LOGINHerevite: น้องเบลล์วิ่งเสร็จรึยังคะ?
Herevite: เบลล์ขา เฮียรบกวนหน่อยได้มั้ย เบลล์ช่วยเอาของมาให้เฮียที่ร้าน T Bar หน่อยสิคะ ถุงสีน้ำตาลเล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะนั่งเล่นห้องเฮียอะ love belle 10000 ม้วฟๆๆๆ
Herevite: มาถึงร้านละโทรมาบอกนะ
ฉันไล่สายตาอ่านข้อความที่เขาส่งมาให้พลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ฉันไม่ใช่เลขาเขาปะ คนรับใช้ส่วนตัวก็ไม่ใช่ แต่ใช้กันอยู่นั่น ด่ายังไม่ทันจะหายหงุดหงิด คนบ้าก็ส่งข้อความมาอีกแล้ว
Herevite: อ่านแล้วทำไมไม่ตอบล่ะคะคนดีของเฮีย?
Me: ขับรถค่ะ เดี๋ยวโทรกลับ
ฉันพิมพ์และกดส่งออกไปอย่างรวดเร็วก่อนจะทิ้งโทรศัพท์วางแหมะตรงเบาะนั่งข้างคนขับและหมุนพวงมาลัยยูเทิร์นกลับเพื่อเปลี่ยนเส้นทางจากจุดหมายปลายทางเดิมที่เป็นคอนโดฉันไปยังคอนโดของเขาทันที
คอนโดเฮียไวท์
กริ้ก!
“อิเฮียรีบไปแรดจนลืมปิดไฟห้องเลยเหรอเนี่ย” ฉันบ่นพึมพำออกไปเมื่อเห็นว่าในห้องเขานั้นเปิดไฟสว่างโร่ทั้งๆ ที่ไม่มีคนอยู่ มองจากตรงนี้ก็เห็นเจ้าถุงสีน้ำตาลวางอยู่บนโต๊ะ
ขณะที่ฉันไปหยิบของที่ต้องการนั้นเอง เสียงบานประตูห้องนอนของเฮียนั้นถูกเปิดออกช้า ๆ พร้อมกับร่างของใครบางคนที่เดินออกมา ดวงตาพลันเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ คราแรกฉันนึกว่าโดนผีหลอกเสียอีก เกือบร้องกรี๊ดแล้วไหมล่ะ แต่พอเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็นคนจริงๆ
ในใจก็อยากจะร้องกรี๊ดเหมือนเดิม แต่ยังหักห้ามใจเอาไว้ทัน ผู้หญิงคนนี้ฉันคิดว่าเคยเห็นเธออยู่บ่อยๆ ตามหน้าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยของเรานะ ถ้าจำไม่ผิดเธอน่าจะเป็นดาวของคณะบริหารฯ
“เธอเป็นใคร” เสียงเล็กติดไม่พอใจถามกลับมา เรียวตาคมไล่สำรวจตัวฉันอย่างไม่ไว้ใจ
“เออ...เราเป็นรุ่นน้องเฮียไวท์น่ะ” เธอมองฉันนิ่งราวกับกำลังประเมินคำตอบของฉันอยู่ จากตอนแรกที่ทำหน้าเหมือนไม่รับแขกพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างขึ้นมาทันควัน
“อ่อ พี่ไวท์ให้มาเอาของใช่ปะ” ร่างบางเดินผ่านฉันไปก่อนจะเดินไปที่โต๊ะนั่งเล่นทำตัวราวกับเป็นเจ้าของห้อง มือเรียวยาวหยิบถุงสีน้ำตาลขึ้นมายื่นให้ฉันอย่างใจดี
“อะ...อันที่จริงเราบอกพี่ไวท์แล้วว่าจะเอาไปให้เอง แต่เขาก็บอกว่ารุ่นน้องจะเข้ามาเอาที่ห้อง แต่ไม่ยักรู้ว่าเขามีรุ่นน้องเป็นผู้หญิงด้วย เราชื่อแอลนะ แล้วเธอชื่ออะไรเหรอ” เธอหันมาคุยกับฉันอย่างเป็นมิตรคล้ายกับว่าอยากสานสัมพันธ์เอาไว้ยังไงอย่างนั้น ฉันได้ยิ้มบางๆ พลางคิดในใจถ้าหากผู้หญิงคนนี้รู้ว่าฉันไม่ใช่แค่รุ่นน้องของอิเฮีย เธอจะยังยิ้มให้ฉันอยู่อีกไหม
