LOGIN“กานต้องทำงานพิเศษน่ะค่ะ ก็เลยขอตัวออกมาก่อน”
ตอบเสร็จศิริกานดาก็ต้องเบือนหน้าแดงๆ ออกไปมองนอกหน้าต่างรถเพื่อซ่อนความอาย ก็สาเหตุอีกประการที่ทำให้เธอต้องหนีออกมาก่อนก็กำลังนั่งขับรถอยู่นี่อย่างไรล่ะ
“งานพิเศษอะไร ทำที่ไหน แล้วทำไมต้องทำ”
‘เอ๊ะ! ก็แล้วทำไมต้องมาอยากรู้เรื่องของคนอื่นซะละเอียดยิบขนาดนี้ด้วย’’
ศิริกานดาค่อนแคะให้ในใจ พลางหันกลับมามองคนถามอย่างข้องใจว่าเขาจะอยากรู้เรื่องของเธอไปทำไม หากดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่คมปรายมาจ้องหน้าเธอนิ่งเอามากๆ ราวกับกำลังรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ และต้องรู้ให้ได้ซะด้วย มันบังคับให้สาวน้อยจำต้องเอ่ยตอบออกไป แต่ก็แอบประชดไปด้วยเล็กๆ น้อยๆ เพราะอดหมั่นไส้คนอยากรู้เรื่องของชาวบ้านไม่ได้
“ก็งานนำเสนอสินค้า แนะนำผลิตภัณฑ์ อะไรประมาณนี้ละค่ะ ทำที่ห้างใกล้ๆ ตรงมุมถนนนี่เอง พอดีบ้านไม่ได้รวยและไม่มีใครส่งเสียให้เรียนหนังสือ กานจึงต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอมเองน่ะค่ะ”
“แล้วที่บ้านอยู่กับใคร” คนที่ยังไม่รู้ตัวว่าถูกประชดยังซักไซ้ตามมาอีก
“อยู่คนเดียวค่ะ”
คำตอบที่ได้ยินทำให้คนถามต้องเลิกคิ้วพลางจ้องหน้าสวยใสอย่างแปลกใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะย้อนถามกลับมาใหม่
“แล้วเมื่อก่อนล่ะ”
“อยู่กับป้าค่ะ พ่อกับแม่เสียตั้งแต่เด็ก ป้ามีอาชีพทำขนมไทยขาย ก็เลยไม่มีเงินถุงเงินถังมาส่งเสียหลานตาดำๆ อย่างกานให้เรียนหนังสือ และป้าแกก็เป็นมะเร็งเสียไปแล้วเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้กานก็เลยต้องอยู่คนเดียว ต้องหาเงินเรียนเองด้วย ไงคะ! คุณยังอยากรู้อะไรอีกไหม”
ศิริกานดาตอบแบบหน้าซื่อตาใส และประโยคที่พูดก็ยังฟังหวานจ๋อย แต่คนโดนย้อนแบบนิ่มๆ ก็เริ่มจะรู้ตัวว่าถูกเหน็บแนมเข้าให้ จึงปรายตาจ้องหน้าขาวใสไร้เครื่องสำอางขุ่นขวาง
‘ยัยเด็กนี่ร้ายไม่เบา แต่ขวนขวายหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนที่ค่าเทอมแพงเอาการแบบนี้ได้ก็ถือว่าเก่งพอตัวละ”
คีรินทร์ไม่ได้ตอบโต้ว่าอย่างไร ได้แต่เข่นเขี้ยวอยู่ในใจเท่านั้น ก่อนหันไปทำหน้าที่ขับรถอย่างตั้งใจแทน เพราะเริ่มเลี้ยวรถออกสู่ถนนใหญ่และการจราจรก็ค่อนข้างติดพอดู
ด้านศิริกานดาจึงสบโอกาสลอบมองคนที่กำลังนั่งขับรถอยู่เคียงข้างเป็นพักๆ ได้มาเห็นตัวเป็นๆ แบบใกล้ชิดอย่างนี้ เขาดูหล่อเหลากว่ารูปที่เคยเห็นในมือถือของคีรดาเป็นกอง ไรเคราจางๆ ตลอดสองข้างแก้มส่งให้ใบหน้าขาวๆ ที่มีเค้าชาวตะวันตกอย่างเด่นชัดคมคายขึ้นอีกเท่าตัว รูปร่างสูงใหญ่ที่คงจะสูงเกินร้อยแปดสิบเซนติเมตรแน่ๆ นั้นก็ดูดีเอามากๆ ถ้าเทียบกับดาราที่เคยเห็นในทีวี ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอขณะนี้กินขาดไปหลายขุมเลยทีเดียว
