Share

บทที่ 4

Author: คุณกระดูก
เสิ่นชิงอีพาฉีอวิ๋นเจิงเดินชมร้านอาหารจนทั่ว พลางเดินพลางแนะนำไปเรื่อย ๆ

“นายยังจำได้ไหมว่าตอนม.ต้น ความปรารถนาสูงสุดของฉันคือการเปิดร้านอาหารตะวันตกน่ะ”

“อืม เธอบอกว่าการตกแต่งในร้านจะต้องเป็นสไตล์ชายฝั่งยุโรป บนผนังต้องแขวนภาพวาดแนวอิมเพรสชันนิสม์ให้เต็ม โต๊ะกับเก้าอี้ต้องมีแค่สีดำกับขาว ส่วนน้ำมันหอมระเหย เธอจะสั่งทำล่วงหน้า เพื่อให้แต่ละวันมีกลิ่นดอกไม้ไม่ซ้ำกัน”

เมื่อได้ยินเขาทวนคำพูดในอดีตของตัวเองได้อย่างไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว เสิ่นชิงอีก็ถึงกับชะงักงันไป

“ทำไมนายถึงจำได้แม่นกว่าฉันอีกเนี่ย แล้วนายจำได้หรือเปล่าว่า...”

“แน่นอน เธอบอกว่าจะแบ่งหุ้นให้ฉัน 30% แล้วก็ชวนฉันมาเป็นบาร์เทนเดอร์ที่ร้าน สัญญาข้อนี้ ตอนนี้ยังนับอยู่ไหม”

แววตาของเสิ่นชิงอีมีความดีใจพาดผ่าน พลางทำท่าทางขัดเขิน

“คำพูดล้อเล่นตอนนั้น จะเอามาเป็นจริงเป็นจังได้ยังไง อีกอย่างถึงนายจะไม่ได้เป็นกัปตันแล้ว แต่ก็ยังมีทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาลรอให้ไปสืบทอดอยู่นะ จะมาเป็นบาร์เทนเดอร์ให้ฉัน มันออกจะเสียของไปหน่อยไหม”

แววตาของฉีอวิ๋นเจิงหม่นแสงลงเล็กน้อย เขาเผยอปากขึ้นเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็กลับกลายเป็นความเงียบ

เจียงซุ่ยเหยียนเก็บภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไว้ในสายตาอย่างเงียบ ๆ ภายในใจราวกับมีเมฆหมอกทะมึนก่อตัวขึ้น ทั้งอึดอัดและหนักอึ้ง

เธอรู้ว่าตอนฉีอวิ๋นเจิงพูดประโยคเหล่านั้นออกมา เขาหมายความตามนั้นจริง ๆ

เขาอยากอยู่เคียงข้างเสิ่นชิงอีตลอดเวลาจริง ๆ ต่อให้ต้องเป็นแค่บาร์เทนเดอร์ ขอแค่ได้มองเธออยู่ไกล ๆ เขาก็พอใจแล้ว

อย่างไรเขาก็เคยลิ้มรสความเจ็บปวดจากการสูญเสียมาแล้ว ดังนั้นเมื่อได้กลับมาครอบครองอีกครั้ง เขาจึงยิ่งทะนุถนอมทุกโอกาสที่ได้พบหน้าและใช้ร่วมกันมากขึ้นเท่าตัว

เหมือนอย่างในตอนนี้ที่สายตาของเขามักจะหยุดอยู่ที่เสิ่นชิงอีเสมอ โดยไม่เคยหันกลับมามองเลยแม้แต่แวบเดียว

ปล่อยให้เจียงซุ่ยเหยียนถูกทิ้งรั้งท้ายอยู่เพียงลำพัง โดยไม่มีใครสังเกตเห็น

เมื่อไปถึงห้องอาหารส่วนตัว ฉีอวิ๋นเจิงก็หยิบเมนูขึ้นมาตามความเคยชิน

เสิ่นชิงอีเองก็นั่งลงที่ด้านข้าง เมื่อได้ยินชื่ออาหารที่เขาสั่ง เธอก็จงใจเอ่ยปากขึ้นมา

