Masukบ้านตระกูลวัฒนวานิชเจริญ (บ้านณิชา)
เสียงส้นรองเท้าดังแผ่วเบาไปตามพื้นหินอ่อน เมื่อ ณิชา เดินเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีอิดโรย ดวงตาคู่สวยดูพร่ามัวราวกับคนไม่ได้หลับทั้งคืน
“ณิชา เป็นยังไงบ้างลูก…ทำไมมีเลือด!”
เสียงของ ภารดี แม่ของเธอเอ่ยขึ้นทันทีด้วยความตกใจ
“รถชนนิดหน่อยค่ะคุณแม่ หนูให้เลขาของคุณพ่อจัดการแล้วค่ะ”
หญิงสาวตอบเบาๆ พยายามกลบความอ่อนแรงในน้ำเสียง
“ตายแล้ว! มาทำแผลก่อนเถอะลูก”
ภารดีรีบพาเธอไปนั่งที่โซฟา มือสั่นเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง
“ขอบคุณค่ะ...”
ณิชาตอบเสียงเรียบ พลางขยับผ้าพันคอให้แน่นขึ้นอีกนิด เพื่อปกปิดรอยช้ำที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อผ้า รอยที่ไม่ควรมีใครเห็น โดยเฉพาะแม่
ภารดีนั่งลงข้างๆ พลางหยิบกล่องยามาจัดการแผลให้ลูกสาวด้วยความอาทร
“พรุ่งนี้แม่มีนัดกับป้าอรสา ลูกไปกับแม่นะลูก”
“แม่ค่ะ…จะให้หนูไปดูตัวอีกแล้วใช่ไหม?”
น้ำเสียงของณิชาปนความเหนื่อยใจ
“แม่เชื่อว่าลูกกับตาคีย์เหมาะสมกันมาก”
ภารดีพูดเสียงหนักแน่นราวกับตัดสินใจแทนลูกสาวไปแล้ว
“แต่แม่ค่ะ…”
“เพื่อครอบครัวนะณิชา”
หญิงสาวชะงัก เธอเม้มปากแน่น ก่อนถามออกมาด้วยความคับข้อง
“ครอบครัวเราลำบากขนาดนั้นเลยหรือคะ ทำไมบัตรของหนูเหลือวงเงินแค่แสนเดียว?”
“ช่วงนี้เราต้องประหยัดก่อนลูก ถึงเราจะยังมีทรัพย์สินมากมาย แต่ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก พ่อของลูกต้องใช้เงินพยุงบริษัทไว้ ถ้าได้ครอบครัวคุณลุงดำรงมาช่วย เราก็จะไม่ล้มละลาย”
“มันไม่มีทางอื่นแล้วเหรอคะ? แล้วถ้าลูกชายเขามีแฟนอยู่แล้ว… เขาไม่ชอบหนูเลยแบบนี้ เขาก็คงไม่ช่วยเราใช่ไหม?”
ภารดีจับมือของลูกสาวไว้แน่น
“ไม่มีทางที่ตาคีย์จะไม่ชอบหนูหรอก หนูน่ารักขนาดนี้”
ณิชาหลุบตาลง “แต่แม่คะ… ถ้าหนูแต่งเข้าไป เขาอาจจะดูถูกหนูก็ได้”
“ป้าอรสาไม่ปล่อยให้ใครมารังแกและดูถูกหนูหรอกลูก”
ภารดีถอนหายใจยาว
“หนูเติบโตมาอย่างสุขสบาย ถ้าครอบครัวเราล้มละลาย หนูก็จะไม่มีวันได้ใช้ชีวิตแบบเดิมอีกนะณิชา”
หญิงสาวนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ใช่สินะ… สำหรับฉัน เงินคงสำคัญที่สุดแล้ว”
เธอหลุบตา แล้วพึมพำต่อ
“พรุ่งนี้หนูจะไปกับแม่ก็ได้ค่ะ... ถ้ามันคือทางเดียวที่จะช่วยครอบครัวได้”
ภารดีคลี่ยิ้มออกมาทันที
“ขอบใจนะลูก ขอบใจที่ยอมทำเพื่อครอบครัวของเรา”
“ค่ะแม่...” ณิชายกยิ้มจางๆ
“งั้นหนูขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
“ไปเถอะลูก อาบน้ำพักผ่อนเถอะ”
ภารดีมองตามร่างของลูกสาวที่ค่อยๆ เดินขึ้นบันได ดวงตาเต็มไปด้วยทั้งความรัก… และความหวัง
เสียงเครื่องยนต์ของรถยุโรปหรูดับลงหน้าบ้าน ก่อนที่ ประสิทธิ์ จะก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาถอดสูทวางลงบนพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า
“กลับมาแล้วหรือคะคุณ”
ภารดี ลุกขึ้นต้อนรับสามีด้วยรอยยิ้มบาง
“กลับมาแล้วครับ เห็นเลขาผมบอกว่ารถลูกถูกชน เป็นไงบ้างบาดเจ็บตรงไหน”
เสียงเนกไทเสียดสีกับเนื้อผ้าดังแผ่วเบา เมื่อ ประสิทธิ์ คลายมันออกจากลำคอ
ภารดี เดินเข้ามาหา รับกระเป๋าเอกสารจากมือสามีด้วยความเคยชิน
“ไม่มากค่ะ แค่หัวแตะนิดหน่อย ฉันพาไปทำแผลแล้ว…”
น้ำเสียงของเธอแผ่วลง ขณะเหลือบตามองขึ้นบันไดไปยังทิศทางที่ลูกสาวเพิ่งเดินขึ้นไป ดวงตาเต็มไปด้วยทั้งความรักและความกังวล
ประสิทธิ์ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“แล้วเรื่องดูตัวพรุ่งนี้… ลูกยอมไปกับเราหรือยัง?”
