แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: ขี่หอยทากซิ่ง
เซี่ยเสวียนจี้มีสีหน้าราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ ทว่าน้ำหนักมือที่จับนางไว้กลับเผยให้เห็นถึงความปีติยินดีในยามนี้

เสิ่นจิงหลานนับเลขในใจเงียบๆ หนึ่ง สอง สาม...

ท้ายที่สุดเมื่อนับถึงสาม มือของนางก็ถูกปล่อยออกอย่างรวดเร็ว เซี่ยเสวียนจี้มีสีหน้ารู้สึกผิดเต็มประดา “จิงหลาน จู่ๆ ก็มีงานราชการด่วน ข้าจัดการเสร็จเมื่อไหร่จะรีบไปรับเจ้าที่เรือนท่านแม่ทันที”

พูดจบเขาก็ไม่รอให้เสิ่นจิงหลานตอบรับ พาคนเดินจ้ำอ้าวออกไปนอกจวนอย่างเร่งรีบ

เบื้องหน้าราวกับมีม่านหมอกบางๆ บดบัง แผ่นหลังของเซี่ยเสวียนจี้เลือนรางลงเรื่อยๆ

เมื่อมาถึงเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็ถูกพาตัวไปยังห้องพระเล็กโดยตรง ตั้งแต่เซี่ยเสวียนจี้สั่งประหารหลานชายเพียงคนเดียวของบ้านเดิมฮูหยินผู้เฒ่า โทษฐานที่ล่วงเกินนางต่อหน้าธารกำนัล เสิ่นจิงหลานก็ไม่ได้พบหน้าฮูหยินผู้เฒ่าอีกเลย

คัมภีร์เล่มหนาและกระดาษถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ เสิ่นจิงหลานคุกเข่าลงเตรียมคัดลอกพระสูตรอย่างคุ้นชิน ทว่ากลับพบว่าครั้งนี้ไม่มีการเตรียมน้ำหมึกไว้ให้

เสียงแหลมบาดหูของฉินมามาดังขึ้น “ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวว่า เป็นเพราะเจ้าก่อกรรมทำเข็ญฆ่าคนไว้มากเกินไปแน่ๆ ถึงได้เสี่ยงทายได้ฤกษ์ร้ายถึงเก้าสิบเก้าครั้ง การคัดลอกพระสูตรแบบธรรมดาคงล้างบาปให้เจ้าไม่ได้ ต้องใช้เลือดคัดลอกถึงจะแสดงความจริงใจ”

ปลายมีดแหลมคมทิ่มแทงปลายนิ้ว หยาดเลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาในพริบตา หยดลงบนกระดาษเซวียนจื่อสีขาวราวหิมะ แผ่ซ่านเป็นวงสีแดงบาดตา

เสิ่นจิงหลานจ้องมองจุดสีแดงที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะพร่าเลือนไปชั่วขณะ

เป็นความทรงจำถึงคำสอนอันอ่อนโยนยามที่นางมีระดูครั้งแรก เป็นดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้ก่อนที่นางจะออกรบ เป็นหัวเข่าที่บวมเป่งจากการคุกเข่ากราบไหว้ขึ้นบันไดเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นเพื่อขอฤกษ์มงคลให้นาง

ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยที่เคยทะนุถนอมนางไว้กลางฝ่ามือ ท่ามกลางคำทำนายฤกษ์ร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า ท่ามกลางการที่เซี่ยเสวียนจี้ออกหน้าเถียงแทนเพื่อปกป้องนางนับครั้งไม่ถ้วน และภายใต้ความกดดันของการสืบทายาทสายตรงรุ่นที่เก้าของตระกูลเซี่ย ท้ายที่สุดฮูหยินผู้เฒ่าก็เหินห่างจากนางไปเรื่อยๆ

กว่าจะคัดลอกพระสูตรเสร็จ นิ้วทั้งสิบก็ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ความเจ็บหนึบที่นิ้วมือแล่นพล่านไปถึงขั้วหัวใจ นางยันหัวเข่าที่บวมเป่งลุกขึ้นยืน ด้านนอกตีกลองบอกยามสาม เป็นเวลายามจื่อแล้ว

