LOGINหลังจากผ่านคลาสเรียนในตอนเช้าที่ตึงเครียดไปได้ เวลาของมื้อเที่ยงก็มาถึง ทุกคนตัดสินใจไปซื้อข้าวที่โรงอาหารเหมือนเดิม แม้ว่าคริสต์จะยืนยันว่าควรกลับไปกินข้าวที่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่เพลงก็ยืนกรานที่จะไม่ยอมแพ้ต่อการกลั่นแกล้ง และต้องช่วยให้นาตาลีปรับตัวกับสังคมใหม่ ๆ ให้ได้
เมื่อถึงโรงอาหาร นักศึกษาคนอื่นต่างก็มองมาที่กลุ่มของพวกเขา โดยเฉพาะที่นาตาลี ซึ่งใบหน้ายังคงซีดเผือดไม่หาย ก่อนที่คริสต์กับเจไดจะรีบไปต่อแถวซื้ออาหาร โดยที่คริสต์หันมาสั่งเพลงด้วยเสียงเข้ม
“น้องเพลงนั่งรออยู่ที่โต๊ะก็พอนะ ห้ามลุกไปไหนเด็ดขาด เดี๋ยวพี่กับเจไดไปต่อแถวเอง”
“อื้ม เพลงไม่ไปไหนไกลจากตรงนี้เกินห้าก้าวหรอก” เพลงตอบอย่างอ่อนโยน
ทว่าหลังจากที่คริสต์กับเจไดเดินออกไปจากโต๊ะแล้ว อยู่ ๆ นาตาลีก็สะกิดเพลงเบา ๆ
“เพลง เราขอไปซื้อน้ำอัดลมหน่อยนะ” นาตาลีบอกเสียงแผ่ว “วันนี้รู้สึกอยากดื่มอะไรให้สดชื่นหน่อยน่ะ”
“รอให้พี่คริสต์กับเจไดกลับมาแล้วเราค่อยไปกันดีไหม” เพลงเอ่ยเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง
“แค่ซื้อน้ำอัดลมแก้วเดียวเองนะเพลง” นาตาลียิ้มอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร “ไปกันสองคนก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก”
เพลงครุ่นคิดอยู่สักพัก แล้วก็ยอมใจอ่อน ก่อนที่ทั้งสองคนจะรีบเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่มที่อยู่ไม่ไกล โดยที่เพลงเดินตามหลังนาตาลีไปอย่างเป็นกังวล เพราะรู้สึกว่าควรจะอยู่ใกล้ ๆ เอาไว้ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวที่เพลงหันไปมองคริสต์กับเจไดที่กำลังต่อคิวอยู่ เธอก็ถูกนักศึกษากลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาบังทางไว้โดยบังเอิญ
ตุ้บ! โครมมม!
“ว้าย!”
เสียงโครมครามพร้อมกับเสียงกรีดร้องเบา ๆ ของนาตาลีดังขึ้นจากบริเวณเคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่ม เพลงหันไปอีกทีก็พบว่าร่างของนาตาลีล้มลงไปกองอยู่กับพื้น และมีข้าวกล่องของใครบางคนหกกระจายไปทั่วพื้นโรงอาหาร ซ้ำยังมีน้ำอัดลมที่นาตาลีเพิ่งซื้อมาที่ไหลนองเปียกชุดของเจ้าตัวไปหมด
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ถึงแม้จะดูเหมือนว่านาตาลีถูกชนจากด้านหลังจนล้มลง แต่เมื่อเพลงพยายามมองสำรวจจนทั่วก็ไม่เห็นว่ามีใครยืนอยู่ใกล้ ๆ นาตาลีเลยสักคน มีเพียงนักศึกษากลุ่มใหญ่ที่กำลังรีบเดินผ่านไปเท่านั่น
“นาตาลี!”
เพลงร้องทักแล้วรีบวิ่งไปหาด้วยความตกใจ โดยมีคริสต์กับเจไดที่เห็นเหตุการณ์จากไกล ๆ ก็รีบวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว
“นาตาลี! เป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนไหม” เพลงรีบช่วยพยุงนาตาลีขึ้นมา
“เพลง...ระ เราไม่เป็นไร เราไม่เห็นด้วยว่าใครเป็นคนชน” นาตาลีตอบเสียงสั่นพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “เรารู้สึกเหมือนมีคนมาชนจากด้านหลังแรงมาก...แต่พอหันไปก็ไม่เจอใครเลย”
คริสต์ที่ฟังอยู่ก็ขมวดคิ้วจนแทบผูกกันเป็นโบว์พลางมองไปรอบ ๆ โรงอาหารด้วยความสงสัย สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปทั่วเพื่อต้องการหาตัวการ แต่ทุกคนต่างก็รีบก้มหน้าหนีทำเป็นไม่สนใจ
“ถ้าคนที่ล้มเป็นน้องเพลง…พี่คงไม่ปล่อยมันไว้แน่” คริสต์พูดพลางเข้ามาเช็กดูว่าเพลงปลอดภัยดี
“ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่แบบนี้ก็ชักจะรุนแรงเกินไปแล้วนะ มาแกล้งคนอื่นอยู่ได้” เจไดกล่าว “ดีจริง ๆ ที่เพลงไม่โดนลูกหลงไปด้วย”
เพลงพยักหน้าให้ทั้งสองคนแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะช่วยเช็ดคราบอาหารที่เปื้อนชุดของนาตาลีอย่างเบามือ ชุดราคาแพงของนาตาลีนั้นเปียกชุ่มไปด้วยคราบเศษอาหารและน้ำอัดลม แถมนาตาลีเองก็ยังคงยืนสั่นเทาอยู่ด้วยความตกใจและอับอายต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก
“นาตาลี เพลงว่าวันนี้เรากลับบ้านกันก่อนเถอะ บรรยากาศแย่แบบนี้คงเรียนต่อไม่ไหวแล้วล่ะ และเพลงก็ไม่อยากให้นาตาลีต้องมาเจออะไรแบบนี้อีกแล้วด้วย” เพลงตัดสินใจด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่ได้หรอกเพลง” นาตาลีปฏิเสธทันควัน ใบหน้าของเธอดูซีดเซียวแต่ก็ยังคงมีความกังวลบางอย่าง “ถ้าเรากลับบ้านตอนนี้ คุณพ่อคุณแม่จะสงสัยว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แล้วท่านต้องเป็นห่วงมากแน่ ๆ…เราไม่อยากให้พวกท่านต้องมากังวลเรื่องเล็กน้อยแบบนี้น่ะ”
เพลงฟังแล้วก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอความคิดที่ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“งั้น...นาตาลีไปกินข้าวกับเพลงที่บ้านพี่คริสต์ก่อนดีไหม แล้วค่อยกลับบ้านตอนเย็นตามเวลาปกติ เพลงจะช่วยนาตาลีทำความสะอาดชุด แล้วค่อยบอกที่บ้านว่าเราอยู่ติวหนังสือกันก็ได้”
คริสต์ที่กำลังคอยระวังหน้าระวังหลังให้เพลงก็ถึงกับชะงักไปทันที แล้วหันกลับมามองเพลงด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างชัดเจน ความหงุดหงิดจากการหาตัวการไม่ได้ประกอบกับความรู้สึกหวงแหนเพลงทำให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ยากอีกครั้ง
“น้องเพลงจะชวนคนอื่นไปที่บ้านทำไม พี่ไม่เห็นด้วย”
คริสต์เอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ แต่เจไดก็รีบพูดสวนขึ้นมาอย่างกวนประสาท
“กีดกันฉันคนเดียวก็พอแล้วมั้ง ให้เพลงได้มีเพื่อนคนอื่นบ้างเถอะ นายก็รู้นี่ว่าเพลงอยากช่วยเพื่อน”
“พอแบบนี้ล่ะรีบเห็นด้วยกับน้องเพลงทุกทีเลยนะ ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าต่อให้อยากทำคะแนนแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก” คริสต์ตอบกลับพลางยกยิ้มมุมปากอย่างยั่วโมโห
“พี่คริสต์ เจได” เพลงเอ่ยเรียกชื่อทั้งสองคนอย่างใจเย็น พยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย “อย่าเพิ่งตีกันแล้วจัดการเรื่องนี้ก่อนได้ไหม เพลงอยากช่วยนาตาลีจริง ๆ”
