Masukอีกด้านของบ้านบริรักษ์ไพศาล หลังจากส่งแขกคุณไตรภพก็เข้ามานั่งที่ห้องรับแขกกับลูกชาย สายตาผู้เป็นพ่อสำรวจลูกชายแต่ละคน
"แกว่าหนูบี๋ โอเคไหมเจ้าคุณ" "ก็น่ารักดีนะครับ ไม่คิดว่าจะสวยขนาดนี้" "เจ้าไตรถ้าแกไม่ชอบหนูบี๋ ก็ไม่เป็นไร ไว้เดี๋ยวพ่อจะแนะนำลูกสาวเพื่อนให้ใหม่ แบบที่แกชอบ" "ไม่ต้องแล้ว ยายนี่ก็ได้ ขืนไม่ตอบตกลงพ่อได้เอาผมไปเร่ขายอยู่สนามกอล์ฟไม่เลิก" คุณไตรภพหัวเราะกับคำพูดและท่าทางลูกชายคนเล็ก ทำให้ไตรวิทย์ขยับแว่นตามองน้องชายตัวเองด้วย พลางส่ายหน้าเบาๆ "เจ้าไตร แกไปเรียกหนูบี๋อย่างนั้นได้ยังไง" คุณประไพรยกจานผลไม้เดินเข้ามาทันได้ยินพอดี จึงเอ่ยต่อว่าลูกชาย "ก็ยายนั่นเป็นเพื่อนผม ผมก็เรียกกันมาอย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรแล้ว" "มิน่าล่ะ" คุณไตรภพพยักหน้าน้อยๆ สองพี่ชายหันหน้ามามองกันพร้อมกับทำตาโตขึ้นเล็กน้อย "เพื่อนสมัยมหาลัยน่ะหรือ" "ครับ" เสียงตอบขึ้นจมูก "ฉันว่านังบี้นี่ก็เพราะหนูบี๋หรือเปล่าทำให้แกเก็บแมวถังขยะมาบ้าน" คนถูกถามทำสีหน้าปั้นยาก ไม่ตอบคำถามคุณประไพร ยิ่งทำให้คุณไตรภพหัวเราะออกมาอีกครั้ง "เออดี แสดงว่าสายตาฉันยังดีอยู่" "พ่อก็รีบหาให้พี่คุณอีกสักคน ถ้าช้ากว่านี้อีกหน่อยพวกสาวๆ ของพี่คุณจะได้มากดกริ่งอยู่หน้าบ้านแน่" ไตรวิทย์รีบยุบิดาต่อ เพราะข่าวคาวที่สาวๆ ของไตรคุณไปอาละวาดที่โรงแรม ทำให้คุณไตรภพถึงกับออกปากว่าห้ามเลี้ยงดูผู้หญิงอีกเด็ดขาด ให้ซื้อกินแล้วจบ "เสือกเลย" คนถูกกล่าวถึงประเคนเท้าใส่น้องชายเบาๆ จนทำให้คุณประไพรถึงกับเอ่ยปากดุว่าทำน้องแบบนั้นได้อย่างไร "ฉันละปวดหัวกับพวกแกจริงๆ แต่ละคน อย่างกับเด็กไม่รู้จักโต อิจฉาคุณราตรี มีลูกสาวเรียบร้อยน่ารักแบบนั้น" "เดี๋ยวก็รู้เรื่อง ดื้ออย่างกับอะไร" ทุกคนหันไปมองคนพูดเป็นตาเดียวกัน แต่ไตรฉัตรกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ "ดีแล้วแหละ จะได้มากำราบแกซะบ้าง" คุณประไพรได้แต่ทำหน้าเหนื่อยใจกับลูกชายตัวเอง และเมื่อไตรฉัตรออกจากห้องรับแขกกลับไปห้องตัวเอง ก็ทำให้บทสนทนาในห้องนั้นเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นไปโดยปริยาย หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์เธอก็ต้องเข้าไปประชุมที่บริษัทของไตรฉัตร เพราะต้องติดตามความคืบหน้าของโครงการ ยังประชุมไม่ทันเสร็จเสียงข้อความของโทรศัพท์เธอเข้ามา 'วันนี้ไปทานข้าวที่บ้านคุณภพด้วยนะ คุณประไพรเขาเชิญ' เหมือนแพรได้แต่ถอนหายใจเบาๆ เพราะข้อความมาแบบนี้เธอก็ไม่รู้จะปฏิเสธแบบไหน เธอยังไม่ได้เล่าเรื่องที่รู้จักกับไตรฉัตรให้แม่ฟัง แต่อีกสองวันหลังจากกลับมาจากบ้านนั้นแม่เธอกลับรู้เรื่องเกือบทุกอย่าง รู้แม้กระทั่งเธอต้องมาทำงานที่บริษัทของไตรฉัตรด้วย หลังจากประชุมเสร็จเธอก็ตามไตรฉัตรกลับไปที่ห้องทำงานเขา "แม่ให้ฉันรับเธอไปกินข้าวที่บ้าน" "อือ" "ถ้านายลำบากใจเรื่องบ้านฉัน ก็ปฏิเสธไปก็ได้นะ ผู้ใหญ่เขาแค่อยากให้ทำความรู้จักกันเฉยๆ ไม่ได้บังคับให้แต่งงานกันสักหน่อย" "แค่นี้ก็เรียกบังคับแล้ว" "ถ้างั้นฉันจะปฏิเสธให้นายเอง" "ไม่ต้องเลย" คำตอบของเขาทำเอาเหมือนแพรไม่เข้าใจ ได้แต่เงยหน้ามองเขา "ขืนเธอปฏิเสธ พ่อฉันเขาก็เตรียมหาคนใหม่มาให้อีก" "อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นฉันไง เผื่อนายจะสบายใจ หรืออารมณ์ดีขึ้นบ้าง" "นี่ฉันก็ไม่ได้อารมณ์เสียนี่" "วันนั้นนายยังหงุดหงิดใส่ฉันอยู่เลย" "วันนั้นก็ส่วนวันนั้น วันนี้ก็ส่วนวันนี้" "นายเป็นไบโพล่าหรือไง" คนถูกกล่าวหาได้แต่หัวเราะเบาๆ "เดี๋ยวฉันไปรับที่คอนโด ขอเคลียร์งานแป๊บ" ไตรฉัตรเอ่ยบอกเพราะเห็นคนตัวเล็กเตรียมคว้าเอกสารและกระเป๋า ทำท่าเหมือนจะกลับ "เดี๋ยวไปเองก็ได้" พูดไปแล้วเหมือนแพรก็แทบเก็บคำพูดตัวเองไม่ทัน เพราะสายตาคมที่เหลือบมองเธออย่างเอาเรื่อง ทำให้คนตัวเล็กถึงกับมุ่ยหน้า "โอเคๆ" พอได้คำตอบที่พอใจ คนเป็นไบโพล่าก็ยิ้มให้ก่อนเธอจะเปิดประตูออกจากห้องไป เกือบหกโมงเย็นที่ไตรฉัตรมารับเธอที่คอนโด เมื่อกำลังจะขึ้นมาบนรถตู้ เธอก็ต้องตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นเจ้าบี้นั่งอยู่บนตักเขาด้วย "อืม แต่งตัวแบบนี้ค่อยดีหน่อย" เสียงทักทำเอาคนที่กำลังจะก้าวขาขึ้นรถเหลือบมองหน้าคนพูด เพราะชุดเดรสสีฟ้าอ่อนพอดีตัวแบบเรียบร้อยนี่ล่ะมั้ง "วันหลังฉันจะใส่สีแดงผ่าให้ถึงก้นเลย ให้บ้านนายตกใจ จะได้รีบหาผู้หญิงคนใหม่ให้นายแทน" "เป็นไงเจ้าเหมี่ยว สบายดีไหม" เสียงใสเอ่ยทักทายเจ้าขนฟู พลางยิ้มให้อย่างอ่อนโยน จนเจ้าของมันได้แต่มองเธอตาขุ่นเพราะเธอแกล้งเรียกมันแบบที่เขาบอก "ไม่ต้องมาล้อเลียน" "วันนั้นที่หงุดหงิด เรื่องเจ้าบี้ด้วยหรือเปล่า" "หลายเรื่อง" คนรับสารภาพแต่ไม่บอกเรื่องไหนบ้าง