LOGINความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุมภายในห้องโดยสารของรถยนต์คันหรูที่กำลังแล่นตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถสาธารณะที่มัสลินใช้เป็นปกติ
เงียบเสียจนภาคภูมิต้องละสายตาไปเหล่มองคนข้าง ๆ ที่เอาแต่นั่งเงียบ แล้วเขาก็หลุดหัวเราะ แววตาเจือด้วยความขบขันที่เพื่อนสาวเอาแต่นั่งตัวลีบตัวเกร็ง สองมือเกาะกุม ประสานกันแน่นบนหน้าตัก
"นี่ นั่งตัวเกร็งเชียวนะ ภูมิขับเร็วไปเหรอหรือยังไง เห็นลินรีบ ๆ"
"อา ก็รีบแหละ แต่ลินขอแบบปลอดภัย ไปเรื่อย ๆ แล้วกันเนอะ"
มัสลินหัวเราะแห้งตบท้าย ถึงแม้ตอนนี้ใจเธอจะร้อนรนดั่งมีไฟสุม แต่หากเร่งรีบจนรถยนต์เกิดเฉี่ยวชนเป็นรอยขึ้นมา เธอคงไม่มีปัญญาหาเงินมาชดใช้ทั้งเพื่อนและคู่กรณี ฉะนั้นช้าลงอีกนิดก็ได้~
แต่ถามว่าหลังทักท้วง ภาคภูมิลดความเร็วลงไหม คำตอบคือ ... ไม่เลย ดังนั้นเพียงสิบห้านาทีรถยนต์คันหรูก็แล่นเข้ามาจอดส่งมัสลินถึงหน้าประตูทางเข้า
"ลินเข้าไปหาแม่เลยนะ ภูมิเอารถไปจอดเสร็จเดี๋ยวโทรหา"
จากนั้นรถยนต์ก็พุ่งตัว ตรงลงไปยังลานจอดรถของชั้นใต้ดิน ไม่เปิดโอกาสให้มัสลินได้ทันแม้แต่จะส่ายหน้าปฏิเสธ
เฮ้ออ เอาแต่ใจจริ๊งจริง
กระนั้นบนมุมปากคนบ่นกลับมีรอยยิ้ม รีบหมุนตัวแล้วก้าวฉับ ๆ เข้าไปด้านในเพื่อติดต่อสอบถาม กระทั่งได้พิกัดห้องพักของมารดามาแล้วเธอก็เร่งฝีเท้า เดินข้ามไปยังอีกตึกทันที
"แม่~"
เสียงร้องเรียกดึงให้คนที่นอนทอดสายตาไปทางริมหน้าต่างของห้องผู้ป่วยรวมหันกลับมา พลันดวงตาก็เบิกกว้าง ฉายแววตกใจจาง ๆ ที่เห็นลูกสาวสุดที่รักถลาเข้ามาหา น้ำตานองหน้าอย่างที่นึกหวั่น
"จะร้องไห้ทำไมเล่า แม่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย"
"กะ...เกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่ถึงได้หัวแตก มีตรงไหนแตกหักอีกไหม"
"พื้นมันลื่นน่ะ"
โอเค ต่อไปนี้เธอจะหาซื้อแผ่นกันลื่นมาปูให้ทั่วเลย! จดไว้ในใจแล้วมองไล่สำรวจบาดแผลบนกายมารดาไปทีละจุดต่อ เรียกรอยยิ้มเอ็นดูให้ผุดขึ้นบนใบหน้าซีดเซียวของคนป่วย
"ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอกน่า หมอบอกว่าแม่ยังแข็งแรง อยู่ได้อีกหลายสิบปี"
"ของมันแน่อยู่แล้ว แต่ที่หนูต้องการคือแม่ต้องแข็งแรง อยู่กับหนูกับน้องไปอีกห้าสิบปีนู้น! เพราะงั้นอย่าหักโหมได้ไหม หนูบอกแล้วไงว่าให้ทำแค่พอไหว นี่แอบไปรับผ้ามาเพิ่มอีกแล้วใช่ไหม?"