ตอนนี้เขาสวมสูทสีเทาเข้ม แต่ไม่ได้ผูกเนกไท ซึ่งมันต่างจากเชิ้ตสีขาวที่เธอเห็นตอนเขาเข้าไปอาละวาดในห้องนั่งเล่น ด้วยชุดนี้ยิ่งเน้นให้คนสวมใส่น่าเกรงขามขึ้นอีกหลายเท่า นี่คงกลับบ้านมาเปลี่ยนชุดเพื่อไปงานต่อกระมัง ถึงได้ประจวบเหมาะมาได้ยินกลุ่มเธอเมาธ์มอยเข้าให้อย่างจัง พ่อคุณเลยจัดการสวดซะยับเลย
ทว่าน่าเสียดายที่เขาชอบทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา ถ้าเขายิ้มสักนิดคงน่าแอบดูมากกว่านี้ แต่นอกจากแสนดุ ปากจัด กัดเจ็บอย่างที่น้องสาวของเขาพูด เขาก็ยังมีความดีอยู่บ้างละน่า อย่างน้อยๆ ก็มีน้ำใจให้เธอนั่งติดรถมาด้วย
ไม่นานคนขับก็ชะลอรถแล้วจอดเทียบตรงข้างฟุตบาท เมื่อพาหนะคันหรูพามาถึงหน้าห้างสรรพสินค้าที่เธอบอกว่าจะมาทำงาน ด้านศิริกานดามัวแต่แอบมองคนข้างๆ และอยู่ในภวังค์ซะเพลิน จึงไม่รู้ตัวสักนิดว่าเขาพามาส่งจนถึงจุดหมายแทนที่จะเป็นหน้าปากซอย พอรู้ตัวเธอก็รีบอุบอิบขอบคุณพร้อมกับยกมือไหว้รวดเร็ว แล้วเตรียมตัวจะเปิดประตูลงจากรถ แต่คำถามสุดท้ายของคนมาส่งทำเอามือเล็กที่กำลังจะดันประตูรถเปิดออกต้องชะงักค้าง
“ศิริกานดาแปลว่าอะไร”
ใบหน้านวลเนียนแดงปลั่งขึ้นมาทันตา เพราะรู้ความหมายชื่อของเธอดีว่ามันแปลว่าอะไร ก่อนหันไปมองคนถามอย่างสงสัยว่าเขาอยากรู้จริงๆ หรือแค่ถามเล่นๆ ก็เห็นเขากำลังจ้องมายังเธออยู่ก่อนแล้วด้วยหน้านิ่งๆ และสายตาคมกริบก็นิ่งสนิทอีกเช่นกัน ราวกับกำลังเจรจาธุรกิจร้อยล้านพันล้านอยู่ก็ไม่ปาน ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ให้เธอได้รับรู้สักอย่าง
‘แล้วจู่ๆ จะมาอยากรู้ความหมายชื่อของเธอไปทำไมกัน เลือดไทยครึ่งตัวที่เขามีอยู่ เธอมั่นใจว่าเขารู้คำตอบได้ไม่ยาก ถ้าเขาอยากจะรู้ขึ้นมาจริงๆ’
“ไม่ทราบค่ะ”
ศิริกานดาอ้อมแอ้มปดหน้าตาย ก่อนเปิดประตูก้าวลงจากรถไปอย่างรวดเร็ว เท้าเล็กซอยเร็วๆ ก้าวลิ่วๆ ผ่านเข้าประตูห้างสรรพสินค้าไปโดยไม่เหลียวหลัง ด้านคนอยู่ในรถก็ได้แต่หยักยิ้มมุมปากพร้อมกับมองตามร่างอรชรไปจนลับสายตา แล้วถึงส่ายศีรษะเบาๆ พลางขับเคลื่อนรถคันหรูคู่ใจออกไปจากหน้าห้างสรรพสินค้าในที่สุด
