Se connecter(สวัสดีค่ะ คุณมัสลิน ญาติของคุณประไพหรือเปล่าคะ? ทางเราติดต่อมาจากโรงพยาบาล .... นะคะ)
หลังได้รับยินชื่อมารดาและคำว่าโรงพยาบาลมัสลินก็ตาสว่างทันที เธอละล่ำละลักขานรับ ใบหน้าหวานซีดเผือดลงทุกขณะระหว่างฟังข้อมูลจากปลายสาย
กระทั่งได้ยินคำว่า 'สวัสดีค่ะ' ดังลอยมาจากลำโพง มือสั่นเทาที่ประคองโทรศัพท์ก็ร่วงผล็อยลงมาวางบนหน้าตัก
"แก เกิดอะไรขึ้น?"
แม้ไม่ได้ฟังบทสนทนาด้วยทิพย์กมลก็พอเดาได้ว่าไม่น่าใช่เรื่องน่ายินดีแน่ ครั้นพอเห็นเพื่อนสาวนิ่งงันคล้ายกำลังช็อก สองแขนจึงโอบประคอง ลูบแผ่นหลังสั่นเทาเบา ๆ
ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครกล้าปริปากเอื้อนเอ่ย ครู่หนึ่งดวงตารื้นน้ำตาของผู้เพิ่งได้รับข่าวร้ายก็ค่อย ๆ ช้อนขึ้นมองสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเพื่อนทีละคน เพิ่งได้สติว่าควรทำอะไร
"มะ..แม่ แม่ฉันเข้าโรงบาล ฉัน...ฉันต้องไปหาแม่"
"เดี๋ยวฉันไปส่ง"
ทิพย์กมลเสนอตัวทันที ทว่ามัสลินเองก็ส่ายหัวปฏิเสธแทบจะในทันทีเช่นกัน
"ไม่ได้ แกต้องเข้าเรียน วันนี้มีควิช"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่ ไว้ฉันจะส่งข่าวนะ"
ทิพย์กมลทำหน้าดื้อดึง จริงอยู่ว่าวันนี้มีควิชท้ายคาบแต่จะให้เธอเข้าเรียนทั้ง ๆ ที่ใจยังพะวักพะวงอยู่แบบนี้หรือ
ทว่ามัสลินก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า 'ไม่ได้' เธอจึงสลดลงหลายส่วน
"ไม่ไปก็ได้ แต่ถึงโรงบาลแล้วต้องไลน์มาบอกนะ เยี่ยมแม่เสร็จแล้วต้องโทรมาหาฉันด้วย"
น้ำเสียงอ่อย ๆ และสีหน้าม่อยสนิทของเพื่อนดูน่าสงสารเสียจนมัสลินนึกเอ็นดู แต่เพราะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเธอจึงไม่ได้อยู่เสวนาด้วยมากนัก
หลังเก็บหนังสือลงกระเป๋าผ้าหมดแล้วร่างบางก็ผลุนผลันวิ่งเหยาะ ๆ จากไป ทิ้งไว้เพียงคำขอให้ช่วยเก็บชีทเรียนไว้ให้
ด้วยระยะทางระหว่างตัวตึกถึงป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยร่วมห้าร้อยเมตรได้ กว่าจะวิ่งมาถึงใบหน้าหวานก็ผุดพรายเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ กระนั้นเธอก็แทบไม่นึกใส่ใจในสภาพของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ดวงตากลมโตหากแต่วาววับด้วยหยาดน้ำตา สอดส่ายมองหาแท็กซี่ที่จะสามารถพาเธอไปส่งยังจุดหมายปลายทางได้โดยเร็วที่สุดอย่างร้อนรน ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่เจอคันไหนที่เปิดไฟว่างเลย
บรี้น!
จู่ ๆ เสียงแตรอวยพรก็ดังลั่น ทำเอาหลายชีวิตที่กำลังยืนชะเง้อชะแง้อยู่บริเวณเดียวกันถึงกับสะดุ้ง หันไปมองต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งเธอด้วย
คิ้วเรียวเลิกฉงนเล็กน้อยเมื่อพบรถสปอร์ตสีดำคันหรูแล่นมาจอดเทียบตรงหน้า แล้วยิ่งฉงนมากขึ้นหลังกระจกเคลื่อนตัวลงจนสุด เผยให้เห็นใบหน้าคมคายของสารถีที่กำลังฉีกยิ้มร่า
"ขึ้นรถเร็ว"
เมื่อเห็นว่าเธอยังเอาแต่ยืนนิ่งภาคภูมิจึงตะโกนเร่งเร้า
"ลินไม่..."
