Short
ดอกไม้นานาพันธุ์บานมิรู้โรย

ดอกไม้นานาพันธุ์บานมิรู้โรย

Oleh:  ช่อดอกไม้Tamat
Bahasa: Thai
goodnovel4goodnovel
23Bab
2.0KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

เจียงจี้เยว่หลังจากได้เกิดใหม่ ก็พบว่าตัวเองย้อนกลับมาอยู่ในวัย 27 ปี มีลูกชายหนึ่งคน ลูกสาวหนึ่งคน สามีที่แต่งงานด้วยคือ เฟิงหลินชวน มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ชายผู้ครองอันดับหนึ่งบนรายชื่อมหาเศรษฐีของ Forbes มาโดยตลอด ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Time ว่าเป็น “ผู้ชายที่ผู้หญิงทั่วโลกอยากแต่งงานด้วยมากที่สุดอันดับ 1” แม้แต่ราชวงศ์อังกฤษยังเคยคิดจะยกเจ้าหญิงให้แต่งงานกับเขา ทุกคนต่างบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด แต่สิ่งแรกที่เธอทำกลับเป็นการถือใบหย่าไปหารักแรกที่เขารักมาโดยตลอดของเขา เธอเลื่อนเอกสารข้อตกลงการหย่าไปตรงหน้า เมิ่งซูหาน แล้วพูดอย่างเรียบนิ่งว่า “ฉันจะหย่า เฟิงหลินชวนยกให้เธอ ลูกทั้งสองคนก็ยกให้เธอ”

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1

เมิ่งซูหานมองเธอด้วยความตกตะลึง ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงที่ครองตำแหน่งคุณนายตระกูลเฟิงมานานถึงหกปี จะยอมถอยออกไปเองโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

เจียงจี้เยว่เพียงเอ่ยเสริมอย่างเรียบเฉย “ในเมื่อพวกเขาต่างก็ชอบเธอมากกว่า งั้นฉันก็จะสมหวังให้พวกเธอ แค่ให้เฟิงหลินชวนเซ็นชื่อ พอพ้นระยะเวลารอการหย่า ฉันก็จะไป”

ครั้งนี้ เธอจะไม่เดินซ้ำรอยเดิมอีก จะไม่เป็นคุณนายตระกูลเฟิงที่ถูกทุกคนมองข้ามอีกต่อไป

เมิ่งซูหานใช้นิ้วลูบขอบแก้วกาแฟอย่างไม่รู้ตัว ขมวดคิ้วแน่น “เจียงจี้เยว่ เธอกำลังเล่นลูกไม้อะไรกันแน่”

เจียงจี้เยว่สบตาเธอ มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาอย่างยากจะคาดเดา แล้วพูดซ้ำอย่างสงบนิ่ง “ฉันไม่ได้เล่นลูกไม้ แค่ทนไม่ไหวแล้ว”

“เจียงจี้เยว่ เธอรู้ไหมว่าข้างนอกมีผู้หญิงตั้งเท่าไหร่ที่อยากได้ตำแหน่งของเธอ”

“รู้” เจียงจี้เยว่สบตาเธอตรงๆ “เพราะอย่างนั้นถึงยกให้เธอ”

สีหน้าของเมิ่งซูหานมีรอยร้าวปรากฏขึ้นในที่สุด

เธอจ้องข้อตกลงการหย่าอยู่นาน ก่อนจะยื่นมือรับมา “ได้ ในเมื่อเธอใจกว้างขนาดนี้ งั้นฉันก็ไม่เกรงใจแล้ว”

“แต่เธอต้องจำไว้ ของที่ฉันได้มาแล้ว ไม่มีวันยกให้ใครอีก”

“วางใจเถอะ” เจียงจี้เยว่ยิ้มบางๆ “ฉันไม่มีวันเสียใจ”

เพราะในชาติที่แล้ว เธอได้ลิ้มรสของการใช้ชีวิตอย่างเดียวดายไปทั้งชีวิตแล้ว

เมิ่งซูหานลุกขึ้นไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งในร้านกาแฟ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แตะหน้าจอสองสามครั้งอย่างสง่างาม

ทันทีที่ปลายสายรับ เสียงของเธอก็อ่อนโยนลงในพริบตา “หลินชวน ฉันอยู่ร้านบลูเมาน์เทนคาเฟ่ คุณมารับฉันได้ไหม”

เจียงจี้เยว่นั่งอยู่มุมหนึ่ง มุมปากยกยิ้มขื่นขม

เมื่อก่อน ตอนที่เธอโทรหาเฟิงหลินชวน สิบครั้งก็มีถึงเก้าครั้งที่ผู้ช่วยเป็นคนรับสาย