ภารดีพยักหน้าเบา ๆ
“ก็คงต้องยอมแหละค่ะ ลูกเห็นแก่ครอบครัว”
เขาถอนหายใจอีกครั้ง
“คุณนี่ก็นะ… บังคับให้ผมร่วมมือในเรื่องที่ไม่อยากทำเลย สงสารลูกจริง ๆ”
“เอาเถอะค่ะคุณ ช่วยฉันหน่อยก็แล้วกัน”
ภารดีพูดพลางวางกระเป๋าเอกสารลง
“ฉันกับอรสาคิดเหมือนกันว่าลูกเราสองคนเหมาะสมกันมาก ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ มีหรือณิชาจะยอมเปิดใจ”
“แต่คุณก็น่าจะให้พวกเขาได้เจอกันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจด้วยตัวเองสิ” เขาว่าเสียงเรียบ
“ก็จะให้เจอกันพรุ่งนี้นั่นแหละค่ะ”
ภารดีหันมายิ้มบาง
“เรื่องแผนการก็แค่ช่วยผลักดันให้การตัดสินใจมันง่ายขึ้นเท่านั้นเอง”
ประสิทธิ์หัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ภรรยาผมเนี่ย...จอมวางแผนตัวยงเลยจริง ๆ”
“คุณก็พูดเกินไป”
ภารดีหลุดหัวเราะตาม เสียงหัวเราะของทั้งคู่เบาแผ่ว แต่ก็ช่วยคลายบรรยากาศในห้องให้ผ่อนลงเพียงชั่วครู่
หญิงสาวเดินเข้าไปถอดสูทจากบ่าของสามีอย่างอ่อนโยน ก่อนพับเก็บอย่างเรียบร้อยในตู้ไม้ข้างผนัง แล้วหันไปสั่งแม่บ้าน
“แม่บ้านเตรียมน้ำชาและของว่างให้คุณผู้ชายด้วยนะ เดี๋ยวฉันมา”
“รับทราบค่ะคุณผู้หญิง”
แม่บ้านตอบอย่างนอบน้อมก่อนรีบไปจัดการ
ประสิทธิ์ นั่งเอนหลังลงบนโซฟาหนังแท้ เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเบอร์ที่คุ้นเคย แล้วแนบหูรอฟังเสียงปลายสาย
“พรุ่งนี้เจอกันนะ ดำรง”
เสียงของเขาแผ่วลงคล้ายคนอ่อนแรง
“ฉันอึดอัดเหลือเกิน สงสารลูกสาวจริง ๆ”
ปลายสายหัวเราะเบา ๆ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“เอาน่า...ลองให้เด็กมันได้เจอกันก่อน ถ้ามันไม่เวิร์กจริง ๆ ก็ไม่ต้องฝืนแต่ง”
“แต่เรื่องธุรกิจของฉันนะ…”
ประสิทธิ์กดเสียงต่ำลง
“ที่บอกว่าจะล้มละลาย ช่วยจัดการข้อมูลให้ดีหน่อย ตาคีย์มันไม่ใช่คนโง่ เดี๋ยวโป๊ะแตกก่อนงานจะเริ่ม”
“เออ รู้แล้วน่า!” ดำรงตอบอย่างอารมณ์ดี
“บริษัทของตาคีย์กับของกู มันแยกกันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
“ก็ดี…” ประสิทธิ์พ่นลมหายใจ
“ว่าแต่ลูกสาวฉันมันใช้เงินเก่งเหลือเกิน ถ้าแต่งไป ครอบครัวมึงจะไม่รังเกียจใช่ไหม ไม่ใช่ว่ากูไม่มั่นใจนะ แต่กลัวจะไปลำบากเขา”
เสียงหัวเราะดังลอดมาจากปลายสาย
“มึงคุยกับเศรษฐีอยู่นะไอ้ประสิทธิ์ เงินของตาคีย์ก็คือเงินของลูกสาวมึงนั่นแหละ ถ้าแต่งกันเมื่อไหร่...ทุกอย่างก็รวมเป็นของครอบครัวเดียวกัน ฮ่า ๆ ๆ”
“พูดแบบนี้ฉันก็หายห่วงไปครึ่งหนึ่งละ”
ประสิทธิ์หัวเราะเบา ๆ แต่แววตากลับยังแฝงความกังวล
“อย่าห่วงเลยเพื่อน ครอบครัวกูรักหนูณิชาอยู่แล้ว”
“ใช่...แต่ขอให้ลูกชายมึงรักด้วยก็แล้วกัน”
น้ำเสียงของประสิทธิ์เต็มไปด้วยความจริงจัง