"แค่ไม่กี่ตัวเอง"
"แค่ไม่กี่ตัว หรือไม่กี่ตะกร้า?"
เมื่อจนปัญญาจะเถียงประไพจึงหัวเราะใส่ ทว่ามัสลินกลับไม่ได้รู้สึกดีใจที่ได้ยินแบบนี้ เพราะอะไรน่ะ เพราะมันแปลได้มารดายอมรับไง
เธอมุ่ยหน้า ค้อนใส่คนดื้อรั้นแล้วตรวจตราต่อ พลันคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นแน่น ยื่นหน้าเข้าไปเพ่งมองรอยหนึ่งที่โผล่พ้นออกมาจากแขนเสื้อใกล้ ๆ
รอยฟกซ้ำนี่ ทำไมมันดูสดใหม่คล้ายเพิ่งได้รับมาหมาด ๆ?
ทิศทางสายตาของลูกสาวดึงให้ประไพหลุบตาลงมองตาม ก่อนที่เธอจะรีบเอื้อมมือมาวางทาบพลางพยายามขยับดึงแขนเสื้อให้ปิดร่องรอยความบอบช้ำ
ปฏิกิริยาผิดปกติยิ่งส่งให้หัวคิ้วของมัสลินขยับย่นเข้าหากันมากขึ้น เธอหรี่ตามองมารดาด้วยความเคลือบแคลงใจ เพราะโดยปกติแล้วมารดาไม่ใช่คนประเภทซุ่มซ่าม เดินชนนู้นนี่ง่าย หากเป็นใบบุญก็ว่าไปอย่าง
"อา พอดีแม่เอามือค้ำน่ะ เลยฟาดกับพื้นไปด้วย"
ต้องล้มฟาดท่าไหนถึงได้มีรอยรอบต้นแขนแบบนั้นได้
ยิ่งได้ยินคำอ้างมัสลินก็ยิ่งรู้สึกตะหงิดใจ แต่ด้วยรู้ว่าคาดคั้นไปก็ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เธอจึงจำต้องแสร้งพยักหน้าเออออแล้วเก็บคำถามทั้งหลายแหล่ไว้ในอกไปก่อน
"แล้วน้องล่ะแม่ น้องอยู่ไหน"
"อ้อ แม่ฝากป้าสายใจไว้น่ะ ว่าแต่ลินเถอะ ออกมาแบบนี้ ไม่มีเรียนใช่ไหม"
"ไม่มีจ้ะ แล้วนี่หมอให้แม่ออกจากโรงบาลวันไหน"
"คงพรุ่งนี้แหละมั้ง แม่บอกหมอแล้วว่าไม่เป็นอะไร หมอก็ไม่เชื่อ บังคับจะให้แม่นอนให้ได้ ลินช่วยคุยกับหมอให้แม่ทีสิ แม่ไม่อยากนอนนาน มันเปลืองเงิน"
"อย่ามาใช้คำว่าเปลืองกับเรื่องสุขภาพ หมอบอกให้นอนต่อก็ต้องนอน"
"แต่ว่า..."
