แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: เทียนเทียน
เจ็ดปี

เจ็ดปีเต็ม ๆ แล้ว

เมื่อเจ็ดปีก่อน เขายังเป็นรัชทายาทแห่งตำหนักบูรพา ส่วนนางเป็นเพียงสาวใช้ตัวน้อยผู้ไร้ผู้คนเหลียวแลในตำหนักบูรพา มีหน้าที่ปัดกวาดห้องทรงพระอักษร

กระทั่งหนึ่งวันก่อนที่เขาจะเข้าพิธีสมรสกับเย่หว่านซวง บุตรสาวเอกของเสนาบดี เขากลับทำให้ฮ่องเต้กริ้ว ฮ่องเต้องค์ก่อนจึงมีพระบัญชาให้ปลดจากตำแหน่งรัชทายาท และกักขังไว้ในเรือนแยกของตำหนักเย็น

เขาไม่อาจทนให้เย่หว่านซวงผู้เป็นที่รักต้องพลอยลำบากไปกับตน จึงดึงตัวนาง สาวใช้ผู้หนึ่ง มาแต่งงานด้วยอย่างส่ง ๆ พระชายารัชทายาทแต่ในนาม

ชีวิตในตำหนักเย็นแสนลำบาก แต่นางกลับเต็มใจทนทุกข์ เพราะนางรักเขามานานแล้ว

ดังนั้น สามปีในตำหนักเย็นจึงเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ที่สุดในชีวิตของนาง หากก็เป็นช่วงเวลาอันหวานชื่นที่ซุกซ่อนไว้ลึกที่สุดเช่นกัน

นางเคยตากฝนกระหน่ำไปกับเขา เพียงเพื่อไปขุดไหสุราที่พระมารดาของเขาฝังไว้ใต้ต้นไม้แห้งในสวนหลังเรือน นางเคยผ่านฤดูหนาวอันเหน็บหนาวที่สุดเคียงข้างเขา นำผ้าห่มหนาผืนเดียวที่มีอยู่ห่มให้เขา ส่วนตนเองกลับหนาวจนมือเท้าแตกเป็นแผล อีกทั้งยังเคยปกป้องเขาจนถูกขันทีที่ศัตรูเก่าส่งมาหาเรื่องผลักตกบันไดหิน ขาหัก เกือบเอาชีวิตไม่รอด...

หัวใจคนล้วนเป็นเลือดเนื้อ มิใช่ก้อนหิน ต่อให้เป็นคนเย็นชาเช่นเขา หัวใจก็มิได้ทำด้วยหิน

ทีละน้อย สายตาที่เขามองนางก็มิได้มีเพียงความเฉยเมยและการใช้ประโยชน์ดังเช่นแรกเริ่มอีกต่อไป ดวงตาที่เคยเย็นเยียบดุจน้ำแข็งคู่นั้นเริ่มมีความอบอุ่นขึ้น

ยามนางหนาวจนตัวแข็ง เขาจะยัดเตาอุ่นมือใส่อ้อมอกนางโดยมิเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ยามนางงุ่มง่ามหัดเย็บซ่อมเสื้อผ้าให้เขาจนเข็มตำปลายนิ้ว เขาจะขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยเพียงว่า “วางไว้เถิด” ยามนางสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย เขายังถึงกับโอบนางไว้ในอ้อมแขนให้นอนหลับ ทั้งที่ไม่เคยทำเช่นนั้นมาก่อน...