เจไดที่ไม่ได้ติดปัญหาอะไรก็พยักหน้าอย่างยินดี ส่วนคริสต์นั้นก็ยังคงทำหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย เพลงจึงหันไปหาคริสต์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความออดอ้อนและส่งรอยยิ้มที่อ่อนหวานที่สุดไปให้ คริสต์ถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนนอีกครั้ง เพราะเขาแพ้สายตากับรอยยิ้มของเพลงเสมอ
“ก็ได้ พี่ตามใจน้องเพลงอยู่แล้ว” คริสต์ตอบอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็หันไปกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาผู้เป็นแม่ทันที
“คุณแม่ครับ น้องเพลงจะชวนเพื่อนใหม่ไปกินข้าวที่บ้านนะครับ...ครับ...พอดีว่ามีเรื่องนิดหน่อยน่ะครับคุณแม่...ครับ ๆ ขอบคุณครับ” คริสต์เล่าทุกอย่างให้ภิณฟังเสร็จก็วางสาย แล้วหันมามองเพลงด้วยสายตาดุ ๆ เล็กน้อย “น้องเพลงนี่ใจดีกับคนอื่นไปทั่วเลยรู้ไหม แต่พี่ก็คุยกับคุณแม่ให้แล้วแหละ”
“ถึงจะบ่นเพลงแต่ก็ช่วยเพลงตลอดเลย ขอบคุณนะพี่คริสต์” เพลงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้คริสต์ใจอ่อนยวบ
หลังจากนั้น ทั้งสี่คนก็เดินออกจากโรงอาหารที่เต็มไปด้วยสายตาของนักศึกษาที่มองตามมาอย่างอยากรู้อยากเห็น เพื่อมุ่งหน้าไปยังรถของคริสต์ ก่อนที่เจไดจะแยกตัวกลับบ้านไปก่อนแล้วบอกว่าจะตามมาทีหลัง ไม่นานนัก รถยนต์ของคริสต์ก็ขับมาถึงบ้านอย่างรวดเร็ว และภิณก็มายืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า
“แม่ภิณคะ นี่นาตาลีค่ะ เพื่อนใหม่ของเพลง” เพลงรีบเดินเข้าไปกอดภิณแล้วแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ของเธอทันที
“สวัสดีค่ะน้าภิณ” นาตาลีกล่าวทักทายอย่างสุภาพและนอบน้อม
“สวัสดีจ้ะนาตาลี” ภิณยกยิ้มอย่างอ่อนโยน “เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ”
เมื่อเข้ามาในบ้าน เพลงก็พานาตาลีไปเปลี่ยนชุดให้รู้สึกสบายตัวขึ้น ก่อนที่ทั้งสองสาวจะลงมาที่ห้องนั่งเล่นกัน ซึ่งภิณก็ได้จัดเตรียมอาหารกลางวันง่าย ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไว้ให้เรียบร้อยแล้ว โดยมีคริสต์นั่งอยู่ด้วย
“น้าภิณคะ หนูต้องขอโทษจริง ๆ นะคะที่ทำให้วุ่นวายขนาดนี้” นาตาลีกล่าวอย่างรู้สึกผิด
“ไม่ต้องคิดมากหรอก” ภิณยิ้มอย่างใจดี “เพื่อนเพลงก็เหมือนลูกหลานน้าอีกคนนั่นแหละ”
และในขณะที่กำลังเริ่มทานอาหารกันอย่างผ่อนคลาย ภิณก็ชวนนาตาลีพูดคุยอย่างเป็นกันเองมากขึ้น
“แล้ว…นาตาลีมาอยู่ที่นี่ได้นานหรือยัง คุณพ่อคุณแม่มาทำธุรกิจอะไรที่นี่เหรอ” ภิณถามด้วยความสนใจทั้ง ๆ ที่พอจะรู้อยู่แล้ว แต่เธอก็อยากลองฟังจากปากของลูกสาวนักธุรกิจชื่อดังดูบ้าง
“คุณพ่อกับคุณแม่ของนาตาลีเพิ่งย้ายมาที่นี่ได้ไม่นานนี้เองค่ะ คุณพ่อทำธุรกิจอุตสาหกรรมยากับเวชภัณฑ์น่ะค่ะ”
“หืม ยางั้นเหรอ” เพลงเลิกคิ้วอย่างสนใจ
“ใช่แล้วเพลง ลืมไปเลยว่าเรายังไม่ได้เล่าให้ฟังแบบละเอียดเลยนี่เนอะ”
นาตาลียิ้มหัวเราะเบา ๆ ให้กับตัวเอง แล้วจึงพูดต่อ
“บริษัทของคุณพ่อผลิตพวกผลิตภัณฑ์ชีวภาพอย่างยา วัคซีน อะไรพวกนี้น่ะ เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย พัฒนา และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์อื่น ๆ ด้วย แล้ว…หลายปีมานี้คุณพ่อก็กำลังทยอยขยายสาขาไปทั่วโลกเพื่อกระจายฐานการผลิตให้ใกล้กับคู่ค้าและตลาดหลัก พวกเราก็เลยเพิ่งมาเปิดโรงงานใหญ่ที่แวนคูเวอร์นี่แหละ”