แต่ตอนนี้ ผ่านไปไม่ถึง 20 นาที ผู้ชายที่มักจะบอกว่า “กำลังประชุม” อยู่เสมอ ก็ปรากฏตัวที่หน้าร้านกาแฟ

ผ่านกระจกใส เจียงจี้เยว่เห็นเฟิงหลินชวนก้าวเข้ามาในร้านด้วยเรียวยาวขายาว ชุดสูทสั่งตัดสีดำขับให้ช่วงไหล่กว้าง เอวคอดได้สัดส่วน

เฟิงอวี้ลูกชายวัยหกขวบและเฟิงเยว่ลูกสาววัยสี่ขวบ พอเห็นเมิ่งซูหานก็รีบวิ่งเข้าไปกอดทั้งหอมทั้งซบ

“คุณอาซูหาน” เฟิงเยว่เรียกเสียงหวาน พลางถูหน้าเล็กๆ ไปมาบนอ้อมกอดของเมิ่งซูหาน

เฟิงหลินชวนวางกล่องเค้กลงบนโต๊ะ ก่อนใช้นิ้วยาวเรียวเลื่อนมันไปตรงหน้าเธอ “รสมัทฉะที่คุณชอบ ผมให้เชฟใส่น้ำตาลน้อยเป็นพิเศษ”

ดวงตาของเมิ่งซูหานเป็นประกาย “มีแค่คุณที่จำได้”

เจียงจี้เยว่นั่งอยู่มุมห้อง นิ้วมือกำแน่นจนจิกเข้าไปในฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว

แต่งงานกันมาหกปี เฟิงหลินชวนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเธอชอบรสอะไร

ชาติที่แล้ว ตอนเธอป่วยเข้าโรงพยาบาล อยากกินเค้กสตรอว์เบอร์รี่ เขากลับให้ผู้ช่วยซื้อมาแบบส่งๆ สุดท้ายกลับเป็นเค้กรสมะม่วงที่เธอแพ้

“คืนนี้อยากกินอะไร” เฟิงหลินชวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “อาหารฝรั่งเศสหรืออาหารจีน”

เมิ่งซูหานเม้มยิ้ม ก่อนหยิบข้อตกลงการหย่าออกมาจากกระเป๋า “ก่อนหน้านั้น มีเอกสารฉบับหนึ่งอยากให้คุณดู”

เธอเปิดไปยังหน้าสำหรับเซ็นชื่อ “ฉันถูกใจวิลล่าหลังหนึ่ง แต่เงินหมุนเวียนในมือยังไม่พอ คุณช่วยได้ไหม”

เฟิงหลินชวนรับปากกามา โดยไม่แม้แต่จะมองเนื้อหา ก็เซ็นชื่อลงไปทันที “ระหว่างคุณกับผม จะต้องแบ่งแยกกันขนาดนั้นทำไม”

“คุณอาซูหานจะซื้อบ้านใหม่เหรอ” เฟิงอวี้เงยหน้าถาม “คุณพ่อซื้ออีกหลังติดกันด้วยสิ ผมกับน้องอยากย้ายไปอยู่กับคุณอาซูหาน ไม่อยากอยู่กับแม่ทุกวัน”

เฟิงหลินชวนขมวดคิ้วนิดๆ แต่เมื่อเห็นสายตาเปี่ยมความหวังของลูกทั้งสอง ก็ยอมตอบตกลง “งั้นก็ซื้ออีกหลัง”

“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้น” เมิ่งซูหานรีบพูด “ฉันจะเตรียมห้องไว้ให้อวี้อวี้ เยว่เยว่ แล้วก็คุณ รวมสามห้อง อยากมาก็มาอยู่ได้ทุกเมื่อ”

เด็กทั้งสองดีใจกระโดดโลดเต้น เฟิงเยว่ถึงกับโอบคอเมิ่งซูหานแล้วหอมแก้มหนึ่งที “คุณอาซูหานดีที่สุด ดีกว่าแม่ตั้งพันเท่า”

หัวใจของเจียงจี้เยว่เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น ทั้งเจ็บทั้งอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

เธอเห็นมุมปากของเฟิงหลินชวนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน รอยยิ้มแบบที่เขาไม่เคยมอบให้เธอเลย