บรี้น! บรี้น!
มัสลินตั้งท่าจะปฏิเสธ ทว่าเสียงแตรก็ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้งหากแต่มาจากคันด้านหลังที่จอดจ่อท้ายพร้อมไฟกะพริบ
"มาเร็ว ภูมิไม่อยากขับไปโรงพักแทนโรงบาลนะ"
มัสลินเม้มปากชั่งใจ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้งก่อนจะยอมก้าวยาว ๆ ไปดึงประตูรถในที่สุด
"ลำบากภูมิแล้ว"
ทันทีที่ขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้วมัสลินก็หันไปเอ่ยบอกคนขับเสียงอ่อน
"เฮ้ย ไม่ลำบากเลย เพื่อนกันน่าอย่าคิดมากสิลิน"
ใบหน้าคมคายระบายยิ้ม เอ่ยบอกจากใจจริง กระนั้นเพื่อนสาวก็ยังมีทีท่าเกรงอกเกรงใจไม่เปลี่ยน
"งั้นเอางี้ ไว้แม่ลินออกจากโรงบาลแล้ว ภูมิจะเก็บค่ารถเป็นหมูกระทะหนึ่งมื้อ"
แกล้งเย้าหยอกให้เธอคลายความอึดอัดทั้งที่ใจจริงไม่ได้คิดจะให้เธอเลี้ยงข้าวคืนอย่างปากว่า เท่านี้ใบหน้าหวานจึงมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบ้าง พลอยทำให้คนเสนอใจชื้น
ส่วนเหตุผลที่เขาทำแบบนี้เพราะรู้ดีว่าหากเสนอตัวแต่แรกคงไม่แคล้วโดนปฏิเสธ ขณะได้ยินข่าวจึงนิ่งฟังแล้วเลือกมัดมือชกด้วยการนำรถมารับถึงที่แทน
ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมัสลินถึงตั้งกำแพงกับเขานัก ทั้งที่คิดว่าสนิทสนมกันพอตัวแล้วทว่าทุกครั้งที่เธอประสบกับปัญหา เธอกลับไม่เคยปริปากร้องขอความช่วยเหลือใด ๆ จากเพื่อน
แต่ก็เพราะเธอเป็นคนแบบนั้นนั่นแหละ เขาจึงสบายใจและอยากคบหาด้วย
@หลายปีต่อมาเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังสลับกับเสียงกรีดร้องทำเอาคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนหน้าเสีย รีบเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้นเสียจนคนด้านหลังต้องตะโกนท้วงด้วยความเป็นห่วง"เดินช้า ๆ หน่อยลิน""ค่า~"จังหวะการก้าวเดินผ่อนลงทันควันก่อนที่มันจะหวนกลับมาถี่ยิบอีกครั้งเมื่อมีเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งหน้าตั้งผ่านหน้าไป มือข้างหนึ่งกุมศีรษะซีกซ้าย ดวงตาแดงก่ำคล้ายอยากร้องไห้แต่พยายามทนฝืนคงไม่ใช่หรอก ...พยายามปลอบใจตัวเองแล้วละล่ำละลักชะเง้อคอมองหาลูกสาวสุดที่รักอย่างร้อนรน กระทั่งเห็นร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากม้านั่งข้างสนามเด็กเล่น เดินลากกระเป๋ามาหาความว้าวุ้นใจก็ลดลงมัสลินกวาดสายตามองสำรวจลูกสาวอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อไม่พบร่องรอยความเจ็บปวด ผิวกายยังคงขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วนอย่างที่นึกหวั่นก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกนับตั้งแต่ขึ้นประถมหนึ่งได้ ลูกสาวก็ทำเอาเธอหมดเหงื่อไปหลายถัง วิ่งวุ่นไปพบคุณครูประจำชั้นแทบทุกเดือนด้วยข้อหาเดิม ๆ'น้องเวนดี้ทะเลาะกับเพื่อนอีกแล้วค่ะ'จนทำให้ในทุกเย็นเธอจะเกิดความกังวลเสมอว่าวันนี้ลูกสาวจะกลับบ้านพร้อมบาดแผลจากวิถีนักสู้หรือไม่ แต่ดูท่าที่เด็กชายหัวโนตาบวมปูดเมื่อกี้นี้คง
