LOGINจากนั้นสามสาวก็เหลือบไปมองอีกหนึ่งคนที่ยังนั่งนิ่งเงียบกริบ พร้อมหน้าแดงหูแดงอยู่ที่เดิม ก่อนสินีนาฏจะเอ่ยแซวยิ้มๆ
“ว่าไงล่ะคนสวย จะเป็นสะใภ้ใหญ่ของภูวภาดล แม็คเวลไม่ใช่เหรอ คราวนี้จะเอายังไงต่อไปดีล่ะ ว่าที่สามีของแกเขาโกรธหนีไปโน่นแล้ว จะตามไปง้อไหม”
“บ้าน่ะสิ!” ศิริกานดาแหวออกมาเบาๆ พลางค้อนตาคว่ำให้กับบรรดาเพื่อนรักที่กำลังส่งยิ้มล้อเลียนมาให้อย่างไม่รู้จะเถียงว่าอย่างไรดี
“เอ่อ...ฉันจะกลับละนะ เย็นนี้ฉันมีงานที่ห้างน่ะ พรุ่งนี้เจอกันที่มหาวิทยาลัยที่เดิมแล้วกัน ไปนะควีน ไอ้นาฏ ไอ้ลิน”
ร่ำลาเสร็จศิริกานดาก็รีบคว้ากระเป๋ามาสะพาย แล้วก้าวจ้ำๆ ออกจากประตูห้องนั่งเล่นไปทันที ปล่อยให้เพื่อนรักทั้งสามคนมองตามหลังไปยิ้มๆ
ศิริกานดาซอยเท้าเร็วๆ มาจนถึงประตูใหญ่ของคฤหาสน์ภูวภาดล เพื่อจะหาแท็กซี่ไปยังจุดหมายปลายทางที่เธอต้องไปทำงานพิเศษ เนื่องจากตอนขามาต่างพากันนั่งรถของคีรดาออกจากมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน
ความจริงแล้วเธอยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มงาน แต่เรื่องขายขี้หน้าที่สุดในชีวิตที่เพิ่งทำลงไปหยกๆ ทำให้สาวน้อยไม่อาจอยู่ที่นี่ต่อได้อีกแม้แต่นาทีเดียว เพราะเกรงว่าจะต้องเผชิญหน้ากับคนบางคนที่ฝากคำด่าเอาไว้อย่างเจ็บแสบ ตอนนี้หน้าเธอยังชาไปเป็นแถบด้วยความอับอายอยู่เลย เธอจึงจำต้องรีบชิ่งหนีออกมาก่อน หากปากอิ่มสวยก็ยังไม่วายขมุบขมิบบ่นให้กับเจ้าบ้านหนุ่มอย่างแอบเคืองไม่หาย
“อีตาบ้านี่! เล่นเอาความมั่นใจเราหดหายลงไปเป็นกองเลย หน้าตาก็ดี ด่าเจ็บชะมัด”
ทว่าวันนี้รู้สึกสวรรค์จะไม่เป็นใจกับสาวน้อยเอาเสียเลย เนื่องจากศิริกานดามายืนรอแท็กซี่ตรงหน้าประตูคฤหาสน์อยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่เห็นทั้งแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์วินขับผ่านมาเลยสักคัน เธอจึงตัดสินใจเดินเลียบมาตามถนนเพื่อไปยังหน้าปากซอย
ขณะที่สาวน้อยกำลังเดินทอดน่องช้าๆ มาตามข้างทางก็มีรถยุโรปสายพันธุ์เยอรมันสีดำมันปลาบมาชะลออยู่ข้างๆ ก่อนกระจกหน้าต่างทางด้านฝั่งเธอจะถูกลดลง ทำให้ศิริกานดาเห็นคนในรถว่าเป็นใคร เท้าเล็กจึงหยุดชะงักอยู่กับที่แบบอัตโนมัติ และหน้าก็เริ่มแดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับรถคันหรูก็จอดสนิทลงเช่นกัน หากยังไม่ดับเครื่องยนต์ แล้วเจ้าของรถก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาก่อนด้วยเสียงเรียบๆ ติดจะห้วนเล็กน้อย
“จะไปไหน”
“หน้าปากซอยค่ะ” ศิริกานดาอึกอักอยู่ชั่วครู่ แล้วถึงตอบออกมาเบาๆ
“ขึ้นมาสิ จะไปส่ง”
“เอ่อ...ไม่เป็นไรค่ะ กานเอ่อ...ฉันไปเอง...”