“เบลล์”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“อือ งั้นเราไปก่อนนะ” ฉันรีบตัดบทสนทนาทันที หมุนตัวกลับไปยังหน้าประตู หากแต่การก้าวเดินกลับชะงักเมื่อได้ยินประโยคที่ทำให้ความโกรธฉันพุ่งปรี๊ดจนอยากจะรีบขับรถไปกรี๊ดใส่คนสุขนิยมที่เป็นต้นเหตุของปัญหา
“อ่า ฝากบอกพี่ไวท์ด้วยนะว่ารีบกลับมา เรารออยู่ที่ห้องนะ”
ฉันได้แต่ยิ้มจืดเจื่อนและเดินออกมาจากห้อง ในมือกำถุงสีน้ำตาลไว้แน่นเก็บความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ในใจ รออีกไม่นานมันได้ปะทุใส่ไอ้ตัวต้นเหตุแน่ ๆ
ราว ๆ ยี่สิบนาทีฉันก็มาอถึงร้านประจำของอิเฮีย โชคดีที่ร้านนี้เขาเคยพาฉันมาบ่อยๆ พี่การ์ดหน้าร้านเลยยอมปล่อยให้เข้ามาโดยไม่ตรวจบัตรเหมือนกับร้านอื่นๆ ที่ห้ามคนที่อายุต่ำกว่า 20 เข้าไป
ทันทีที่เดินเข้ามาด้านใน ฉันก็กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งร้านทันที พวกเขาคงคิดว่าฉันเป็นคนบ้าละมั้งที่ใส่ชุดวิ่งมาเที่ยวร้านเหล้าน่ะ
ไม่รอช้าฉันจึงเดินปรี่ขึ้นไปยังชั้นสองซึ่งเป็นโซนวีไอพีที่พวกเฮียๆ นั่งเป็นประจำทันที ภาพแรกที่เห็นคือภาพผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาสามคนกำลังโดนสาวสวยนั่งประกบคลอเคลียอยู่
คันไม้คันมืออยากจะหยิบโทรศัพท์ถ่ายรูปส่งให้แฟนพวกเฮียๆ เห็นจริง ๆ
“เหี้ย” ฉันตั้งใจเรียกไอ้คนที่นั่งตรงกลางเสียงดัง ส่งผลให้เพื่อนๆ ของเขาผละใบหน้าจากเด็กของตัวเองขึ้นมามองอย่างพร้อมเพรียง จะมีเพียงแค่อิคนนั่งตรงกลางนั่นแหละที่ยังไม่รู้ตัว
ภาพคนผมทองที่เอาแต่ซุกไซร้คอสาวอยู่มันช่างสะกิดต่อมหงุดหงิดเหลือเกิน กระทั่งเพื่อนของเขาสะกิดแขนให้หันมาสนใจนั่นแหละ แต่กว่าที่เขาจะผละออกจากผู้หญิงคนนั้นและลุกเดินมาหาฉันก็เพิ่มความหงุดหงิดได้อีกหลายเท่า
“น้องเบลล์” เฮียไวท์เดินโซซัดโซเซเข้ามากอดฉันไว้ กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกแตะปลายจมูกทันที นี่เขาดื่มหรืออาบมากันแน่เนี่ย
“เฮีย อย่ามาทำรุ่มร่าม” ฉันทำเสียงดุพลันดึงแขนแกร่งของเขาออกจากตัวฉัน แต่คนตัวโตกลับทำมือเหนียวหนึบยิ่งกว่าปลาหมึกเสียอีก
“รุ่มร่ามอะไร เฮียกอดเมียตัวเองไม่ได้เหรอยังไงคะ” คนที่เกยคางอยู่บนไหล่นั้นพึมพำกลับมาพร้อมกับเสียงหัวเราะจนอยากจะถีบออกหลายๆ ครั้ง
“นี่ของ เบลล์กลับละนะ พรุ่งนี้มีแข่งเช้า” ฉันยัดถุงสีน้ำตาลไปที่กลางอกเขาจนเกิดเสียงดังกึก อิเฮียเบ้หน้าอย่างเจ็บปวดก่อนจะเข้ามาซบฉันอีกครั้งอย่างออดอ้อน
“กลับด้วย” เขาบอกเสียงอ่อน ก่อนจะโยนถุงนั้นให้เพื่อนที่นั่งมองเราอยู่ พร้อมกับหันไปบอกพวกเขาว่า “กูกลับก่อนนะพวกมึง เด็กมาตามว่ะ”
เดี๋ยวนะ อะไรคือการหันไปขิงใส่เพื่อน ใครมาตามไม่ทราบ เป็นเขาไม่ใช่เหรอที่เรียกฉันมาน่ะ