ดวงตาคู่งามหรี่ลงจ้อง ทำให้ถ้อยคำคัดค้านหลุบหายไปในลำคอของผู้ป่วยคล้ายยอมจำนนต่อสถานการณ์ หากแต่ไม่วายเน้นย้ำอาการตนอีกครั้ง
"แต่แม่ไม่เป็นอะไรจริง ๆ นะ"
ครืดดดดดดกระจกสีทึบค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงจนสุด เผยให้เห็นใบหน้าคมคร้าม ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้สักเท่าไหร่"ขึ้นมา"คำสั่งมาพร้อมสายตาดุดันที่ทำให้มัสลินเผลอกลั้นหายใจในตอนสบประสานสายตากัน ก่อนเธอจะก้มหน้า ลอบแบะปากแล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม เลือกไม่ไปได้หรือเปล่าาส่วนคำตอบน่ะเหรอ ไม่ค่ะ .... ไม่น่าถามค่ะ โถวว~ถึงจะอยากหลบเลี่ยงเขามากแค่ไหน ทว่าความหวาดกลัวว่าหากเขาไม่พอใจแล้วเธอจะอดพบเจอครอบครัวนั้นมีมากกว่า ริมฝีปากบางจึงฝืนส่งยิ้มที่แสนจืดเจื่อน จำใจเอื้อมมือไปเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นประจำที่นั่งข้างคนขับแต่โดยดีปึกคล้อยหลังเสียงประตูเหวี่ยงปิด ภายในห้องโดยสารที่มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังลอดมาให้ได้ยินก็บังเกิดความกระอักกระอ่วนใจขึ้นทันทีริมฝีปากบางเม้มแน่น เพียงแค่เห็นหน้าเหตุการณ์วาบหวามก็ผุดขึ้นในหัวมัสลินเป็นฉาก ทำเอาใบหน้าเห่อร้อน หน้าท้องหดเกร็งคล้ายมีมวลคลื่นซัดสาดคนที่เริ่มเสียอาการจึงต้องตบแก้มเรียกสติแล้วหาจุดวางสายตาที่เหมาะสม ใจก็พร่ำภาวนาขอให้การเดินทางครั้งนี้จบลงแค่ที่หน้าปากซอยก็พอท่าทางสงบเสงี่ยม ไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตา ซ้ำยังกระถดกายถอยหนีจนชิดติดกับประตูอีกฝั่งเร
เสียงกุกกักดังขึ้นในช่วงห้านาฬิกาของวันใหม่ ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมาบานประตูของห้องที่เป็นต้นเสียงจะมีการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นใบหน้าอิดโรยของคนที่อดตาหลับขับตานอนมาค่อนคืนหญิงสาวค่อย ๆ โผล่ใบหน้าออกมาจากด้านหลังของบานประตูท่ามกลางความมืดสลัว ดวงตากลมโตกลิ้งกลอกมาไปกระทั่งแน่ใจแล้วว่าทางเดินด้านนอกปลอดภัย ไร้ผู้คนอย่างที่ต้องการเธอก็พรูลมหายใจเบา ๆ ด้วยความโล่งอกอุตส่าห์ลงทุนแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าขนาดนี้ หวังว่าจะไม่ต้องบังเอิญเจอะเจอใครเข้านะ!นึกถึงใครบางคนที่ว่ามัสลินก็เอี้ยวหน้าไปย่นจมูก ส่งสายตาคาดโทษให้ห้อง ๆ หนึ่งซึ่งตั้งอยู่อีกฟากสุดทางเดิน จากนั้นร่างบางในชุดนักศึกษาเต็มยศก็ย่อย่องลงจากมาชั้นสองของตัวบ้านอย่างไร้สุ้มเสียงโชคดีที่เช้านี้เหล่าสาวใช้มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับภาระหน้าที่ของตนอยู่ในโซนครัวเสียส่วนใหญ่ ทำให้ไม่มีใครทันสังเกตเห็นตอนที่เธอวิ่งปรูดผ่านห้องโถงใหญ่เลยสักคนทว่าในจังหวะที่กำลังหย่อนปลายเท้าลงในคัตชูคู่ใหม่ที่เพิ่งได้รับเป็นสวัสดิการ เธอก็สะดุ้งโหยง เกือบหลุดหวีดร้องเมื่อมีเงาดำพาดทับเหนือหัว"คุณลินจะไปไหนครับ""คะ...คุณ โหยยย มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ลินตกใจหมดเล