“ผมบอกให้ขึ้นมาไง”
คำสั่งน้ำเสียงแข็งๆ พร้อมใบหน้าคมคายส่อเค้าคุกคามดังสวนขึ้นมาก่อนที่ปากจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อตามธรรมชาตินั้นจะเอ่ยจบซะด้วยซ้ำ เล่นเอาศิริกานดากลืนคำปฏิเสธลงคอไปแทบไม่ทัน แล้วจำต้องขยับไปเปิดประตูรถก้าวขึ้นไปนั่งในที่สุด
พอสาวน้อยในชุดนักศึกษานั่งเป็นที่เรียบร้อย รถสปอร์ตคันหรูก็เริ่มขับเคลื่อนช้าๆ มันช้าเอามากๆ ให้ตายเถอะ และบรรกาศในรถก็เงียบฉี่จนน่ากลัว ทำเอาศิริกานดาใจเต้นตึกๆ ตักๆ เธอบีบมือชื้นเหงื่อที่วางอยู่บนตักเอาไว้แน่นอย่างลืมตัว ก่อนคนกำลังขับรถจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง
“ชื่ออะไรเราน่ะ”
“ศิ...ศิริกานดาค่ะ”
เจ้าของชื่อติดอ่างขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็น พลางปรายตามองคนที่กำลังขับรถซึ่งยังมองแต่ถนนข้างหน้าอย่างแอบหวั่นๆ ไม่หาย
“งั้นก็แทนตัวเองด้วยชื่อน่ะถูกแล้ว ผมอายุห่างกับคุณเกือบรอบเลยมั้ง และคุณก็เป็นเพื่อนของน้องสาวผม อย่ามาแก่แดดแทนตัวเองด้วยฉันอย่างโน้นฉันอย่างนี้ ฟังแล้วมันไม่รื่นหู เข้าใจไหมกานดา”
ศิริกานดาสะดุ้งในใจ ก็มีคนเคยเรียกเธอด้วยชื่อนี้ที่ไหนกันล่ะ ส่วนมากก็เรียกกานเฉยๆ เท่านั้น และสิ่งที่เธอกำลังกลัวมันก็เริ่มขึ้นจริงๆ ซะด้วย พอสั่งสอนเธอราวกับอาจารย์สอนลูกศิษย์เสร็จ เสียงทุ้มก็เอ่ยถามต่อทันที เล่นเอาคนยังไม่หายตกใจตั้งตัวแทบไม่ติด
“ที่พูดในห้องนั่งเล่นน่ะ เอาจริงเหรอ”
คนถูกถามเหงื่อซึมตามขมับ หน้าก็เริ่มขึ้นสีระเรื่อตามมา เธอกัดปากเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เหลือบมองหน้าคนถามที่ยังมองแต่ถนนข้างหน้านิ่ง ถึงแม้ประโยคเมื่อกี้จะฟังไม่แข็งกร้าวและไม่มีแววดุดันก็จริง แต่ไม่ใช่ล้อเธอเล่นแน่นอน ก็ใบหน้าคมคายของหนุ่มลูกครึ่งไทย-เยอรมันยังคงปราศจากรอยยิ้ม แลดูเคร่งขรึมอยู่เช่นเดิม คนผิดเต็มประตูนั่งทำใจอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงตัดสินใจพนมมือไหว้พร้อมกับอุบอิบออกมาได้ในที่สุด แต่ก็เบาหวิวฟังแทบไม่ได้ยิน
“ขอโทษค่ะ ที่ฉันเอ่อ...กานเอาคุณมาพูดเล่นกับเพื่อนๆ แบบนั้น”
“คราวหน้าคราวหลังจะพูดอะไรก็หัดคิดซะบ้าง ใครมาได้ยินเข้าเขาจะคิดว่าคุณเป็นคนยังไง ถึงแม้หน้าตาจะสวยสดงดงามสักแค่ไหน แต่มันจะทำให้คุณด้อยค่าลงไปในทันตา รู้ไหมกานดา”
‘กานดาอีกแล้ว เรียกเหมือนชาวบ้านเขาหน่อยไม่ได้เหรอ ชื่อนี้ได้ยินแล้วมันทำให้ใจหวิวๆ ยังไงบอกไม่ถูก’
“ค่ะ”
ถึงแม้จะคร่ำครวญอยู่ในอก แต่ก็ต้องรับปากออกไปเบาๆ จนได้ และพอสวดเสร็จพ่อคุณก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง หากคราวนี้น้ำเสียงฟังดูเรื่อยๆ เหมือนจะชวนคุย
“แล้วจะรีบไปไหน เพื่อนๆ ของคุณยังอยู่กันที่บ้านผมอยู่เลยไม่ใช่หรือไง”
