Mag-log inภูริภัทรสบถคำหยาบออกมาเบาๆ อย่างหัวเสียสุดขีด ก่อนที่เขาจะช้อนร่างของน้องสาวเพื่อนขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดายโดยไม่หลุดคำพูดใดๆ ออกมาอีก
ฉันตกใจจนสร่างเมาไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะขัดขืนหรือดิ้นรน ทำได้เพียงซุกซบใบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่แสนอบอุ่นของเขา สูดดมกลิ่นกายที่ฉันเฝ้าคิดถึงมาตลอดหลายคืนอย่างโหยหา
สติสัมปชัญญะของฉันดับวูบลงไปหลังจากนั้น รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แผ่นหลังสัมผัสกับพื้นผิวที่นุ่มสบาย มันไม่ใช่ฟูกนอนบนเตียงในห้องของฉันที่บ้านอย่างแน่นอน เลยลืมตาขึ้นช้าๆ พยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้เข้ากับแสงไฟสีส้มสลัวภายในห้องที่ไม่คุ้นตา ที่นี่ไม่ใช่บ้านของฉัน ทว่ามันคือห้องสี่เหลี่ยมสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ที่ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มอย่างสีดำ สีเทา และสีน้ำเงินเข้ม เฟอร์นิเจอร์มีเพียงน้อยชิ้นแต่ดูเรียบหรู และที่สำคัญที่สุด กลิ่นอายความเป็นผู้ชายของเฮียฝุ่นลอยอบอวลไปทั่วทุกอณูอากาศ นี่คือคอนโดมิเนียมของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
“ตื่นแล้วเหรอ”
เสียงทุ้มต่ำดังทะลุความเงียบขึ้นจากมุมห้อง ภูริภัทรเดินก้าวออกมาจากเงามืด ในมือแกร่งถือแก้วน้ำเย็นจัดติดมาด้วย เขายังคงอยู่ในชุดเสื้อผ้าตัวเดิม เสื้อยืดสีดำสนิทพอดีตัวที่ขับเน้นผิวขาวจัดของเขาให้ดูโดดเด่นท่ามกลางแสงสลัวรอบกาย
“ทำไมพายถึงมาอยู่ที่นี่ได้คะ”
ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามใช้สองแขนยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่โลกก็หมุนคว้างอย่างรุนแรงจนฉันต้องทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งบนเตียงกว้าง
“น้องพายยังไม่สร่างเมาหรอก นอนนิ่งๆ ไปเถอะ”
เขาเดินเข้ามาวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะไม้ข้างเตียงนอน
“เฮียพากลับบ้านในสภาพดูไม่ได้แบบนั้นไม่ได้ ไอ้พายุมันได้ฆ่าเฮียตายคารั้วบ้านแน่ ลุกขึ้นมาดื่มน้ำซะ” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบ “แล้วค่อยๆ เดินไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น ห้องน้ำอยู่ทางนั้น”
ฉันทำตามคำสั่งของเขาอย่างว่าง่าย ความมึนเมายังคงเกาะกุมอยู่ในกระแสเลือด ทว่าสติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย ฉันพยุงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของตัวเองเดินโซเซเข้าไปในห้องน้ำ กวักน้ำเย็นเฉียบชโลมล้างใบหน้าจนรู้สึกตื่นตัวขึ้น เมื่อทอดสายตามองเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ ฉันก็พบกับสภาพที่น่าสมเพชของตัวเอง ผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ฟู ดวงตาบวมช้ำ และขอบตาที่ยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก
เมื่อฉันรวบรวมความกล้าเดินกลับออกมา เฮียฝุ่นกำลังนั่งรออยู่บนโซฟาหนังแท้สีเข้มที่ปลายเตียง ความเงียบที่หนักอึ้งโรยตัวลงมาปกคลุมรอบกายเราทั้งสองคน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่งๆ อยู่ในความเงียบอันน่าอึดอัด
“ทำไมถึงปล่อยตัวไปดื่มเหล้าจนเมามายขนาดนั้น”
เขาเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความอึดอัดขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชาและห่างเหินจนน่าใจหาย
“พายแค่เครียดค่ะ”
ฉันตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพลางก้มหน้าลงมองปลายนิ้วของตัวเองด้วยความรู้สึกผิด
“เครียดเรื่องเรียน หรือเครียดเรื่องอะไรกันแน่”
เขาเอ่ยถามย้ำ นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาคล้ายกับจะรู้ทันความคิดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจฉัน
“ทุกเรื่องนั่นแหละค่ะ” น้ำเสียงของฉันเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ “พายเครียดเรื่องเรียนที่คณะ แล้วก็เครียดที่เฮียฝุ่นเอาแต่หลบหน้าไม่ยอมพูดคุยกับพายเหมือนเดิม”
ฉันตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตากับเขานิ่งๆ หยาดน้ำตาที่เพิ่งถูกเช็ดแห้งไป กลับเอ่อคลอขึ้นมาบดบังการมองเห็นอีกครั้ง
“ทำไมเฮียต้องทำเหมือนพายเป็นแค่อากาศธาตุที่ไม่มีตัวตนด้วย พายทำอะไรผิดนักหนา”
ภูริภัทรชะงักงันไปเล็กน้อย ดวงตาสีนิลของเขาวูบไหวและฉายแววสับสนออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“เฮียไม่ได้ทำแบบนั้น”
“เฮียฝุ่นทำ”
ฉันตอบกลับแทรกขึ้นมาทันที ความกล้าบ้าบิ่นที่เกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในเส้นเลือด ทำให้ฉันกล้าที่จะระเบิดสิ่งที่อัดอั้นมานานแสนนาน
“ตั้งแต่วันที่เฮียฝุ่นตกลงกับเฮียพายุ เฮียก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เฮียสร้างกำแพง เฮียทำเหมือนพายไม่มีชีวิตจิตใจ เพียงเพราะคำว่าน้องสาวที่เฮียเป็นคนพูดมันออกมาเองงั้นเหรอ”
“พาย หยุดพูดเดี๋ยวนี้”
เขาเรียกชื่อฉันเสียงเข้มจัดและตวาดกร้าวเพื่อตัดบท พยายามจะหยุดยั้งอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูงของฉัน
“พายรู้ดีว่าเฮียฝุ่นไม่อยากให้เฮียพายุไม่สบายใจ แต่การที่เฮียเลือกวิธีผลักไสพายแบบนี้ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกด่าเสียอีก”
ฉันปล่อยให้น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจไหลทะลักออกมาอย่างไม่อายสายตาของเขาอีกต่อไป
“พายยอมรับความจริงก็ได้ ว่าพายรู้สึกดีกับเฮียฝุ่น พายชอบเฮีย แต่พายก็เจียมตัวและไม่เคยคิดที่จะล้ำเส้นที่เฮียพายุขีดเอาไว้เลยสักนิด”
ภูริภัทรนิ่งไปราวกับถูกสาปด้วยคำสารภาพของน้องสาวเพื่อน
“แต่เฮียฝุ่นกลับเป็นคนใจร้าย ที่ผลักไสพายออกไปเอง”
ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศในห้องอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันคือความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยความอึดอัดจนแทบจะขาดใจตาย
ภูริภัทรเบือนหน้าหนีสายตาตัดพ้อของยัยตัวเล็กไปทางผนังห้อง กรามแกร่งของเขาขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูนชัดเจน
“น้องไม่มีวันเข้าใจโลกของผู้ชายหรอกพาย”
เขาแค่นเสียงรอดไรฟันออกมาด้วยความอัดอั้น
“พายไม่เข้าใจเรื่องอะไรคะ”
เขาหันขวับกลับมาสบตากับฉัน แววตาที่เคยเย็นชาและแข็งกระด้างในตอนแรก บัดนี้มันเอ่อล้นไป
ด้วยความสับสน ความเจ็บปวด และความอัดอั้นที่ฉันไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายที่ทรนงตนคนนี้
“พายมันยังเด็กเกินไป พายยังอ่อนต่อโลก”
“พายอายุสิบแปดแล้ว พายโตพอที่จะคิดเองได้แล้ว”
ฉันเถียงคอเป็นเอ็นอย่างไม่ยอมแพ้
“โตแล้วอย่างนั้นเหรอ”
เขาแค่นหัวเราะเย้ยหยันตัวเองด้วยความสมเพช
“โตแล้วถึงได้ไปนั่งดื่มแอลกอฮอล์จนเมาเละเทะ ปล่อยให้ผู้ชายคนอื่นมาฉุดกระชากไปทำมิดีมิร้ายง่ายๆ น่ะเหรอ ถ้าวันนี้เฮียขับรถไปเจอพายไม่ทัน จะเกิดเรื่องระยำอะไรขึ้นบ้าง พายเคยคิดเผื่อไว้บ้างไหม”
ถ้อยคำต่อว่าที่รุนแรงของเขาเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดเฉือนลงบนใจของฉัน แต่ลึกๆ แล้วฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขากำลังพูดความจริงที่น่ากลัว
“เฮียไม่ได้อยากจะรักษาระยะห่างจากพายเลยสักนิด”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลงคล้ายคนหมดแรงพยุงเกราะป้องกันตัวเองต่อไป
“แต่เฮียมีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น”
“เพราะเฮียฝุ่นเกรงใจเฮียพายุใช่ไหม”
ฉันถามออกไปตรงๆ
“ไม่ใช่”
เขาปฏิเสธสวนกลับมาทันควัน
“เพราะตัวของเฮียเองต่างหาก”
ฉันขมวดคิ้วมองเขาด้วยความไม่เข้าใจอย่างรุนแรงและสับสนในสิ่งที่ได้ยิน
ความปรารถนาที่จะขยายครอบครัวของเราให้ใหญ่ขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่บทสนทนาบนเตียงนอนในคืนนั้น หลังจากที่ฉันและพี่ไต้ฝุ่นเปิดอกคุยกันอย่างจริงจังถึงเรื่องการมีลูกคนที่สอง เราก็พบว่าทั้งคู่ต่างมีความฝันตรงกันอย่างน่าประหลาดใจ นั่นคือเราอยากได้ลูกแฝดเพศชายมาเป็นเพื่อนเล่นและคอยปกป้องพี่สาวอย่างน้องแพนเค้กการวางแผนครอบครัวอย่างรอบคอบจึงเริ่มต้นขึ้น เราตัดสินใจเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่โรงพยาบาลเดิม เพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อคัดกรองโครโมโซมที่สมบูรณ์ที่สุด ทุกขั้นตอนดำเนินไปด้วยความราบรื่นและเต็มไปด้วยความหวัง ฉันต้องผ่านการฉีดยากระตุ้นไข่และการดูแลร่างกายอย่างเข้มงวด โดยมีพี่ไต้ฝุ่นคอยทำหน้าที่เป็นพยาบาลส่วนตัวที่ไม่เคยห่างกาย เขาคอยเตรียมอาหารบำรุงทุกมื้อ ฉีดยาให้ตรงเวลา และคอยบีบนวดปลอบประโลมทุกครั้งที่ฉันรู้สึกอึดอัดแน่นท้องจนกระทั่งวันที่ผลตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ออกมา คุณหมอยิ้มกว้างพร้อมกับแจ้งข่าวดีว่า ตัวอ่อนทั้งสองตัวฝังตัวได้อย่างสมบ