คริสต์ที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ก็หันมามองนาตาลีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความรู้สึกไม่ถูกชะตาของเขายังอยู่ แต่ก็ยอมรับว่าภูมิหลังของนาตาลีนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ และมันก็ไม่ธรรมดาจนทำให้ความสงสัยของเขามันฟุ้งซ่านอยู่ในหัวไม่หยุด
“แสดงว่าช่วงนี้พ่อกับแม่ของนาตาลีก็ต้องยุ่งมากเลยสินะ” ภิณกล่าวอย่างเห็นใจ
“มากเลยค่ะน้าภิณ” นาตาลีถอนหายใจเบา ๆ “คุณพ่อคุณแม่ต้องเดินทางบ่อยมาก แต่โชคดีที่พอมาถึงที่นี่คุณพ่อก็หาคนขับรถส่วนตัวคนใหม่มาให้ได้เร็วมาก หนูก็เลยไม่ต้องลำบากมากค่ะ”
“แล้วที่คริสต์บอกว่ามีเรื่องนิดหน่อย...พ่อกับแม่รู้เรื่องนี้หรือยังล่ะนาตาลี” ภิณยังคงถามต่อ
นาตาลีส่ายหน้าทันที “ยังเลยค่ะ หนูไม่อยากให้คุณพ่อกับคุณแม่รู้ด้วยค่ะ ช่วงนี้คงเครียดเรื่องธุรกิจมากพอแล้ว หนูไม่อยากทำให้ต้องมากังวลเรื่องการกลั่นแกล้งในมหาลัยของเด็ก ๆ เลยค่ะ”
เพลงนั่งฟังแล้วก็มองนาตาลีด้วยความเข้าใจ คริสต์เห็นความใจอ่อนและขี้สงสารของเพลงก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาจึงขยับเข้าไปใกล้เพลงมากขึ้นแล้วลูบหัวเธอเบา ๆ เป็นการปลอบโยน
“ถึงจะไม่อยากให้รู้ แต่นาตาลีก็ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกรังแกต่อไปนะ อย่างน้อยก็ต้องบอกอาจารย์หรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้จัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดด้วย” ภิณกล่าวแนะนำอย่างจริงจัง
“นั่นสิ ถ้าอยู่เงียบ ๆ ต่อไปพวกคนที่มาแกล้งนาตาลีคงได้ใจแน่ ๆ” เพลงเอ่ยสมทบพร้อมพ่นลมหายใจจากจมูกด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด ทำเอาคริสต์เอ็นดูจนหลุดหัวเราะเบา ๆ ซึ่งภาพทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของนาตาลีและภิณอยู่ตลอด
“…อืมมม เราจะลองคิดดูอีกทีนะเพลง” นาตาลีตอบรับเสียงแผ่ว
หลายวันต่อมา ช่วงเวลาดี ๆ ของครอบครัวนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ควินน์เองก็ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้เขตร้อนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาที่เขาชื่นชอบมันมากอาการเจ็ตแล็กที่เคยทำให้เขางอแงอยู่บ้างเล็กน้อยในสัปดาห์แรกก็ได้หายไปจนหมดสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความพร้อมที่จะสำรวจอะไรใหม่ ๆ ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และวันนี้ก็เป็นวันที่เขาตั้งตารอคอยมากที่สุด นั่นคือการไปเที่ยวชมและเล่นกับช้าง สัตว์ยักษ์ใหญ่ใจดีที่เขาเรียกร้องหามาตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินความพิเศษของวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การไปดูช้างเท่านั้น หากแต่เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของคนในครอบครัวด้วย เช้านี้ที่บ้านของภีมและยี่หวาดูคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีสมาชิกจากแดนไกลเดินทางมาสมทบด้วย ซึ่งก็คือภิณและรัณย์ที่อดทนความคิดถึงหลานชายไม่ไหว หลังจากติดตามความเคลื่อนไหวผ่านวิดีโอคอลมาเป็นสัปดาห์ ในที่สุดพวกเขาก็บินตามมาจากแวนคูเวอร์ รวมถึงแคลร์และเคทก็ตามมาด้วยเช่นกันนอกจากนี้เพลงยังได้ชวนเพื่อนสนิทของเธอมาด้วย ทั้งเจได นาตาลี รวม