ตอนนี้ห้องทำงานของคีรินทร์แทบเปลี่ยนเป็นห้องเลี้ยงเด็กอ่อนไปแล้ว เพราะมีข้าวของเครื่องใช้ของลูกชายเต็มไปหมด มีแม้กระทั่งเตียงนอนหลังใหญ่ที่คีรินทร์สั่งซื้อแล้วขนมาไว้ในห้องทำงาน ซึ่งสามารถลงไปนอนกลิ้งเล่นได้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกเลยก็ว่าได้“ไม่เมื่อยหรอกครับ อีกสักสิบคนก็ยังไหว ว่าแต่คุณเถอะ พร้อมไหม”“หึ! พูดอะไรนึกถึงตอนแพ้ท้องด้วยนะคะ”ศิริกานดาปรายตาค้อนพร้อมกับปรามาสให้ไปเล็กน้อย เพราะตอนเธอท้องเจ้าหนูคีต คีรินทร์แพ้หนักมากอยู่สี่เดือนเต็ม ตื่นเช้ามาต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอ้วกเกือบทุกวัน และมีอาการวิงเวียนปวดหัวอยู่ตลอดเวลา จนต้องพกทั้งยาดม ยาลม ยาหอมติดตัวเอาไว้ประจำราวกับคนสูงวัย บางวันชายหนุ่มทำงานแทบไม่ได้จนต้องหาที่นอนพักงีบเอาแรง แล้วโยนให้ลูกน้องไปทำงานแทนอยู่บ่อยๆ นึกแล้วศิริกาดาก็แอบขำ ขณะที่สามีหนุ่มก็โต้กลับมายิ้มๆ“แพ้ท้องแค่นี้เรื่องจิ๊บๆ”“ปากดีไปเถอะ”“ไอ้ใหญ่มันชวนผมฟอร์มทีมฟุตบอล มันรับผิดชอบไปหกคน ส่วนผมห้าคน คุณโอเคไหม”“โนค่ะ ขออีกสองพอแล้วนะคะ ถ้าห้าคนสภาพกานคงเยินน่าดูเลย และบอกเอาไว้ก่อนเลย ว่าห้ามไปรวมหัวคิดแผนการปั๊มลูกไม่บอกไม่กล่าวกันอีกเป็นอันขาดเลยนะคะ ไม่งั
หลังจากเรียนเสร็จศิริกานดาก็ขับรถมาจนถึงตึกสูงระฟ้าที่ตั้งของบริษัทเคพี แม็คเวล กรุ๊ปเอาตอนเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้นที่สามสิบซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ และขณะนี้หัวใจอีกสองดวงของเธออยู่ที่นี่พอลิฟต์เปิดออกเธอก็ก้าวตรงไปยังหน้าห้องทำงานของสามีแล้วเอ่ยทักทายคุณเลขาฯ ที่นั่งประจำโต๊ะอยู่ตรงหน้าห้องอย่างคุ้นเคยกันดี เพราะช่วงสองเดือนมานี้ได้เจอกันอยู่บ่อยๆ“สวัสดีค่ะคุณริสา”ศิริกานดาแย้มยิ้มหวานส่งให้พร้อมกับยกมือไหว้เรียบร้อย เล่นเอาเลขาฯ สาวใหญ่รับไหว้แทบไม่ทัน ถึงแม้คนที่ทักทายมาก่อนจะอ่อนวัยกว่ามาก แต่เธอคือดวงใจของเจ้านายหนุ่มที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง เปรียบเสมือนเป็นเจ้านายสาวอีกหนึ่งคนก็ย่อมได้ แต่ภรรยาสาวคนสวยของเจ้านายก็ไม่เคยถือเนื้อถือตัว พูดคุยทักทายกับพนักงานอย่างเธอด้วยความเป็นกันเองทุกครั้ง เป็นริสาเองเสียอีกที่รู้สึกกระอักกระอ่วนชอบกลที่ต้องมารับการเคารพจากภรรยาของคนเป็นเจ้านาย เธอจึงคลี่ยิ้มแห้งๆ เล็กน้อย แล้วถึงเอ่ยทักทายตอบ“สวัสดีค่ะ คุณหนูคีตน่าจะหลับปุ๋ยไปแล้ว ตอนริสาเอางานเข้าไปให้เห็นเจ้านายกำลังกล่อมตาปรือเชียวค่ะ”คุณหนูคีต