“ปะ น้องเบลล์กลับบ้านกันค่ะ” เขาไม่ปล่อยให้ฉันได้แก้ตัวหรือแย้งอะไรแม้แต่นิดเดียว จากนั้นเขาก็ดึงมือฉันให้เดินตามเขาออกไป
“เบลล์ขับนะ เฮียไม่ไหวอ่า” เขาบอกเสียงอ่อนตอนที่เราเดินมาถึงลานจอดรถ ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำเขาก็ทำท่าจะเซล้มไปนอนกับพื้น ฉันจึงต้องรีบเข้ามาประคองเขาเอาไว้ก่อนจะจับเขายัดเข้าไปในรถ
“เมาแล้วเป็นภาระสังคมจริงๆ”
“เดี๋ยวเบลล์ไปส่งเฮียข้างล่างคอนโด แล้วเฮียก็โทรบอกแอลลงมารับละกัน” ฉันหันมาบอกคนข้างกาย ตอนนี้เรากำลังขับรถเลี้ยวเข้าซอยคอนโดของเขาแล้ว
“ไม่เอา เฮียจะไปนอนกับเบลล์” เขาโวยวายเสียงดังจนทำฉันสะดุ้งตกใจเกือบขับรถเสียหลักแล้วไหมล่ะอิเฮีย
“ไม่ได้ เฮียไปนอนห้องตัวเองเลย มีคนรออยู่ไม่ใช่เหรอไง” ประโยคท้ายนั้นเสียงฉันเบาลงกว่าครึ่ง ปวดใจหนึบๆ ตอนที่พูดเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจมันตรงข้ามกันสิ้นเชิง ถึงเขาจะเมามายไม่ได้สติแต่จะให้ฉันขึ้นไปส่งเขาที่ห้องเพื่อให้ผู้หญิงอีกคนดูแล มันมากเกินไปหรือเปล่า
“ให้เฮียไปนอนห้องเบลล์ นะๆ” เขาพูดไม่พอยังโน้มใบหน้าเข้ามาถูตามต้นแขนฉันอย่างอีก “อยากนอนกอดน้องเบลล์อ่า”
“ที่ห้องก็มีคนรอกอดอยู่นี่” มันอดที่จะพูดประชดประชัดเขาออกไปไม่ได้
“ทำไมน้องเบลล์ชอบผลักไสเฮียให้ไปหาผู้หญิงคนอื่นอ่า” เขาพึมพำออกมาพลางยู่ปากใส่ฉัน น่ารักจนอยากจะฆ่าให้ตายเลย
“เฮียต่างหากที่เป็นคนทำ” ฉันโต้กลับ ที่ผ่านมาเป็นเขาต่างหากไม่ใช่เหรอไงที่ทำอะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนบนโลกใบนี้ที่อยากจะผลักไสคนที่เรารักให้ไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นหรอก
“เฮียทำอะไรอ่า”
“…” ฉันเลือกที่จะเงียบและปล่อยให้เขาพูดพร่ำเพ้อต่อไป เขาจะมาถามฉันได้ยังไง ในเมื่อคนที่เป็นต้นเหตุยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ
“เบลล์ใจร้าย ไม่รักเฮียเลยอ่า”
“ใครกันแน่ที่ไม่รักกัน” ฉันพึมพำกลับไปก่อนจะเปิดประตูรถเพื่อเดินไปเรียกพี่ยามหน้าตึกคอนโด แอบรู้สึกผิดกับพี่เขาอยู่เหมือนกันที่ต้องให้เขาช่วยแบกคนวุ่นวายขึ้นห้องตลอด
ฉันยืนมองร่างสูงต่างวัยเดินหายเข้าไปด้านใน ก่อนจะพาตัวเองกลับเข้ามาในรถแล้วถอนหายใจออกมาอย่างคนหมดแรง
“แกเลือกเขาเองนะเว้ย ก็ต้องยอมรับให้ได้ดิ” ฉันบอกกับตัวเองซ้ำๆ อยู่แบบนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่อาจจะนับได้ และฉันก็รู้ตัวดีว่า เลิกรักเขาไม่ได้ด้วยนี่สิ
ได้แต่ขำตัวเองในใจ ฉันเผลอใจไปหลงรักคนสุขนิยมอย่างเขาได้ยังไงกันนะ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเราสองคนอาจไม่ได้มีตอบจบที่มีความสุขเหมือนกับนิยามของเขา แต่ฉันก็ยังเลือกจะอยู่ตรงนี้