ตกเย็นวันนั้น หลังจากที่เฮียพายุยอมกลับบ้านไปพร้อมกับคำสัญญาว่าจะพาหลานสาวไปเที่ยวสวนสนุกในวันหยุดสุดสัปดาห์ บ้านของเราก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งพี่ไต้ฝุ่นกำลังนั่งอ่านหนังสือนิทานเรื่องโปรดให้น้องแพนเค้กฟังอยู่บนเตียงนอนนุ่ม เสียงทุ้มต่ำและจังหวะการเล่าเรื่องที่น่าติดตามของเขาทำให้ลูกสาวตัวน้อยค่อยๆ หลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด เขาวางหนังสือลงอย่างแผ่วเบา ดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมถึงหน้าอกลูกสาว โน้มใบหน้าลงไปจุมพิตที่หน้าผากเล็กๆ นั้นด้วยความรักที่เปี่ยมล้นฉันยืนพิงกรอบประตูห้องนอนลูก มองดูภาพความอ่อนโยนของผู้ชายที่ฉันรักที่สุดในโลก ความสุขที่เอ่อล้นอยู่ในใจทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดพี่ไต้ฝุ่นหันมาเห็นฉันยืนยิ้มอยู่ เขาลุกขึ้นจากเตียงและเดินย่องเข้ามาหา สอดแขนโอบกอดเอวฉันไว้หลวมๆ แล้วพาเดินกลับไปยังห้องนอนใหญ่ของเรา“ลูกหลับแล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามเสียงเบาเมื่อเราเดินเข
“คุณลุงขา น้องแพนอยากได้อันนี้ค่า”เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยสามขวบดังเจื้อยแจ้ว พลางใช้นิ้วป้อมๆ ชี้ไปที่หน้าจอแท็บเล็ตซึ่งกำลังเล่นโฆษณาบ้านตุ๊กตาหลังใหญ่ยักษ์ที่มีสไลเดอร์และสระว่ายน้ำจำลองในตัว“จัดไปครับเจ้าหญิงของลุง เดี๋ยวลุงสั่งให้เดี๋ยวนี้เลย เอาแบบที่หลังใหญ่กว่าในโฆษณานี้อีกดีไหมคะ”เฮียพายุที่กำลังนั่งบนพื้นพรมให้หลานสาวตัวน้อยขี่คอ รีบพยักหน้ารับคำอย่างเอาอกเอาใจ นิ้วหนากดยืนยันการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันบนมือถืออย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองราคา“ไอ้พายุ มึงจะเปย์ลูกกูเกินหน้าเกินตาไปแล้วนะ บ้านกูจะไม่มีที่เดินอยู่แล้วเพราะของเล่นที่มึงประเคนซื้อมาให้เนี่ย”พี่ไต้ฝุ่นที่เพิ่งเดินถือจานแอปเปิลปลอกเปลือกออกมาจากครัวบ่นอุบอิบ เขาวางจานลงบนโต๊ะกระจกแล้วเท้าเอวมองหน้าเพื่อนรักที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นทาสหลานแบบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็
ฉันก้มลงมองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วที่กำลังหลับตาปี๋และร้องไห้เสียงดัง ผิวของลูกเป็นสีชมพูระเรื่อ เส้นผมสีดำขลับนุ่มสลวยชื้นเหงื่อ นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา คือพยานรักที่เติบโตมาจากความผูกพันและการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดฉันหันไปมองหน้าพี่ไต้ฝุ่น เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง ซบใบหน้าลงกับท่อนแขนของฉัน ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใครอีกต่อไป น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มขณะที่เขายื่นมือที่สั่นเทามาลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด“ลูกสาวของเราพาย ลูกสาวของเราเกิดแล้ว” เขาร้องไห้ไปยิ้มไป โน้มใบหน้าลงมาจุมพิตที่หน้าผากของฉันอย่างลึกซึ้ง “ขอบคุณนะพาย ขอบคุณที่เข้มแข็งเพื่อครอบครัวของเรา ขอบคุณที่มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้พี่”ฉันยิ้มรับทั้งน้ำตา มองภาพครอบครัวของเราที่สมบูรณ์แบบในที่สุดเราตั้งชื่อเล่นให้ลูกสาวตัวน้อยว่า น้องแพนเค้ก