เซี่ยเสวียนจี้ไม่ได้มาจริงๆ ด้วย

เปลวไฟกองเล็กๆ สายสุดท้ายในก้นบึ้งหัวใจสั่นไหวไปมา ไม่ยอมดับมอดลง นางลากขาทั้งสองข้างที่แทบจะไร้ความรู้สึก เดินกะเผลกไปยังเรือนของเขา

ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปใกล้ เสียงหัวเราะสดใสราวกับนกขมิ้นก็ทะลุผ่านความมืดมิดยามราตรี แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทของนาง

เมื่อยืนอยู่หน้าประตู นางมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเซี่ยเสวียนจี้ผู้เคร่งครัดในจารีตประเพณีที่สุดในยามปกติ กำลังคุกเข่าข้างหนึ่ง ใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ เช็ดเท้าที่ขาวผ่องดุจหยกของหญิงสาวตรงหน้า

นิ้วมือเรียวยาวของเขากอบกุมข้อเท้าขาวผ่องนั้นไว้ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวอ่อนโยนราวกับกำลังประคองของล้ำค่า บนใบหน้าไม่มีความขัดเขินแม้แต่น้อย ซ้ำยังดูหลงใหลเสียด้วยซ้ำ

นิ้วมือของเสิ่นจิงหลานที่จับกรอบประตูอยู่สั่นเทาเล็กน้อย

หญิงสาวชักเท้ากลับด้วยความขัดเขิน “ศิษย์พี่ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ตลอดทางท่านก็อุ้มข้ากลับมา ข้าไม่ได้เหยียบโดนน้ำเลยสักนิด”

เซี่ยเสวียนจี้ออกแรงดึงข้อเท้าของนางกลับมาไว้ในมืออย่างเอาแต่ใจ “ถ้าข้าไม่ไปจับตัวเจ้าไว้ เจ้าก็จะไปพักที่โรงเตี๊ยมแล้ว อาเยว่ เจ้าอยากให้ข้าร้อนใจตายหรืออย่างไร?”

“ศิษย์พี่ ข้าได้ยินมาว่าท่านแต่งงานแล้ว ดังนั้น...” เสียงของซูเฉียนเยว่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ

“เจ้าจะเป็นนายหญิงของจวนราชครูตลอดไป เจ้าลืมสัญญาที่ข้าให้ไว้กับเจ้าแล้วหรือ?” เซี่ยเสวียนจี้หยิบถุงเท้าผ้าไหมที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาเตรียมจะสวมให้ซูเฉียนเยว่

เสี้ยววินาทีที่เงยหน้าขึ้น การเคลื่อนไหวทั้งหมดของเขาก็ชะงักงัน เสิ่นจิงหลานยืนอยู่หน้าประตู ราวกับวิญญาณไร้เสียง ไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าใดแล้ว รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเขาแข็งค้างในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว

“จิงหลาน...!” เขาผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ สาวเท้าเดินไปที่ประตูอย่างเร่งรีบ

เมื่อเห็นนิ้วมือที่โชกเลือดของเสิ่นจิงหลาน เขาก็อยากจะคว้ามือนางมาตรวจดูทันที แต่ในมือของเขายังคงถือถุงเท้าของซูเฉียนเยว่อยู่ ชั่วขณะนั้นจึงได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่

เสิ่นจิงหลานซ่อนมือไพล่ไว้ด้านหลัง เอ่ยปากถาม “งานราชการของท่าน จัดการเสร็จหมดแล้วหรือ?”