คล้อยหลังเสียงประตูเหวี่ยงกระแทกเปลือกตาก็เปิดขึ้นเผยให้เห็นสายตาเย็นเยียบที่ยังคงกรุ่นด้วยแรงปรารถนาไม่จาง มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าพลางพ่นลมหายใจแรง ๆ ระบายความหงุดหงิด เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยทีเดียวที่ถูกปฏิเสธซึ่ง ๆ หน้า มิหนำซ้ำคนปฏิเสธยังเป็นของเล่นราคาถูกที่เขาเก็บได้จากข้างทางเสียด้วย แม่ง เสียหน้าชะมัด!และยิ่งเมื่อหลุบตามองลงต่ำแล้วพบว่าส่วนสำคัญยังคงตั้งผงาด ประท้วงถึงความต้องการที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยจนปวดหนึบไปทั้งลำแล้ววอลเลอร์ก็สบถออกมาอย่างสุดกลั้น"มันใช่เวลาไหมวะ!?"กรามแกร่งบดกันจนเป็นสันนูน แหงนใบหน้าขึ้นรับสายน้ำที่ตกมากระทบหวังใช้ความเย็นฉ่ำช่วยบรรเทาอาการร้อนรุ่มที่สุมอยู่ตรงกลางกาย แต่สุดท้ายก็ไร้ผล ไม่พ้นต้องเลื่อนมือลงจัดการอะไรต่อมิอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางอยู่ดีเสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องเคล้าคลอไปกับเสียงลามก ครู่ใหญ่ปลายทางร้อนแรงก็จบลงพร้อมเสียงร้องคำรามด้วยความสุขสมอึดใจต่อมาร่างสูงใหญ่กว่าร้อยเก้าสิบก็เดินทอดน่องออกมาจากห้องน้ำ สีหน้าเกียจคร้านคล้ายเสือที่เพิ่งได้อาหาร แม้มันจะเป็นเพียงแค่ของว่างสำหรับรองท้องก็เถอะเท้าใหญ่ชะงักเล็กน้อยในตอ
'เป็นเด็กดีของฉัน'เด็กดงเด็กดีอะไรเล่า ตอนนี้มันหมดชั่วโมงงานของเธอแล้วนะ!ครั้นพอมัสลินอ้าปากจะเถียง สัมผัสอุ่นจัดก็วกกลับขึ้นมาประทับจูบ พร้อมกันนั้นก็ใช้ปลายนิ้วบดขยี้สติที่ไม่ค่อยจะเต็มร้อยของเธอให้แตกกระเจิดอีกครั้งริมฝีปากบางเม้มแน่น ใบหน้าร้อนฉ่าเบือนหนีภาพตรงหน้าด้วยความกระดากอาย เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนนี้ระหว่างเธอกับอุณหภูมิของน้ำในอ่าง อันไหนกำลังร้อนระอุกว่ากัน ทว่ายิ่งเธอพยายามเอนกายถอยหนี สองแขนก็ออกแรงกอดรัดจนหายใจลำบาก ซ้ำปากร้อนก็ขยับตามอย่างไม่ละลด ขบกัดตามผิวกายจนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำ"ยะ...อย่า ไม่...ไม่เอา ลินไม่อยากทำ"มัสลินประท้วงเสียงสั่น แม้ตอนนี้กายสาวจะร้อนผะผ่าวราวกับกำลังถูกไฟเผาไหม้ ข้างในปั่นป่วนไปด้วยแรงปรารถนา กระนั้นจิตใต้สำนึกก็ยังสั่งให้เธอผลักไสและปฏิเสธหากแต่คนฟังกลับแค่นหัวเราะ"ไม่อยากทำ? หึหึ เธอแน่ใจเหรอ"วอลเลอร์ย้อนถาม เหลือบมองสีหน้าหงิกงอเพียงนิดก่อนจะซุกใบหน้าลงฟัดสองเต้าแรง ๆ จนเด็กสาวบิดเร่า ส่งเสียงครวญครางแผ่ว ๆ จึงเงยขึ้นมามองคนปากแข็งอีกครั้ง แววตาเจือด้วยอารมณ์หยอกเย้า"แต่ร่างกายเธอมันบอกว่าอยาก ดูนี่สิ"แรงสะกิดที่ยอดจุกสีระเรื่