ชื่อนี้ได้มาจากช่วงไตรมาสสุดท้า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อายุครรภ์ของฉันก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ยี่สิบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้ทราบเพศของลูกน้อยในครรภ์ อาการแพ้ท้องของพี่ไต้ฝุ่นเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้วตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น แต่ความขี้เห่อและความคลั่งรักของเขากลับเพิ่มทวีคูณเป็นเท่าตัวเราสองคนนั่งจับมือกันแน่นอยู่ในห้องตรวจของโรงพยาบาล ฉันนอนอยู่บนเตียงโดยมีเจลเย็นๆ ชโลมอยู่บนหน้าท้องที่เริ่มนูนป่องออกมาอย่างเห็นได้ชัด คุณหมอสูตินรีแพทย์สาวคนเดิมกำลังใช้หัวตรวจอัลตราซาวนด์วนไปมาบนหน้าท้องของฉันหน้าจอแสดงภาพโครงสร้างของทารกตัวน้อยที่กำลังดิ้นไปมา เสียงหัวใจเต้นตึกตักดังฟังชัดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พี่ไต้ฝุ่นจ้องมองหน้าจอไม่กะพริบตา มือหนาบีบมือฉันแน่นจนชื้นเหงื่อ“แข็งแรงสมบูรณ์ดีมากเลยนะคะคุณแม่ ขนาดตัวและน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป๊ะเลยค่ะ” คุณหมอเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม“แล้วเพศล่ะครับหมอ ลูกผมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายครับ” พี่ไต้ฝุ่นรีบถามด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยคุณหมอขยับหัวตรวจไปมาอีกเล็กน้อย ก่อนจะชี้ให้ดูที่หน้าจอ “เห็นตรงนี้ไหมคะคุณพ่อ ไม่มีอะไรยื่นออกมาเลยค่ะ ยินดีด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่ได้ลูกสาว
เสียงกดชักโครกดังขึ้นจากห้องน้ำเป็นรอบที่สามของเช้าวันนี้ ฉันวางทัพพีคนข้าวต้มหมูสับในหม้อลงบนจานรอง เดินเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วตรงดิ่งไปยังห้องน้ำที่เปิดประตูทิ้งไว้ ร่างสูงใหญ่ของสามีตัวโตกำลังนั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นกระเบื้อง แผ่นหลังกว้างพิงกำแพงอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูดุดันและมีเสน่ห์บัดนี้ซีดเซียวจนแทบไม่เหลือสีเลือด“พี่ไต้ฝุ่น ไหวไหมคะ” ฉันทรุดตัวลงนั่งข้างเขา ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้คนป่วยแพ้ท้องแทนภรรยาอย่างเบามือ“พี่หมดแรงแล้วพาย” เขากระซิบเสียงแผ่ว ทิ้งศีรษะซบลงบนลาดไหล่ของฉัน “ลูกเราพ่นพิษใส่พี่หนักมากเลย ตอนนี้แค่ได้กลิ่นยาสีฟันพี่ยังอยากจะอ้วกเลย”ฉันหัวเราะเบาๆ ลูบผมสีดำสนิทของเขาด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่วันที่รู้ว่าฉันตั้งครรภ์ อาการคูเวดซินโดรมหรือแพ้ท้องแทนภรรยาของพี่ไต้ฝุ่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นตามอายุครรภ์ของฉันที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่ ในขณะที่ฉันกินอิ่มนอนหลับ น้ำหนักขึ้นมาหลายกิโลกรัม ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล คนที่ต้องรับเคราะห์กรรมแทนกลับเป็นคุณพ่อป้ายแดงที่น้ำหนักลดลงไปเกือบสามกิโลกรัมเพราะกินอะไรไม่ค่อยลงนอ







