ログイン"แต่แม่ไม่เป็นอะไรจริง ๆ นะ"
"จ้ะ ลินเชื่อแล้วแม่ลินแข็งแรงจะตายเนอะ แต่ตอนนี้แม่นอนพักก่อนนะ ขอลินออกไปคุยโทรศัพท์แป๊บหนึ่งเดี๋ยวกลับมา"
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มหวาน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้มารดาจนถึงอกแล้วจึงค่อยเดินออกจากห้องผู้ป่วยรวมมาอย่างเงียบ ๆ ต่างจากหัวใจที่มันว้าวุ่น เอาแต่คิดถึงรอยช้ำนั่น
บอกตามตรง เธอเชื่อไม่ลงจริง ๆ ว่ามันเกิดขึ้นตอนล้ม
มัสลินเอี้ยวหลังไปมองสีหน้าซีดเซียวของมารดาผ่านกระจกบนบานประตูเพียงนิดก่อนจะบิดปลายเท้า เดินตรงเข้าไปหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
"สวัสดีค่ะ หนูอยากจะขอคุยกับหมอที่ตรวจคนไข้ชื่อประไพหน่อยได้ไหมค่ะ?"
หลังแจ้งความประสงค์แก่นางพยาบาลหน้าตาใจดีไปได้ครู่ใหญ่ก็มีชายหนุ่มตัวสูงโปร่ง หน้าตาดีที่แม้มีหน้ากากปิดกว่าครึ่งหน้ายังไม่อาจบดบังความหล่อเหลาเดินตรงเข้ามาหา ศีรษะทุยก้มโค้งลงเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย
มัสลินคลี่ยิ้มหวาน จรดปลายนิ้วลงกดส่งข้อความแจ้งพิกัดและข่าวสารถึงเพื่อนทั้งสองจากนั้นจึงยกมือขึ้นพนมไหว้ทั้งที่ยังถือโทรศัพท์อย่างอ่อนช้อย ใจก็นึกทึ่งกับความอ่อนเยาว์ที่ปรากฏให้เห็น
ดูท่าว่าจะเป็นจะเพิ่งจบใหม่ไม่กี่ปีสินะ
"สวัสดีค่ะคุณหมอ หนูชื่อมัสลินเป็นลูกสาวของแม่ประไพนะคะ"
"สวัสดีครับ ผมนทีครับ"
เสียงทุ้มอู้อี้เล็กน้อยเมื่อจำต้องพูดผ่านหน้ากากอนามัย กระนั้นมัสลินก็พอจับใจความได้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรบ้าง เธอยิ้มอีกครั้งแล้วเริ่มเปิดปากถามเรื่องที่ต้องการเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาทันที
"ลินอยากทราบอาการของแม่ค่ะ นอกจากหัวแตกแล้ว แม่ลินยังมีแผลที่ตรงอื่นอีกใช่ไหมคะ"
คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อย แววตาครุ่นคิดลังเลจนมัสลินชักหวั่นใจ หรือว่าอาการของมารดาจะหนักหนากว่าที่คาดเดาไว้มาก
คิดแล้วก็ร้อนรนจนยืนไม่นิ่ง ดวงตาคู่งามจดจ้อง แผ่ความกดดันไปถึงนทีผู้เป็นเจ้าของไข้โดยไม่รู้ตัว
หัวคิ้วขมวดมุ่น มีเสียงลมหายใจเบา ๆ แว่วมาให้ได้ยินก่อนที่สุดท้ายนายแพทย์หนุ่มจะผายมือเชื้อเชิญเป็นเชิงให้เดินไปด้วยกัน
"ทางนี้ครับ"
มัสลินเดินตามอย่างไม่มีอิดออด แววตาเปี่ยมหวังหากแต่แฝงด้วยความกังวลยังคงไม่ละไปไหน รอฟังคำอธิบายจากปากของนายแพทย์หนุ่มอย่างใจจดใจจ่อ
กระทั่งเขาพาเธอมาถึงทางเดินที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน ร่างสูงก็หมุนตัวหันมาประจันหน้า ยอมเปิดปากให้คำตอบในสิ่งที่เธอเฝ้ารอในที่สุด
"คนไข้ ณ ตอนนี้พบเพียงบาดแผลที่ศีรษะ หากคืนนี้ไม่มีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ มีไข้หรืออาการใดที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ พรุ่งนี้หลังตรวจรอบเช้าแล้วยังปกติก็คงอนุญาตให้กลับบ้านได้
"...."