เซี่ยเสวียนจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ข่มความรู้สึกผิดในใจเอาไว้แล้วตอบเสียงนุ่ม “จัดการเสร็จหมดแล้ว”

เขาวางถุงเท้าผ้าไหมกลับลงในถาดอย่างระมัดระวัง “ขอโทษที เป็นเพราะฝนตก อาเยว่เลยติดอยู่นอกเมือง ข้าไปรับนางก็เลยกลับมาดึก ท่านแม่นาง... นางอายุมากแล้ว เจ้าอย่าถือสานางเลยนะ”

เสิ่นจิงหลานกำลังจะอ้าปากพูด จู่ๆ ก็เห็นมือข้างหนึ่งควงแขนเซี่ยเสวียนจี้ไว้ เสียงสดใสราวกับนกขมิ้นแฝงไปด้วยความประหลาดใจ “นี่คงจะเป็นพี่สะใภ้สินะเจ้าคะ หน้าตาคล้ายกับข้ามากจริงๆ ด้วย!”

เผชิญหน้ากับการยั่วยุของนาง เซี่ยเสวียนจี้กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาเพียงแค่อุ้มช้อนร่างของนางขึ้นมา แล้ววางลงบนเก้าอี้

“วิ่งเท้าเปล่าไปทั่วอีกแล้ว จับไข้ขึ้นมาเดี๋ยวก็ปวดท้องอีกหรอก” เขาหยิบถุงเท้าและรองเท้ามาสวมให้นาง

“ข้าไม่กล้าพูดว่าเจ้าหน้าเหมือนจิงหลานอีกแล้วล่ะ ขืนเจ้าอดข้าวประท้วงอีกสามวัน ข้าคงได้ปวดใจตายแน่”

มุมปากของซูเฉียนเยว่ยกยิ้มขึ้น นางปรายตามองเสิ่นจิงหลานที่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงหน้าประตูราวกับผู้ชนะ

ระหว่างคนทั้งสองที่สนิทสนมกลมเกลียวกันคล้ายกับมีม่านบางๆ กางกั้นเสิ่นจิงหลานเอาไว้ภายนอกอย่างห่างไกล นางทนดูต่อไปไม่ไหวอีก ลากขาทั้งสองข้างที่เจ็บปวดรวดร้าวกลับไปยังเรือนของตนเอง

ไป๋จื่อเดินวนไปวนมาอยู่ในลานเรือนด้วยความร้อนใจ เมื่อเห็นเงาร่างของเสิ่นจิงหลานปรากฏขึ้นในที่สุดก็รีบวิ่งเข้าไปรับ ทันทีที่สัมผัสโดนตัวก็พบว่าเย็นเฉียบไปหมด พอเห็นมือทั้งสองข้างที่ดูไม่ได้ของนาง ขอบตาก็แดงก่ำขึ้นมาทันที

นางฝืนกลั้นน้ำตา ประคองเจ้านายกลับเข้าห้อง หายาสมานแผลออกมา ทำความสะอาดและพันแผลให้อย่างระมัดระวัง พอมองเห็นรอยแผลที่เนื้อเปิดอ้า ท้ายที่สุดก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงมา

“คุณหนู...” น้ำเสียงที่เอ่ยเจือด้วยความสะอื้น “วันเวลาแบบนี้ เมื่อไหร่จะสิ้นสุดเสียทีเจ้าคะ?”

เสิ่นจิงหลานลูบหัวนาง น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “เก็บของ อีกห้าวันพวกเราจะไปจากเมืองหลวง”

ไป๋จื่อเงยหน้าขึ้นขวับ ประกายความหวังเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นในดวงตาทันที แต่ประกายแสงนั้นคงอยู่เพียงชั่วครู่ ก็หม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยความกังวล “แต่ตามกฎบรรพชน ท่านเป็นฮูหยินราชครู ตลอดชีวิตไม่สามารถ...”

“ข้ากับเซี่ยเสวียนจี้ จะหย่าขาดกัน”

ไป๋จื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ตามมาด้วยความปีติยินดีอย่างล้นเหลือและความรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก นางแทบจะกระโดดตัวลอย “จริงหรือเจ้าคะ! ดีเหลือเกิน! หลายปีมานี้ต้องทนอุดอู้อยู่ในเรือนหลังจวนอันน่าอึดอัด บ่าวทนไม่ไหวจนอกแตกตายอยู่แล้ว! นายท่านน่ะเปลี่ยนไปไม่เหมือนตอนเด็กๆ ตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ!”