ถ้าหากจะโทษใครสักคนก็ต้องโทษตัวเองแล้วล่ะ
ที่นี่อาจไม่มีหิ่งห้อย แต่ก็มีดวงดาวให้มองอยู่บ้าง อาจจะไม่สวยเท่าบ้านเรา แต่มันก็พอให้รู้สึกซาบซึ้งใจ เมื่อได้นั่งมองกับคนข้างกาย หลังจากที่ฉันเสียน้ำตาให้กับคำพูดของเฮียไป ฉันก็เพิ่งจะสงบสติอารมณ์อ่อนไหวข้างในใจได้ เรานั่งกันอยู่เงียบ ๆ และได้ทบทวนเรื่องราวหลาย ๆ อย่างในอดีตที่ผ่านมา กว่าที่เราสองคนจะได้มานั่งอยู่ด้วยกันอย่างนี้ มันไม่ง่ายเลยนะ“จะว่าไป เบลล์ก็ทึ่งตัวเองเหมือนกันนะ ที่ทนมาได้ขนาดนี้ เป็นผู้หญิงคนอื่น คงยอมแพ้ไปนานแล้ว” ฉันเองก็แปลกใจทำไมถึงยังอยู่ข้าง ๆ เขา“เฮียเข้าใจนะว่าทำไมเบลล์ถึงทนกับคนอย่างเฮียได้อะ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างไม่จริงจังนักพลางวาดวงแขนมาที่ไหล่เล็กของฉันเพื่อดันไปซบไหล่เขา“เข้าใจว่าอะไร” เขาเคยเข้าใจอะไรด้วยหรือไง เอาแต่ เกเร หนีเที่ยว ทำเรื่องแผลง ๆ ไปวัน ๆ เอาแต่บอกว่าตัวเองเป็นอิสระ สุขนิยม มีแต่ฉันที่ต้องตามเขาอยู่ร่ำไป บางครั้งก็อยากจะพอแต่ในจังหวะนั้นเขาก็ดึงฉันกลับไปอีก“ก็เฮียมันคนหล่อ เบลล์คงตัดใจทิ้งยาก” คนสุขนิยมตอบแกมหัวเราะ อีกทั้งยังยักคิ้วหลิ่วตามาให้ ฉันได้แต่เบะปากคืนกลับไป เข้าเรื่องจริงจังได้ประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาเล่นอีกแล้ว“ล้อเล
[บทบรรยาย : ไวท์ วรัท]ผมมองใบหน้าเรียวเล็กของเธอด้วยหัวใจเต้นแรง คนอะไรทำหน้าอึน แกล้งตีมึนกลบความขี้เขินแล้วยังน่ารัก ไม่ให้ผมหลงเธอคงเป็นไปไม่ได้“งั้นเบลล์ขอตายก่อน” คนตัวเล็กเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ ดูเหมือนเจ้าตัวคงเขินจนไม่รู้ว่าตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังพูดอะไรอยู่ แต่ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เธอยังน่ารักสำหรับผมเสมอ นึก ๆ ดูแล้วเราสองคนไม่ได้คุยเรื่องไร้สาระกันมานานเท่าไรแล้วนะ แต่ไหนแต่ไรผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปเรื่อย ๆ อยากทำสิ่งไหนก็จะทำ ทำตามใจตัวเองมาตลอด วันนี้ผมยังเป็นคนเดิม ยังยึดคติสุขนิยม ทว่าสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผมอยากมีชีวิตคู่ อยากมีเบลล์เคียงข้าง อยากสร้างอนาคต อยากเป็นทุกอย่างให้กับเบลล์ อยากเป็นคนที่รักเธอสุดหัวใจอยากเห็นรอยยิ้ม อยากได้ยินเสียง อยากเห็นหน้า อยากทำทุกอย่างร่วมกับเธอ ผมว่าผมรักเธอมากกว่าที่ตัวเองคิดเสียอีก“ก็ได้ เฮียก็อยากให้เบลล์ตายก่อน” ผมตอบกลับ ส่งผลให้คนตัวเล็กทำหน้ามู่ทู่ อีกทั้งยังส่งสายตาพิฆาตใส่กัน ถ้าหากไม่แก้ต่าง เบลล์คงงอนผมหนักแน่ ๆ“ที่อยากให้เบลล์ตายก่อน ตัวเองจะได้ลั้ลลาสินะ” ปลายคางเธอเชิดขึ้นเล็กน้อย อดที่จะขำกับคนตรง