“มึงวางใจเถอะ กูเชื่อว่าตาคีย์ต้องรักหนูณิชาแน่ ๆ มึงเชื่อกูเถอะ” ดำรงตอบหนักแน่น
“เออ ๆ ได้ งั้นไว้พรุ่งนี้เจอกันเพื่อน”
“เจอกัน ประสิทธิ์”
เสียงวางสายดัง ติ๊ด ความเงียบกลับเข้าครอบคลุมทั่วห้องอีกครั้ง
ประสิทธิ์เอนหลังพิงโซฟา หลับตาแน่น — ความโล่งใจที่ได้ยินคำรับปากจากเพื่อน...กลับไม่อาจกลบความรู้สึกผิดที่กัดกินอยู่ในใจได้เลย
เช้าวันรุ่งขึ้นแสงแดดอ่อนยามเช้าสาดลอดผ่านกระจกหน้ารถ ขณะที่คีรติพาณิชาขับรถออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ชานเมืองที่เขาเก็บเงียบไว้ในใจมานาน ถนนทอดยาวเงียบสงบ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม เสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังแผ่วเบา ราวกับต้อนรับผู้มาเยือนเมื่อรถแล่นเข้าสู่พื้นที่กว่าสิบไร่ ภาพตรงหน้าก็เปิดกว้างขึ้นอย่างนุ่มนวล ทะเลสาบขนาดใหญ่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นระลอกระยับ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบจนแทบได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองคีรติจอดรถ หันไปมองหญิงสาวข้างกาย สายตาของเขานุ่มลึก ไม่ต่างจากทุกครั้งที่มองเธอ“ณิชาครับ…ชอบที่นี่ไหม”ณิชาผลักประตูรถลงไปยืนสูดอากาศยามเช้า สายลมอ่อนพัดมากระทบใบหน้า เธอหันมามองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตา แววตาเป็นประกายโดยไม่ต้องพยายามซ่อน“ชอบค่ะ ที่นี่สวยมาก” เสียงเธอเต็มไปด้วยความประทับใจ “มันเงียบ…แล้วก็สบายใจมากเลยค่ะ”คีรติยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดจากความภูมิใจในทรัพย์สิน แต่เป็นความอิ่มเอมจากการได้เห็นคนที่รักมีความสุข สำหรับเขา ภาพณิชายืนอยู่ตรงนี้ ไม่ต่างจากการได้เห็นอนาคตของตัวเองชัดเจนขึ้นทุกวัน“พี่ตั้งใจไว้แล้ว
ค่ำคืนเงียบสงบ ห้องนอนถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจเตียงสีขาวสะอาดถูกโปรยไปด้วยกลีบกุหลาบสีแดงสด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง แสงไฟสีอุ่นสะท้อนกับผ้าม่านบางเบา สร้างบรรยากาศโรแมนติกที่ชวนให้หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัวณิชานั่งอยู่ในอ้อมกอดของเขา ร่างบางแนบชิดกับอกกว้างที่อบอุ่น แขนแข็งแรงโอบรั้งเธอไว้ราวกับกลัวว่าเพียงปล่อยมือ เธอจะหายไปจากชีวิตอีกครั้ง“ณิชารู้ไหม…”เขาพูดเสียงแผ่ว แฝงความจริงจัง“ถ้าวันนี้ณิชาแต่งงานกับคนอื่นจริง ๆ พี่คงไปต่างประเทศ และไม่กลับมาที่นี่อีก”เธอเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาไหววูบ“ขนาดนั้นเลยหรือคะ”“ใช่” เขาตอบโดยไม่ลังเล“เพราะณิชาใจร้ายกับพี่มาก พี่คิดว่าจะเสียณิชาไปจริง ๆ แล้ว”ณิชายิ้มบาง ๆ มือเล็กแตะที่อกเขาเบา ๆ“ใครจะกล้าทิ้งพี่ค่ะ พี่ทำทุกอย่างเพื่อณิชามากขนาดนี้”เขาก้มหน้าลงใกล้ จนลมหายใจประสานกัน“ต่อให้พี่ต้องแลกด้วยชีวิต พี่ก็ยอม ขอแค่ณิชาปลอดภัย แค่นั้นพี่ก็พอใจแล้ว”“แต่พี่ก็ไม่เคยถามณิชา ว่าสิ่งที่พี่ทำ นั่นคือสิ่งที่ณิชาต้องการหรือเปล่า”เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่น“ถ้าวันหนึ่งพี่พลาด และต้องจากไปตลอดกาล ณิชาก็อยู่ไม่ได้เหมือนกั