ต่อมา เขาซ่อนคมอดทน วางแผนอยู่เบื้องหลัง จนโค่นศัตรูทางการเมืองได้สำเร็จ กุมอำนาจกลับคืน และขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้

วันที่ย้ายออกจากเรือนแยกของตำหนักเย็นกลับสู่พระราชวังอันโอ่อ่า ทุกผู้คนต่างเชื่อว่าตำแหน่งฮองเฮาย่อมเป็นของเฉิงรั่วอวี๋อย่างแน่นอน

แต่เขากลับมอบตำแหน่งฮองเฮาให้เย่หว่านซวง ส่วนนางได้รับเพียงตำแหน่งฮุ่ยเฟยที่ไม่สูงไม่ต่ำเท่านั้น

คืนวันที่พระราชโองการสถาปนามาถึง นานทีเขาจะเป็นฝ่ายมาหานางถึงตำหนัก “รั่วอวี๋ สตรีที่ข้าหมายปองมาตลอด มีเพียงหว่านซวงผู้เดียว ที่ข้าแต่งงานกับเจ้าในครานั้น ก็เพราะไม่อยากให้นางติดตามข้าเข้าไปทนทุกข์ในตำหนักเย็น เจ้าก็รู้ ตำแหน่งฮองเฮา...ย่อมมอบได้เพียงสตรีที่ข้ารักที่สุด เจ้า...คงเข้าใจ ใช่หรือไม่?”

นางคุกเข่าอยู่บนพื้น เงยหน้ามองเขา มองแววอ่อนโยนและความรู้สึกผิดที่ฉายวาบขึ้นในดวงตาของเขาโดยไม่รู้ตัว ยามเอ่ยถึงเย่หว่านซวง

หัวใจราวกับถูกมีดทื่อกรีดผ่าน มิใช่ความเจ็บอันแหลมคม หากกลับปวดหน่วงอยู่ภายใน

ถึงกระนั้น นางก็ยังพยักหน้า ฝืนยกยิ้มออกมา “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ ฐานะของหม่อมฉันต่ำต้อย เพียงได้อยู่เคียงข้างฝ่าบาทก็นับเป็นบุญวาสนาอันใหญ่หลวงแล้ว หม่อมฉันมิกล้าหวังสิ่งใดอีก”

นางคิดจริง ๆ ว่า ขอเพียงยังได้อยู่เคียงข้างเขา ได้มองดูเขา เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว

แต่หลังจากเย่หว่านซวงเข้าวัง นางจึงได้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า แท้จริงแล้วชายผู้หนึ่งรักสตรีผู้หนึ่งนั้น เป็นเช่นไร

เขาจะลงมือคลุมเสื้อขนจิ้งจอกให้เย่หว่านซวงผู้ขี้หนาวด้วยตนเอง เพียงเย่หว่านซวงเอ่ยว่าอึดอัด เขาก็ละทิ้งขุนนางทั้งราชสำนัก พานางไปล่องเรือในทะเลสาบหลวง เขาจดจำทุกความชอบของเย่หว่านซวงได้ขึ้นใจ ภายในตำหนักมีบุปผาและผลไม้ตามฤดูกาลที่สดใหม่ที่สุด ผ้าไหมจากเจียงหนานอันงดงามที่สุด และของล้ำค่าหายากจากต่างแดนวางอยู่เสมอ...

ส่วนสิ่งที่เฉิงรั่วอวี๋ได้รับเสมอมา มีเพียงอัญมณีและสิ่งของล้ำค่าที่ไร้ไออุ่น ซึ่งเขาพระราชทานให้อย่างส่ง ๆ หลังสะสางราชกิจและปลอบโยนเย่หว่านซวงเสร็จสิ้นแล้ว

สิ่งเหล่านี้ นางมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย

นางบอกตนเองว่า ขอเพียงยังได้พบเขาเป็นครั้งคราว ก็นับว่าดีแล้ว

กระทั่งเมื่อครึ่งปีก่อน บิดาและพี่ชายเข้าวังมาเยี่ยมนาง เพียงเพราะพี่ชายนางเผลอล่วงเกินริ้วขบวนเสด็จของเย่หว่านซวง เย่หว่านซวงก็ร่ำไห้ฟ้องเซี่ยเสวียนโจว กล่าวหาว่าพี่ชายนางคิดล่วงเกินนาง

เซี่ยเสวียนโจวกริ้วยิ่งนัก มิทรงฟังคำแก้ต่างแม้แต่น้อย รับสั่งให้นำคนทั้งตระกูลเฉิงเข้าคุกหลวง และพิพากษาประหารชีวิตโดยให้ดำเนินการในทันที