คล้อยหลังน้องสาวคีรินทร์ก็ทิ้งศีรษะลงกับพนักพิง หน้าตาคมสันซีดเซียวกว่าปกติ หากก็ยังพยายามคลี่ยิ้มส่งให้ภรรยาสาวที่ตอนนี้หน้าตูมอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วไล้แก้มเนียนบูดบึ้งนั้นเบาๆ พร้อมกับเอ่ยบอกไปด้วย“อย่าเพิ่งมาชวนผมรบตอนนี้นะ เวียนหัว ไม่พร้อมรบอย่างแรง วันนี้อยู่ที่ทำงานก็อ้วกทั้งวันเลย”จากที่คิดจะวีนให้เสียหน่อย แต่พอได้เห็นสภาพสามีแล้วศิริกานดาก็วีนให้ไม่ลง และเธอเดาได้ไม่อยากว่าเขาเป็นอะไร“เดี๋ยวกานไปเอาผ้าเย็นมาให้นะคะ”พอภรรยาสาวลุกก้าวออกไปคีรินทร์ก็หลับตาลงนิ่งเงียบ เพราะรู้สึกภายในห้องมันหมุนเคว้งไปหมด มองตรงไหนก็ตาลายราวกับพื้นตีกลับหากไม่กี่นาทีต่อมาชายหนุ่มก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีผ้าเย็นๆ ลูบไล้มากับผิวหน้า พอเขาลืมตาปุ๊บคนที่ทำหน้าที่บริการผ้าเย็นก็เอ่ยถามออกมาเบาๆ ชนิดที่ว่าตรงประเด็นเผง ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยซึ่งบอกไม่ได้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน“คุณคิงส์อยากมีลูกเหรอคะ”“จะอยากหรือไม่อยากตอนนี้ก็มีแล้วไงครับ”พูดพลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าท้องที่ยังแบนเรียบของเธอไปมาแผ่วเบา กิริยานุ่มนวลอ่อนโยนและน้ำเสียงน่าฟังของเขา ทำเอาอารมณ์ไม่พอ
“แกหมายความว่าไง”คนมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้สงสัยในคำพูดกำกวมปนวกวนของเพื่อนรักอยู่เต็มแก่ เธอจึงจ้องหน้านิ่งๆ เป็นการบังคับให้เพื่อนจอมแสบตอบออกมาตรงๆขณะที่คีรดาก็จ้องสบตาเพื่อนไม่ยอมหลบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ แล้วถึงบอกออกไปเสียงดังฟังชัด“ฉันท้อง”“หา! นี่แกลืมไปฉีดยาคุมเหรอไอ้ควีน” ศิริกานดาเบิกตากว้างพร้อมโพล่งออกมาอย่างตกใจ“เดือนที่แล้วฉันก็ไปฉีดพร้อมกับแกไง จำไม่ได้เหรอ”“ถ้างั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้มั้ง คุณใหญ่เขาจะน้ำยาเด็ดจนยาคุมเอาไม่อยู่เชียวเหรอแก ไปตรวจให้ดีๆ เอาให้แน่ๆ ก่อนไหมไอ้ควีน”ศิริกานดายังพยายามคิดบวกเข้าไว้ และปลอบใจทั้งตัวเองและเพื่อนรักไปในคราวเดียวกัน ก็ไปฉีดยาคุมมาด้วยกัน ถ้าคีรดาท้องแล้วเธอจะรอดหรือ หากคำตอบของคีรดากลับทำเอาใจแป้วลงไปถนัดใจ“ฉันไปตรวจกับคุณหมอที่คลินิกมาแล้ว ท้องชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์” “แล้ว...ท้องได้ไง”คนตกใจปนอึ้งถามออกมาเบาๆ ราวกับคนละเมอ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบรรดาผู้หญิงอย่างพวกเธอ แถมยังเรียนปริญญาโทภาคปกติยังไม่จบกันเลย ถ้าท้องก็ต้องดรอปเรียนกันให้วุ่นวายอีก“ก็คุณหมอเจ้าของคลีนิกที่เราไปฉีดยาคุมเป็นเพื่อนพี่คิงส์กับ