"ลิน ลุกมาทำไมไม่เรียก"น้ำเสียงเข้มงวดดังลอยมาปะทะใบหน้าทันทีที่ย่างเท้าพ้นขอบประตูห้องน้ำ ทำเอาคนที่เพิ่งย่องออกมายิ้มแหย จะเถียงก็เถียงไม่ออกเพราะจำนนต่อหลักฐาน ครั้นพอนิ่งเงียบหวังให้เรื่องมันจบไปก็โดนจดจ้องกดดัน สุดท้ายจึงต้องงัดลูกอ้อนเข้าสู้"ก็ลินเห็นพี่หลับอยู่นี่คะ นี่ตั้งใจจะแวบมาแค่นาทีเดียวเองน้าา~""นาทีเดียวก็ไม่ได้ พี่บอกแล้วไง ดึกแค่ไหนก็ต้องเรียก ถ้าหนูเจ็บท้องหรือลื่นล้มขึ้นมาจะทำยังไง คราวก่อนที่หน้ามืด นั่งเป็นตะคริวในห้องน้ำตั้งนานสองนาน ไม่เข็ดเหรอ?"เมื่อก่อนนี่กว่าจะพูดได้แต่ละคำเธอแทบง้างปาก แต่ดูตอนนี้สิ พูดรัวแบบไม่เว้นวรรคหายใจเชียว ... แต่ก็ทำได้แค่บ่นในใจ เพราะสิ่งที่แสดงออกได้ในตอนนี้คือการทอดยิ้ม ทำหน้าสำนึกผิดนับตั้งแต่เปลี่ยนสถานะมาเป็นสามีทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ความหวงแหนที่มีต่อเธอและลูกน้อยก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณยิ่งในเวลานี้ที่อายุครรภ์ของเธอย่างเข้าวีคที่สามสิบแปด ทั้งปวดเบาบ่อยครั้ง สะดุ้งเพราะเป็นตะคริวกลางดึก มือเท้าบวมฉุและเริ่มมีอาการเจ็บท้องเตือนจนหลายครั้งพานทำคนข้างกายสะดุ้งตื่นไปด้วยทว่านอกจากเขาจะไม่เคยนึกรำคาญเธอแม้แต่น้อยแล้ว กลั
เสียงสัญญาณรอสายดังแว่วมาให้ได้ยินไม่ถึงสามวินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื่น( ลิน~ )น้ำเสียงดีอกดีใจของอีกฝั่งทำเอาความหมั่นไส้ที่มีเป็นทุนเดิมพุ่งปรี๊ด จากเดิมที่ตั้งใจจะรีบพูดรีบจบจึงกลายเป็นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บแล้วยอมจบในคราเดียว"อยากเป็นชู้จนตัวสั่น?"( ไอ้วอลเลอร์! )"ก็รู้จักชื่อผัวเขาหนิ"( ... )แม้ปลายสายจะเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่เสียงโครมครามที่ดังเล็ดลอดมาให้ได้ยินก็ทำให้วอลเลอร์พอนึกภาพออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เขาแค่นหัวเราะเย้ยหยัน"เลิกวุ่นวายกับเมียกับลูกกูซะ"( ละ...ลูก? มะ...มึงพูดอะไร )"เออ! ลูก! ลินกำลังจะมีลูกกับกู ได้ยินแล้วก็ไสหัวออกจากไปชีวิตเมียกูได้แล้ว อย่าให้กูต้องพูดซ้ำสอง ไม่อย่างงั้นรอบหน้าจะไม่ใช่แค่ลูกน้องมึงที่ได้กินลูกตะกั่ว จำใส่กะโหลกมึงไว้ด้วย!"ตะคอกจบวอลเลอร์ก็กดตัดสายไปทันที มือหนาง้างขึ้นสูงหมายจะเขวี้ยงโทรศัพท์เจ้าปัญหาอัดลงพื้น แต่พอตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เครื่องของตัวเองเขาก็เปลี่ยนทิศเป็นโยนมันทิ้งลงเตียงนุ่มแทน"ส่งคนไปวันนี้เลยดีไหมวะ?"คนหงุดหงิดยังคงบ่นพึมพำโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุกคำที่พูดโพล่ง และทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตั้งแต่ต