เพราะเห็นวันนั้นอะไรก็ดูขัดหูขัดตาไปหมด เหมือนแพรเหลือบไปเห็นบ้านแมวที่เบาะข้างหลังเขา แล้วเหมือนจะมีอาหารกับของเล่นมันอีกหลายอย่าง "จะเอาแมวไปฝากคุณป้าหรือ" "เปล่า เอามาให้เธอเลี้ยงนั่นแหละ" "นายว่าอะไรนะ" "อยู่แค่นี้ไม่ได้ยินหรือไง" "ได้ยิน แต่ไม่เข้าใจ" "พรุ่งนี้ฉันต้องไปเชียงราย น่าจะหลายวัน ต้องเอามันมาฝากเธอไว้" "ไม่ฝากแม่นายล่ะ" "ไม่เห็นเขาบ่นหรือไง จะให้ฉันซื้อโซฟาใช้อยู่น่ะ" "แล้วโซฟาบ้านฉันล่ะ" "เดี๋ยวซื้อให้ใหม่" เหมือนแพรได้แต่ถอนหายใจยาวๆ ใส่เขาอย่างไม่เกรงใจ "ก็เธออยากได้มันนี่ตอนนั้น" "แล้วเกี่ยวอะไรกับตอนนี้" "ก็เห็นเธอว่างๆ ฝากสักสามสี่วัน ไม่สงสารเจ้าบี้มันหรือไง" เมื่อถึงบ้านบริรักษ์ไพศาล คุณประไพรก็เอ่ยทักทายเจ้าบี้เสียงใสไม่แพ้เธอ "มาทำไมอีกเจ้าบี้ พ่อแกอยากซื้อโซฟาให้ย่าใหม่หรือไง" "เปล่าครับ เอามาด้วยเฉยๆ เดี๋ยวจะเอาไปฝากไว้ที่ห้องเบบี๋ ผมต้องไปเชียงราย" คุณประไพร แทบจะกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ ไม่ต่างจากสองพี่น้องที่เดินมาเพราะได้ยินเสียงคุณประไพรอยู่หน้าบ้าน พี่ชายสองคนหันมาเบะปากใส่กันอย่างรู้ทัน หาข้ออ้างเอาแมวไปฝากเขา หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จไตรฉัตรไปส่งเหมือนแพรที่คอนโด และเธอยังต้องช่วยเขาอุ้มเจ้าบี้ขึ้นไปที่ห้องอีกด้วย โชคดีว่าคอนโดนี้เป็นของครอบครัวเธอ แถมชั้นที่เธออยู่ยังมีแค่สามห้อง จึงออกจะเป็นส่วนตัวไม่วุ่นวายกับใคร ไตรฉัตรถือสมบัตินังบี้พะรุงพะรัง ทำอย่างกับมันจะมาอยู่สักสามสี่เดือนอย่างนั้นแหละ เมื่อขึ้นมาถึงห้องเขาก็จัดแจงหามุมสงบให้ลูกสาวของตัวเอง เหมือนแพรได้แต่ยืนมอง หลังจากจัดมุมให้นังบี้เสร็จ เขาก็หันมาสั่งคนรับฝากถึงสิ่งที่ต้องดูแล ทั้งเรื่องให้อาหาร ต้องเล่นกับมันยังไง แถมเธอยังต้องคอยรายงานเขาอีกด้วย ทุกวันต้องส่งรูปนังบี้ให้เขาดู ว่าทำอะไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง หรือแม้แต่ถ้าเขาถามมาเธอก็ต้องตอบเขาอีกด้วย "นี่ฉันต้องกลายมาเป็นแม่มันหรือไง" "อยากเป็นไหมล่ะ""เออ ไอ้ลูกคนนี้ของคุณไตรภพมันร้ายแฮะ" เสียงคุณสาโรจน์เอ่ยกับภรรยาตอนที่คุณสุพินวางสายจากลูกสาวไปแล้ว และได้รับรู้เรื่องราวที่ลูกสาวคนสวยโทรมารายงาน พร้อมทั้งอวดแหวนเพชรเม็ดใหญ่ให้ป๊ากับแม่ดู "อะไรกัน ยายลิน จะแต่งงานแต่งการไม่มาบอกป๊าก่อนเลยหรือไง" ในคราแรกผู้เป็นพ่อโวยวายเสียงเข้มดุลูกสาวไปทางโทรศัพท์ที่คุณสุพินเปิดวิดีโอคอล "ก็ไม่ใช่ป๊าหรือคะ ที่บอกที่อยู่ให้พี่พัฒน์น่ะ ไม่รู้แหละ ลินรับปากพี่พัฒน์ไปแล้ว" เมื่อโดนลูกสาวสวนกลับมา คุณสุพินได้แต่ยิ้มเยาะผู้เป็นสามี เพราะเกิดจะหวงลูกสาวขึ้นมาตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว แต่ท้ายที่สุดท่านก็ออกจะภูมิใจความใจเด็ด ใจนักเลง ของลูกชายคุณไตรภพคนนี้อยู่ไม่น้อย ข่าวการแต่งงานของไตรพัฒน์ที่บ้านบริรักษ์ไพศาล ถูกกระจายข่าวจากพี่ชายฝาแฝด คุณประไพรได้แต่ยกมือขึ้นทาบอกตัวเองด้วยความโล่งใจ เพราะความระแคะระคายเรื่องหนูมิลินกับเจ้าพัฒน์ ทำให้ท่านแอบถามไตรคุณแม้จะไม่ได้รู้เรื่องตื้นลึกหนาบาง แต่ก็พอได้กลิ่นตุๆ อยู่บ้าง ตั้งแต่ครั้งที่ไตรคุณขอร้องให้โทรถามเรื่องหนูมิลินจากคุณสุพิน พอรู้เรื่องวันนี้คุณนายของบ้านออกจะโล่งอกไม่น้อย เพราะออกจะเกรงใ
แหวนเพชรเม็ดใหญ่ที่อยู่ก้นถ้วยรวมกับลูกเต๋าอีกสามลูก ดึงดูดสายตาเธอจนเธอแทบไม่รู้ว่าไอ้ลูกเต๋าพวกนั้นมันมีกี่จุดกันแน่ แถมอีกลูกมันยังเอียงเพราะทับวงแหวนสีเงินนั่นไว้ "ว้าวว" เสียงร้องของเจสซี่ กับเสียงของใครอีกหลายคนเริ่มฮือฮา ทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์ เห็นเขาเดินออกมาจากเคาน์เตอร์ที่สูงแค่เอว หยิบแหวนเพชรเม็ดใหญ่นั่นออกจากถ้วย เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าเธอ เขาก็คุกเข่าลงในท่าที่ไม่ว่าใครมองมาก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังคุกเข่าขอผู้หญิงตรงหน้าแต่งงาน "พี่พัฒน์" เสียงแผ่วเบาคล้ายกระซิบที่เอ่ยเรียก จนเธอไม่แน่ใจว่าเขาจะได้ยินเสียงเบาหวิวของเธอไหม "พี่พัฒน์ ทำอะไรคะ ลุกขึ้นเถอะค่ะ" มธุรินเริ่มได้สติ หันซ้ายหันขวาเมื่อเริ่มเห็นมีคนสนใจหันมามองทางนี้เธอก็รีบบอกให้เขาลุกขึ้น ใบหน้าหวานแดงเถือกกว่าครั้งไหนๆ "Marry me please" น้ำเสียงอ่อนโยนของผู้ชายที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ ในท่าที่เขาชูแหวนเพชรขึ้นมาอีกมือก็แบมือไว้รอรับฝ่ามือเล็กข้างซ้ายของเธอ "Say yes" เสียงเชียร์จากเจสซี่ดังขึ้น คนอื่นๆ ที่หันมายืนมองก็พร้อมใจกันส่งเสียเชียร์ จนมธุรินแทบจะทำตัวไม่ถูก เกือบอึดใจกว่าที่เธอจะตอ