เธอทนมองต่อไปไม่ไหว จึงหยิบกระเป๋าแล้วหันหลังเดินจากมา

ทันทีที่ก้าวออกจากร้าน ความทรงจำของชาติที่แล้วก็หลั่งไหลเข้ามาราวกับคลื่น

ชาติที่แล้ว เธอกับเฟิงหลินชวนแต่งงานกันเพราะผลประโยชน์ของตระกูล มีลูกชายหนึ่งคน ลูกสาวหนึ่งคน ใช้ชีวิตจนถึงอายุ 62 ปี แต่ไม่เคยมีความสุขเลย

เพียงเพราะในหัวใจของเฟิงหลินชวน มีเมิ่งซูหาน รักแรกในวัยเยาว์ อยู่มาตลอด

หลังจากทั้งคู่เลิกรากัน เมิ่งซูหานก็เดินทางไปต่างประเทศ เฟิงหลินชวนดื่มเหล้าหนักอยู่หลายวัน แต่ด้วยความหยิ่งทะนง เขาไม่ยอมก้มหัวไปง้อ สุดท้ายจึงตอบรับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูล

เฟิงหลินชวนคือความฝันในวัยสาวของเธอ สูงส่งดุจเทพเจ้า ในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองหลวง มีคุณหนูตระกูลไหนบ้างที่ไม่ใฝ่ฝันอยากแต่งงานกับผู้กุมอำนาจแห่งตระกูลเฟิง

ดังนั้น เมื่อรู้ว่าทั้งสองตระกูลกำลังจะเกี่ยวดองกัน เธอจึงดีใจแทบบ้า

แต่หลังแต่งงาน เธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อรักเขา สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความห่างเหินและเย็นชาที่ไม่เคยเปลี่ยน

กระทั่งเมิ่งซูหานกลับประเทศ

เขาไม่เคยพูดเรื่องหย่ากับเจียงจี้เยว่ แต่สายตาของเขาก็ไม่เคยละไปจากเมิ่งซูหาน

ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น ลูกทั้งสองคนก็ชอบเมิ่งซูหานเช่นกัน และค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากเธอ

บั้นปลายชีวิต เจียงจี้เยว่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ เฟิงหลินชวนอ้างว่าเพื่อให้เธอได้พักฟื้นอย่างสงบ แล้วทิ้งเธอไว้คนเดียวที่คฤหาสน์หลังเก่า

ในวันเกิดของเธอ มือที่สั่นเทาค่อยๆ กดโทรศัพท์หาสามีและลูกทั้งสอง แต่กลับได้รับรู้ว่าพวกเขากำลังพาเมิ่งซูหานไปพักร้อนที่มัลดีฟส์

เธออยากต้มบะหมี่อายุยืนให้ตัวเองสักชาม แต่เพราะความทรงจำที่สับสน จึงลืมปิดเตา

ท่ามกลางเปลวเพลิงที่เผาผลาญร่างกาย สิ่งสุดท้ายที่เจียงจี้เยว่นึกถึง คือสายตาเย็นชาของเฟิงหลินชวนในวันที่สวมแหวนแต่งงานให้เธอ

เธอหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด ความปรารถนาเดียวในใจคือ หากมีชาติหน้า จะไม่มีวันยอมเอาทั้งชีวิตไปแลกกับเขาอีก

เมื่อเจียงจี้เยว่กลับถึงวิลล่า ฟ้าก็มืดแล้ว

แต่เธอไม่ได้พักผ่อน กลับเริ่มจัดเก็บข้าวของทันที

สูทและเสื้อเชิ้ตของเฟิงหลินชวน ของเล่นของลูกๆ รูปถ่ายครอบครัว ทุกอย่างถูกเธอโยนลงกล่องกระดาษทีละชิ้น

“คุณกำลังทำอะไร” เสียงของเฟิงหลินชวนดังขึ้นจากด้านหลัง

เจียงจี้เยว่หันกลับไป เห็นเขาจูงมือลูกทั้งสองยืนอยู่ที่หน้าประตู คิ้วขมวดแน่น

“แม่ทิ้งของของพวกเราทำไม” เฟิงเยว่วิ่งเข้ามา พอเห็นตุ๊กตาหมีของตัวเองถูกใส่ลงกล่อง ใบหน้าเล็กๆ ก็แดงก่ำด้วยความโกรธ

เฟิงอวี้ก็จ้องเธออย่างไม่พอใจ “พวกผมก็แค่ไปเล่นกับคุณอาซูหานแป๊บเดียว แม่ต้องโกรธขนาดนี้เลยเหรอ”

เฟิงหลินชวนมองเธอด้วยสายตาเย็นชาเช่นเคย “เด็ก ๆ ชอบอยู่กับซูหาน แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ คุณถึงกับต้องงอนเลยเหรอ”