"อยู่นิ่ง ๆ"วอลเลอร์กำชับเสียงเข้ม รั้งรอกระทั่งแน่ใจแล้วว่าคนบนตักจะไม่ขัดคำสั่งด้วยการหยัดยืนอีกจึงคลายพันธนาการ เอื้อมมืออ้อมไปเปิดก็อกน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของเด็กสาวมัสลินสะดุ้ง ตกใจไม่น้อยในตอนที่ปลายนิ้วสากปัดป่ายไปตามใบหน้า ครั้นเมื่อมีหยาดน้ำชะโลมรดตามมา เธอผ่อนลมหายใจ คลายเครียดเกร็งลง"อย่าเพิ่งลืมตา"วอลเลอร์เอ่ยเอ็ดเบา ๆ เมื่อเด็กสาวพยายามจะเปิดเปลือกตาในทุกครั้งที่เขาแตะสัมผัส ช่วยล้างคราบฟองออกให้ แต่มีหรือที่เจ้าหล่อนจะเชื่อฟังเมื่อความเจ็บแสบทุเลาจนเกือบเป็นปรกติ คนที่อดทนจมอยู่ในความมืดมิดมานานก็ลืมตาโพลงพลันหัวใจดวงน้อยก็กระตุกไหว เต้นผิดจังหวะเมื่อสิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือใบหน้าคมกร้ามที่กำลังเอียงมอง ซ้ำยังใกล้เสียจนไอร้อนของลมหายใจที่เป่ารดลงบนพวงแก้มพลอยทำให้เธอรู้สึกร้อนตามดั่งถูกไฟร้อนแผดเผา ยิ่งในตอนนี้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลช้อนขึ้นมาสบประสานสายตา สมองก็คล้ายว่างเปล่า เหม่อมองประกายวาววับที่เจือด้วยความร้อนแรงราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ปลายนิ้วสากตวัดปาด แรงถูและหยาดน้ำทำให้ทั้งคราบฟองที่เหลือและเครื่องสำอางที่เคลือบบนผิวนวลหลุดออก เผยให้เห็นร่องรอยของคว
กว่ามัสลินจะตั้งหลักได้ก็เล่นเอาทุลักทุเลพอควร เธออ้าปากส่งเสียงไอโขลก ๆ นึกอยากจะปาดเอาคราบฟองออกจากใบหน้าใจจะขาดแต่เพราะตอนนี้สองมือเต็มไปด้วยตัวต้นเหตุที่ทำให้แสบจนลืมตาไม่ขึ้น จึงได้แต่พยายามบ้วนทั้งน้ำและฟองขมปร่าออกจากปากแล้วสองมือเกาะไต่ตามขอบอ่างหวังพาตัวเองไปหาก็อกน้ำหรือฝักบัว แต่แล้วก็พบเจอกับอุปสรรค"อ๊ะ"คิ้วเรียวขมวดมุ่นแน่นเมื่อท่อนแขนปะทะเข้ากับบางสิ่ง ครั้นพอย้ายมือมาสำรวจลูบคลำ หมายจะผลักมันออกให้พ้นทาง สัมผัสอุ่นจัดก็ทำเอาเธอสะดุ้ง รีบหดมือกลับทันควันบ้า ... บ้าไปแล้ว อย่าบอกนะว่าเขาลงอ่างมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใส่อะไรเลยน่ะ!เห็นเด็กสาวมีสีหน้าตื่นตะลึง วอลเลอร์ก็หลุดหัวเราะเบา ๆ แววตาวาววับเป็นประกายนึกสนุก"ทำไม กลัวฉันหรือไง"โถว ถามมาได้! ไม่กลัวก็แปลกแล้ว!มัสลินตะโกนเถียงไม่ใจ ร่างกายเครียดเกร็งขึ้นหลายส่วนเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของผิวน้ำที่บ่งบอกว่าให้รู้ว่ากำลังมีบางสิ่งเคลื่อนตัวเข้าหา"นะ...น้ำอุ่นพอดีเลยเนอะ งั้นลินลานะคะ"ละล่ำละลักบอก กระถดกายหนีไปอีกฝั่งพลางพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นหมายจะพาตัวเองออกจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงทว่าไหนจะความลื่นของครีมอา