เสียงก๊อกแก๊กลอยแว่วมาจากห้องน้ำปลุกให้ว่าที่คุณแม่ที่ตอนนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่าค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองตาม ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะจุดขึ้นบนริมฝีปากและดวงตาช่วงเวลาเจ็ดนาฬิกาของแต่ละวันจะมีเสียงนี้ดังขึ้นเสมอ ๆ เมื่อมีใครบางคนลงทุนตื่นมานั่งผสมน้ำและตระเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รอต้อนรับเธอในทุกเช้าด้วยตัวเองนอนเกลือกกลิ้งรอเวลาครู่หนึ่งมัสลินก็ค่อย ๆ แงะตัวเองขึ้นจากเตียง เดินลากเท้าเข้าไปหาคนตัวโตที่กำลังนั่งวัดอุณหภูมิของน้ำในอ่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวตื่นแล้วสีหน้าวอลเลอร์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม แววตาอ่อนโยนในเสี้ยววินาที"รอแป็บนะที่รัก ใกล้ได้แล้ว""ค่ะ"มัสลินคลี่ยิ้มละมุน หย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก เอียงคอมองเขาทำนู้นทำนี่ด้วยแววตาหวามหวาน เปี่ยมสุขเพราะมีนัดติดตามดูการเจริญเติบโตของเจ้าตัวจิ๋วกับหมอสาวทุกเดือน ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเธอควรย้ายลงมาปักหลักที่คฤหาสน์ แทนที่จะนั่งเครื่องไป ๆ กลับ ๆหนึ่งคือเพื่อความสะดวก สองคือเพื่อความปลอดภัยดังนั้นตลอดสี่เดือนมานี้วอลเลอร์จึงคอยทำทุกอย่างที่พอทำแทนเธอได
บังเกิดก้อนบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกกลางอก รู้สึกอ่อนไหวจนขอบตาร้อนผะผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ ครั้นพอหันไปหาคนที่นิ่งเงียบ เอาแต่นั่งบีบมือเธอแน่นมาตั้งแต่เริ่มอัลตราซาวด์เธอก็หลุดอมยิ้มดูเหมือนจะมีคนอ่อนไหวกว่าเธอเสียอีก~"พี่คะ~"เสียงร้องเรียกดึงให้วอลเลอร์ค่อย ๆ เบนสายตามาสบประสานกับเจ้าของเสียง เขาสะดุ้งน้อย ๆ ในตอนฝ่ามือที่เย็นเฉียบเพราะความตื่นเต้นไม่ต่างจากมือของเขา เลื่อนขึ้นมาวางทาบบนข้างแก้ม"นี่คือดีใจหรือเสียใจคะ?"เขาเลิกคิ้วฉงน กระทั่งมีสัมผัสจากปลายนิ้วตวัด ปัดเอาบางอย่างออกจากหางตาให้ ตอนนั้นเองเขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวได้ว่ากำลังนั่งน้ำตาไหลพรากต่อหน้าทุกคนใบหน้าคมคร้ามลนลานก้มงุด มุดลงซบกับข้างเตียงทันควัน บ้าเอ้ย! ตั้งแต่เกิดมาสามสิบกว่าปี เพิ่งจะเคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น"ไม่ตอบลินจะถือว่าดีใจนะคะ""ดีใจสิ ดีใจมาก ๆ"เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาแรงบีบกระชับที่มือมากขึ้น ส่งให้รอยยิ้มหวานบนใบหน้ามัสลินกว้างขึ้น ทั้งขบขันทั้งเอ็นดูอยากจะดึงเขามากอดมาหอมให้หายมันเขี้ยวชะมัด!แต่เพราะรู้ว่าคงมีคนเขินจนเกรี้ยวกราดเธอจึงทำแค่อมยิ้มแล้วบีบมือเขาตอบกลับไป ไม่กี่อึดใจกระบวนการตรวจทั้งหมดก็สิ้นส
