LOGINนั่นคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในหัวใจฉัน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พี่ไต้ฝุ่นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ประจำบ้าน เขาแวะเวียนมาหาพี่พายุบ่อยจนแทบนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะมาเพื่อสุมหัวทำโปรเจกต์กลุ่ม ติวหนังสือก่อนสอบ หรือบางครั้งก็แค่มานั่งกดจอยสเตชันเล่นเกมเตะบอลโง่ๆ กับกลุ่มเพื่อนของเขาจนดึกดื่น
ในช่วงแรก ฉันพยายามสร้างกำแพงและรักษาระยะห่างตามที่พี่พายุขีดเส้นเอาไว้อย่างเคร่งครัด ท่องจำไว้เสมอว่าเขาคือเพื่อนสนิทของพี่ชาย และที่สำคัญไปกว่านั้น เขาคือผู้ชายอันตรายที่พี่พายุถึงกับเคยเอ่ยปากเตือนฉันด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไอ้ฝุ่นมันเจ้าชู้ตัวพ่อ เสือผู้หญิงของแท้ น้องอย่าไปอยู่ใกล้มันเชียวนะ เฮียไม่อยากตามไปเตะก้านคอเพื่อนตัวเอง”
ฉันรับรู้และตระหนักถึงคำเตือนนั้นเป็นอย่างดี ฉันเห็นกับตาตัวเองมาหลายครั้งว่าเสน่ห์ร้ายเหลือของเขาทำงานอย่างทรงอานุภาพแค่ไหน เวลาที่เขาพูดคุยโทรศัพท์ คารมคมคายที่แพรวพราวและรอยยิ้มมุมปากที่แสนจะเจ้าชู้นั้น คงทำให้ผู้หญิงปลายสายใจสั่นจนแทบละลาย ฉันเฝ้ามองเขาในสถานะน้องสาวของเพื่อนสนิท เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาปฏิบัติตัวด้วยความเอ็นดูแบบห่างๆ ผสมผสานกับการหยอกล้อกวนประสาทตามประสาผู้ชายขี้เล่น
แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งถูกสั่งห้าม จิตใจที่อยากรู้อยากเห็นก็ยิ่งถลำลึก
ฉันเริ่มแอบมองเขาบ่อยขึ้น สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในตัวเขาที่คนอื่นอาจจะมองข้ามไป เวลาที่เขาขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันยามคร่ำเคร่งกับสูตรฟิสิกส์วิศวกรรมที่ซับซ้อน เวลาที่เขาหัวเราะจนตาหยีให้กับมุกตลกฝืดๆ ของเพื่อนในกลุ่ม หรือแม้กระทั่งมุมอ่อนโยนที่เขาเผลอแสดงออกมาตอนที่ย่อตัวลงลูบหัวสุนัขจรจัดที่ชอบมานอนหน้าบ้านของเรา
เขาเป็นเหมือนมวลอากาศที่ฉันต้องหายใจเข้าออก เขามีแรงดึงดูดมหาศาลจนฉันไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้เลย ความรู้สึกประหลาดนี้มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในส่วนลึกของหัวใจ ราวกับไวรัสที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามากัดกินพื้นที่ในความรู้สึกโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัวปกป้องตัวเอง
จนกระทั่งวันหนึ่ง บ่ายวันเสาร์ที่ท้องฟ้าขมุกขมัวและเมฆฝนทำท่าจะตั้งเค้า อากาศภายในบ้านค่อนข้างอบอ้าวเหนียวเหนอะหนะ พี่พายุและผองเพื่อนยังคงยึดครองพื้นที่ห้องนั่งเล่นเพื่อปั่นงานเช่นเคย ฉันนั่งทำการบ้านวิชาทฤษฎีการสื่อสารเบื้องต้นอยู่ที่โต๊ะมุมเดิม แต่ดูเหมือนว่าสมาธิของฉันจะหลุดลอยออกไปนอกหน้าต่างไกลกว่าเนื้อหาในตำราเรียนเสียแล้ว
“ทำหน้ายุ่งเป็นยายแก่เชียวนะเรา”
เสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยกระซิบดังขึ้นที่ข้างใบหูจนฉันสะดุ้งสุดตัว พี่ไต้ฝุ่นทรุดตัวลงมานั่งยองๆ อยู่ข้างเก้าอี้ของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กลิ่นน้ำหอมแบรนด์ดังที่ผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อจางๆ สไตล์ผู้ชายแมนๆ ของเขาโชยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของฉันกระตุกเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง
“เปล่าค่ะ แค่การบ้านมันยากนิดหน่อย” ฉันก้มหน้างุด ตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง พยายามบังคับสายตาตัวเองให้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรบนหน้ากระดาษเพื่อซ่อนความประหม่า
“วิชานิเทศเนี่ยนะยาก สู้สูตรคำนวณแคลคูลัสของเด็กวิศวะก็ไม่ได้หรอกมั้ง” เขาพูดกลั้วหัวเราะ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองข้อความบนสมุดโน้ตที่ฉันเขียนค้างเอาไว้
“มันก็เรียนยากกันคนละแบบสิคะ จะเอามาเทียบกันได้ยังไง” ฉันเถียงเสียงเบา รู้สึกได้ถึงมวลความร้อนที่เริ่มแผ่ซ่านขึ้นมาบนพวงแก้มอีกครั้งเมื่อระยะห่างระหว่างเราลดลงจนใบหน้าแทบจะชนกัน
“ให้เฮียช่วยไหมล่ะ” เขาเอียงคอถาม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำลายล้างหัวใจประดับอยู่บนริมฝีปากหยักสวย “ถึงจะเรียนวิศวะ แต่ถ้าเป็นเรื่องใช้คารมคมคาย เฮียว่าเฮียก็พอตัวอยู่นะ”
ฉันเบิกตากว้าง กำลังจะอ้าปากปฏิเสธความหวังดีที่แฝงไปด้วยอันตรายนั้น แต่เสียงตะโกนของพี่พายุที่กำลังง่วนอยู่กับการบัดกรีแผงวงจรไฟฟ้าก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“ไอ้ฝุ่น มึงจะไปนั่งอ่อยน้องกูอีกนานไหมวะ เลิกกวนยัยพายแล้วมาช่วยกูจับสายไฟทางนี้เลย ให้เร็ว ก่อนที่กูจะไปลากคอมึงมา”
ภูริภัทรหัวเราะหึในลำคอ “เออ รู้แล้วเว้ย ไปเดี๋ยวนี้แหละ ขี้หวงขี้บ่นฉิบหายเลยมึงเนี่ย”
เขายืดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับลงมาบนตัวฉันจนมิด ฉันเผลอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างลืมตัว และในเสี้ยววินาทีที่หัวใจเต้นระรัวนั้นเอง มือใหญ่ที่ดูอบอุ่นของเขาก็ยื่นมาวางแหมะลงบนกลุ่มผมของฉัน เขาขยี้มันเบาๆ จนผมที่มัดไว้ยุ่งเหยิงไม่ต่างจากสิ่งที่พี่พายุชอบทำเป็นประจำ
แต่ทว่าสัมผัสของเขามันกลับแตกต่างออกไป มันไม่ได้หยาบกระด้างและรุนแรงเหมือนของพี่ชาย มันแฝงไปด้วยความอ่อนโยนบางอย่างที่ฉันตีความไม่ออก สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือหนาราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูง ที่แล่นปราดจากหนังศีรษะลงมาทำลายระบบประสาทจนถึงปลายนิ้วเท้า
“ตั้งใจเรียนล่ะ ยัยตัวเล็ก ถ้าไม่เข้าใจอะไรตรงไหน ถามเฮียได้นะ เฮียเก่งทุกเรื่อง”
เขาพูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้น ก่อนจะล้วงมือสอดเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วหันหลังเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อน ทิ้งให้ฉันนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินอยู่ที่เดิม หัวใจของฉันเต้นกระหน่ำรุนแรงจนแทบจะทะลุอกเสื้อออกมาประท้วง ใบหน้าร้อนฉ่าจนฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันต้องแดงก่ำยิ่งกว่าลูกตำลึงสุกแน่ๆ