วันต่อมาในช่วงเช้าของวันนี้นั้นแตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อวานที่เพลง คริสต์ ควินน์ และพี่เลี้ยงทั้งสองคนเดินทางมาถึง เป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวต้องใช้ทุกวิธีเพื่อต่อรองกับควินน์ ผู้ซึ่งตื่นเต้นกับแผนการเที่ยวทะเลและอยากไปดูช้างจนแทบจะรอไม่ไหวแล้วทว่าการต่อสู้กับอาการเจ็ตแล็กที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คริสต์และเพลง รวมทั้งโฉมฉายกับจูเลียจึงต้องผลัดกันเล่านิทานเพื่อกล่อมควินน์ ทั้งยังยอมให้ดูการ์ตูนเรื่องโปรดจนดึกดื่น พร้อมคำสัญญาเรื่องขนมหวานและไอศกรีมแท่งใหญ่ที่รออยู่ในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้ควินน์ตัวน้อยยอมพักผ่อนก่อนสำหรับเช้านี้ ควินน์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกพร้อมตั้งแต่ตอนที่แสงแดดยังไม่ทันสาดส่องเต็มที่ ลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม ๆ ปีนไปกระซิบข้างหูของพ่อและแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าทั้งคู่จะยอมลืมตาตื่น“คุงแม่ฮับ คุณพ่อฮับ ตื่นได้แย้วฮับ วันนี้ไปทะเล”“…อืมม ครับผม พ่อกำลังจะลืมตาแล้วครับควินน์ ขออีกห้านาที”เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ของตนเริ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้ว เขาก็พุ่งตัวไปที่ห้องอื่นในบ้านเพื่อปลุกพี่เพลิง พี่พราว และตัวแสบอย่าง
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่รวดเร็วและราบรื่นอย่างน่าประทับใจ ต้องขอบคุณการจัดการที่เหนือชั้นระดับมืออาชีพของคริสต์ที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปในโซนห้องรับรองพิเศษระดับเฟิร์สคลาส เป็นห้องที่หรูหราและมีความสงบเงียบซึ่งเหมาะกับการซ่อนตัวจากความวุ่นวายและเสียงจอแจของอาคารผู้โดยสารปกติบรรยากาศภายในห้องถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว มีการตกแต่งที่คลาสสิค ประดับด้วยแสงไฟสีนวลตา โซฟาหนังนุ่ม ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้หอมช่วยสร้างความผ่อนคลายทันทีที่เท้าเหยียบพื้นพรมหนานุ่ม ควินน์ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความร่าเริง สองขาเล็ก ๆ วิ่งสำรวจไปรอบ ๆ ห้องรับรองที่กว้างขวาง ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่กระจกบานใหญ่แบบเต็มผนังที่เผยให้เห็นภาพของลานจอดเครื่องบินที่แสนกว้างไกล“คุงพ่อฮับ นี่หยอฮับดรีมไลเนอร์”เสียงเล็ก ๆ อุทานด้วยความตื่นเต้น ดวงตาคู่กลมโตเบิกกว้างเมื่อมองไปยังเครื่องบินโบอิ้ง 787 ลำมหึมาที่จอดอยู่ข้างนอก ตัวลำสีขาวสะอาดทอดยาวอย่างสง่างามภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ ยามสายของเมืองแวนคูเวอร์ ความใหญ่โตของมันดูเกินจริงมาก ๆ ในสายตาของเด็กน้อยตัวเท่าควินน์“ใช่แล้วครับคนเก่ง
สองอาทิตย์ต่อมา บรรยากาศในบ้านก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความวุ่นวาย เพราะกำลังจะถึงวันที่ควินน์ เพลง และคริสต์จะเดินทางไปประเทศไทย ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของควินน์วันนี้ควินน์กำลังนั่งอยู่บนพื้นพรมอย่างใจจดใจจ่อตั้งแต่เช้า โดยมีโฉมฉายผู้เคร่งครัดที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นคนช่วยจัดการสัมภาระหลายอย่าง รวมถึงจูเลียเองก็กำลังช่วยจัดกระเป๋าเดินทางของควินน์ด้วยเช่นกัน“ควินน์คะ เราต้องจัดกระเป๋าแบบเรียงตามลำดับความสำคัญนะคะ” โฉมฉายกล่าว พร้อมกับพับเสื้อผ้าของควินน์ไปด้วย“ฮับป้าโฉม! เอาชุดว่ายน้ำไว้ข้างบนนะฮับ ควินน์จะไปว่ายน้ำอาบแดดด้วยฮับ อ้อ! เอาหนังสือนิทานของควินน์ไปด้วยนะฮับ!”“ได้เลยค่ะ” โฉมฉายตอบรับคำสั่งของเจ้านายตัวน้อยรัณย์และภิณผู้เป็นปู่และย่าของควินน์ก็ตื่นมาตั้งแต่เช้าเช่นกัน พวกเขามาช่วยเตรียมของเล่นและขนมกินเล่นมากมาย และตั้งใจหยุดงานนอกบ้านเพื่อมาช่วยดูแลควินน์ในช่วงเตรียมตัวเดินทางไกลให้เป็นไปอย่างราบรื่น“หลานรักของย่า~ มาให้ย่ากอดหน่อยสิ ช่วงนี้ย่าไม่ค่อยมีเวลาให้ควินน์เลยนะเนี่ย” ภิณรีบเดินเข้าไปกอดควินน์ด้วยความรักอันท่วมท้น ก่อนจะหอมแก้มเขาอย่างแรงหลายคร