“ฉันไม่ได้โกรธ” เจียงจี้เยว่ตอบอย่างสงบนิ่ง

“โกหก” เฟิงเยว่ตะโกน “แม่อิจฉาคุณอาซูหานต่างหาก ถึงได้ทิ้งตุ๊กตาหมีของหนู แม่เป็นแม่ที่แย่”

“พอโตขึ้น ผมจะย้ายไปอยู่กับคุณอาซูหาน” เฟิงอวี้จับมือน้องสาวไว้ พลางพูดอย่างเคียดแค้น “จะไม่มีวันกลับมาหาแม่อีก”

เฟิงหลินชวนไม่ได้ห้ามลูกทั้งสองที่กำลังโวยวาย เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาลึกคู่นั้นกวาดมองเจียงจี้เยว่อย่างเฉยเมย สายตาแบบนั้น ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าที่ไร้เหตุผลคนหนึ่ง

“พอได้แล้ว” ริมฝีปากบางขยับช้าๆ เสียงทุ้มต่ำแฝงความสูงศักดิ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด นิ้วยาวเรียวจัดกระดุมข้อมืออย่างไม่ใส่ใจ “ผมยังมีประชุมผ่านวิดีโอกับคณะกรรมการ จะทิ้งอะไรก็เรื่องของคุณ แต่อย่าส่งเสียงวุ่นวาย”

ทันทีที่ประตูปิดลง น้ำตาของเจียงจี้เยว่ก็ไหลออกมาในที่สุด

หัวใจราวกับถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ทุกลมหายใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

เธอเช็ดน้ำตา มองความยุ่งเหยิงที่เกลื่อนอยู่เต็มพื้น แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา

วางใจเถอะ เธอจะไม่รบกวนเขา

จากนี้ไป ตลอดชีวิตที่เหลือ จะไม่มีวันทำอีกแล้ว

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
23 Bab
บทที่ 1
เมิ่งซูหานมองเธอด้วยความตกตะลึง ไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงที่ครองตำแหน่งคุณนายตระกูลเฟิงมานานถึงหกปี จะยอมถอยออกไปเองโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยเจียงจี้เยว่เพียงเอ่ยเสริมอย่างเรียบเฉย “ในเมื่อพวกเขาต่างก็ชอบเธอมากกว่า งั้นฉันก็จะสมหวังให้พวกเธอ แค่ให้เฟิงหลินชวนเซ็นชื่อ พอพ้นระยะเวลารอการหย่า ฉันก็จะไป”ครั้งนี้ เธอจะไม่เดินซ้ำรอยเดิมอีก จะไม่เป็นคุณนายตระกูลเฟิงที่ถูกทุกคนมองข้ามอีกต่อไปเมิ่งซูหานใช้นิ้วลูบขอบแก้วกาแฟอย่างไม่รู้ตัว ขมวดคิ้วแน่น “เจียงจี้เยว่ เธอกำลังเล่นลูกไม้อะไรกันแน่”เจียงจี้เยว่สบตาเธอ มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาอย่างยากจะคาดเดา แล้วพูดซ้ำอย่างสงบนิ่ง “ฉันไม่ได้เล่นลูกไม้ แค่ทนไม่ไหวแล้ว”“เจียงจี้เยว่ เธอรู้ไหมว่าข้างนอกมีผู้หญิงตั้งเท่าไหร่ที่อยากได้ตำแหน่งของเธอ”“รู้” เจียงจี้เยว่สบตาเธอตรงๆ “เพราะอย่างนั้นถึงยกให้เธอ”สีหน้าของเมิ่งซูหานมีรอยร้าวปรากฏขึ้นในที่สุดเธอจ้องข้อตกลงการหย่าอยู่นาน ก่อนจะยื่นมือรับมา “ได้ ในเมื่อเธอใจกว้างขนาดนี้ งั้นฉันก็ไม่เกรงใจแล้ว”“แต่เธอต้องจำไว้ ของที่ฉันได้มาแล้ว ไม่มีวันยกให้ใครอีก”“วางใจเถอะ” เจียงจี้เยว่ยิ้มบางๆ “ฉันไม่มีวั
Baca selengkapnya
บทที่ 2
นับตั้งแต่เซ็นข้อตกลงการหย่า เจียงจี้เยว่ก็เลิกดูแลงานบ้านเธอไม่ตื่นตีห้าเพื่อเตรียมอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ลูกอีก ไม่รอเฟิงหลินชวนกลับจากงานสังสรรค์ดึกๆ เพื่อทำน้ำแก้เมาค้างให้เขาอีกงานบ้านทั้งหมดที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมองว่าเป็นหน้าที่ของตัวเอง ตอนนี้เธอยกให้บรรดาคนรับใช้จัดการทั้งหมดในช่วงแรก ยังไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติจนกระทั่งเฟิงอวี้ไปโรงเรียนสายจนถูกคุณครูตำหนิ เฟิงเยว่หาสมุดการบ้านไม่เจอ และนาฬิกาพกของเฟิงหลินชวนหยุดเดินเหล่าคนรับใช้ต่างวุ่นวายจนหัวหมุน แต่ก็ยังทำได้ไม่ถึงมาตรฐานของนายหญิงในครัวมีจานชามที่ยังไม่ได้ล้างกองเต็มไปหมด ของเล่นของเด็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วห้องนั่งเล่น แม้แต่เสื้อเชิ้ตที่รีดแล้วก็ยังไม่เรียบพอบ้านที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อย ค่อยๆ กลายเป็นความโกลาหลตอนที่เฟิงหลินชวนเปิดประตูห้องนอนเข้าไป เจียงจี้เยว่กำลังเอนตัวพิงหน้าต่างอ่านหนังสือแสงแดดส่องลอดผ่านม่านบาง ทอดเงาแสงเป็นลวดลายบนร่างของเธอ“คุณจะเอาแต่สร้างปัญหาไปถึงเมื่อไหร่” เขายืนอยู่ตรงประตู น้ำเสียงทุ้มต่ำเจียงจี้เยว่ปิดหนังสือ เงยหน้ามองเขา “ฉันไม่ได้สร้างปัญหา”“ถ้า
Baca selengkapnya
บทที่ 3
วันแรกที่เมิ่งซูหานย้ายเข้ามาอยู่ เธอก็สั่งให้คนรับใช้จัดห้องนั่งเล่นใหม่ทั้งหมด“โซฟาชุดนี้ดูอึมครึมเกินไป” นิ้วเรียวของเธอลูบผ่านโซฟาหนังเบาๆ ก่อนหันไปยิ้มอ่อนโยนให้เฟิงหลินชวน “หลินชวน เปลี่ยนเป็นสีครีมดีไหม”เฟิงหลินชวนไม่แม้แต่จะกะพริบตา หันไปสั่งพ่อบ้านทันที “ทำตามที่คุณเมิ่งบอก”เจียงจี้เยว่ายืนอยู่ตรงหัวมุมบันได มองคนงานช่วยกันยกโซฟาที่เธอเลือกด้วยตัวเองเมื่อครึ่งปีก่อนออกไปเฟิงอวี้กับเฟิงเยว่เดินตามเมิ่งซูหานติดแจราวกับหางตัวน้อย ทั้งชี้นั่นชี้นี่อย่างตื่นเต้น “คุณอาซูหาน หมอนอิงพวกนี้ก็เปลี่ยนด้วยนะ ของที่แม่ซื้อไว้เชยจะตาย”เมิ่งซูหานลูบศีรษะเด็กทั้งสองอย่างอ่อนโยน “ได้ เปลี่ยนทั้งหมด”นิ้วของเจียงจี้เยว่กำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็วหมอนอิงพวกนั้นเป็นสิ่งที่เธอเย็บเองทีละเข็มทีละด้ายตอนตั้งครรภ์ ข้างในยัดใยขนอ่อนชนิดป้องกันอาการแพ้ เพราะตอนเด็กๆ ลูกทั้งสองผิวแพ้ง่ายแต่ตอนนี้ พวกมันถูกโยนลงถังขยะอย่างไม่ไยดีหลายวันต่อมา บ้านหลังนี้ก็ยิ่งแปลกหน้าขึ้นเรื่อยๆบนโต๊ะอาหาร เมิ่งซูหานนั่งอยู่ในตำแหน่งที่เคยเป็นของเจียงจี้เยว่ คอยตักอาหารให้ลูกทั้งสองอย่างอ่
Baca selengkapnya
บทที่ 4
“ก็แม่นั่นแหละ” เฟิงเยว่ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพวกเราแพ้ ยังตั้งใจให้พวกเรากิน”เฟิงอวี้ก็พยักหน้าแรงๆ “แย่ที่สุดเลย”เจียงจี้เยว่กำวงกบประตูแน่น ข้อนิ้วซีดขาว “เฟิงอวี้ เฟิงเยว่ พวกเธอรู้ไหมว่าตัวเองกำลังพูดอะไร รีบบอกความจริงออกมาเดี๋ยวนี้”“พอได้แล้ว” เฟิงหลินชวนลุกขึ้นยืนทันที คว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบราวกับจะบดกระดูกให้แหลก “เจียงจี้เยว่ นี่คือสิ่งที่แม่คนหนึ่งควรทำงั้นเหรอ ไม่ใช่แค่ทำร้ายลูก ยังบังคับให้ลูกโกหกอีก”“ฉันไม่ได้...” น้ำเสียงของเจียงจี้เยว่าสั่นเล็กน้อย“คุณจะบอกว่าพวกเขาใส่ร้ายคุณงั้นเหรอ” เขาหัวเราะเยาะ “พวกเขาอายุแค่เท่าไหร่ จะมีความคิดแบบนั้นได้ยังไง คุณยังมีคุณสมบัติเป็นแม่อีกเหรอ”จู่ ๆ เด็กทั้งสองก็ร้องไห้ออกมา เฟิงหลินชวนรีบปล่อยมือจากเธอ แล้วหันไปปลอบลูกทันทีแต่ยิ่งปลอบ ทั้งคู่ก็ยิ่งร้องหนัก ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำ“คุณพ่อ...” เฟิงเยว่สะอื้น “พวกหนูทรมานมาก”“ทำยังไงถึงจะหาย” เฟิงหลินชวนถามเสียงเบา ใช้นิ้วเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยนเฟิงอวี้ดวงตาแดงก่ำ หันมามองเจียงจี้เยว่ “แม่ก็แพ้มะม่วงเหมือนกัน ให้แม่ดื่มน้ำมะม่วงด้วย ให้แม่ทรมาน
Baca selengkapnya
บทที่ 4
เธอเจ็บปวดราวกับหัวใจถูกฉีกเป็นชิ้นๆ น้ำตาไหลไม่หยุด ต้องยกมือกุมหน้าอกอยู่นานกว่าจะค่อยๆ สงบลงได้ทันใดนั้น โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นสายจากสายการบินเพื่อยืนยันข้อมูลตั๋วเครื่องบิน“คุณเจียง ตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไปเมืองอวิ๋นของคุณออกเรียบร้อยแล้ว ต้องการเลือกที่นั่งไหมคะ”“ที่นั่งริมหน้าต่างค่ะ ขอบคุณ” เจียงจี้เยว่รีบเช็ดน้ำตาอย่างลนลาน เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินเพิ่งวางสาย ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกเปิดออกเฟิงหลินชวนก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสุขุม สวมสูทเรียบกริบ แม้แต่ปลายแขนเสื้อก็เนี้ยบไร้ที่ติ“เมื่อกี้คุยโทรศัพท์กับใคร” เขาถามเรียบ ๆเจียงจี้เยว่าวางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว “เพื่อน”เฟิงหลินชวนไม่ได้ซักต่อ เพียงยืนอยู่ข้างเตียง ก้มมองเธอจากที่สูง “เรื่องครั้งก่อน เข้าใจผิดกันแล้ว คนที่ให้น้ำมะม่วงเด็ก ๆ ดื่มคือซูหาน”น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ “แต่เธอไม่รู้มาก่อน เรื่องนี้ก็ให้มันผ่านไป”หัวใจของเจียงจี้เยว่ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น จนแทบหายใจไม่ออกตอนที่คิดว่าเป็นเธอ เขาแทบอยากฆ่าเธอ แต่พอเป็นเมิ่งซูหาน ทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงคำว่า “ไม่รู้มาก่อน”
Baca selengkapnya
บทที่ 6