ฉันก้มหน้าลงซ่อนสายตาทันที แสร้งทำเป็นขีดเขียนตัวหนังสือลงบนตำราเรียนตรงหน้า แต่ในสมองกลับขาวโพลนไปหมด ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจแอบเหลียวมองแผ่นหลังกว้างของเขาอีกครั้ง และจังหวะนั้นเองที่ฉันพบว่าเขากำลังหันหน้ากลับมามองที่ฉันเช่นเดียวกัน
แววตาของเขาที่ทอดมองมาในครั้งนี้มันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่สายตาแห่งความเอ็นดูแบบที่พี่ชายมองน้องสาวอีกต่อไป แต่มันมีประกายไฟบางอย่างที่ลึกซึ้งและเร่าร้อนกว่านั้นฉายวาบขึ้นมา ประกายแห่งความพึงพอใจ ราวกับว่านักล่าเพิ่งสังเกตเห็นเหยื่อชิ้นโอชะที่หลงเข้ามาในอาณาเขตของตัวเอง
ริมฝีปากหยักลึกของเขากระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อย มันเป็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ทำให้หัวใจของฉันหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม
และนั่นคือลางบอกเหตุร้ายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน รอยยิ้มที่กำลังประกาศกร้าวให้ฉันรู้ว่า ผู้ชายที่ชื่อไต้ฝุ่นคนนี้ จะไม่มีวันเป็นแค่เพื่อนของพี่ชายอีกต่อไป แต่เขากำลังจะกลายเป็นพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ที่สุด ที่กำลังตั้งเค้าเตรียมพร้อมจะพัดกระหน่ำเข้ามาทำลายล้างกำแพงในหัวใจและกวาดล้างโลกอันเงียบสงบของฉัน โดยที่ฉันไม่มีทางหนีรอดไปได้เลย
ความปรารถนาที่จะขยายครอบครัวของเราให้ใหญ่ขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่บทสนทนาบนเตียงนอนในคืนนั้น หลังจากที่ฉันและพี่ไต้ฝุ่นเปิดอกคุยกันอย่างจริงจังถึงเรื่องการมีลูกคนที่สอง เราก็พบว่าทั้งคู่ต่างมีความฝันตรงกันอย่างน่าประหลาดใจ นั่นคือเราอยากได้ลูกแฝดเพศชายมาเป็นเพื่อนเล่นและคอยปกป้องพี่สาวอย่างน้องแพนเค้กการวางแผนครอบครัวอย่างรอบคอบจึงเริ่มต้นขึ้น เราตัดสินใจเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่โรงพยาบาลเดิม เพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อคัดกรองโครโมโซมที่สมบูรณ์ที่สุด ทุกขั้นตอนดำเนินไปด้วยความราบรื่นและเต็มไปด้วยความหวัง ฉันต้องผ่านการฉีดยากระตุ้นไข่และการดูแลร่างกายอย่างเข้มงวด โดยมีพี่ไต้ฝุ่นคอยทำหน้าที่เป็นพยาบาลส่วนตัวที่ไม่เคยห่างกาย เขาคอยเตรียมอาหารบำรุงทุกมื้อ ฉีดยาให้ตรงเวลา และคอยบีบนวดปลอบประโลมทุกครั้งที่ฉันรู้สึกอึดอัดแน่นท้องจนกระทั่งวันที่ผลตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ออกมา คุณหมอยิ้มกว้างพร้อมกับแจ้งข่าวดีว่า ตัวอ่อนทั้งสองตัวฝังตัวได้อย่างสมบ
