เข้าสู่ระบบ“ทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้ ทุกสัมผัส ทุกรอยยิ้มของเขา มันดึงดูดฉันให้ถลำลึกลงไปเรื่อยๆ”
เข็มนาฬิกาในโลกใบเล็กอันแสนสงบของพิมพายคล้ายจะถูกเร่งจังหวะให้หมุนเร็วขึ้นอย่างบ้าคลั่ง นับตั้งแต่วันที่รอยยิ้มทรงเสน่ห์และสัมผัสอุ่นซ่านจากฝ่ามือหนาของภูริภัทรทาบทับลงมาบนเส้นผม ความรู้สึกปั่นป่วนประหลาดที่เกิดขึ้นในวันนั้นยังคงทิ้งร่องรอยฝังลึกไว้ในห้วงความรู้สึก ราวกับถ่านไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ใต้กองขี้เถ้า รอเพียงกระแสลมพัดโชยมาเบาๆ ก็พร้อมจะปะทุลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
และกระแสลมที่ว่านั้นก็ดูเหมือนจะขยันพัดผ่านมาทางบ้านของฉันบ่อยครั้งเหลือเกิน
ช่วงหลายสัปดาห์ต่อมา ห้องนั่งเล่นที่เคยเป็นอาณาจักรแห่งความสงบสุขของฉัน ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นศูนย์บัญชาการย่อยของนักศึกษาคณะวิศวกรรมเครื่องกลปีสามไปโดยปริยาย พายุภัทรและภูริภัทรได้รับมอบหมายให้ทำโปรเจกต์ชิ้นใหญ่ร่วมกัน มันคือการออกแบบชิ้นส่วนกลไกเครื่องยนต์ที่ซับซ้อนเกินกว่าจินตนาการของเด็กนิเทศศาสตร์ปีหนึ่งอย่างฉันจะหยั่งถึง
ความถี่ในการปรากฏตัวของพี่ไต้ฝุ่นในบ้านของเราจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยแวะเวียนมาสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง กลายเป็นว่าเขามาขลุกอยู่ที่นี่แทบจะทุกวันหลังเลิกเรียน ลากยาวไปจนถึงค่ำมืดดึกดื่น
ภาพที่ฉันเห็นจนชินตากลายเป็นภาพของร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดธรรมดาที่ขับเน้นสัดส่วนสมบูรณ์แบบของเขากำลังก้มหน้าคร่ำเคร่งอยู่กับแบบร่างพิมพ์เขียวที่กระจัดกระจายเต็มโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ย เขากับพี่พายุมักจะสุมหัวถกเถียงกันด้วยศัพท์เทคนิคเฉพาะทางที่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง สลับกับการสบถคำหยาบเบาๆ ยามที่บางอย่างไม่เป็นไปตามแผน กลิ่นกาแฟคั่วเข้มที่ชงทิ้งไว้จนเย็นชืดผสมผสานกับกลิ่นโลหะจางๆ จากชิ้นส่วนอะไหล่ที่พวกเขานำมากองสุมไว้ สร้างบรรยากาศดิบเถื่อนทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาดให้เกิดขึ้นในบ้านของเรา
ฉันพยายามทำตัวให้ลีบแบนเป็นอากาศธาตุ เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้เวลาที่ต้องเดินผ่านพื้นที่ยึดครองของพวกเขาเพื่อไปหยิบหนังสือหรือรินน้ำดื่ม แต่ดูเหมือนว่าการมีอยู่ของฉันจะไม่อาจรอดพ้นสายตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นไปได้เลย
“น้องพาย มานั่งเหม่ออะไรตรงนี้”
เสียงทุ้มต่ำที่ติดจะกวนประสาทเล็กน้อยดังขึ้นจากทางด้านหลัง ฉันสะดุ้งสุดตัวก่อนจะหันขวับกลับไปมอง ภูริภัทรกำลังยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพิงขอบประตูห้องครัว มืออีกข้างของเขาถือแก้วกาแฟเซรามิกที่ว่างเปล่า ดวงตาเรียวคมของเขาทอดมองมาที่ฉันอย่างคนชอบจับผิด