นางพูดรัวเร็วด้วยความดีใจที่เก็บกดมานาน “ยังไงซะ... ยังไงซะท่านกับนายท่านก็ยังไม่ได้เข้าหอกัน ตัดขาดกันได้ง่ายๆ ไร้ข้อผูกมัดเลยเจ้าค่ะ!”

ใช่สิ แม้แต่ไป๋จื่อยังมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าเซี่ยเสวียนจี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่จริงใจบริสุทธิ์ในความทรงจำอีกต่อไปแล้ว

มีเพียงนางคนเดียว ที่ถูกความรักบังตา

เซี่ยเสวียนจี้ ในเมื่อไม่รักข้าแล้ว ทำไมถึงต้องแต่งงานกับข้าด้วย?

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 16

    งานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของฮ่องเต้ แขกเหรื่อดื่มกินกันอย่างชื่นมื่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขศานต์ เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงเพลงไพเราะเสนาะหู เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้นไม่ขาดสายกลางงานเลี้ยง ทว่า ความรื่นเริงนี้กลับถูกผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญทำลายลงอย่างกะทันหัน เซี่ยเสวียนจี้ที่เงียบหายไปนานจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาสวมชุดเต็มยศของราชครูในวันวาน เส้นผมหวีเรียบแปล้ไร้ที่ติ ทว่ากลับไม่อาจปกปิดความซูบผอมซีดเซียวบนใบหน้าและแววตาที่เบิกโพลงอย่างผิดปกติได้ การปรากฏตัวของเขาทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบลงในพริบตา ชนิดที่ว่าเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ทะมึนลงทันที เหล่าขุนนางต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่มีใครกล้าปริปากส่งเสียง ทว่าเซี่ยเสวียนจี้กลับเมินเฉยต่อบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ สายตาของเขามองทะลุผ่านทุกคน ไปหยุดนิ่งอยู่ที่เสิ่นจิงหลานซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างฮ่องเต้อย่างลุ่มหลงและอาวรณ์ เขาก้าวเดินเข้าไปหน้าพระพักตร์ทีละก้าว สายตาไม่ยอมละไปจากเสิ่นจิงหลานเลยแม้แต่เสี้ยววินาที น้ำเสียงอ่อนโยนเสียจนชวนให้ขนลุกซู่“จิงหลาน ข้ามารับเจ้าไปแต่งงานแล้ว”คนทั้งง

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 15

    น้ำเสียงของเสิ่นจิงหลานยังคงราบเรียบ ทว่ากลับประดุจมีดเหล็กกล้าที่แทงทะลุกลางใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม เซี่ยเสวียนจี้พ่ายแพ้ราบคาบต่อคำถามที่ถาโถมเข้ามาของนาง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง เขาอ้าปากอยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจหาคำแก้ตัวใดๆ ให้กับตัวเองได้อีกแล้ว“เจ้ารังเกียจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ โอกาสสักครั้งก็ไม่ยอมให้ข้าเลยงั้นหรือ?”เสิ่นจิงหลานมองดูคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกเสียใจ“เซี่ยเสวียนจี้ ข้าไม่เกลียดเจ้าหรอกนะ เกลียดคนคนหนึ่งมันเหนื่อยเกินไป ข้าเพียงแค่หวังว่าชาตินี้ ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ก็ขออย่าได้พบเจอกันอีกเลย” ไม่ว่าจะอยู่หรือตายก็ไม่ขอพบเจองั้นหรือ? คำพูดประโยคนี้ราวกับคำพิพากษาครั้งสุดท้าย ที่กดทับเซี่ยเสวียนจี้จนเงยหน้าไม่ขึ้น ท่านแม่ของเขา ภรรยาของเขา ล้วนแต่ไม่ขอพบเจอเขาอีกไม่ว่าจะอยู่หรือตาย“หึ...” รอยยิ้มขื่นขมผุดขึ้นที่มุมปากเซี่ยเสวียนจี้เดินเหม่อลอยออกจากประตูจวนตระกูลเสิ่น ลมหนาวในฤดูหนาวพัดบาดใบหน้า ทว่ากลับเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในใจของเขาแม้แต่เศษเส