“อวิ๋นเจิง ทำไมถึงสั่งแต่เมนูที่ฉันชอบกินทั้งนั้นเลยล่ะ ภรรยาของนายชอบกินอะไร นายก็เทคแคร์เธอบ้างสิ”

มือที่ถือเมนูของฉีอวิ๋นเจิงชะงักไปเล็กน้อย เขาปรายตามองเจียงซุ่ยเหยียนแวบหนึ่ง แล้วยื่นเมนูส่งให้เธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ผมไม่รู้ว่าคุณชอบกินอะไร ก็เลยสั่งมาสุ่ม ๆ คุณอยากกินอะไรก็สั่งเองเลยนะ”

เมื่อเห็นท่าทีไม่ใส่ใจของเขา และรอยยิ้มได้ใจบนใบหน้าของเสิ่นชิงอี เจียงซุ่ยเหยียนก็ถึงกับหายใจสะดุด นิ้วทั้งสิบจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ

เธอรู้มาตลอดว่าฉีอวิ๋นเจิงเป็นคนที่เฉยชาต่อทุกสิ่งบนโลก ดังนั้นต่อให้หลังแต่งงานเขาจะจำวันครบรอบไม่ได้ ไม่เคยเตรียมเซอร์ไพรส์สุดโรแมนติกให้ และไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของเธอ เธอก็อดทนมาได้ตลอด

แต่หลังจากที่ได้เห็นความใส่ใจที่เขามีต่อเสิ่นชิงอีด้วยตาตัวเอง แล้วหันกลับมามองความหมางเมินที่เขามีต่อเธอ เจียงซุ่ยเหยียนก็รู้สึกเพียงความเศร้าสร้อยและหมดเรี่ยวแรง

เธอไม่ได้ยื่นมือไปรับเมนู แต่ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าซีดเผือด แล้วบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ

เสิ่นชิงอีเดินตามมาโดยอ้างว่าจะช่วยนำทางให้ ระหว่างนั้นก็ขอแลกช่องทางการติดต่อกับเธอ พลางเอ่ยถ้อยคำที่มีความหมายแฝงเร้นออกมา

“คุณเจียง คุณอย่าเก็บไปคิดมากเลยนะคะ ฉันกับอวิ๋นเจิงรู้จักกันมาเป็นสิบปีแล้ว เราสนิทกันมาก เขาจำวันนั้นของเดือนของฉันได้ แถมยังรู้ด้วยว่าฉันชอบปวดท้องประจำเดือน ช่วงก่อนหน้านี้เขายังอุตส่าห์ดั้นด้นไปถึงเมืองข้าง ๆ เพื่อตามหาหมอจีนเก่าแก่มาแนะนำให้ฉันเลยนะคะ หลายปีก่อนตอนที่ฉันอยู่เมืองนอก พอถึงช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์หรือคริสต์มาส เขาก็มักจะฝากคนหิ้วของขวัญมาให้ฉันตลอด...”

เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะอธิบายแต่แท้จริงแล้วตั้งใจจะโอ้อวดของเธอ เจียงซุ่ยเหยียนก็รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่อกจนแทบจะหายใจไม่ออก

เธอหยุดฝีเท้า หันขวับไปมองเสิ่นชิงอี และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน

“แล้วยังไงคะ คุณต้องการจะสื่ออะไร”

สีหน้าของเสิ่นชิงอีแข็งค้างไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มบาง ๆ ขึ้นมา

“มันไม่ชัดเจนพอเหรอคะ ฉันอยากจะบอกคุณว่าต่อให้คุณจะเป็นภรรยาของอวิ๋นเจิง คุณก็ไม่มีวันแทนที่ฉันในใจเขาได้ ไม่ช้าก็เร็วอวิ๋นเจิงจะต้องกลับมาอยู่เคียงข้างฉัน ถ้าคุณรู้ตัว ก็ควรจะเป็นฝ่ายถอนตัวออกไปจากความสัมพันธ์นี้เอง แบบนี้มันส่งผลดีต่อทั้งตัวคุณ ตัวฉัน แล้วก็ตัวอวิ๋นเจิงด้วย คุณว่าจริงไหมคะ”

เจียงซุ่ยเหยียนรู้ว่าทุกสิ่งที่เสิ่นชิงอีพูดออกมา ล้วนเป็นความจริงที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้