"อา ส่วนเรื่องที่คุณมัสลินสงสัย ครับ ตามเนื้อตัวของคนไข้ ผมพบรอยฟกช้ำหลายจุด ซึ่งมีทั้งรอยเก่าและรอยใต้ปะปนกันไป"
ริมฝีปากบางเม้มแน่นทั้งขุ่นเคืองและสะเทือนใจ เพียงเท่านี้ก็พอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดนายแพทย์หนุ่มถึงมีสีหน้าหนักอกหนักใจที่จะเล่า
ทุกอย่างเป็นอย่างที่เธอสงสัยไม่มีผิด แผลนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และมารดาคงกำชับกับเขาไว้ว่าห้ามบอกใคร
แต่เป็นเพราะเธอเองที่เอาแต่รบเร้าผ่านทางสายตา อ้างสถานะของลูกสาว ทำให้เขาจึงจำใจพูด
"ขอบคุณนะคะที่ยอมบอก"
แม้มันน่าจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมดก็ตาม
"ลินไม่รบกวนเวลาของคุณหมอแล้วล่ะค่ะ"
มือเรียวยกขึ้นพนมไหว้ประกอบคำขอบคุณ ส่งยิ้มจริงใจให้ก่อนปลีกตัวออกมาเงียบ ๆ ต่างจากหัวใจที่มันกำลังเต้นแรงด้วยความว้าวุ่น สมองเอาแต่ครุ่นคิดถึงที่มาที่ไปของความบอบช้ำพวกนั้น
กว่าจะรู้ตัวว่ามัวแต่จมจ่อกับความคิดตัวเองเกินไปก็ตอนที่ร่างเจอกับแรงปะทะ เซถลาจนเกือบล้มไปกองบนพื้น หากไม่ได้ใครบางคนที่คว้าข้อมือของเธอไว้ได้ทัน
ทันทีที่ทรงตัวได้มัสลินก็เงยหน้าขึ้นหมายจะขอโทษในความไม่ทันระวังของตน
"...."
ทว่าในวินาทีที่สบเข้ากับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของคนตรงหน้า สิ่งที่กำลังตีกันวุ่นวายในหัวก็พลันปลิวหาย เหม่อมองเขาราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์
ครืดดดดดดกระจกสีทึบค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงจนสุด เผยให้เห็นใบหน้าคมคร้าม ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้สักเท่าไหร่"ขึ้นมา"คำสั่งมาพร้อมสายตาดุดันที่ทำให้มัสลินเผลอกลั้นหายใจในตอนสบประสานสายตากัน ก่อนเธอจะก้มหน้า ลอบแบะปากแล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม เลือกไม่ไปได้หรือเปล่าาส่วนคำตอบน่ะเหรอ ไม่ค่ะ .... ไม่น่าถามค่ะ โถวว~ถึงจะอยากหลบเลี่ยงเขามากแค่ไหน ทว่าความหวาดกลัวว่าหากเขาไม่พอใจแล้วเธอจะอดพบเจอครอบครัวนั้นมีมากกว่า ริมฝีปากบางจึงฝืนส่งยิ้มที่แสนจืดเจื่อน จำใจเอื้อมมือไปเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นประจำที่นั่งข้างคนขับแต่โดยดีปึกคล้อยหลังเสียงประตูเหวี่ยงปิด ภายในห้องโดยสารที่มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังลอดมาให้ได้ยินก็บังเกิดความกระอักกระอ่วนใจขึ้นทันทีริมฝีปากบางเม้มแน่น เพียงแค่เห็นหน้าเหตุการณ์วาบหวามก็ผุดขึ้นในหัวมัสลินเป็นฉาก ทำเอาใบหน้าเห่อร้อน หน้าท้องหดเกร็งคล้ายมีมวลคลื่นซัดสาดคนที่เริ่มเสียอาการจึงต้องตบแก้มเรียกสติแล้วหาจุดวางสายตาที่เหมาะสม ใจก็พร่ำภาวนาขอให้การเดินทางครั้งนี้จบลงแค่ที่หน้าปากซอยก็พอท่าทางสงบเสงี่ยม ไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตา ซ้ำยังกระถดกายถอยหนีจนชิดติดกับประตูอีกฝั่งเร