นางคุกเข่าอยู่นอกห้องทรงพระอักษรตลอดทั้งคืน คุกเข่าโขกศีรษะคำนับจนเลือดไหลอาบหน้าผาก เพียงหวังให้เขาทรงไต่สวนให้กระจ่าง

ในที่สุดเขาก็ใจอ่อน ยอมให้พิจารณาคดีใหม่ แต่เย่หว่านซวงกลับแสดงละครฉาก “ยอมตายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ” ร่ำไห้กล่าวว่า หากปล่อยคนตระกูลเฉิง แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด

ดังนั้น เขาจึงกลับคำรับสั่ง คนตระกูลเฉิงทั้งห้าชีวิต เลือดย้อมลานประหาร

บิดาของนาง มารดาของนาง พี่ชายของนาง พี่สะใภ้ของนาง รวมถึงเด็กในครรภ์ที่ยังมิทันถือกำเนิด ทั้งยังมิรู้ด้วยซ้ำว่าเป็นหญิงหรือชาย ชีวิตคนเป็น ๆ ทั้งห้าชีวิต เพียงเพราะพระบัญชาเบาหวิวประโยคเดียวของเขา ก็กลายเป็นแอ่งเลือดห้าแอ่งนอกประตูอู่เหมิน และเหลือไว้เพียงคำซุบซิบไม่กี่ประโยคในหมู่ชาวบ้าน

นับแต่วินาทีนั้น เฉิงรั่วอวี๋ก็ตายไปแล้ว ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นเพียงร่างอันว่างเปล่าเท่านั้น

ไฉ่เยว่มองเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ในกระถางถ่าน ปวดใจจนน้ำตาไหลไม่ขาดสาย “เหนียงเหนียง...ของพวกนี้...ล้วนเป็นของที่ท่านหวงแหนที่สุดนะเจ้าคะ...”

เฉิงรั่วอวี๋ปล่อยมือจากข้อมือนาง ค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินกลับไปยังเตียง เอนกายลงนอนอีกครั้ง ห่มผ้าให้เรียบร้อย แล้วหลับตาลง

ของที่หวงแหนที่สุดหรือ?

บัดนี้ นางไม่มีสิ่งใดให้หวงแหนอีกแล้ว

ลาภยศและความมั่งคั่ง นางไม่ต้องการอีกแล้ว

เซี่ยเสวียนโจว นางไม่ต้องการอีกแล้ว

แม้แต่ลูกที่นางแทบเอาชีวิตครึ่งหนึ่งเข้าแลกกว่าจะให้กำเนิด...นางก็ไม่ต้องการอีกแล้ว

สิ่งเดียวที่นางต้องการ ก็คือจากที่นี่ไปเสียให้สิ้นเชิง

จากวังหลวงแห่งนี้ที่กลืนกินผู้คน จากบุรุษผู้ทำให้นางสูญเสียทุกสิ่ง

อีกเพียงหนึ่งเดือน ก็จะถึงงานเลี้ยงฉลองครบเดือนของเด็กคนนั้น

ตามธรรมเนียม ในวันนั้นวังหลวงจะจัดงานเลี้ยงใหญ่แก่เหล่าขุนนาง ทั่วหล้าร่วมเฉลิมฉลอง และยังเป็นช่วงที่การรักษาการณ์ในวังค่อนข้างหละหลวม

ถึงเวลานั้น นางก็จากไปได้แล้ว

นางเพียงต้องการกลับมาเป็นเฉิงรั่วอวี๋คนเดิม

เฉิงรั่วอวี๋คนที่ยังมิได้พบเซี่ยเสวียนโจว แม้จะธรรมดา หากอย่างน้อยก็ยังเป็นเฉิงรั่วอวี๋ที่สมบูรณ์