เธอก้มหน้าลงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก จู่ ๆ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

โคมไฟระย้าสุดหรูหราที่อยู่เหนือหัวเกิดหลวมกะทันหัน แล้วร่วงหล่นลงมาตรงจุดที่พวกเธอยืนอยู่อย่างพอดิบพอดี

ลูกค้าบริเวณรอบ ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันกรีดร้องไม่หยุด สถานการณ์ในร้านตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย

ทั้งสองคนยังไม่ทันตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้น พอเงยหน้าขึ้นไปเห็นเงาดำที่กำลังร่วงหล่นลงมาด้วยความเร็วสูง รูม่านตาก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก

วินาทีที่เครื่องประดับโคมไฟอันหนักอึ้งกำลังจะหล่นกระแทกใส่ตัว ฉีอวิ๋นเจิงที่วิ่งหน้าตั้งมาจากระยะห่างออกไปหลายเมตรก็คว้าตัวเสิ่นชิงอีเอาไว้ แล้วพาเธอวิ่งหนีเข้าไปยังโซนที่ปลอดภัย

ทิ้งให้เจียงซุ่ยเหยียนต้องถูกโคมไฟระย้าหล่นทับจนเลือดอาบไปทั้งตัว ล้มพับจมกองเลือดอยู่เพียงลำพัง

ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง ฉีกทึ้งเส้นประสาทของเธอไม่หยุด

เลือดสด ๆ ไหลรินลงมาจากหน้าผากจนย้อมโลกทั้งใบของเธอให้กลายเป็นสีแดง เธอฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ก็เห็นฝูงลูกค้ากำลังห้อมล้อมเสิ่นชิงอีในฐานะเจ้าของร้านเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ

ส่วนฉีอวิ๋นเจิงก็ยืนเฝ้าอยู่ข้างกายเธอราวกับอัศวิน คอยต้านทานคำด่าทอและการจู่โจมทั้งหมดแทนเธอ และปกป้องพาเธอออกไปให้ห่างจากใจกลางวงล้อมของฝูงชน

เมื่อทอดสายตามองแผ่นหลังของคนทั้งสองที่ค่อย ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ เจียงซุ่ยเหยียนก็ไม่อาจทนฝืนได้อีกต่อไป ภาพตรงหน้าดับวูบลงก่อนที่เธอจะหมดสติไป...

เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เจียงซุ่ยเหยียนก็พบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว

ร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าของเธอถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าพันแผล ขยับเขยื้อนเพียงนิดเดียว ก็เจ็บจนต้องสูดปาก

ส่วนในห้องพักผู้ป่วยกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน ไม่มีใครมาคอยดูแลเธอเลยแม้แต่คนเดียว

เธอนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะกัดฟันข่มความเจ็บปวดหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะมา เปิดเอาตารางคะแนนแผ่นนั้นออกมาจากข้างใน แล้วทำการหักออกไปอีกสิบคะแนน

หลังจากจรดปากกาเสร็จ เธอตั้งใจจะเก็บมันกลับคืนไป แต่กลับจับกระดาษในมือไว้ไม่แน่นจนมันปลิวตกลงไปข้างเตียง และถูกพยาบาลที่บังเอิญเข้ามาตรวจห้องพอดีเก็บขึ้นมาได้

นางพยาบาลสาวกวาดตามองดูคร่าว ๆ แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“นี่ตารางอะไรเหรอคะ ทำไมถึงหักคะแนนไปเยอะขนาดนี้ล่ะ แล้วถ้าหักคะแนนจนหมดจะเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”

แววตาของเจียงซุ่ยเหยียนนิ่งสงบ เธอยื่นมือออกไปรับกระดาษคืนมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ตารางคะแนนชีวิตคู่ค่ะ คะแนนเต็มหนึ่งร้อยคะแนน ถ้าหักจนหมด ทุกอย่างก็จะจบค่ะ”

“จบเหรอคะ หมายความว่าจะหย่ากันเหรอ แต่คะแนนบนตารางนี้เหลือแค่สิบคะแนนสุดท้ายแล้วนะคะเนี่ย!”