“พายไม่ได้เหม่อ พายแค่พักสายตาต่างหาก” ฉันรีบแก้ตัวตะกุกตะกัก ก้มหน้าลงมองสมุดเลกเชอร์ที่เต็มไปด้วยลายมือยุกยิกของตัวเองเพื่อหลบเลี่ยงสายตาทรงเสน่ห์คู่นั้น
“พักสายตา หรือพักใจที่กำลังเต้นแรงกันแน่” เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้ ยื่นแก้วในมือมาตรงหน้าฉันพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก “กาแฟเฮียหมดแล้ว ชงให้ใหม่อีกแก้วสิ”
คำพูดหยอกเย้าของเขาเหมือนลูกศรที่ยิงตรงมาปักเข้ากลางใจ ฉันรู้สึกได้ถึงมวลความร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาเห่อแดงบนใบหน้าอีกครั้ง พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่กำลังเสียกระบวนการทำงาน “เฮียพายุก็บอกอยู่ว่าอย่าดื่มกาแฟเยอะ มันเปลืองของ”
ฉันแกล้งยกชื่อพี่ชายขึ้นมาอ้างเป็นเกราะกำบัง ทั้งที่รู้ดีเต็มอกว่ามันเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย พี่ไต้ฝุ่นหัวเราะหึในลำคอ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนความรู้สึกของฉันอย่างรุนแรงจนแทบต้านทานไม่ไหว
“ใจร้ายจังนะเรา แค่กาแฟแก้วเดียวก็หวง หรือว่ากลัวว่าถ้าเฮียใจสั่นตายไป จะไม่มีใครมาช่วยติวหนังสือให้”
ฉันชะงักมือที่กำลังจับปากกา เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ “ติวหนังสืออะไรคะ”
“ก็เห็นนั่งคิ้วขมวดจ้องไอ้กระดาษแผ่นนั้นมาเป็นชั่วโมงแล้ว คิ้วจะผูกกันเป็นโบอยู่แล้วนั่น มีอะไรให้เฮียช่วยหรือเปล่าล่ะ” เขายกมือขึ้นมาทำท่าจะใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนหน้าผากของฉัน แต่ฉันไหวตัวเบี่ยงหลบทันอย่างหวุดหวิด
“ไม่ต้องเลยค่ะ นี่มันวิชาของเด็กนิเทศศาสตร์ เฮียเรียนวิศวะไม่เข้าใจหรอก” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง แม้ว่าในใจลึกๆ จะกำลังสู้รบกับความจริงที่ว่าฉันกำลังมีปัญหาอย่างหนักกับวิชาทฤษฎีการสื่อสารขั้นพื้นฐานจริงๆ
“โอ้โห ดูถูกกันซะด้วย” เขาแสร้งทำหน้าผิดหวังทว่าดวงตายังคงพราวระยับ “วิศวะอย่างเฮียอาจจะไม่ได้เก่งเรื่องภาษาดอกไม้สวยหรูแบบเด็กนิเทศ แต่ถ้าเป็นเรื่องตรรกะและเหตุผลละก็ เฮียว่าเฮียพอถูไถได้สบายมาก เอามาดูสิ”
เขาไม่รอให้ฉันเอ่ยปากอนุญาต ฝ่ามือหนาก็เอื้อมมาดึงสมุดเลกเชอร์ของฉันไปจากโต๊ะอย่างรวดเร็ว ฉันเบิกตากว้างพยายามจะกระโดดแย่งคืน แต่เขากลับชูมันขึ้นสูงจนคนตัวเล็กอย่างฉันเอื้อมไม่ถึง
“เฮียฝุ่น เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ” ฉันร้องประท้วงเสียงหลง แต่ก็ต้องรีบกดเสียงให้เบาลงเพราะกลัวว่าเสียงจะดังลอดไปถึงห้องนั่งเล่นที่พี่พายุยังคงจมอยู่กับกองแบบร่างพิมพ์เขียว
“เดี๋ยวน่า ขอดูก่อน” เขาไม่สนใจเสียงประท้วงของฉัน นัยน์ตาคมกริบใช้เวลาเพียงครู่เดียวในการกวาดสายตาอ่านเนื้อหาที่ฉันจดเอาไว้ “ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างบุคคล” เขาลากเสียงยาวในลำคอ “ดูซับซ้อนใช้ได้เลยนี่”
“มันไม่ใช่แค่ซับซ้อน แต่มันน่าปวดหัวมากๆ ต่างหาก” ฉันบ่นอุบอิบอย่างยอมจำนน ยอมแพ้ที่จะกระโดดแย่งสมุดคืนแล้วปล่อยให้เขายืนอ่านมันต่อไป