โลกทั้งใบเหมือนหมุนคว้าง ร่างของเธอกลิ้งตกจากบันไดอย่างแรงความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างในพริบตา ของเหลวอุ่นๆ ไหลลงมาจากหน้าผาก พร่ามัวไปทั้งสายตาเด็กทั้งสองยืนอยู่บนหัวบันได ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันโหดร้าย“สมน้ำหน้า” เฟิงเยว่ตบมืออย่างสะใจ“ก็ใครใช้ให้แม่ไม่ยอมให้พวกเรากินเค้ก” เฟิงอวี้แลบลิ้นทำหน้าล้อเลียนเจียงจี้เยว่พยายามยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดสดไหลตามปลายคางหยดลงบนพื้นเธอมองปีศาจตัวน้อยทั้งสองตรงหน้า ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่อาจเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับเด็กที่เธอเกือบเอาชีวิตไม่รอดบนเตียงคลอดเพื่อให้กำเนิดออกมาได้ทันใดนั้น ประตูใหญ่ก็ถูกผลักเปิด“เกิดอะไรขึ้น”เสียงทุ้มต่ำของเฟิงหลินชวนดังขึ้น ด้านหลังเขามีเมิ่งซูหานเดินตามมา ทั้งสามคนต่างชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้า“คุณพ่อ” เด็กทั้งสองเปลี่ยนสีหน้าทันที ร้องไห้แล้ววิ่งเข้าไปหา “แม่เอาเค้กไปทิ้ง ไม่ยอมให้พวกเรากิน แล้วยังบอกว่าไม่เอาพวกเราแล้ว ฮือ”สายตาของเฟิงหลินชวนมองไปยังเค้กในถังขยะ ก่อนจะมองเจียงจี้เยว่ที่เปื้อนไปด้วยเลือด ขมวดคิ้วแน่น “เจียงจี้เยว่ ทำไมคุณต้องหาเรื่องลูกสองคนด้วย”น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ
Baca selengkapnya
บทที่ 7
เสียงซุบซิบของบรรดาแขกดังเข้ามาในหูของเจียงจี้เยว่อย่างชัดเจน“ผมเป็นเพื่อนมหาวิทยาลัยของประธานเฟิงกับคุณเมิ่ง ตอนนั้นประธานเฟิงตามใจคุณเมิ่งสุด ๆ ”ชายในชุดสูทลดเสียงลง “เกือบจะขอแต่งงานกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบแล้ว”“มิน่าล่ะ” คนข้าง ๆ พยักหน้าทันที “รักแรกก็ยังเป็นรักแรก ถึงจะไม่มีสถานะภรรยา แต่ก็ยังเป็นคนสำคัญที่สุดอยู่ดี”“บางคนพยายามทุกวิถีทางจนได้แต่งเข้าตระกูลแล้วจะมีประโยชน์อะไร” มีคนปรายตามองเจียงจี้เยว่ด้วยสายตาเหยียดหยาม “มีลูกแล้วแล้วยังไง สุดท้ายก็ไม่ได้หัวใจของสามีอยู่ดี ฉันว่า ทั้งชีวิตนี้เธอคงต้องอยู่อย่างเดียวดาย”เจียงจี้เยว่ฟังอย่างเงียบ ๆ หัวใจของเธอราวกับถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งหนาทึบ ทั้งหนักอึ้ง แต่ไม่เจ็บอีกแล้วเธอสูดหายใจลึก ก่อนหันหลังเดินไปยังลิฟต์ขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิด จู่ ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งสอดเข้ามาเมิ่งซูหานก้าวเข้ามาในลิฟต์อย่างสง่างามด้วยรองเท้าส้นสูง มุมปากแดงระเรื่อยกยิ้มบางๆ“อีกสามวันก็จะครบระยะเวลารอการหย่าแล้ว” เธอสบตาเจียงจี้เยว่ตรง ๆ “เธอจะรักษาสัญญา ออกไปจริง ๆ ใช่ไหม”เจียงจี้เยว่กดปุ่มชั้นหนึ่ง “แน่นอน”“ไม่มีใครอยากออกไปจากที่นี่เ
Baca selengkapnya
บทที่ 8
เมื่อเจียงจี้เยว่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีขาวจ้าก็แยงตาจนเธอหรี่ตาลงโดยอัตโนมัติกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโชยเข้าจมูก ข้างหูมีเสียงเครื่องติดตามคลื่นหัวใจดังเป็นจังหวะ "ตี๊ด ตี๊ด"“ฟื้นแล้ว” แพทย์เดินเข้ามาตรวจรูม่านตาของเธอ “ซี่โครงหักสามซี่ โชคดีที่ส่งโรงพยาบาลทัน ไม่อย่างนั้นคงไม่รอด”เจียงจี้เยว่มองเพดานอย่างเหม่อลอย ภาพสุดท้ายก่อนลิฟต์ร่วงผุดขึ้นมาในหัวเฟิงหลินชวนเลือกช่วยเมิ่งซูหานโดยไม่ลังเล และตอนที่ประตูลิฟต์ซึ่งบิดเบี้ยวหล่นใส่เธอ เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเธอลองขยับตัว ความเจ็บปวดรุนแรงก็แผ่จากหน้าอกไปทั่วร่างทันทีแต่ที่น่าแปลกคือ เธอกลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว บางทีอาจเพราะเจ็บจนถึงขีดสุด แม้แต่หัวใจก็ด้านชาไปแล้วสามวันต่อมา เฟิงหลินชวนมารับเธอออกจากโรงพยาบาลเขายืนอยู่หน้าประตูห้องพักผู้ป่วย สูทเรียบกริบ สายตาหยุดอยู่ที่หน้าอกซึ่งพันด้วยผ้าพันแผลของเธอ นิ่งเงียบอยู่นานก่อนจะเอ่ยปาก “ต่อไปซูหานยังต้องเต้นรำ ฉันปล่อยให้ขาของเธอเป็นอะไรไม่ได้”เจียงจี้เยว่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองเขา“เพราะงั้น ก็ต้องให้เธอเป็นฝ่ายยอมเสียสละ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ราวกับกำลังพูดเรื่
Baca selengkapnya
บทที่ 9
เจียงจี้เยว่เดินทางมาถึงเมืองอวิ๋นเฉิง แม้เมืองแห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่กลับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยเธอใช้เวลาครึ่งเดือนสำรวจพื้นที่อย่างจริงจัง ก่อนจะเปิดร้านหนังสือเก่าเล็ก ๆ ชื่อว่า "จี้เยว่" บนถนนอันเงียบสงบสายหนึ่งในย่านเมืองเก่าร้านไม่ได้ใหญ่โตแต่ข้อดีคือมีแสงธรรมชาติส่องเข้ามาอย่างทั่วถึงเธอใช้เวลาสามเดือนตกแต่งร้าน เปลี่ยนร้านเก่าทรุดโทรมให้กลายเป็นมุมอ่านหนังสือแสนอบอุ่นฤดูฝนของเมืองอวิ๋นเฉิงยาวนาน เจียงจี้เยว่ยืนอยู่หน้าประตูกระจกของร้านหนังสือ มองม่านฝนที่โปรยปรายด้านนอกอย่างเหม่อลอยจู่ ๆ กระดิ่งลมที่หน้าประตูก็ดังกรุ๊งกริ๊งอย่างใสกังวาน“ยินดีต้อนรับ” เธอหันกลับไปโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนมา ก็ชะงักไปเล็กน้อยชายที่ยืนอยู่หน้าประตูมีรูปร่างสูงโปร่ง กางร่มด้ามยาวสีดำไว้เหนือศีรษะ หยดฝนไหลจากร่มหยดลงบนพื้นในอ้อมแขนของเขาอุ้มเด็กผู้หญิงอายุราวห้าหกขวบ เด็กน้อยถักเปียสองข้าง กำลังซุกตัวเข้าหาเขาอย่างขี้อาย“มีหนังสือภาพที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ไหมครับ” ชายหนุ่มเก็บร่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเจียงจี้เยว่จึงได้เห็นใบหน้าของเขาชัด ๆใบหน้าค
Baca selengkapnya
บทที่ 10
หลังจากนั้น กู้ชิงเฉิงกับเฉิงเฉิงก็กลายเป็นลูกค้าประจำของร้านหนังสือแทบทุกสุดสัปดาห์ พวกเขาจะมานั่งอยู่ที่ร้านหนึ่งถึงสองชั่วโมงเฉิงเฉิงมักจะนั่งเงียบ ๆ อยู่บนโซฟาตัวเล็กตรงมุมร้าน อุ้มหนังสือภาพอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจส่วนกู้ชิงเฉิงก็จะเลือกตำราทางการแพทย์สักเล่ม แล้วนั่งอ่านอยู่ข้าง ๆ เธออย่างเงียบ ๆบางครั้ง เจียงจี้เยว่จะชงชาดอกไม้ให้พวกเขาหนึ่งกา กู้ชิงเฉิงจะกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพทุกครั้ง ส่วนเฉิงเฉิงก็จะพูดเสียงหวานว่า “ขอบคุณค่ะ พี่” แล้วก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อเช้าวันเสาร์ที่อากาศสดใสวันหนึ่ง กู้ชิงเฉิงเสนอว่าจะพาเฉิงเฉิงไปสวนสนุก“คุณไปด้วยกันเถอะ” เขาดันแว่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยชวนด้วยความจริงใจ“เฉิงเฉิงพูดตลอดว่าอยากไปกับคุณ”เดิมทีเจียงจี้เยว่ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตาเปี่ยมความคาดหวังของเฉิงเฉิง หัวใจของเธอก็อ่อนลงสวนสนุกเต็มไปด้วยผู้คนและเสียงหัวเราะ เฉิงเฉิงจับมือกู้ชิงเฉิงด้วยมือซ้าย จับมือเจียงจี้เยว่ด้วยมือขวา แล้ววิ่งไปมาด้วยความตื่นเต้นพวกเขาเล่นม้าหมุน เล่นรถบั๊ม แล้วก็ต่อแถวขึ้นชิงช้าสวรรค์ด้วยกันตอนที่ชิงช้าสวรรค์ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด เฉิงเฉิงก็ช
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status