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 14

    เสิ่นจิงหลานกลับมาถึงจวนเก่าตระกูลเสิ่น เรือนยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเช่นเคย แม้แต่ต้นเหมยในเรือนเก่าของนางก็ยังได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี บนกิ่งก้านประดับประดาไปด้วยดอกตูมเล็กๆ เต็มไปหมดบ่าวชราถือไม้กวาดเดินเข้ามาหา คิ้วที่ขาวโพลนขมวดเข้าหากันเป็นปม ลดเสียงลงบ่นกระปอดกระแปด “คุณหนู ไอ้คนแซ่เซี่ย... ไอ้เดรัจฉานนั่น ยังคงเฝ้าอยู่หน้าประตู ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป! หิมะตกหนักหนาวเหน็บปานนี้ บ่าวล่ะกลัวจริงๆ ว่ามันจะมาแข็งตายอยู่หน้าประตูบ้านพวกเราให้เป็นเสนียดจัญไรเปล่าๆ!”เสิ่นจิงหลานประคองถ้วยชาร้อน เป่าใบชาที่ลอยอยู่เบาๆ แล้วจิบคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขาเข้ามาเถอะ” ตั้งแต่วินาทีที่นางตัดสินใจกลับมาเมืองหลวง ก็รู้ดีว่านางกับเซี่ยเสวียนจี้ย่อมต้องมีวันที่จะได้พบหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปมบางอย่าง ก็ต้องลงมือแก้ด้วยตัวเอง เส้นทางบางสาย ก็ต้องเผชิญหน้าขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน ท่ามกลางกลิ่นหอมของชาที่ลอยกรุ่น ทั้งสองคนนั่งประจันหน้ากันเสิ่นจิงหลานจับป้านชา รินชาร้อนให้เขาหนึ่งถ้วย ท่วงท่าลื่นไหลทว่าเหินห่าง “ใต้เท้าเซี่ย มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ?” น้ำเสียงของนางเป็นเพียงกา

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 13

    “ท่านแม่ทัพเสิ่น มีจดหมายจากเมืองหลวงมาอีกแล้วขอรับ” มองดูตัวอักษรที่คุ้นเคยบนจดหมาย ภายในใจของเสิ่นจิงหลานก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นเล็กน้อย นางไม่อยากรับรู้เรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับเซี่ยเสวียนจี้อีก ทว่าเรื่องการหย่าขาดของนางดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ข่าวคราวจึงถูกส่งเข้าหูนางอยู่ไม่ขาดสาย นางรู้ว่าตอนนี้เซี่ยเสวียนจี้เป็นเพียงราชครูแต่ในนาม ส่วนซูเฉียนเยว่ถูกลงโทษประหารด้วยการใช้ม้าห้าตัวแยกร่างไปแล้ว ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการลงมาด้วยพระองค์เอง เพื่อเชิดชูคุณงามความดีของนางและท่านพ่อ ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวกาลกิณีอะไรนั่น จะไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกต่อไป นางโยนจดหมายฉบับนั้นลงกองไฟอย่างไม่ใส่ใจ พลางสั่งการว่าวันหลังหากมีจดหมายจากเซี่ยเสวียนจี้มาอีก ก็ไม่ต้องเอามาให้นาง บางทีเขาอาจจะกำลังสำนึกเสียใจ แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางเล่า“เสิ่นจิงหลาน มัวแต่หลบซ่อนตัวปักผ้าอยู่ในกระโจมหรืออย่างไร ถึงได้ชักช้าปานนี้ ขืนยังไม่ออกมาอีกจะพลาดฝนดาวตกที่พันปีจะมีสักหนเอานะ” เสียงที่ฟังดูน่าโดนเตะดังมาจากนอกกระโจม“หลี่เฉิงเยี่ย เจ้าปีกกล้าขาแข็งขึ้นแล้วสินะ!” เสิ่นจิงหลานถือแส้พุ่งพรวดออ