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 32

    กาลเวลาผ่านไปดุจสายน้ำ ไหลล่วงอย่างเงียบงันรัชทายาทน้อยเซี่ยเนี่ยนอวี๋ในวันนั้น บัดนี้เติบใหญ่ เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ มีเมตตาและปรีชาสามารถ บารมีในราชสำนักเพิ่มพูนขึ้นทุกวันส่วนเซี่ยเสวียนโจวกลับชราลงอย่างเห็นได้ชัดความทุกข์ที่สั่งสมมานานและการตรากตรำเกินกำลัง บั่นทอนร่างกายของเขาจนแทบหมดสิ้นอายุยังไม่ถึงห้าสิบ แต่ผมบริเวณขมับทั้งสองกลับหงอกขาว ใบหน้าซูบเซียว มักไอไม่หยุด และบางครั้งถึงกับมีเลือดปนออกมากับเสมหะหมอหลวงจนปัญญา ได้แต่บอกว่าเป็นโรคใจ ต่อให้ใช้ยาใดก็ไร้ผลฤดูหนาวอันหนาวเหน็บมาเยือนอีกครั้งเซี่ยเสวียนโจวล้มป่วย คราวนี้อาการรุนแรง จนแทบลุกจากเตียงไม่ได้เขารู้ว่าชีวิตของตน...ใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้วแต่กลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ยังรู้สึกสงบนิ่งราวกับกำลังจะหลุดพ้นเขาเรียกเซี่ยเนี่ยนอวี๋ผู้เป็นรัชทายาทมายังข้างเตียง เพื่อสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย“เนี่ยนอวี๋...” เสียงของเขาอ่อนแรงจนแทบไม่ได้ยิน “หลัง...ข้าจากไป...ไม่ต้องสร้างสุสานใหญ่โต...ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงราษฎร”เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนฝืนกล่าวต่ออย่างยากลำบาก“ให้...เผาร่างข

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   ]บทที่ 31

    เฉิงรั่วอวี๋จากไปแล้วนางนำเอกสารแสดงตัวตนฉบับใหม่กับตั๋วเงินที่มากพอให้นางใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยได้หลายชั่วชีวิตติดตัวไป ก่อนหายลับออกนอกกำแพงวัง และหายไปจากชีวิตของเซี่ยเสวียนโจวโดยสิ้นเชิงตำหนักเฉียนหยวนกลายเป็นสุสานอันหรูหราอย่างแท้จริงเซี่ยเสวียนโจวกลายเป็นฮ่องเต้ผู้โดดเดี่ยวไร้ผู้ใดเคียงข้างอย่างแท้จริงเขาราวกับกลายเป็นคนละคน แต่ก็คล้ายกลับไปเป็นฮ่องเต้ผู้ทุ่มเทกับราชกิจเช่นในอดีต เพียงเงียบขรึมและเย็นชากว่าเดิมทุกวัน เขาตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อออกว่าราชการ ตรวจฎีกาจนดึกดื่น ลงมือจัดการทุกเรื่องด้วยตนเอง บริหารบ้านเมืองอย่างเป็นระเบียบ ใต้หล้าสงบสุข และกำลังของแผ่นดินก็เข้มแข็งขึ้นทุกวันเหล่าขุนนางต่างยำเกรงเขา ราษฎรต่างเคารพรักแต่บนใบหน้าของเขา ไม่ปรากฏรอยยิ้มอีกเลยดวงตาลึกล้ำคู่นั้นราวกับบ่อน้ำร้างอันแห้งเหือดสองบ่อ ลึกจนมิอาจหยั่งถึง และปราศจากระลอกไหวใด ๆเขาไม่เคยก้าวเข้าสู่วังหลังอีกแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องคัดเลือกนางสนมหรือรับพระสนมอีกตำหนักฉางเล่อถูกปิดผนึกอย่างสิ้นเชิง ทุกสิ่งยังคงสภาพเดิมดังวันที่เฉิงรั่วอวี๋จากไป มีเพียงผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะที

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 30

    เฉิงรั่วอวี๋ยืนอยู่กับที่ มองเอกสารแสดงตัวตนและตั๋วเงินที่ยื่นมาตรงหน้า ก่อนมองบุรุษผู้หันหลังให้นาง หัวไหล่ของเขาสั่นสะท้านเบา ๆ แต่นางยังคงยืนนิ่งอยู่นานโดยไม่เคลื่อนไหวสายลมพัดปอยผมบนหน้าผากของนางให้ปลิว เผยหน้าผากเกลี้ยงเกลาและดวงตาที่สงบนิ่งเกินไปคู่นั้นภายในใจของนางกลับมีคลื่นมหึมาโหมกระหน่ำอิสรภาพหรือ?อิสรภาพที่นางโหยหามานาน ดิ้นรนมานาน กระทั่งไม่ลังเลที่จะใช้ความตายบีบบังคับ บัดนี้กลับถูกวางไว้ตรงหน้าอย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ?เซี่ยเสวียนโจว...เขายอมปล่อยนางไปจริง ๆ หรือ?ด้วยวิธีที่...แทบตัดทางถอยของตนเองจนหมดสิ้นเช่นนี้หรือ?นางมองเขาที่พยายามฝืนสงบ ทว่าแม้เพียงแผ่นหลังก็ยังเผยความเศร้าโศกมหาศาล ภาพมากมายพลันผุดขึ้นในความคิดอย่างห้ามไม่อยู่—แววตาเด็ดเดี่ยวตอนที่เขาพุ่งเข้ามารับคมดาบแทนนาง...คือคำละเมอและคำสำนึกผิดที่เขาพร่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่ายามมีไข้สูง...ร่างที่ฝืนยืนอยู่กลางหิมะทั้งที่ขาบาดเจ็บ...ภาพที่เขาวางตราพยัคฆ์และตราหยกตรงหน้านาง พลางกล่าวอย่างบ้าคลั่งว่า “แผ่นดินหมื่นลี้ยังไม่อาจเทียบรอยยิ้มของเจ้า”...และในยามนี้ มือที่สั่นเทาขณะยื่นเอกสารแสดงตัวตนให้น

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 29

    เฉิงรั่วอวี๋ปิดม้วนหนังสือ เงยหน้ามองเขา แววตาเจือคำถามบางเบาเซี่ยเสวียนโจวฝืนลุกขึ้นนั่ง จนกระเทือนบาดแผลที่ท้อง คิ้วขมวดเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เหงื่อเย็นเม็ดละเอียดซึมออกมาตามขมับแต่เขายังคงฝืนกาย โดยมีขันทีคอยประคอง แล้วสวมเสื้อคลุมสีดำหนาหนัก“ไม่ต้องใช้เกี้ยว...ข้าอยากเดิน”เขาปฏิเสธการประคองจากขันที แม้ฝีเท้าจะโซเซ แต่ยังยืนกรานเดินด้วยตนเองทีละก้าว มุ่งหน้าไปยังจุดสูงสุดของวังหลวง—หอดูดาวเฉิงรั่วอวี๋เดินตามหลังเขาห่างออกไปไม่กี่ก้าวอย่างเงียบงัน มองแผ่นหลังที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังค้อมเล็กน้อย ดูบอบบางและเปลี่ยวร้างเป็นพิเศษท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ร่วงเส้นทางนี้เขาเดินอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก เป็นระยะยังต้องหยุดพักหายใจแต่เขาไม่หันกลับมา และไม่เร่งนางในที่สุด ทั้งสองก็ขึ้นมาถึงหอดูดาวที่นี่คือจุดสูงสุดของวังหลวง สามารถมองลงไปเห็นหลังคาทองของตำหนักน้อยใหญ่เรียงซ้อนกันอย่างหนาแน่น ตลอดจนบ้านเรือนและแนวขุนเขาอันเลือนรางในที่ไกล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโลกเสรีนอกกำแพงวังสายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกรรโชก ชายอาภรณ์ของทั้งสองปลิวสะบัดเซี่ยเสวียนโจวประคองกายกับราวกั้