นางพยาบาลสาวอุทานออกมาด้วยความตกใจ วินาทีต่อมาประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกผลักเปิดออก

ฉีอวิ๋นเจิงเดินขมวดคิ้วมุ่นเข้ามา สายตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของเจียงซุ่ยเหยียน

“สิบคะแนนอะไรเหรอ”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • รักสลักลึก   บทที่ 23

    หลังจากจัดการเรื่องของเสิ่นชิงอีเสร็จเรียบร้อย ฉีอวิ๋นเจิงก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการตามจีบเจียงซุ่ยเหยียนกลับมาอีกครั้ง เท่าที่เขารู้ ตอนนี้เจียงซุ่ยเหยียนยังไม่ได้คบหากับจิ่งซือเฉิน ดังนั้นเขาก็ยังคงมีโอกาสอยู่เขาคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่มีวันหักหลังเจียงซุ่ยเหยียนอีก เธอจะทำตารางคะแนนขึ้นมาอีกสักหนึ่งแผ่นหรือหนึ่งร้อยแผ่นก็ได้ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกหักคะแนนอีกแม้แต่คะแนนเดียว ขอเพียงแค่เธอยินยอม ต่อให้ต้องยกตระกูลฉีให้เธอเขาก็ยอมทั้งนั้นหลังจากสืบจนรู้ที่อยู่ของสตูดิโอม่ายซุ่ย เขาจึงถือช่อดอกไม้ช่อหนึ่งมาเคาะประตูเปิดเข้าไป“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าคุณเจียงอยู่ไหมครับ” เขาถามอย่างสุภาพแววตาของคนอื่น ๆ ภายในสตูดิโอต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ ในบรรดาคนเหล่านั้น รุ่นพี่เดินเข้ามาหา แล้วมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน“ทำไมถึงเป็นคุณได้ล่ะคะ”ฉีอวิ๋นเจิงจำเธอได้ เธอคือคนที่ร่วมก่อตั้งสตูดิโอกับเจียงซุ่ยเหยียนหลังจากที่หย่ากัน เมื่อเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ ฉีอวิ๋นเจิงก็ยิ้มบาง ๆ ออกมา“มาง้อเธอครับ”รุ่นพี่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ราวกับว่าคน

  • รักสลักลึก   บทที่ 22

    ฉีอวิ๋นเจิงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ไม่ว่าจะตอนที่รับโทษตามกฎตระกูลหรือตอนรังเกียจเสิ่นชิงอี เขาเคยเผยสีหน้าแบบนี้ออกมาเสียเมื่อไหร่กัน มาตอนนี้เมื่อได้พบกับคนที่เขาเฝ้าคิดถึงทุกวันทุกคืน เขาก็แทบอยากจะควักหัวใจของตัวเองออกมาให้เธอได้เห็นแต่ท่าทางเช่นนี้ กลับมีแต่ทำให้เจียงซุ่ยเหยียนรู้สึกสะอิดสะเอียน ความรังเกียจและความห่างเหินในแววตาของเธอทิ่มแทงอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้า“คุณฉี กรุณาวางตัวให้เหมาะสมครับ ถ้าซุ่ยเหยียนคิดจะให้อภัยคุณ เธอคงไม่อยู่แบบปิดบังตัวตนมาตลอดหรอก ถึงผมจะไม่รู้ว่าอดีตของพวกคุณเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ซุ่ยเหยียนเป็นคนดีมาก ผมคิดว่าคุณคงจะทำเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้ ถึงได้มาถึงขั้นนี้”จิ่งซือเฉินก้าวออกมาขวางหน้าเจียงซุ่ยเหยียนได้ถูกจังหวะ แววตาของเขาเย็นเยียบไม่ต่างกัน และเอ่ยประชดประชันอย่างไม่เกรงใจประโยคนี้ทำให้ฉีอวิ๋นเจิงสั่นสะท้าน ขอบตาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมเขามองคนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า จิ่งซือเฉินคอยปกป้องเจียงซุ่ยเหยียน ส่วนเจียงซุ่ยเหยียนก็พึ่งพาและหลบอยู่ด้านหลังเขาแบบนั้น ความรักในแบบที่เธอเคยปรารถนามาตลอดคือแบบนี้ใช่ไหมนะฉีอวิ๋นเจิงอดปรายตามองอีกครั้งไม่ได้