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 12

    เขาส่งคนไปสืบสวน ความจริงที่ได้รับทำเอาเขาตกตะลึงจนแทบช็อก ที่แท้ปีนั้นซูเฉียนเยว่ไม่ได้จากไปเพราะถูกฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยบีบบังคับ แต่นางไปถูกตาต้องใจจอมยุทธ์พเนจรคนหนึ่งเข้า จึงได้หนีตามเขาไปท่องยุทธภพต่างหาก การกลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเขา แต่เป็นเพราะจอมยุทธ์ผู้นั้นมีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว เรื่องที่นางตั้งครรภ์จึงเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับภรรยาเอกนางกับจอมยุทธ์นัดแนะแยกย้ายกันหนีตามมาที่เมืองหลวง นึกไม่ถึงว่าจะถูกเซี่ยเสวียนจี้พบตัวเข้าที่หน้าประตูเมืองเสียก่อน พอเห็นถึงความรักอันลึกซึ้งของเซี่ยเสวียนจี้ นางกับชายชู้จึงวางแผนการชั่วร้าย ให้นางแต่งงานกับเซี่ยเสวียนจี้เพื่อให้เขารับเป็นพ่อเด็ก แบบนี้ทรัพย์สมบัติมหาศาลของจวนราชครูก็จะตกเป็นของครอบครัวพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูก เซี่ยเสวียนจี้สัมผัสได้ถึงความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้ เขาชักกระบี่ออกมาหมายจะฟันจอมยุทธ์ผู้นั้นให้ตายคาที่ ทว่าซูเฉียนเยว่กลับถลันเข้ามาขวางหน้าไว้“อย่าทำร้ายสามีข้านะ”เซี่ยเสวียนจี้ขบกรามแน่นจนเลือดซึมที่มุมปาก“ซูเฉียนเยว่ ข้าถามตัวเองว่าไม่เคยทำไม่ดีต่อเจ้า ช่วยเจ้าออกมาจากสลัม เลี้ยงดูปู

  • ร้างรักจิงหลาน สิ้นขาดเยื่อใย   บทที่ 11

    เช้าตรู่ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยถอดปิ่นปล่อยผมสยาย เดินเท้าเปล่าย่ำไปบนแผ่นหินสีเขียวที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง น้ำเสียงแหบพร่าดังก้องไปทั่วเมืองหลวง “หม่อมฉันสกุลเซี่ย อบรมสั่งสอนบุตรชายไม่ดี ปล่อยให้เซี่ยเสวียนจี้บุตรชายของหม่อมฉัน เห็นแก่ความปรารถนาส่วนตัว แอบเปลี่ยนคำทำนายฤกษ์ดีร้าย ทำลายชื่อเสียงของเทพสงครามเสิ่นจิงหลาน ขอฝ่าบาททรงลงอาญาด้วยเพคะ” ผ่านไปเพียงครึ่งค่อนวัน ข่าวฉาวเรื่องที่ราชครูแอบเปลี่ยนคำทำนายถึงเก้าสิบเก้าครั้งเพื่อหญิงงาม ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ราชสำนักสั่นสะเทือน ฝ่าบาทกริ้วจัด มีราชโองการตำหนิอย่างรุนแรง หากไม่เห็นแก่ที่ตระกูลเซี่ยจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองมาถึงเก้าชั่วอายุคนล่ะก็ ทรงอยากจะสั่งประหารเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอดชาวบ้านต่างโกรธแค้นที่ถูกปั่นหัวหลอกลวง ส่วนคนที่เคยด่าทอเสิ่นจิงหลานก่อนหน้านี้ก็ยิ่งรู้สึกผิดอย่างหนัก ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าราชครูที่เที่ยงธรรมและเคร่งครัดมาตลอด จะกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ลงคอ ความน่าเชื่อถือของราชครูป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ไม่มีใครเชื่อถือเขาอีกต่อไป ตำแหน่งราชครูแห่งต้าเซี่ยที่ได้รับความเคารพรักจากราษ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status