอพรอันงดงามให้แก่กันต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย...ท้ายรูปถ่าย ยังมีข้อความยาวเหยียดที่เสิ่นชิงอีส่งมาด้วย“สถานที่ในรูปถ่ายพวกนี้อวิ๋นเจิงเคยพาฉันไปตอนที่เรายังคบกัน เราเคยทิ้งความทรงจำที่สวยงามที่สุดเอาไว้ในสถานที่เหล่านี้ และเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป ตอนนี้เขาบอกว่าจะพาฉันมาเที่ยวพักผ่อน แต่ทุกที่กลับเป็นการตามรอยความหลัง
Baca selengkapnya
บทที่ 7
เจียงซุ่ยเหยียนนั่งอยู่ในสวนตามลำพังจนฟ้ามืด ในที่สุดถึงสงบสติอารมณ์ลงได้เธอลุกขึ้นเดินเข้าไปในคฤหาสน์ก็เห็นฉีอวิ๋นเจิงนอนอยู่บนโซฟาคนเดียว ส่วนเพื่อน ๆ ของเขากลับไปหมดแล้วเขาเมาหนักมาก ในความฝันก็ยังคงละเมอเรียกชื่อของเสิ่นชิงอีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเจียงซุ่ยเหยียนรับฟังแบบเงียบ ๆ ก่อนหยิบตารางคะแนนแผ่นนั้นออกมา แล้วหักออกไปอีกห้าคะแนนเธอไม่ได้เข้าไปดูแลเขาเหมือนอย่างเคย แต่กลับเริ่มเก็บกระเป๋าเดินทางของขวัญที่ฉีอวิ๋นเจิงเคยมอบให้ รูปถ่ายของเขาที่เธอเก็บสะสมไว้ แก้วน้ำคู่รักที่ซื้อมา รองเท้าแตะ...ของอะไรที่เกี่ยวข้องกับเขา เธอรวบรวมออกมาทั้งหมด แล้วโยนทิ้งลงถังขยะเธอเก็บกวาดอยู่ทั้งคืน พอวันรุ่งขึ้นฉีอวิ๋นเจิงตื่นขึ้นมาก็เห็นห้องรับแขกที่ว่างเปล่าไปกว่าครึ่ง“คุณออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมของในบ้านถึงหายไปเยอะขนาดนี้”“เมื่อคืนค่ะ กลางดึกฉันนอนไม่หลับก็เลยเก็บพวกของจุกจิกที่ไม่ได้ใช้แล้วทิ้งไปบ้าง”เมื่อได้ยินคำตอบของเธอ ฉีอวิ๋นเจิงก็กวาดตามองไปรอบ ๆ รู้สึกทะแม่ง ๆ “ไม่ได้ใช้เหรอ ของเยอะขนาดนี้ ทำไมถึงบอกว่าไม่ได้ใช้แล้วล่ะ”เจียงซุ่ยเหยียนกำลังจะอ้าปากตอบ โทรศัพท์ข
Baca selengkapnya
บทที่ 8
ความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่ราวกับเกลียวคลื่น ปลุกให้เจียงซุ่ยเหยียนตื่นขึ้นมาจากความเลื่อนลอยพอเธอสะลึมสะลือลืมตาขึ้นก็เห็นว่าตัวเองถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลแล้ว และพยาบาลกำลังทำการปฐมพยาบาลฉุกเฉินให้“คนไข้ตั้งครรภ์ได้สองเดือนค่ะ ช่องท้องถูกกระแทกอย่างแรงจนเลือดออกมาก ต้องการการถ่ายเลือดด่วน! แต่เลือดในสต๊อกของโรงพยาบาลทั้งหมดถูกผู้ถือหุ้นของโรงพยาบาลสั่งเบิกไปแล้ว คุณหมอ ทำยังไงดีคะ”หมอตัดสินใจอย่างเด็ดขาด สั่งให้คนติดต่อผู้ถือหุ้นท่านนั้นทันที เพื่ออธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้ฟัง“ประธานฉีครับ ได้ยินว่าคุณสั่งเบิกเลือดในคลังของโรงพยาบาลไป ทางเรามีหญิงตั้งครรภ์ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และต้องการเลือดด่วนมากคนหนึ่ง คุณช่วยแบ่งเลือดครึ่งหนึ่ง มาช่วยชีวิตลูกของเธอได้ไหมครับ”เมื่อได้ยินบทสนทนาของบุคลากรทางการแพทย์ดังแว่วมา เจียงซุ่ยเหยียนก็ยกมือขึ้นกุมท้องน้อยที่ยังคงปวดหนึบอยู่โดยสัญชาตญาณนี่เธอท้องอยู่เหรอความคิดนี้วนเวียนดังก้องอยู่ในหัวของเธอ ยังไม่ทันจะได้สติ ก็ได้ยินเสียงของฉีอวิ๋นเจิงดังลอดออกมาจากลำโพง“ไม่ได้”“แต่คนไข้ท่านนี้อยู่ในขั้นวิกฤตแล้วนะครับ ถ้าจะเบิกจากที่อื่นค