งานแต่งถูกจัดขึ้นที่โรงแรมของเตชทัต โถงจัดเลี้ยงถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความหรูหรา ดอกไม้สีขาวและฟ้าถูกจัดเรียงอย่างประณีต แซมด้วยสีทองที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ เพิ่มความสง่างามและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน กลิ่นดอกไม้หอมอ่อน ๆ คลอไปกับเสียงดนตรีบรรเลงเบา ๆ ทำให้บรรยากาศทั้งงานสมบูรณ์แบบราวกับภาพฝันบริเวณหน้าเวทีมีป้ายชื่อคู่บ่าวสาวขนาดใหญ่ ตัวอักษรสีทองเรียบหรูเขียนไว้ว่า“N & K”สำหรับแขกในงาน มันคือชื่อย่อที่ดูเหมาะสมและงดงามแต่สำหรับใครบางคน ตัวอักษรเพียงสองตัวนั้นกลับแทงลึกลงกลางหัวใจยิ่งกว่าคำพูดใด ๆเจ้าสาวปรากฏตัวในชุดสีครีมเรียบหรู ตัวชุดตัดเย็บอย่างประณีต แนบรับกับรูปร่างอย่างงดงาม ผ้าซาตินเนื้อนุ่มสะท้อนแสงไฟเป็นประกายอ่อน ๆ ชายกระโปรงยาวพลิ้วตามทุกย่างก้าว เธอถือช่อดอกไม้โทนขาวฟ้าในมือ เสียงชื่นชมดังขึ้นรอบงานโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้นายดำรง อรสา ภารดี ประสิทธิ์ ครีม รวมถึงของขวัญ เตชทัต พอร์ช คุณฉี และคุณทรงพล ทุกคนต่างมาร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมหน้า รอยยิ้มและคำอวยพรอบอวลไปทั่วทั้งโถงโรงแรมคีรติยืนมองเธออยู่ไม่ไกล สายตาของเขาไม่อาจละไปจากร่างบางในชุดเจ้าสาวได้เลย ความตะ
สามวันผ่านไปคีรติปรากฏตัวขึ้นที่โรงแรมของเตชทัตในสภาพยังไม่หายดีนัก สีหน้าตึงเครียด ดวงตาแดงก่ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายคืน“ไอ้เต…ณิชาอยู่ไหน”เสียงทุ้มเอ่ยถามทันทีที่เห็นเพื่อนเตชทัตชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถอนหายใจยาว“อยู่ด้านใน กำลังเตรียมงานแต่งอยู่”คำว่า งานแต่งเหมือนค้อนหนักกระแทกเข้ากลางอกคีรติ“มึงยังไม่หายดีมึงมาทำไมว่ะไอ้คีย์” เตชทัตถามเสียงเข้ม“สภาพมึงยังไม่ควรออกจากโรงพยาบาลด้วยซ้ำ”คีรติกำมือแน่น“กูต้องคุยกับณิชาให้รู้เรื่อง กูไม่เชื่อว่าณิชาจะไม่รักกูแล้วจริง ๆ กูไม่เชื่อว่าณิชาจะลืมกูได้”“ไอ้คีย์ทำใจเถอะว่ะ.... ในเมื่อเธอเลือกแล้ว”“ไม่...”เขาสวนกลับทันที ดวงตาแข็งกร้าว“เรายังไม่ได้คุยกันให้รู้เรื่อง กูยังไม่ได้อธิบายอะไรเลย”เตชทัตมองหน้าเพื่อนนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดช้า ๆ“คีย์…มึงแน่ใจนะว่าการโผล่มาตอนนี้ จะไม่ทำใ