พี่ไต้ฝุ่นมองหน้าฉันนิ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เคยมียกประดับอยู่บนใบหน้าจางหายไปชั่วขณะ ถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังและท่าทีครุ่นคิด “มันก็แค่โมเดลที่อธิบายว่าคนเราส่งสารคุยกันยังไงไม่ใช่เหรอ”
และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มอธิบายทฤษฎีที่ฉันอ่านจนปวดหัวมาหลายวันด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายกว่าที่ฉันคาดคิด เขาเปรียบเทียบกระบวนการสื่อสารของมนุษย์กับวงจรไฟฟ้า การส่งสาร การเข้ารหัส การถอดรหัส และเรื่องของสัญญาณรบกวน เขาอธิบายทุกอย่างในมุมมองของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่มองทุกสิ่งบนโลกเป็นระบบและกระบวนการที่ชัดเจน
ฉันยืนฟังเขาอธิบายอย่างตั้งใจ ลืมไปชั่วขณะว่าเขากำลังกวนประสาทฉันอยู่เมื่อครู่นี้ ลืมกระทั่งว่าหัวใจของตัวเองกำลังเต้นแรงแค่ไหนที่เขายืนอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ กลิ่นน้ำหอมแบรนด์ดังที่ผสมผสานกับกลิ่นกาแฟอ่อนๆ จากตัวเขาหอมฟุ้งจนฉันแทบอยากจะหยุดหายใจเพื่อกักเก็บกลิ่นนี้ไว้
“พอจะเห็นภาพบ้างหรือยัง” เขาเอ่ยถามหลังจากอธิบายจบ
ฉันพยักหน้าช้าๆ รับรู้ได้ว่าสมองโล่งขึ้นมาก “ก็พอจะเข้าใจกระบวนการของมันมากขึ้นค่ะ”
ความปรารถนาที่จะขยายครอบครัวของเราให้ใหญ่ขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่บทสนทนาบนเตียงนอนในคืนนั้น หลังจากที่ฉันและพี่ไต้ฝุ่นเปิดอกคุยกันอย่างจริงจังถึงเรื่องการมีลูกคนที่สอง เราก็พบว่าทั้งคู่ต่างมีความฝันตรงกันอย่างน่าประหลาดใจ นั่นคือเราอยากได้ลูกแฝดเพศชายมาเป็นเพื่อนเล่นและคอยปกป้องพี่สาวอย่างน้องแพนเค้กการวางแผนครอบครัวอย่างรอบคอบจึงเริ่มต้นขึ้น เราตัดสินใจเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่โรงพยาบาลเดิม เพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อคัดกรองโครโมโซมที่สมบูรณ์ที่สุด ทุกขั้นตอนดำเนินไปด้วยความราบรื่นและเต็มไปด้วยความหวัง ฉันต้องผ่านการฉีดยากระตุ้นไข่และการดูแลร่างกายอย่างเข้มงวด โดยมีพี่ไต้ฝุ่นคอยทำหน้าที่เป็นพยาบาลส่วนตัวที่ไม่เคยห่างกาย เขาคอยเตรียมอาหารบำรุงทุกมื้อ ฉีดยาให้ตรงเวลา และคอยบีบนวดปลอบประโลมทุกครั้งที่ฉันรู้สึกอึดอัดแน่นท้องจนกระทั่งวันที่ผลตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ออกมา คุณหมอยิ้มกว้างพร้อมกับแจ้งข่าวดีว่า ตัวอ่อนทั้งสองตัวฝังตัวได้อย่างสมบ
ตกเย็นวันนั้น หลังจากที่เฮียพายุยอมกลับบ้านไปพร้อมกับคำสัญญาว่าจะพาหลานสาวไปเที่ยวสวนสนุกในวันหยุดสุดสัปดาห์ บ้านของเราก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งพี่ไต้ฝุ่นกำลังนั่งอ่านหนังสือนิทานเรื่องโปรดให้น้องแพนเค้กฟังอยู่บนเตียงนอนนุ่ม เสียงทุ้มต่ำและจังหวะการเล่าเรื่องที่น่าติดตามของเขาทำให้ลูกสาวตัวน้อยค่อยๆ หลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด เขาวางหนังสือลงอย่างแผ่วเบา ดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมถึงหน้าอกลูกสาว โน้มใบหน้าลงไปจุมพิตที่หน้าผากเล็กๆ นั้นด้วยความรักที่เปี่ยมล้นฉันยืนพิงกรอบประตูห้องนอนลูก มองดูภาพความอ่อนโยนของผู้ชายที่ฉันรักที่สุดในโลก ความสุขที่เอ่อล้นอยู่ในใจทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดพี่ไต้ฝุ่นหันมาเห็นฉันยืนยิ้มอยู่ เขาลุกขึ้นจากเตียงและเดินย่องเข้ามาหา สอดแขนโอบกอดเอวฉันไว้หลวมๆ แล้วพาเดินกลับไปยังห้องนอนใหญ่ของเรา“ลูกหลับแล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามเสียงเบาเมื่อเราเดินเข
“คุณลุงขา น้องแพนอยากได้อันนี้ค่า”เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยสามขวบดังเจื้อยแจ้ว พลางใช้นิ้วป้อมๆ ชี้ไปที่หน้าจอแท็บเล็ตซึ่งกำลังเล่นโฆษณาบ้านตุ๊กตาหลังใหญ่ยักษ์ที่มีสไลเดอร์และสระว่ายน้ำจำลองในตัว“จัดไปครับเจ้าหญิงของลุง เดี๋ยวลุงสั่งให้เดี๋ยวนี้เลย เอาแบบที่หลังใหญ่กว่าในโฆษณานี้อีกดีไหมคะ”เฮียพายุที่กำลังนั่งบนพื้นพรมให้หลานสาวตัวน้อยขี่คอ รีบพยักหน้ารับคำอย่างเอาอกเอาใจ นิ้วหนากดยืนยันการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันบนมือถืออย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองราคา“ไอ้พายุ มึงจะเปย์ลูกกูเกินหน้าเกินตาไปแล้วนะ บ้านกูจะไม่มีที่เดินอยู่แล้วเพราะของเล่นที่มึงประเคนซื้อมาให้เนี่ย”พี่ไต้ฝุ่นที่เพิ่งเดินถือจานแอปเปิลปลอกเปลือกออกมาจากครัวบ่นอุบอิบ เขาวางจานลงบนโต๊ะกระจกแล้วเท้าเอวมองหน้าเพื่อนรักที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นทาสหลานแบบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็
ฉันก้มลงมองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วที่กำลังหลับตาปี๋และร้องไห้เสียงดัง ผิวของลูกเป็นสีชมพูระเรื่อ เส้นผมสีดำขลับนุ่มสลวยชื้นเหงื่อ นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา คือพยานรักที่เติบโตมาจากความผูกพันและการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดฉันหันไปมองหน้าพี่ไต้ฝุ่น เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง ซบใบหน้าลงกับท่อนแขนของฉัน ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใครอีกต่อไป น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มขณะที่เขายื่นมือที่สั่นเทามาลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด“ลูกสาวของเราพาย ลูกสาวของเราเกิดแล้ว” เขาร้องไห้ไปยิ้มไป โน้มใบหน้าลงมาจุมพิตที่หน้าผากของฉันอย่างลึกซึ้ง “ขอบคุณนะพาย ขอบคุณที่เข้มแข็งเพื่อครอบครัวของเรา ขอบคุณที่มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้พี่”ฉันยิ้มรับทั้งน้ำตา มองภาพครอบครัวของเราที่สมบูรณ์แบบในที่สุดเราตั้งชื่อเล่นให้ลูกสาวตัวน้อยว่า น้องแพนเค้ก