ไตรพัฒน์หัวเราะเบาๆ ตอนที่คนตัวเล็กเสียงแหวขึ้นมา เขาจึงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด จับศีรษะเธอให้ซบที่อกเขาเอาไว้ เขารับรู้เสียงหัวใจของเธอที่เต้นรัว มันคงไม่ต่างอะไรจากเขา "พี่หยอกเล่น ไม่ทำอะไรจริงๆ ถึงจะอยากมากก็เถอะ" พอเขาเอ่ยบอกเธอจึงได้เงยหน้ามอง ดูว่าใบหน้าหล่อนั้นเชื่อได้อีกหรือเปล่า "แต่ขอนอนกอดไว้ได้ไหม" เสียงแผ่วเบาที่เอ่ยบอก ราวกับอ้อนวอนทำเธอใจอ่อน เธอจึงพยักหน้าตอบอยู่ที่อก "พี่คิดว่าจะไม่มีวันได้กอดลินอีกแล้ว" อยู่ๆ เธอก็น้ำตาไหลขึ้นมาเสียดื้อๆ และเขาคงจะรู้จากเสียงสูดน้ำมูกแม้เธอจะแอบทำเบาๆ แล้วก็ตาม เขาจับคางเธอเงยหน้าขึ้น เกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มให้อย่างอ่อนโยน "ร้องไห้ทำไมคะ" ไร้คำตอบ มีเพียงอ้อมกอดจากเรียวแขนเล็กที่โอบกอดคนตัวใหญ่เอาไว้ แล้วเขาคงจะรับรู้ได้ "ต่อไปนี้น้ำตาของลิน จะไม่ใช่เพราะความเสียใจอีก พี่สัญญา" น้ำตาอีกหยดยังไหลออกมาเขาก็เช็ดออกให้อีกครั้ง "ยกโทษให้พี่ได้หรือยังคะ" "ค่ะ" เธอพยักหน้าให้เขาทั้งน้ำตา "เฮ่อ ปกติซีนแบบนี้พี่ต้องจูบนะ แต่ถ้าจูบตรงนี้มันไม่จบแค่จูบแน่" เสียงเขาถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างพยายามตัดใจ มธุรินเอ
มธุรินไม่ตอบ ได้แต่เงยหน้ามองเขาแล้วก็ออกแรงผลักอกแกร่งนั้นอีกที ผลก็ยังเหมือนเดิมเขาไม่ขยับไปทางไหน "หิมะก็ตกหนักแล้วด้วย พี่ขับรถกลับอันตรายนะ" เธอหันสายตาไปทางหน้าต่างบานเล็กเห็นหิมะโปรยปรายอย่างเขาว่า สีหน้าลังเลเล็กน้อย "พี่ขอนอนที่นี่เฉยๆ" เขาละคำว่า 'นอนด้วยกัน' ไว้ เพราะรู้ว่าเธอยังกลัว "สาบาน สัญญา อย่างลูกผู้ชายว่าวันนี้พี่จะไม่ทำอะไรลิน" พร้อมกับทำท่ายกมือขึ้นราวกับกำลังสาบานอย่างนั้นแหละ เธอมองหน้าเขาจ้องไปที่ดวงตาคมอย่างชั่งใจ กลัวอุบัติเหตุอย่างเขาว่าก็กลัว แต่เธอก็ยังกลัวเขาด้วย ที่สำคัญเธอกลัวใจตัวเองด้วยเช่นกัน เวลาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา กับแรงกายที่เธอสูญเสียไปมันไม่ช่วยอะไรเลยสักนิด ยิ่งเขากลับมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เธอเช่นนี้ หัวใจที่เคยคิดว่าแห้งแล้งตายด้านไปแล้ว มันกลับยิ่งเต้นแรงกว่าเก่า มือที่ยกขึ้นทำท่าสัญญาสาบานเอาลงแล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบของบางอย่างขึ้นมา เขายอมปล่อยเอวบางที่รั้งมาแนบชิดให้เป็นอิสระ จับมือเธอขึ้นมาแล้วก็ปลดนาฬิกาที่เธอใส่ออก สวมอีกเรือนเข้าไปแทน อีกเรือนที่เขาหยิบมาจากโต๊ะข้างเตียงนอนของเธอ เพราะตอนที่ถูกผลักเข้าห้องนอนอย