ตกเย็นวันนั้น หลังจากที่เฮียพายุยอมกลับบ้านไปพร้อมกับคำสัญญาว่าจะพาหลานสาวไปเที่ยวสวนสนุกในวันหยุดสุดสัปดาห์ บ้านของเราก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งพี่ไต้ฝุ่นกำลังนั่งอ่านหนังสือนิทานเรื่องโปรดให้น้องแพนเค้กฟังอยู่บนเตียงนอนนุ่ม เสียงทุ้มต่ำและจังหวะการเล่าเรื่องที่น่าติดตามของเขาทำให้ลูกสาวตัวน้อยค่อยๆ หลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด เขาวางหนังสือลงอย่างแผ่วเบา ดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมถึงหน้าอกลูกสาว โน้มใบหน้าลงไปจุมพิตที่หน้าผากเล็กๆ นั้นด้วยความรักที่เปี่ยมล้นฉันยืนพิงกรอบประตูห้องนอนลูก มองดูภาพความอ่อนโยนของผู้ชายที่ฉันรักที่สุดในโลก ความสุขที่เอ่อล้นอยู่ในใจทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดพี่ไต้ฝุ่นหันมาเห็นฉันยืนยิ้มอยู่ เขาลุกขึ้นจากเตียงและเดินย่องเข้ามาหา สอดแขนโอบกอดเอวฉันไว้หลวมๆ แล้วพาเดินกลับไปยังห้องนอนใหญ่ของเรา“ลูกหลับแล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามเสียงเบาเมื่อเราเดินเข
“คุณลุงขา น้องแพนอยากได้อันนี้ค่า”เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยสามขวบดังเจื้อยแจ้ว พลางใช้นิ้วป้อมๆ ชี้ไปที่หน้าจอแท็บเล็ตซึ่งกำลังเล่นโฆษณาบ้านตุ๊กตาหลังใหญ่ยักษ์ที่มีสไลเดอร์และสระว่ายน้ำจำลองในตัว“จัดไปครับเจ้าหญิงของลุง เดี๋ยวลุงสั่งให้เดี๋ยวนี้เลย เอาแบบที่หลังใหญ่กว่าในโฆษณานี้อีกดีไหมคะ”เฮียพายุที่กำลังนั่งบนพื้นพรมให้หลานสาวตัวน้อยขี่คอ รีบพยักหน้ารับคำอย่างเอาอกเอาใจ นิ้วหนากดยืนยันการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันบนมือถืออย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองราคา“ไอ้พายุ มึงจะเปย์ลูกกูเกินหน้าเกินตาไปแล้วนะ บ้านกูจะไม่มีที่เดินอยู่แล้วเพราะของเล่นที่มึงประเคนซื้อมาให้เนี่ย”พี่ไต้ฝุ่นที่เพิ่งเดินถือจานแอปเปิลปลอกเปลือกออกมาจากครัวบ่นอุบอิบ เขาวางจานลงบนโต๊ะกระจกแล้วเท้าเอวมองหน้าเพื่อนรักที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นทาสหลานแบบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็
ฉันก้มลงมองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วที่กำลังหลับตาปี๋และร้องไห้เสียงดัง ผิวของลูกเป็นสีชมพูระเรื่อ เส้นผมสีดำขลับนุ่มสลวยชื้นเหงื่อ นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา คือพยานรักที่เติบโตมาจากความผูกพันและการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดฉันหันไปมองหน้าพี่ไต้ฝุ่น เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง ซบใบหน้าลงกับท่อนแขนของฉัน ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใครอีกต่อไป น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มขณะที่เขายื่นมือที่สั่นเทามาลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด“ลูกสาวของเราพาย ลูกสาวของเราเกิดแล้ว” เขาร้องไห้ไปยิ้มไป โน้มใบหน้าลงมาจุมพิตที่หน้าผากของฉันอย่างลึกซึ้ง “ขอบคุณนะพาย ขอบคุณที่เข้มแข็งเพื่อครอบครัวของเรา ขอบคุณที่มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้พี่”ฉันยิ้มรับทั้งน้ำตา มองภาพครอบครัวของเราที่สมบูรณ์แบบในที่สุดเราตั้งชื่อเล่นให้ลูกสาวตัวน้อยว่า น้องแพนเค้ก