ไม่กี่วันถัดมา ในค่ำคืนหนึ่งของสัปดาห์เดียวกัน ขณะที่ควินน์กำลังนอนหลับสนิทอยู่ คริสต์และเพลงก็ได้มีเวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกันอย่างเงียบ ๆ ในห้องนั่งเล่น เพลงนั่งพิงซบแผงอกกว้างของคริสต์อยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ แสงไฟสลัว ๆ จากโคมไฟตั้งพื้นสีทองเหลืองทอดเงาอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวมากคริสต์กำลังลูบเส้นผมนุ่ม ๆ ของเพลงอย่างอ่อนโยน ทำให้เธอรู้สึกถูกปลอบประโลมและรู้สึกปลอดภัยอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ ตั้งแต่มีเจ้าตัวน้อยจอมซนอย่างควินน์เข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ ก็ทำให้เพลงและคริสต์แทบไม่มีเวลาส่วนตัวด้วยกันเลย ถึงแม้จะมีพี่เลี้ยงทั้งสองคนก็ตาม แต่ควินน์ก็ตัวติดพ่อกับแม่เป็นที่สุดเสมอ“พี่คริสต์…ช่วงนี้เพลงคิดถึงเรื่องที่เราคุยกันเมื่อหลายเดือนก่อนน่ะ” เพลงเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่สีหน้าของเธอกลับจริงจังขึ้นมาก“เรื่องอะไรครับคนดีของพี่” คริสต์ก้มลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ และตั้งหน้าตั้งตารอฟัง“เรื่อง…การมีลูกคนต่อไปของเรา”ทันทีที่ได้ยินคำนั้น มือของคริสต์ที่กำลังลูบผมเพลงอยู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่อ่อนโยนบนใบหน้าเขาค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าที่เปลี่ย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการถ่ายทอดสดที่ประสบความสำเร็จเมื่อวานนี้ อากาศในแวนคูเวอร์ยังคงบริสุทธิ์และเย็นสบายเช่นเคย ทุกคนในบ้านได้ก็ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ภิณและรัณย์ออกไปร่วมงานสังคม ส่วนเพลงและคริสต์ก็เริ่มต้นวันนี้ตามตารางที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและกุมารแพทย์นั่นคือหลักการ “หนึ่งวันของแม่สลับกับหนึ่งวันของพ่อ” เพื่อให้เด็กได้สร้างความผูกพันและได้รับความสนใจจากผู้ปกครองแต่ละคนอย่างเต็มที่วันนี้เป็นวันของคริสต์ เพลงจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลลูกชายอย่างใกล้ชิด เพราะควินน์จะใช้เวลาทั้งวันกับคริสต์ผู้เป็นพ่อแบบตัวต่อตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สมบูรณ์แบบให้เพลงได้ใช้เวลานี้ไปตามนัดตรวจสุขภาพประจำปีรอบที่สองที่โรงพยาบาล โดยมีโฉมฉายและจูเลียเป็นผู้ช่วยอยู่ห่าง ๆ คอยเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังความปลอดภัยเท่านั้นตลอดสามปีที่ผ่านมาสุขภาพของเพลงอยู่ในภาวะที่มั่นคงขึ้นมาก ทำให้เธอไม่จำเป็นต้องไปตรวจร่างกายทุกเดือนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และขยับนัดมาเป็นการตรวจปีละสองครั้งแทนเช้าวันนี้ก่อนออกจากบ้าน เพลงยืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า เธอก้มลงกอ




![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