เป็นเช้าอีกวันที่อากาศยังเหน็บหนาวหิมะโปรยปรายแม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เย็นยะเยือกได้เช่นกัน รถสีดำคันหรูยังมาจอดรอเธอที่เดิมเหมือนเมื่อวาน จะแตกต่างก็วันนี้เขาลงมายืนรอนอกรถ เดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่แถวนั้น เธอไม่ได้แปลกใจที่เห็นเขา แต่แปลกใจที่วันนี้หน้าตาเขาดูแปลกไป ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาคมคายกลับมาเกลี้ยงเกลาอีกครั้ง หนวดเคราเขียวครึ้มถูกโกนออกจนดูเขาเด็กลงกว่าเดิมเล็กน้อย ตอนที่เขาหันหน้ามารอยยิ้มมุมปากที่เธอเคยเห็นอยู่บ่อยๆ จนคุ้นตา เผยให้เห็นชัดเจนอีกครั้งตอนที่ริมฝีปากได้รูปไร้หนวดเคราบดบัง "มาอีกทำไมคะ" รอยยิ้มเมื่อครู่จางหายไปทันทีเมื่อเธอเอ่ยทักทายไม่เข้าหู "จะมาทุกวันนั่นแหละ" "ก็นั่นแหละค่ะ จะมาทำไม" "มาจีบสาวแถวนี้" ใบหน้าเรียบเริ่มตึงขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเปิดประตูรถให้เธอก็ยอมขึ้นไปนั่งแต่โดยดี เขามาจีบสาวแถวนี้อยู่เกือบสามสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่วันที่เจอกัน ในทุกวันก็จะมารับเธอไปส่งมหาวิทยาลัย พอเรียนเสร็จก็มารอรับไปส่งที่ร้านอาหารไทย พอตกดึกก็รอรับกลับบ้าน เป็นแบบนี้ทุกวัน บางวันเขาก็เข้าไปนั่งสั่งอาหารรอในร้าน บางวันก็นั่งรออยู่ในรถ ยังไม่เคยทิ้งเธอไ
"เลิกทำงานพาร์ตไทม์ได้ไหม" ไตรพัฒน์เอ่ยถามตอนที่เธอนั่งอยู่ในรถเขาอีกครั้ง ระหว่างทางกลับอะพาร์ตเมนต์ เขารอเธอจนถึงเวลาเลิกงาน "ไม่ได้หรอกค่ะ" "ทำไม เงินไม่พอใช้หรือ พี่ให้ลินได้" รอยยิ้มหยันเกิดขึ้นบนใบหน้าหวาน เขาเอี้ยวหน้ามามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะหันไปที่ถนน ไม่แน่ใจเขาจะทันเห็นสีหน้าแววตาของเธอในตอนนั้นไหม "ลินไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการเวลา" คนฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย ในตอนที่เธอเอี้ยวหน้าไปมองเขา "หมายความว่ายังไง" "คุณคงไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ" "ก็บอกพี่มาสิ" "ของแบบนี้มันบอกกันไม่ได้หรอก ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้" เขาถอนหายใจใส่เธอ เธอก็เลยยิ้มเย็นให้เขาอีกที "พี่รู้ว่าลินโกรธพี่ แล้วพี่ก็รู้ว่าพี่ทำไม่ดีกับลินเอาไว้ เรียกว่าเหี้ยก็ได้เอ้า" "แล้วไงคะ" "ลินให้อภัยพี่ได้ไหม" "เห็นลินง่ายตลอดเลยนะคะ" น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเธอ ทำเขาใจไม่ดี เธอคงโกรธเขาจนไม่อยากมองหน้ากันอีกเลย "พี่ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น" "ขอบคุณนะคะที่มาส่ง" เธอเอ่ยขอบคุณเขาแล้วก็รีบลงจากรถ เขายังไม่ออกรถ เปิดกระจกรับไอหนาวจากหิมะที่เริ่มโปรยปรายอีกครั้ง นิ้วมือเรียวจึงจับที่ข
"เอ่อ..คุณป้าคะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่ต้องบอกพ่อกับแม่หรอกค่ะ" มธุรินรีบละล่ำละลักเอ่ยห้าม "ได้ไงกัน แม่เราอุตส่าห์ฝากฝังมาอย่างดี ดูซิ เพราะเจ้าคุณนั่นแหละ ทำน้องโดนตบไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ถ้าขืนไม่บอกคุณลุงกับคุณป้าได้โดนถอนหงอกกันแน่" "มะ..ไม่ใช่ความผิดใครหรอกค่ะ เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเฉยๆ"
"เกิดอะไรขึ้น" ไตรคุณเอ่ยถาม อย่างไม่เข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าสักเท่าไหร่ เขาเดินมาถึงก็เห็นทั้งสามคนได้แต่ยืนมองกันด้วยสายตาที่แตกต่าง พลันสายตาที่หันไปเห็นใบหน้าของมธุรินที่มีรอยแดงอยู่ทั้งสองแก้ม และแววตาขึงขังของฮันนี่ ไตรคุณก็เหมือนจะเข้าใจเรื่องราวตรงหน้า "ทำบ้าอะไรของเธอ" ไตรคุณหันไปถามดารา
ไม่พูดเปล่าคนตัวโตยังรั้งเอวบางให้ขยับจนแนบชิด ยิ่งท่ากางขานั่งคร่อมเขาไว้แบบนี้มันชวนให้สัมผัสแกนกลางกายคับแน่นของเขาอย่างจัง แต่ก็ยังเงี่ยหูฟังเสียงด้านนอก จนได้ยินเสียงปิดประตูห้องลง มธุรินถอนหายใจเฮือกใหญ่ คนตัวโตก็เริ่มซุกไซ้ลำคอระหง เธอรีบดึงเสื้อผ้าที่แขวนอยู่บนหัวในตู้ลงมาอย่างแรง ส่วนหนึ่ง
"งั้นอาทิตย์หน้าแกก็เข้ามาเริ่มงานได้เลย ฉันจะให้เขาเตรียมห้องไว้ให้" คุณไตรภพหันไปบอกฝาแฝดคนรอง "โอเค๊ งั้นผมกลับล่ะ" "ถ้าแกว่างก็เข้าไปกินข้าวที่บ้านบ้าง" ไตรพัฒน์ไปมองหน้าพ่อ แล้วก็ยักไหล่ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ก่อนจะออกจากห้องยังหันไปมองหน้ามธุรินที่ยืนหลบมุมที่ข้างโต๊ะท่านประธาน เขาเ