เสียงกุกกักดังขึ้นในช่วงห้านาฬิกาของวันใหม่ ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมาบานประตูของห้องที่เป็นต้นเสียงจะมีการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นใบหน้าอิดโรยของคนที่อดตาหลับขับตานอนมาค่อนคืนหญิงสาวค่อย ๆ โผล่ใบหน้าออกมาจากด้านหลังของบานประตูท่ามกลางความมืดสลัว ดวงตากลมโตกลิ้งกลอกมาไปกระทั่งแน่ใจแล้วว่าทางเดินด้านนอกปลอดภัย ไร้ผู้คนอย่างที่ต้องการเธอก็พรูลมหายใจเบา ๆ ด้วยความโล่งอกอุตส่าห์ลงทุนแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าขนาดนี้ หวังว่าจะไม่ต้องบังเอิญเจอะเจอใครเข้านะ!นึกถึงใครบางคนที่ว่ามัสลินก็เอี้ยวหน้าไปย่นจมูก ส่งสายตาคาดโทษให้ห้อง ๆ หนึ่งซึ่งตั้งอยู่อีกฟากสุดทางเดิน จากนั้นร่างบางในชุดนักศึกษาเต็มยศก็ย่อย่องลงจากมาชั้นสองของตัวบ้านอย่างไร้สุ้มเสียงโชคดีที่เช้านี้เหล่าสาวใช้มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับภาระหน้าที่ของตนอยู่ในโซนครัวเสียส่วนใหญ่ ทำให้ไม่มีใครทันสังเกตเห็นตอนที่เธอวิ่งปรูดผ่านห้องโถงใหญ่เลยสักคนทว่าในจังหวะที่กำลังหย่อนปลายเท้าลงในคัตชูคู่ใหม่ที่เพิ่งได้รับเป็นสวัสดิการ เธอก็สะดุ้งโหยง เกือบหลุดหวีดร้องเมื่อมีเงาดำพาดทับเหนือหัว"คุณลินจะไปไหนครับ""คะ...คุณ โหยยย มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ลินตกใจหมดเล
คล้อยหลังเสียงประตูเหวี่ยงกระแทกเปลือกตาก็เปิดขึ้นเผยให้เห็นสายตาเย็นเยียบที่ยังคงกรุ่นด้วยแรงปรารถนาไม่จาง มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าพลางพ่นลมหายใจแรง ๆ ระบายความหงุดหงิด เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยทีเดียวที่ถูกปฏิเสธซึ่ง ๆ หน้า มิหนำซ้ำคนปฏิเสธยังเป็นของเล่นราคาถูกที่เขาเก็บได้จากข้างทางเสียด้วย แม่ง เสียหน้าชะมัด!และยิ่งเมื่อหลุบตามองลงต่ำแล้วพบว่าส่วนสำคัญยังคงตั้งผงาด ประท้วงถึงความต้องการที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยจนปวดหนึบไปทั้งลำแล้ววอลเลอร์ก็สบถออกมาอย่างสุดกลั้น"มันใช่เวลาไหมวะ!?"กรามแกร่งบดกันจนเป็นสันนูน แหงนใบหน้าขึ้นรับสายน้ำที่ตกมากระทบหวังใช้ความเย็นฉ่ำช่วยบรรเทาอาการร้อนรุ่มที่สุมอยู่ตรงกลางกาย แต่สุดท้ายก็ไร้ผล ไม่พ้นต้องเลื่อนมือลงจัดการอะไรต่อมิอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางอยู่ดีเสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องเคล้าคลอไปกับเสียงลามก ครู่ใหญ่ปลายทางร้อนแรงก็จบลงพร้อมเสียงร้องคำรามด้วยความสุขสมอึดใจต่อมาร่างสูงใหญ่กว่าร้อยเก้าสิบก็เดินทอดน่องออกมาจากห้องน้ำ สีหน้าเกียจคร้านคล้ายเสือที่เพิ่งได้อาหาร แม้มันจะเป็นเพียงแค่ของว่างสำหรับรองท้องก็เถอะเท้าใหญ่ชะงักเล็กน้อยในตอ
'เป็นเด็กดีของฉัน'เด็กดงเด็กดีอะไรเล่า ตอนนี้มันหมดชั่วโมงงานของเธอแล้วนะ!ครั้นพอมัสลินอ้าปากจะเถียง สัมผัสอุ่นจัดก็วกกลับขึ้นมาประทับจูบ พร้อมกันนั้นก็ใช้ปลายนิ้วบดขยี้สติที่ไม่ค่อยจะเต็มร้อยของเธอให้แตกกระเจิดอีกครั้งริมฝีปากบางเม้มแน่น ใบหน้าร้อนฉ่าเบือนหนีภาพตรงหน้าด้วยความกระดากอาย เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนนี้ระหว่างเธอกับอุณหภูมิของน้ำในอ่าง อันไหนกำลังร้อนระอุกว่ากัน ทว่ายิ่งเธอพยายามเอนกายถอยหนี สองแขนก็ออกแรงกอดรัดจนหายใจลำบาก ซ้ำปากร้อนก็ขยับตามอย่างไม่ละลด ขบกัดตามผิวกายจนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำ"ยะ...อย่า ไม่...