“ถ้าเฮียถีบ...เบลล์ตบคืนร้อยเท่า” รีบเอ่ยบอกเขาเสียงเข้ม ตอนที่เห็นเฮียกำลังยกเท้าตั้งใจจะถีบฉัน แต่โชคดีที่ฉันไหวตัวหลบได้ทันเสียก่อน อันที่จริงเรื่องของเรื่องฉันแค่อยากจะแกล้งคนขี้กลัวให้ตกใจเล่นเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเขาจะตกใจกลัวขนาดนี้ เกือบเจ็บตัวฟรีแล้วไหมล่ะ“เบลล์เหรอ” น้ำเสียงของเขายังฟังดูเหมือนไม่เชื่อว่าเป็นฉัน ร่างสูงโปร่งขยับตัวถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังติดกับฝาผนัง“เฮีย เบลล์เอง”“ตกอกตกใจหมด นึกว่าผี” เขายกมือขึ้นทาบอกเบา ๆ พลางสูดลมหายใจเข้าออก “ถ้าเฮียเกิดหัวใจวายตายขึ้นมา เบลล์จะอยู่กับใคร”เรื่องเล่นใหญ่ต้องยกให้คุณวรัทเขาล่ะ“แค่แกล้งเล่นนิดเดียวเอง จู่ ๆ หลอดไฟในห้องก็ดับอะ”“เหรอ มันคงช็อตแหละ เดี๋ยวเฮียออกไปซื้อหลอดมาเปลี่ยน แต่ตอนนี้เราออกไปห้องนั่งเล่นก่อนดีไหม รู้สึกวังเวงยังไงไม่รู้ เบลล์คงกลัวแย่เลย” เขาเอ่ยบอกอย่างเป็นห่วง ฉันได้แต่คิดในใจคนที่กลัวเป็นเขามากกว่าล่ะมั้ง เหงื่อแตกเชียว“ทำไม เฮียกลัวผีเหรอ” ทำเสียงหลอนนิด ๆ ก่อนจะกระโดดเกาะหลังเขา และมันได้ผลเกินคาดคนขี้กลัวสะดุ้งตัวโยนรีบวิ่งออกไปด้านนอก กระโดดไปนั่งโซฟาพร้อมกับสีหน้าที่ขวัญเสียสุด ๆ“เบลล์ ไม่
“เปล่า ก็เฮียฝันอยู่อ่า” คนตัวโตตอบกลับมาเสียงอ่อย สรุปเขาเบลอคิดว่าตัวเองฝันอยู่ โอ๊ย...ปวดหัว อยากจะเอาข้าวต้มราดใส่หัวเขาสักทีเผื่อความร้อนจะช่วยละลายเมือกในสมองเขาบ้างดูเอาเถอะ เจอกัน คุยกันขนาดนี้ ยังคิดว่าฝันอยู่อีก“ไม่ได้ฝันเว้ย เฮียฟังเบลล์นะ ตอนนี้คือเฮียตื่นแล้ว โอเคปะ” ฉันพยายามใจเย็น จับมือเขาไว้เพื่อแสดงให้เขาดูว่าฉันตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่ฝัน เป็นคนจริง ๆหงุดหงิดตั้งแต่เมื่อคืนละนะ...“จริงดิ แต่ไม่มั้ง เบลล์ไม่มีทางอยู่ที่นี่หรอกมั้ง” เขายังเถียงกลับมาอย่างมั่นใจ ตอนนี้อารมณ์ฉันจะเข้าเลเวลสี่แล้ว แต่ฉันก็ยังพยายามใจเย็น นี่อิเฮียมันเรียนจนสมองไปหมดแล้วหรือยังไง“ทำยังไงถึงจะเชื่อว่าเบลล์อยู่ที่นี่”“ก็...”“ก็อะไร” ถามออกไปอย่างฉุนเฉียว ชอบทำให้คนเขาหงุดหงิด จู่ ๆ เฮียก็ขยับเข้ามาใกล้ฉันก่อนจะช้อนตัวอุ้มฉันขึ้นลอยหวือกลางอากาศและก้าวเดินเข้าห้องนอนอย่างรวดเร็ว“เฮียจะทำอะไร” เอ่ยถามตอนที่เขาอุ้มตัวฉันวางไว้บนเตียงก่อนเจ้าตัวจะตามมาคร่อมร่างฉันเอาไว้ สีหน้าอิเฮียดูมึน ๆ อยู่นะ หรือว่าอิเฮียจะเมายาจริง ๆ“พิสูจน์ไงว่าไม่ได้ฝัน” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงขี้เล่น สีหน้ามึนงง