ตอนนี้ห้องทำงานของคีรินทร์แทบเปลี่ยนเป็นห้องเลี้ยงเด็กอ่อนไปแล้ว เพราะมีข้าวของเครื่องใช้ของลูกชายเต็มไปหมด มีแม้กระทั่งเตียงนอนหลังใหญ่ที่คีรินทร์สั่งซื้อแล้วขนมาไว้ในห้องทำงาน ซึ่งสามารถลงไปนอนกลิ้งเล่นได้ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกเลยก็ว่าได้“ไม่เมื่อยหรอกครับ อีกสักสิบคนก็ยังไหว ว่าแต่คุณเถอะ พร้อมไหม”“หึ! พูดอะไรนึกถึงตอนแพ้ท้องด้วยนะคะ”ศิริกานดาปรายตาค้อนพร้อมกับปรามาสให้ไปเล็กน้อย เพราะตอนเธอท้องเจ้าหนูคีต คีรินทร์แพ้หนักมากอยู่สี่เดือนเต็ม ตื่นเช้ามาต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอ้วกเกือบทุกวัน และมีอาการวิงเวียนปวดหัวอยู่ตลอดเวลา จนต้องพกทั้งยาดม ยาลม ยาหอมติดตัวเอาไว้ประจำราวกับคนสูงวัย บางวันชายหนุ่มทำงานแทบไม่ได้จนต้องหาที่นอนพักงีบเอาแรง แล้วโยนให้ลูกน้องไปทำงานแทนอยู่บ่อยๆ นึกแล้วศิริกาดาก็แอบขำ ขณะที่สามีหนุ่มก็โต้กลับมายิ้มๆ“แพ้ท้องแค่นี้เรื่องจิ๊บๆ”“ปากดีไปเถอะ”“ไอ้ใหญ่มันชวนผมฟอร์มทีมฟุตบอล มันรับผิดชอบไปหกคน ส่วนผมห้าคน คุณโอเคไหม”“โนค่ะ ขออีกสองพอแล้วนะคะ ถ้าห้าคนสภาพกานคงเยินน่าดูเลย และบอกเอาไว้ก่อนเลย ว่าห้ามไปรวมหัวคิดแผนการปั๊มลูกไม่บอกไม่กล่าวกันอีกเป็นอันขาดเลยนะคะ ไม่งั
หลังจากเรียนเสร็จศิริกานดาก็ขับรถมาจนถึงตึกสูงระฟ้าที่ตั้งของบริษัทเคพี แม็คเวล กรุ๊ปเอาตอนเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้นที่สามสิบซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ และขณะนี้หัวใจอีกสองดวงของเธออยู่ที่นี่พอลิฟต์เปิดออกเธอก็ก้าวตรงไปยังหน้าห้องทำงานของสามีแล้วเอ่ยทักทายคุณเลขาฯ ที่นั่งประจำโต๊ะอยู่ตรงหน้าห้องอย่างคุ้นเคยกันดี เพราะช่วงสองเดือนมานี้ได้เจอกันอยู่บ่อยๆ“สวัสดีค่ะคุณริสา”ศิริกานดาแย้มยิ้มหวานส่งให้พร้อมกับยกมือไหว้เรียบร้อย เล่นเอาเลขาฯ สาวใหญ่รับไหว้แทบไม่ทัน ถึงแม้คนที่ทักทายมาก่อนจะอ่อนวัยกว่ามาก แต่เธอคือดวงใจของเจ้านายหนุ่มที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง เปรียบเสมือนเป็นเจ้านายสาวอีกหนึ่งคนก็ย่อมได้ แต่ภรรยาสาวคนสวยของเจ้านายก็ไม่เคยถือเนื้อถือตัว พูดคุยทักทายกับพนักงานอย่างเธอด้วยความเป็นกันเองทุกครั้ง เป็นริสาเองเสียอีกที่รู้สึกกระอักกระอ่วนชอบกลที่ต้องมารับการเคารพจากภรรยาของคนเป็นเจ้านาย เธอจึงคลี่ยิ้มแห้งๆ เล็กน้อย แล้วถึงเอ่ยทักทายตอบ“สวัสดีค่ะ คุณหนูคีตน่าจะหลับปุ๋ยไปแล้ว ตอนริสาเอางานเข้าไปให้เห็นเจ้านายกำลังกล่อมตาปรือเชียวค่ะ”คุณหนูคีต
คล้อยหลังน้องสาวคีรินทร์ก็ทิ้งศีรษะลงกับพนักพิง หน้าตาคมสันซีดเซียวกว่าปกติ หากก็ยังพยายามคลี่ยิ้มส่งให้ภรรยาสาวที่ตอนนี้หน้าตูมอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วไล้แก้มเนียนบูดบึ้งนั้นเบาๆ พร้อมกับเอ่ยบอกไปด้วย“อย่าเพิ่งมาชวนผมรบตอนนี้นะ เวียนหัว ไม่พร้อมรบอย่างแรง วันนี้อยู่ที่ทำงานก็อ้วกทั้งวันเลย”จากที่คิดจะวีนให้เสียหน่อย แต่พอได้เห็นสภาพสามีแล้วศิริกานดาก็วีนให้ไม่ลง และเธอเดาได้ไม่อยากว่าเขาเป็นอะไร“เดี๋ยวกานไปเอาผ้าเย็นมาให้นะคะ”พอภรรยาสาวลุกก้าวออกไปคีรินทร์ก็หลับตาลงนิ่งเงียบ เพราะรู้สึกภายในห้องมันหมุนเคว้งไปหมด มองตรงไหนก็ตาลายราวกับพื้นตีกลับหากไม่กี่นาทีต่อมาชายหนุ่มก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่ามีผ้าเย็นๆ ลูบไล้มากับผิวหน้า พอเขาลืมตาปุ๊บคนที่ทำหน้าที่บริการผ้าเย็นก็เอ่ยถามออกมาเบาๆ ชนิดที่ว่าตรงประเด็นเผง ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยซึ่งบอกไม่ได้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน“คุณคิงส์อยากมีลูกเหรอคะ”“จะอยากหรือไม่อยากตอนนี้ก็มีแล้วไงครับ”พูดพลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้หน้าท้องที่ยังแบนเรียบของเธอไปมาแผ่วเบา กิริยานุ่มนวลอ่อนโยนและน้ำเสียงน่าฟังของเขา ทำเอาอารมณ์ไม่พอ
“แกหมายความว่าไง”คนมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้สงสัยในคำพูดกำกวมปนวกวนของเพื่อนรักอยู่เต็มแก่ เธอจึงจ้องหน้านิ่งๆ เป็นการบังคับให้เพื่อนจอมแสบตอบออกมาตรงๆขณะที่คีรดาก็จ้องสบตาเพื่อนไม่ยอมหลบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ แล้วถึงบอกออกไปเสียงดังฟังชัด“ฉันท้อง”“หา! นี่แกลืมไปฉีดยาคุมเหรอไอ้ควีน” ศิริกานดาเบิกตากว้างพร้อมโพล่งออกมาอย่างตกใจ“เดือนที่แล้วฉันก็ไปฉีดพร้อมกับแกไง จำไม่ได้เหรอ”“ถ้างั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้มั้ง คุณใหญ่เขาจะน้ำยาเด็ดจนยาคุมเอาไม่อยู่เชียวเหรอแก ไปตรวจให้ดีๆ เอาให้แน่ๆ ก่อนไหมไอ้ควีน”ศิริกานดายังพยายามคิดบวกเข้าไว้ และปลอบใจทั้งตัวเองและเพื่อนรักไปในคราวเดียวกัน ก็ไปฉีดยาคุมมาด้วยกัน ถ้าคีรดาท้องแล้วเธอจะรอดหรือ หากคำตอบของคีรดากลับทำเอาใจแป้วลงไปถนัดใจ“ฉันไปตรวจกับคุณหมอที่คลินิกมาแล้ว ท้องชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์” “แล้ว...ท้องได้ไง”คนตกใจปนอึ้งถามออกมาเบาๆ ราวกับคนละเมอ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบรรดาผู้หญิงอย่างพวกเธอ แถมยังเรียนปริญญาโทภาคปกติยังไม่จบกันเลย ถ้าท้องก็ต้องดรอปเรียนกันให้วุ่นวายอีก“ก็คุณหมอเจ้าของคลีนิกที่เราไปฉีดยาคุมเป็นเพื่อนพี่คิงส์กับ