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 28

    เซี่ยเสวียนโจวบาดเจ็บสาหัส หมดสติ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายราชกิจจึงอยู่ในการดูแลของเหล่าเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เป็นการชั่วคราว แต่บรรยากาศภายในวังหลวงกลับหนักอึ้งราวกับจับตัวเป็นน้ำแข็งเฉิงรั่วอวี๋ถูกจัดให้อยู่ในตำหนักด้านข้างของตำหนักเฉียนหยวนเดิมทีนางจะมองดูอย่างเย็นชา หรืออาศัยโอกาสนี้จากไปก็ย่อมได้แต่เมื่อเห็นสีหน้าหวาดหวั่นของเหล่าข้ารับใช้ในวัง และได้ยินหมอหลวงส่ายหน้าถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายนางก็...ไม่อาจใจแข็งได้อย่างสิ้นเชิงบุรุษผู้นั้นต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะช่วยนางนางเดินไปข้างเตียงมังกรอย่างเงียบ ๆ รับผ้าเปื้อนเลือดและน้ำอุ่นจากมือข้ารับใช้ในวังจากนั้นจึงเริ่มดูแลเซี่ยเสวียนโจวที่ยังไม่ได้สติด้วยตนเองนางเช็ดคราบเลือดและเหงื่อเย็นบนใบหน้าและร่างกายของเขา เปลี่ยนผ้าพันแผลที่ชุ่มโชกด้วยเลือด แล้วค่อย ๆ ทายาให้บาดแผลอย่างระมัดระวังแม้ท่าทางจะไม่คล่องนัก แต่กลับละเอียดอ่อนและเบามือเป็นพิเศษเมื่อนางถอดเสื้อตัวบนของเขาออก เห็นรอยแส้สลับไขว้เต็มแผ่นหลังซึ่งยังไม่หายดี รวมถึงแผลเหวอะน่าสะพรึงที่สีข้าง นิ้วของนางก็สั่นไหวเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นบาดแผลทั้ง

  • รักอันอาวรณ์ แปรเป็นคำลา   บทที่ 27

    ทว่าหลังความตกตะลึงผ่านพ้น สิ่งที่เอ่อท้นขึ้นในใจกลับเป็นความน่าขันและความแดกดันที่ยิ่งลึกซึ้งกว่าเดิมนางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งยามสารท จับจ้องใบหน้าของเซี่ยเสวียนโจวที่เปี่ยมด้วยความคาดหวัง“ฝ่าบาท”นางเอ่ยเบา ๆ น้ำเสียงเจือความเหนื่อยล้าและแฝงแววเย้ยหยัน“ท่านไม่มีวันเรียนรู้หรอกว่า ความเคารพที่แท้จริงคืออะไร”“สิ่งที่ข้าต้องการ ไม่เคยเป็นของพวกนี้”“ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งฮองเฮา หรือ ‘อิสรภาพ’ ที่ท่านยอมแลกมาด้วยการสละแผ่นดิน”สิ่งที่ข้าต้องการ มีเพียงความรักอันบริสุทธิ์ ปราศจากการคำนวณผลประโยชน์ ปราศจากการบีบบังคับ และคนผู้หนึ่ง...ที่รู้จักถนอม และเป็นคนที่ข้าสามารถฝากชีวิตไว้ได้“น่าเสียดาย...ท่านไม่ใช่”“เมื่อก่อนก็ไม่ใช่ ตอนนี้...ก็ยังไม่ใช่”ประกายในดวงตาของเซี่ยเสวียนโจวค่อย ๆ เลือนหายไปตามคำพูดของนาง จนสุดท้ายเหลือเพียงความหม่นหมองอันไร้ชีวิตเขาเซถอยหลังหนึ่งก้าว มองตราพยัคฆ์และตราหยกบนโต๊ะที่ราวกับกลายเป็นเรื่องน่าขัน ก่อนหันไปสบดวงตาเย็นชาของเฉิงรั่วอวี๋ที่มองทะลุทุกสิ่ง ความหนาวเย็นอันบาดลึกแล่นจากฝ่าเท้าขึ้นสู่ศีรษะในพริบตาเขาเคยคิดว่า ก

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status