ลอนดอน ,ประเทศอังกฤษฉันบินมาถึงลอนดอนประมาณตีสี่กว่า ๆ คิดว่าเวลานี้เฮียคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ หลังจากรับกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย ฉันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบที่อยู่ของอะพาร์ตเมนต์ที่เฮียพักอีกครั้ง จากนั้นก็เรียกแท็กซี่จากหน้าสนามบินไปหาเขาทันทีอากาศที่นี่ค่อนข้างหนาว อุณหภูมิที่รู้สึกได้หนาวแบบติดลบเลยล่ะ วินาทีที่เดินออกจากสนามบินบอกเลยว่าหนาวมาก โชคดีที่ใส่เสื้อฮีทเทคสวมทับด้วยเสื้อโค้ตตัวหนาอีกหนึ่งชั้น พอจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาบ้างฉันใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเดินทางมาถึงอะพาร์ตเมนต์ที่เฮียอาศัยอยู่ แอบรู้สึกตื่นเต้นอยู่หน่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าถ้าฉันโผล่ไปอยู่ในห้องเฮียเวลานี้ เขาจะทำสีหน้ายังไงกลับมา แค่คิดก็สนุกแล้วเรื่องเซอร์ไพรส์เฮียครั้งนี้ ฉันมีคุณป๋าคอยช่วยทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องที่ขอกุญแจสำรองห้องของเฮียจากผู้ดูแลอะพาร์ตเม้นต์และตอนนี้ฉันก็ได้กุญแจห้องของเฮียมาแล้วใช้เวลาหาไม่นานก็เจอห้องของเขา ไม่รอช้าจึงจัดการเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบ ๆ พยายามทำทุกอย่างให้เบาเสียงที่สุด ฉันวางกระเป๋าเดินทางตรงมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอน พอเปิดประตูเข้าไปด้า
หนึ่งปีต่อมาถ้าถามว่าชีวิตฉันที่ไม่มีเฮียไวท์เป็นยังไงบ้าง ฉันก็ยังใช้ชีวิตปกติเหมือนเช่นเดิมทุกวัน แต่อาจมีเพิ่มอีกสักสองสามอย่างเช่น วันหยุดฉันอาจจะต้องไปกินข้าวกับที่บ้านของเฮีย ไปช้อปปิ้งกับพวกคุณป้า คุณอา และกิจกรรมที่ฉันทำเป็นประจำตอนนี้เวลา สิบโมงเช้านั่นก็คือวิดีโอคอลคุยกับคุณวรัท(ขอดูห้องหน่อย) คนตรงหน้าทำคิ้วขมวดมุ่น สายตาเรียวรีจ้องแต่จับผิดตลอดเวลา ตอนนี้เฮียเป็นโรคกลัวฉันมีชู้ กลัวว่าฉันจะแอบคบผู้ชายลับหลังเขา ไม่รู้ว่าเขาจะระแวงอะไร ทุกวันนี้ฉันแทบไม่เจอผู้ชายคนไหนเลยนอกจากคุณป๋าของเขาและพ่อของฉัน ทั้งโซ่ เก้า เดียร์ ได้หายสาบสูญไปจากชีวิตฉันหมดแล้ว นาน ๆ ทีเราจะได้เจอกันสักหนหนึ่งฉันหลบจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพื่อให้เขาเห็นบริเวณโดยรอบอย่างสะดวก(ไปฝึกงานนี่เจอไอ้พวกพี่เลี้ยงมาจีบปะ) คิดเอาไว้อยู่แล้วเชียว เขาต้องถามเรื่องนี้ทุกวันสิน่า ทั้งที่ฉันก็ตอบเหมือนเดิมมาอาทิตย์กว่าแล้ว นับตั้งแต่เริ่มฝึกงานที่บริษัทเป็นวันแรกจนถึงวันนี้“ไม่มี” เขาพยักหน้าอย่างพอใจ ช่วงนี้เฮียย้อมผมเป็นสีดำแล้วดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะเลย ที่สำคัญมันทำให้เขาหล่อขึ้นกว่าเดิมเสียอีก“ละเฮียอะ มีสาวมา