“มันไม่ปฏิเสธแสดงว่าเรื่องจริง แกเตรียมสินสอดไปขอเมียให้มันได้เลยไอ้คิงส์”คีรินทร์ยักไหล่เบาๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งรู้ เรื่องนี้เขาก็พอจะทราบจากคนงานที่ท่าเทียบเรือและเหมืองแร่ที่กระบี่มาบ้าง แต่ในเมื่อวาคินมันยังไม่พร้อมที่จะเปิดตัว เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง ถ้าพร้อมเมื่อไรมันก็พูดออกมาเองนั่นแหละ“คืนนี้ฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนนะเพื่อน น้องควีนไปส่งพี่ที่หน้าบ้านหน่อย”เซบาสเตียนลุกจากโซฟาแล้วดึงร่างเล็กให้ก้าวตามออกไปยังหน้าคฤหาสน์ทันที ปล่อยให้คีรินทร์และศิริกานดามองตามไปอย่างไม่เข้าใจสักเท่าไร เพราะจู่ๆ คนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ดีๆ ก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วเอ่ยขอตัวเสียอย่างนั้นชั่วครู่สองสามีภรรยาถึงหันมามองหน้ากันพลางคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนทั้งคู่จะจับจูงกันลุกจากโซฟาก้าวขึ้นไปยังห้องพักบนชั้นสองของบ้าน เนื่องจากผ่านการเดินทางมายาวนานนับสิบชั่วโมงยังไม่ได้พักกันเลย“ไปตัดเล็บกันดีกว่านะเรา”ประโยคของสามีที่เอ่ยขึ้นขณะเดินเคียงกันออกมาจากห้องรับแขก ทำให้ศิริกานดาต้องเหล่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนเธอจะลองเชิงแย็บถามดู“ตัดเล็บเฉยๆ นะคะ”“ฝันไปเถอะทูนหัว”ภรรยาสาวค้อ
เมื่อเห็นว่าสองหนุ่มยังคงเงียบกริบอย่างเถียงไม่ออก คีรินทร์จึงจัดการเทศนาต่อ“แต่แกสองคนกัดกันไปมาแบบนี้คิดว่าคนที่อยู่ตรงกลางและรักพวกแกไม่น้อยไปกว่ากันจะมีความสุขไหม ฉันเองเห็นเฉยๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้สบายใจนักหรอกนะ นั่นก็น้องชาย นี่ก็เพื่อน ฉันไม่เข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ ฉันรู้ว่าแกรักน้องสาว ไอ้คิน ส่วนแกไอ้ใหญ่ ถ้ารักยัยควีนจริงก็เลิกทะเลาะกันสักที ความสุขของคนที่พวกแกรักแค่นี้ให้ไม่ได้หรือไงวะ”นักมวยคู่เอกต่างนั่งกันสงบนิ่งราวกับซึ้งในรสพระธรรม ก่อนที่วาคินจะเมินหน้าไปอีกทาง ด้านเซบาสเตียนก็ปล่อยลมหายใจออกมาหนักๆ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หากทุกคนที่นั่งกันอยู่โดยรอบก็โล่งใจไปตามๆ กัน ต่างเข้าใจดีว่าการที่คนไม่กินแหนงแคลงใจกันมานาน แล้วจู่ๆ จะให้มาคืนดีกันมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก แค่ทั้งสองไม่หาเรื่องลับฝีปาก และต่างคนต่างเฉย นี่ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่สุดแล้วโดยเฉพาะศิริกานดาที่แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนที่ก้าวเข้ามาในบ้านเธอยังไม่มั่นใจในสีหน้าและท่าทางของคนเป็นสามีสักเท่าไร ด้วยนิสัยอารมณ์ร้อนของเขา เธอก็อดแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ว่าเขาจะมาอาละวาดให้เข้าหน้ากันไม่ติดเข้า