  • รักสลักลึก   บทที่ 21

    ตั้งแต่บทสัมภาษณ์ถูกปล่อยออกมา ฉีอวิ๋นเจิงก็ได้ข่าวทันที ได้รู้เบาะแสปัจจุบันของเจียงซุ่ยเหยียน ที่แท้เธอก็อยู่ที่เมืองหนานเฉิง ซ้ำยังเปิดสตูดิโอออกแบบอย่างที่เคยฝันไว้จริง ๆเขาค้นชื่อสตูดิโอม่ายซุ่ยอย่างกระหายใคร่รู้ ก่อนได้รู้ว่าตลอดหนึ่งปีที่จากเขาไป เจียงซุ่ยเหยียนต้องเผชิญกับอะไรมาบ้างเธอไม่ได้หดหู่สิ้นหวังเหมือนอย่างเขา แต่กลับยิ่งทอประกายเจิดจรัสมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอปั้นสตูดิโอของตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ จนตอนนี้กลายเป็นแบรนด์ที่ไม่มีใครในวงการออกแบบไม่รู้จักฉีอวิ๋นเจิงจ้องมองเงาร่างภายใต้แสงไฟนั้นไม่วางตา เขาแทบจะอดกลั้นความวู่วามในใจเอาไว้ไม่ได้ อยากจะพุ่งเข้าไปกอดเธอเอาไว้แน่น ๆ เหมือนเมื่อก่อนในขณะที่เขาอดเดินเข้าไปหาไม่ได้ กลับถูกคนข้างกายดึงเอาไว้เสียก่อน“อวิ๋นเจิง...” เสิ่นชิงอีมองเขาด้วยสายตาเว้าวอน หวังให้เขารั้งอยู่ต่อ แต่ฉีอวิ๋นเจิงกลับสะบัดมือของเธอออกโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองเสิ่นชิงอีกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้นปีนั้นหลังจากที่พวกเขาแตกหักกัน ฉีอวิ๋นเจิงก็ไปคุกเข่าอยู่ที่ตระกูลฉีถึงสามวันสามคืน เพื่อแลกกับโอกาสในการกลับเข้าตระกูลฉีอีกครั้ง เขาทำงานหนักราวกับคนบ

  • รักสลักลึก   บทที่ 20

    เธอดูบทสัมภาษณ์นี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เนื้อหาส่วนใหญ่ในนั้นยังคงเป็นผลงานของสตูดิโอม่ายซุ่ย มีเพียงส่วนน้อยที่พูดถึงสถานะของเจียงซุ่ยเหยียน และความสัมพันธ์ของเธอกับฉีอวิ๋นเจิงหลังจากบทสัมภาษณ์ถูกปล่อยออกไป ก็ดึงดูดกระแสความสนใจบนโลกออนไลน์ได้ระลอกหนึ่ง แต่เจียงซุ่ยเหยียนเพียงแค่ดูผ่าน ๆ แล้วก็หมดความสนใจไปบางทีอาจเพราะเห็นว่าเธอหมดความสนใจแล้ว จิ่งซือเฉินจึงเดินเข้ามา ในมือของเขาถือบัตรเชิญใบหนึ่งมาแกว่งไปมาตรงหน้าของเจียงซุ่ยเหยียนเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ดวงตาของอีกฝ่ายเป็นประกายขึ้นมาในทันที“งานนั้นหรือเปล่าคะ”จิ่งซือเฉินยิ้มอย่างได้ใจ“ถูกต้องครับ เพิ่งจะได้รับมาเมื่อเช้านี้เอง”เจียงซุ่ยเหยียนรีบรับมาทันที ชูบัตรเชิญขึ้นสูงแล้วหมุนตัวไปหนึ่งรอบด้วยความดีใจนี่เป็นใบเบิกทางสำหรับการก้าวเข้าสู่วงการออกแบบระดับมืออาชีพ ถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่จะมีบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการออกแบบเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังมีนักสะสมหรือผู้ประกอบการที่มาจากทั่วทุกสารทิศอีกด้วย ชื่อของสตูดิโอม่ายซุ่ยจะดังก้องไปทั่วทั้งวงการออกแบบอย่างแท้จริง ในที่สุดเธอก็จะได้ทำความฝันให้เป็นจริงเสียที!“เยี่ยมไ