ชื่อนี้ได้มาจากช่วงไตรมาสสุดท้า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อายุครรภ์ของฉันก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ยี่สิบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้ทราบเพศของลูกน้อยในครรภ์ อาการแพ้ท้องของพี่ไต้ฝุ่นเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้วตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น แต่ความขี้เห่อและความคลั่งรักของเขากลับเพิ่มทวีคูณเป็นเท่าตัวเราสองคนนั่งจับมือกันแน่นอยู่ในห้องตรวจของโรงพยาบาล ฉันนอนอยู่บนเตียงโดยมีเจลเย็นๆ ชโลมอยู่บนหน้าท้องที่เริ่มนูนป่องออกมาอย่างเห็นได้ชัด คุณหมอสูตินรีแพทย์สาวคนเดิมกำลังใช้หัวตรวจอัลตราซาวนด์วนไปมาบนหน้าท้องของฉันหน้าจอแสดงภาพโครงสร้างของทารกตัวน้อยที่กำลังดิ้นไปมา เสียงหัวใจเต้นตึกตักดังฟังชัดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พี่ไต้ฝุ่นจ้องมองหน้าจอไม่กะพริบตา มือหนาบีบมือฉันแน่นจนชื้นเหงื่อ“แข็งแรงสมบูรณ์ดีมากเลยนะคะคุณแม่ ขนาดตัวและน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป๊ะเลยค่ะ” คุณหมอเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม“แล้วเพศล่ะครับหมอ ลูกผมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายครับ” พี่ไต้ฝุ่นรีบถามด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยคุณหมอขยับหัวตรวจไปมาอีกเล็กน้อย ก่อนจะชี้ให้ดูที่หน้าจอ “เห็นตรงนี้ไหมคะคุณพ่อ ไม่มีอะไรยื่นออกมาเลยค่ะ ยินดีด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่ได้ลูกสาว
เสียงกดชักโครกดังขึ้นจากห้องน้ำเป็นรอบที่สามของเช้าวันนี้ ฉันวางทัพพีคนข้าวต้มหมูสับในหม้อลงบนจานรอง เดินเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วตรงดิ่งไปยังห้องน้ำที่เปิดประตูทิ้งไว้ ร่างสูงใหญ่ของสามีตัวโตกำลังนั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นกระเบื้อง แผ่นหลังกว้างพิงกำแพงอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูดุดันและมีเสน่ห์บัดนี้ซีดเซียวจนแทบไม่เหลือสีเลือด“พี่ไต้ฝุ่น ไหวไหมคะ” ฉันทรุดตัวลงนั่งข้างเขา ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้คนป่วยแพ้ท้องแทนภรรยาอย่างเบามือ“พี่หมดแรงแล้วพาย” เขากระซิบเสียงแผ่ว ทิ้งศีรษะซบลงบนลาดไหล่ของฉัน “ลูกเราพ่นพิษใส่พี่หนักมากเลย ตอนนี้แค่ได้กลิ่นยาสีฟันพี่ยังอยากจะอ้วกเลย”ฉันหัวเราะเบาๆ ลูบผมสีดำสนิทของเขาด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่วันที่รู้ว่าฉันตั้งครรภ์ อาการคูเวดซินโดรมหรือแพ้ท้องแทนภรรยาของพี่ไต้ฝุ่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นตามอายุครรภ์ของฉันที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่ ในขณะที่ฉันกินอิ่มนอนหลับ น้ำหนักขึ้นมาหลายกิโลกรัม ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล คนที่ต้องรับเคราะห์กรรมแทนกลับเป็นคุณพ่อป้ายแดงที่น้ำหนักลดลงไปเกือบสามกิโลกรัมเพราะกินอะไรไม่ค่อยลงนอ