ไม่เอา ลินไม่อยากทำ"มัสลินประท้วงเสียงสั่น แม้ตอนนี้กายสาวจะร้อนผะผ่าวราวกับกำลังถูกไฟเผาไหม้ ข้างในปั่นป่วนไปด้วยแรงปรารถนา กระนั้นจิตใต้สำนึกก็ยังสั่งให้เธอผลักไสและปฏิเสธหากแต่คนฟังกลับแค่นหัวเราะ"ไม่อยากทำ? หึหึ เธอแน่ใจเหรอ"วอลเลอร์ย้อนถาม เหลือบมองสีหน้าหงิกงอเพียงนิดก่อนจะซุกใบหน้าลงฟัดสองเต้าแรง ๆ จนเด็กสาวบิดเร่า ส่งเสียงครวญครางแผ่ว ๆ จึงเงยขึ้นมามองคนปากแข็งอีกครั้ง แววตาเจือด้วยอารมณ์หยอกเย้า"แต่ร่างกายเธอมันบอกว่าอยาก ดูนี่สิ"แรงสะกิดที่ยอดจุกสีระเรื่
"อยู่นิ่ง ๆ"วอลเลอร์กำชับเสียงเข้ม รั้งรอกระทั่งแน่ใจแล้วว่าคนบนตักจะไม่ขัดคำสั่งด้วยการหยัดยืนอีกจึงคลายพันธนาการ เอื้อมมืออ้อมไปเปิดก็อกน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของเด็กสาวมัสลินสะดุ้ง ตกใจไม่น้อยในตอนที่ปลายนิ้วสากปัดป่ายไปตามใบหน้า ครั้นเมื่อมีหยาดน้ำชะโลมรดตามมา เธอผ่อนลมหายใจ คลายเครียดเกร็งลง"อย่าเพิ่งลืมตา"วอลเลอร์เอ่ยเอ็ดเบา ๆ เมื่อเด็กสาวพยายามจะเปิดเปลือกตาในทุกครั้งที่เขาแตะสัมผัส ช่วยล้างคราบฟองออกให้ แต่มีหรือที่เจ้าหล่อนจะเชื่อฟังเมื่อความเจ็บแสบทุเลาจนเกือบเป็นปรกติ คนที่อดทนจมอยู่ในความมืดมิดมานานก็ลืมตาโพลงพลันหัวใจดวงน้อยก็กระตุกไหว เต้นผิดจังหวะเมื่อสิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือใบหน้าคมกร้ามที่กำลังเอียงมอง ซ้ำยังใกล้เสียจนไอร้อนของลมหายใจที่เป่ารดลงบนพวงแก้มพลอยทำให้เธอรู้สึกร้อนตามดั่งถูกไฟร้อนแผดเผา ยิ่งในตอนนี้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลช้อนขึ้นมาสบประสานสายตา สมองก็คล้ายว่างเปล่า เหม่อมองประกายวาววับที่เจือด้วยความร้อนแรงราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ปลายนิ้วสากตวัดปาด แรงถูและหยาดน้ำทำให้ทั้งคราบฟองที่เหลือและเครื่องสำอางที่เคลือบบนผิวนวลหลุดออก เผยให้เห็นร่องรอยของคว
กว่ามัสลินจะตั้งหลักได้ก็เล่นเอาทุลักทุเลพอควร เธออ้าปากส่งเสียงไอโขลก ๆ นึกอยากจะปาดเอาคราบฟองออกจากใบหน้าใจจะขาดแต่เพราะตอนนี้สองมือเต็มไปด้วยตัวต้นเหตุที่ทำให้แสบจนลืมตาไม่ขึ้น จึงได้แต่พยายามบ้วนทั้งน้ำและฟองขมปร่าออกจากปากแล้วสองมือเกาะไต่ตามขอบอ่างหวังพาตัวเองไปหาก็อกน้ำหรือฝักบัว แต่แล้วก็พบเจอกับอุปสรรค"อ๊ะ"คิ้วเรียวขมวดมุ่นแน่นเมื่อท่อนแขนปะทะเข้ากับบางสิ่ง ครั้นพอย้ายมือมาสำรวจลูบคลำ หมายจะผลักมันออกให้พ้นทาง สัมผัสอุ่นจัดก็ทำเอาเธอสะดุ้ง รีบหดมือกลับทันควันบ้า ... บ้าไปแล้ว อย่าบอกนะว่าเขาลงอ่างมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใส่อะไรเลยน่ะ!เห็นเด็กสาวมีสีหน้าตื่นตะลึง วอลเลอร์ก็หลุดหัวเราะเบา ๆ แววตาวาววับเป็นประกายนึกสนุก"ทำไม กลัวฉันหรือไง"โถว ถามมาได้! ไม่กลัวก็แปลกแล้ว!มัสลินตะโกนเถียงไม่ใจ ร่างกายเครียดเกร็งขึ้นหลายส่วนเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของผิวน้ำที่บ่งบอกว่าให้รู้ว่ากำลังมีบางสิ่งเคลื่อนตัวเข้าหา"นะ...น้ำอุ่นพอดีเลยเนอะ งั้นลินลานะคะ"ละล่ำละลักบอก กระถดกายหนีไปอีกฝั่งพลางพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นหมายจะพาตัวเองออกจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงทว่าไหนจะความลื่นของครีมอา