มัสลินเลิ่กลั่กเอี้ยวตัวไปคว้ามือว่าที่คุณพ่อ ส่งสายตาร้องขอแทบไม่ทัน"พี่คะ...""ครับ"ทว่ายังไม่ทันพูดจบ อีกฝ่ายก็ขานรับด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างจากตอนใช้กับเพื่อนสนิทลิบลับ ทั้งยังใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ผลักเพื่อนให้ถอยออกให้พ้นทาง ก่อนถลันเข้ามาหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง ทอดมองเธอด้วยแววตาหวานเชื่อมทำเอาผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับหลุดอมยิ้มเอ็นดู เว้นเพียงนทีที่ส่งเสียงเหอะเบา ๆ มองแรงด้วยความหมั่นไส้ด้วยรู้ดีว่าปกตินั้นเพื่อนชายเป็นคนอย่างไร ส่วนไอ้ด้านอ่อนโยนนี่มันสงวนไว้ใช้เฉพาะกับเด็กสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น"ลำพวกเห่อเมียเห่อลูก พี่ไปก่อนนะน้องลิน"ว่ากระทบกระเทียบฝรั่งดองอย่างอดไม่ไหว ก่อนหันไปเอ่ยลากับคนเขินจนหน้าแดงเป็นตำลึง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินหนีโดยไม่ลืมกำชับกับรุ่นน้องอีกหน"ไปละ ฝากด้วยแล้วกันนะขิง""จะดูแลให้เป็นอย่างดีเลยพี่"หมอสาวคลี่ยิ้มสดใส แววตาเป็นประกายเหม่อมองรุ่นพี่หนุ่มด้วยความชื่นชม จวบจนกระทั่งประตูเคลื่อนตัวเข้ามาปิดบังสายตาจึงหันกลับมาทำหน้าที่ของตนต่อ"โอเค งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ""ค่ะ"ใบหน้าที่ยังแดงไม่จางพยักรับ ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามคุณหมอเป็นอย่
ได้ผลชะงัด!ชายหนุ่มเลิกวุ่นวายกับการวัดอุณหภูมิ กระวีกระวาดหันไปคว้าชามข้าวต้มที่มารดาตระเตรียมไว้มาส่งให้แต่ยังไม่ทันที่เธอจะยื่นมือไปรับเขาก็หดมือ ดึงมันกลับไป และเมื่อเห็นเธอเลิกคิ้วทำหน้าฉงน เขาก็เอ่ยตอบเพียงสั้น ๆ ว่า"มันเย็นแล้ว"จากนั้นคนตัวโตก็ก้าวยาว ๆ หายเข้าไปในห้องครัวด้านหลัง ทิ้งให
"ขอร้อง ยะ..อย่า อย่าทิ้งฉันไป"เสียงทุ้มเจือด้วยกระแสเว้าวอน ทั้งเมื่อมาพร้อมท่วงท่าคุกเข่า ใบหน้าหมองเศร้าแหงนขึ้นส่งสายตาขอความเห็นใจ กำแพงที่มัสลินพยายามประคับประคองมาตลอดหลายวันก็พังทลายลงอย่างราบคาบ"วะ..วอลเลอร์~"แววตาอ่อนลงของเด็กสาวส่งให้ความหวังที่เคยริบหรี่พลันเอ่อล้นขึ้นมาเต็มหัวใจ วอล
ใช้เวลาเพียงสิบนาทีเรื่องราวบางส่วนก็ถูกเปิดเผย วอลเลอร์ขบกรามแน่น ผลุนผลันกลับเข้ามาในตัวบ้าน ความรู้สึกมากมายตีรวนในช่องอกจนหายใจติดขัด'ที่ยัยลินพยายามขีดเส้นกั้นกับทุกคนที่เข้ามา ก็เพราะตอนเด็ก ลินเติบโตมาพร้อมปัญหาระหว่างสองบ้านค่ะ''พ่อของลินเป็นลูกชายคนโตของพ่อเลี้ยงมนัท แต่เพราะเลือกมาแต่งง
"ลิน! ลิน!!"วอลเลอร์เริ่มใจเสีย เมื่อทั้งร้องเรียก ทั้งเขย่า แต่ทำเท่าไหร่เด็กสาวก็ไม่ยอมลืมตาขึ้น เขาจึงตัดสินใจช้อนร่างไร้สติขึ้นอุ้มแนบอก ไม่สนแล้วว่ามารดาเธอจะล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเขาคิ้วหนาขมวดมุ่น ยิ่งเคร่งเครียดกว่าเก่าเมื่อสัมผัสได้ว่าคนตัวเล็กน้ำหนักเบากว่าตอนอยู่ด้วยกันมากโข ทั้งที่เพิ