“มันไม่ปฏิเสธแสดงว่าเรื่องจริง แกเตรียมสินสอดไปขอเมียให้มันได้เลยไอ้คิงส์”คีรินทร์ยักไหล่เบาๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งรู้ เรื่องนี้เขาก็พอจะทราบจากคนงานที่ท่าเทียบเรือและเหมืองแร่ที่กระบี่มาบ้าง แต่ในเมื่อวาคินมันยังไม่พร้อมที่จะเปิดตัว เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง ถ้าพร้อมเมื่อไรมันก็พูดออกมาเองนั่นแหละ“คืนนี้ฉันมีงานต้องทำ ขอตัวก่อนนะเพื่อน น้องควีนไปส่งพี่ที่หน้าบ้านหน่อย”เซบาสเตียนลุกจากโซฟาแล้วดึงร่างเล็กให้ก้าวตามออกไปยังหน้าคฤหาสน์ทันที ปล่อยให้คีรินทร์และศิริกานดามองตามไปอย่างไม่เข้าใจสักเท่าไร เพราะจู่ๆ คนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ดีๆ ก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วเอ่ยขอตัวเสียอย่างนั้นชั่วครู่สองสามีภรรยาถึงหันมามองหน้ากันพลางคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนทั้งคู่จะจับจูงกันลุกจากโซฟาก้าวขึ้นไปยังห้องพักบนชั้นสองของบ้าน เนื่องจากผ่านการเดินทางมายาวนานนับสิบชั่วโมงยังไม่ได้พักกันเลย“ไปตัดเล็บกันดีกว่านะเรา”ประโยคของสามีที่เอ่ยขึ้นขณะเดินเคียงกันออกมาจากห้องรับแขก ทำให้ศิริกานดาต้องเหล่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนเธอจะลองเชิงแย็บถามดู“ตัดเล็บเฉยๆ นะคะ”“ฝันไปเถอะทูนหัว”ภรรยาสาวค้อ
เมื่อเห็นว่าสองหนุ่มยังคงเงียบกริบอย่างเถียงไม่ออก คีรินทร์จึงจัดการเทศนาต่อ“แต่แกสองคนกัดกันไปมาแบบนี้คิดว่าคนที่อยู่ตรงกลางและรักพวกแกไม่น้อยไปกว่ากันจะมีความสุขไหม ฉันเองเห็นเฉยๆ อย่างนี้ก็ไม่ได้สบายใจนักหรอกนะ นั่นก็น้องชาย นี่ก็เพื่อน ฉันไม่เข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ ฉันรู้ว่าแกรักน้องสาว ไอ้คิน ส่วนแกไอ้ใหญ่ ถ้ารักยัยควีนจริงก็เลิกทะเลาะกันสักที ความสุขของคนที่พวกแกรักแค่นี้ให้ไม่ได้หรือไงวะ”นักมวยคู่เอกต่างนั่งกันสงบนิ่งราวกับซึ้งในรสพระธรรม ก่อนที่วาคินจะเมินหน้าไปอีกทาง ด้านเซบาสเตียนก็ปล่อยลมหายใจออกมาหนักๆ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หากทุกคนที่นั่งกันอยู่โดยรอบก็โล่งใจไปตามๆ กัน ต่างเข้าใจดีว่าการที่คนไม่กินแหนงแคลงใจกันมานาน แล้วจู่ๆ จะให้มาคืนดีกันมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก แค่ทั้งสองไม่หาเรื่องลับฝีปาก และต่างคนต่างเฉย นี่ก็ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่สุดแล้วโดยเฉพาะศิริกานดาที่แอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนที่ก้าวเข้ามาในบ้านเธอยังไม่มั่นใจในสีหน้าและท่าทางของคนเป็นสามีสักเท่าไร ด้วยนิสัยอารมณ์ร้อนของเขา เธอก็อดแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ว่าเขาจะมาอาละวาดให้เข้าหน้ากันไม่ติดเข้า