ชื่อนี้ได้มาจากช่วงไตรมาสสุดท้า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อายุครรภ์ของฉันก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ยี่สิบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้ทราบเพศของลูกน้อยในครรภ์ อาการแพ้ท้องของพี่ไต้ฝุ่นเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้วตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น แต่ความขี้เห่อและความคลั่งรักของเขากลับเพิ่มทวีคูณเป็นเท่าตัวเราสองคนนั่งจับมือกันแน่นอยู่ในห้องตรวจของโรงพยาบาล ฉันนอนอยู่บนเตียงโดยมีเจลเย็นๆ ชโลมอยู่บนหน้าท้องที่เริ่มนูนป่องออกมาอย่างเห็นได้ชัด คุณหมอสูตินรีแพทย์สาวคนเดิมกำลังใช้หัวตรวจอัลตราซาวนด์วนไปมาบนหน้าท้องของฉันหน้าจอแสดงภาพโครงสร้างของทารกตัวน้อยที่กำลังดิ้นไปมา เสียงหัวใจเต้นตึกตักดังฟังชัดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พี่ไต้ฝุ่นจ้องมองหน้าจอไม่กะพริบตา มือหนาบีบมือฉันแน่นจนชื้นเหงื่อ“แข็งแรงสมบูรณ์ดีมากเลยนะคะคุณแม่ ขนาดตัวและน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป๊ะเลยค่ะ” คุณหมอเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม“แล้วเพศล่ะครับหมอ ลูกผมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายครับ” พี่ไต้ฝุ่นรีบถามด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยคุณหมอขยับหัวตรวจไปมาอีกเล็กน้อย ก่อนจะชี้ให้ดูที่หน้าจอ “เห็นตรงนี้ไหมคะคุณพ่อ ไม่มีอะไรยื่นออกมาเลยค่ะ ยินดีด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่ได้ลูกสาว
เสียงกดชักโครกดังขึ้นจากห้องน้ำเป็นรอบที่สามของเช้าวันนี้ ฉันวางทัพพีคนข้าวต้มหมูสับในหม้อลงบนจานรอง เดินเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วตรงดิ่งไปยังห้องน้ำที่เปิดประตูทิ้งไว้ ร่างสูงใหญ่ของสามีตัวโตกำลังนั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นกระเบื้อง แผ่นหลังกว้างพิงกำแพงอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูดุดันและมีเสน่ห์บัดนี้ซีดเซียวจนแทบไม่เหลือสีเลือด“พี่ไต้ฝุ่น ไหวไหมคะ” ฉันทรุดตัวลงนั่งข้างเขา ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้คนป่วยแพ้ท้องแทนภรรยาอย่างเบามือ“พี่หมดแรงแล้วพาย” เขากระซิบเสียงแผ่ว ทิ้งศีรษะซบลงบนลาดไหล่ของฉัน “ลูกเราพ่นพิษใส่พี่หนักมากเลย ตอนนี้แค่ได้กลิ่นยาสีฟันพี่ยังอยากจะอ้วกเลย”ฉันหัวเราะเบาๆ ลูบผมสีดำสนิทของเขาด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่วันที่รู้ว่าฉันตั้งครรภ์ อาการคูเวดซินโดรมหรือแพ้ท้องแทนภรรยาของพี่ไต้ฝุ่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นตามอายุครรภ์ของฉันที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่ ในขณะที่ฉันกินอิ่มนอนหลับ น้ำหนักขึ้นมาหลายกิโลกรัม ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล คนที่ต้องรับเคราะห์กรรมแทนกลับเป็นคุณพ่อป้ายแดงที่น้ำหนักลดลงไปเกือบสามกิโลกรัมเพราะกินอะไรไม่ค่อยลงนอ