  • รักสลักลึก   บทที่ 19

    ดื่มเหล้าเสร็จแล้ว เจียงซุ่ยเหยียนก็ขึ้นมารับลมที่ชั้นสองใบหน้าของเธอเหมือนคนกำลังกรึ่ม ๆ แต่สภาพจิตใจกลับเบิกบาน นี่เป็นปีที่สองแล้วนับตั้งแต่เธอจากฉีอวิ๋นเจิงมา จากความเจ็บปวดสับสนในตอนแรก ถึงตอนนี้ที่เธอไม่ยึดติดกับอดีตอีกต่อไป เธอปล่อยวางผู้ชายคนนั้นได้อย่างสมบูรณ์ และจะไม่มีวันรู้สึกอ่อนแอไร้ที่พึ่งเพราะเขาอีกแม้แต่นิดเดียวสายลมยามค่ำคืนพัดเย็นสบายพาเรือนผมยาวของเธอให้ปลิวขึ้นมา ทำให้ภาพตรงหน้าราวกับเป็นภาพวาดอันงดงามใครบางคนค่อย ๆ เดินขึ้นมา หยุดยืนอยู่ข้างกายเธอ แล้วท้าวแขนลงบนระเบียง“ทำไมถึงขึ้นมาคนเดียวล่ะครับ ทุกคนยังตามหาคุณอยู่เลยนะ” จิ่งซือเฉินถาม“มารับลมน่ะค่ะ รู้สึกเหมือนทุกอย่างมันไม่ค่อยจะสมจริงเท่าไหร่เลย ที่แท้เราก็ทำได้จริง ๆ”เจียงซุ่ยเหยียนหรี่ตาลง แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ“นั่นสิครับ พวกเราทำได้แล้ว”จิ่งซือเฉินมองเธอ แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้สองปีก่อน เธอร่วมมือกับรุ่นพี่ก่อตั้งสตูดิโอ และเชิญเขาเข้าร่วมในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ตอนนั้นแม้ว่าเขาจะเคยได้ยินชื่อของเจียงซุ่ยเหยียนมาบ้าง แต่กลับไม่ค่อยเชื่อนักว่าสตูดิโอที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดีแห่งนี้จ

  • รักสลักลึก   บทที่ 18

    ตั้งแต่หลุดพ้นจากฉีอวิ๋นเจิง เจียงซุ่ยเหยียนก็มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหนานเฉิงในตอนนั้น ทันทีที่เธอลงจากเครื่องบิน รุ่นพี่ก็นำสมาชิกทีมคนอื่น ๆ มาต้อนรับเธอ เมื่อพวกเขาพูดถึงความฝัน ในแววตาของทุกคนล้วนเปล่งประกายเจิดจ้า ทำให้เจียงซุ่ยเหยียนอดนึกถึงอดีตของตัวเองไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะฉีอวิ๋นเจิง เธอเองก็คงจะก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้พร้อมกับพวกเขาตั้งนานแล้วพวกเขากินข้าวด้วยกันหนึ่งมื้อ จากนั้นก็เริ่มทำงานกันต่อแบบไม่หยุดพัก ทุกอย่างในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งสตูดิโอจำเป็นต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ทั้งการเลือกสถานที่ ตกแต่ง จดทะเบียน รับสมัครพนักงาน...กระบวนการจากศูนย์ถึงหนึ่งนั้นไม่ใช่สบาย ๆ เลย แต่เจียงซุ่ยเหยียนก็จัดการทุกอย่างด้วยความตั้งใจ เธอไม่มีเวลาไปคิดถึงเรื่องของฉีอวิ๋นเจิงอีกแล้วหลังจากยุ่งวุ่นวายติดต่อกันอยู่หลายเดือน ในที่สุดสตูดิโอก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมารุ่นพี่ถามเธอว่าจะตั้งชื่อว่าอะไรดี เจียงซุ่ยเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนคำว่า “ม่ายซุ่ย” ลงไปเธอหวังว่าไม่ว่าจะเป็นสตูดิโอหรือชีวิตในอนาคตของเธอจะสามารถเติบโต ออกรวง และกลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามที่น่าอิจฉาได

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status