Baca selengkapnya
บทที่ 9
เจียงซุ่ยเหยียนเอากระเป๋าเดินทางรีบไปยังสนามบินวินาทีที่เครื่องบินทะยานผ่านชั้นเมฆขึ้นไป เธอรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่หลังจากถึงเมืองหนานเฉิง เจียงซุ่ยเหยียนก็ไม่ใช่ภรรยาแสนดีที่ไม่มีใครรู้จักซึ่งคอยอยู่เบื้องหลังฉีอวิ๋นเจิงอีกต่อไป แต่เป็นถึงหุ้นส่วนของบริษัทออกแบบที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ย้อนเวลากลับไปเมื่อสามชั่วโมงก่อน ภายในโรงพยาบาลที่เมืองเป่ยเฉิง ฉีอวิ๋นเจิงที่กำลังเฝ้าอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยของเสิ่นชิงอี จู่ ๆ ก็ยกมือขึ้นกุมหน้าอก ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้เขาขมวดคิ้วมุ่น ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังถูกกระชากหลุดออกจากร่างไปอย่างเลือดเย็น“ซุ่ยเหยียน”ฉีอวิ๋นเจิงเผลอเรียกชื่อนี้ออกมาตามสัญชาตญาณ ภายในใจเกิดความตื่นตระหนกจนไม่อาจควบคุมได้เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่เสียงแผ่วเบานี้ก็ยังคงถูกเสิ่นชิงอีจับสังเกตได้ ขอบตาของเธอแดงรื้นขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยปากเสียงสะอื้น “อวิ๋นเจิง ซุ่ยเหยียนสำคัญกว่า นายรีบไปเถอะ ยังไงซะต่อให้ฉันตายไปก็คงไม่มีใครมานั่งปวดใจหรอก”เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น ฉีอวิ๋นเจิงก็รีบรวบตัวเธอเข้ามากอดปลอบ “อย่าพูดเหลวไหลสิ มีฉันอยู่ทั้งคน เธอไม่มีทางตายหรอก”“งั้นคืน
Baca selengkapnya
บทที่ 10
“ไหนบอกว่าชิงอีตกอยู่ในอันตรายไง”เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองถูกล้อเล่น สีหน้าของฉีอวิ๋นเจิงก็ดูไม่ค่อยดีนักเพื่อนสนิทที่อยู่ใกล้เขาที่สุดหัวเราะคิกคักพลางโอบไหล่เขา แล้วดันให้เดินเข้าไปข้างใน“นายเป็นถึงประธานฉีผู้มีงานล้นมือ ไม่สนใจเรื่องภายนอก ก็มีแต่ชิงอีของเรานี่แหละที่เรียกนายมาได้”“ฉันบอกแล้วไง ระหว่างเจียงซุ่ยเหยียนกับชิงอี พี่ฉีต้องเลือกชิงอีแน่นอน นายดูสิ หมัดของพี่ฉียังกำแน่นอยู่เลย”เมื่อได้ยินคำพูดของเขา สายตาของทุกคนก็เลื่อนไปมองท่อนแขนของฉีอวิ๋นเจิงที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัว เส้นเลือดดำปูดโปนเต็มหลังมือ หมัดที่ใหญ่ราวกับลูกตุ้มเหล็กกำแน่นเตรียมพร้อมพุ่งชน“โชคดีที่เจียงซุ่ยเหยียนไม่อยู่ ไม่งั้นคงต้องรับกรรมหนักแน่—”ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของทุกคน ฉีอวิ๋นเจิงก็คลายหมัดออกทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงเลือดที่หยุดชะงักไปเริ่มไหลเวียนอีกครั้ง เขาถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวและสั่นสะท้านขึ้นมาถ้าเจียงซุ่ยเหยียนอยู่ที่นี่ เขาจะทำอะไรลงไปบ้างนะเขาไม่กล้าคิดเลยจริง ๆฉีอวิ๋นเจิงที่ถูกกลุ่มเพื่อนห้อมล้อมพาไปนั่งบนโซฟาหลับตาลง ในใจรู้สึกว่าโชคดีขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ดีแล้วที่เธอไ
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status