ห้องพักฟื้นผู้ป่วย VIPกลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ คลุ้งอยู่ในอากาศเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเปลือกตาคีรติขยับช้า ๆ ก่อนจะลืมขึ้นอย่างยากลำบากภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าคนในครอบครัวที่ล้อมรอบเตียงแต่ไม่ใช่คนที่เขารอคอยที่สุด“แม่ครับ…”เสียงเขาแหบพร่า“ณิชาล่ะครับแม่”อรสานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง“ณิชาไม่ได้มาหรอกลูก”เธอถอนหายใจเบา ๆ“เธอบอกว่าไม่ได้เป็นแฟน ไม่ได้เป็นอะไรกับลูกแล้ว เลยไม่มีความจำเป็นต้องมา”คำพูดนั้นเหมือนของมีคมกรีดลงกลางอกคีรติเขาหันไปมองเตชทัตทันที“แล้วทำไม…ทุกคนไม่บอกเธอครับว่าผมไม่ได้เลิกจริง ๆ”น้ำเสียงสั่นอย่างห้ามไม่อยู่“ไอ้เต มึงไม่ได้ช่วยพูดให้กูเหรอ”เตชทัตขบกรามแน่น ก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา“กูพูดแล้ว…แต่เธอไม่เชื่อ”เขาพูดเสียงต่ำ“กูว่ามึงพักให้หายก่อน แล้วค่อยไปอธิบายกับเธอด้วยตัวเอง มันจะดีกว่า”คีรติหลับตาลง น้ำตาซึมออกมาอย่างห้ามไม่ได้“ณิชา…ทำไมใจร้ายกับพี่จัง”เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ“ก๊อก…ก๊อก”ภารดีเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน“เป็นยังไงบ้างคีรติลูก ดีขึ้นไหม”“ดีขึ้นครับคุณแม่”เขาตอบ แม้หัวใจจะไม่ได้ดีขึ
คีรติถูกนำส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน เตชทัตรีบโทรแจ้งครอบครัวของเขา ทุกคนต่างมาถึงพร้อมกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ขวัญที่อยู่คอนโดของณิชาก็ทราบข่างจากเตชทัต เธอไม่รีรอที่จะแจ้งให้ ณิชาทราบ“ณิชา…พี่คีย์ถูกยิง ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล พี่เตให้พวกเราไปเดี๋ยวนี้เลยนะ อาการพี่คีย์ไม่ค่อยดีนัก”ทันทีที่ขวัญพูดจบ ณิชาใบหน้าซีดเผือด หัวใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่มแม้ในใจจะพร่ำบอกว่าตัวเองเกลียดเขา เกลียดที่เขาทิ้งเธอไปโดยไม่หันกลับมาแต่ทำไม…แค่ได้ยินว่าเขาเจ็บ ใจเธอกลับเจ็บยิ่งกว่า “แล้วขวัญจะให้ณิชาไปในฐานะอะไรล่ะ” เธอถามเสียงสั่น“ในเมื่อเขาก็มีแฟนแล้ว”ขวัญเม้มริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างหนักใจ“ณิชา…เรื่องทั้งหมดมันไม่ใช่อย่างที่ณิชาคิด”คำพูดนั้นทำให้ณิชาชะงัก“หมายความว่ายังไง ขวัญบอกณิชามาเถอะ” ณิชาจับแขนเพื่อนเขย่าเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและอยากรู้จนแทบกลั้นไม่อยู่ขวัญถอนหายใจยาว“มันถึงเวลาแล้วที่ณิชาต้องรู้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา…มันคือเรื่องโกหก”ณิชาจ้องหน้าเพื่อนด้วยความงุนงง รอคอยคำอธิบายด้วยหัวใจที่เริ่มสั่นไหว“ตั้งแต่วันที่พี่







