LOGINคนที่แอบเข้ามาขโมยเคล็ดลับของโรงงานคู่แข่งถึงกับต้องยกมือขึ้นมาขยี้ตา เมื่อเห็นว่าคนที่กำลังก้าวขาเดินลงมาจากรถเก๋งคันใหญ่สวมชุดเดรสกระโปรงสั้น หน้าตาคล้ายมนต์พระจันทร์ผู้เป็นเจ้านาย
“โว้ว” ศิวพลลงจากรถ เดินไปเอียงคอมองเจ้านายสาวสวยวัยสามสิบสองปีด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ
“ทำไม ตะลึงในความสวยของพี่หรือไง” สะโพกถอยไปวางพิงข้างตัวรถ ยกมือขึ้นมากอดอกมองเด็กหนุ่มรุ่นน้อง
“แต่งตัวสวยขนาดนี้ วันนี้เราจะไปไหนกันเหรอครับ” เพราะมั่นใจการแต่งตัวที่เปลี่ยนไปของมนต์พระจันทร์คงไม่ใช่แค่นึกครึ้มอยากสวยเฉย ๆ แน่ เพราะคนที่ค่อนข้างจริงจังกับงาน ทุกลมหายใจเข้าออกมีเพียงไร่จันทรัช คงต้องมีโปรแกรมสำคัญอะไรแน่
“พี่จะไปดูพื้นที่จัดงานแฟร์ที่เชียงใหม่” เจ้านายสาวขยับยันกายขึ้นมายืนตัวตรง ยกกุญแจรีโมทมากดล็อกรถแล้วเดินตรงไปยังออฟฟิศ โดยมีผู้ช่วยขายาวก้าวตามมาติด ๆ
“ไปดูพื้นที่จัดงานแฟร์ จำเป็นต้องแต่งตัวสวยขนาดนี้ด้วยเหรอครับ”
“อันที่จริง ปกติพี่สวยอยู่แล้วนะ” คิ้วเรียวยักขึ้นสูงข้างหนึ่ง
“ก็ไม่เถียงว่าพี่สวย แล้วทำไมพี่ไม่บอกผมล่วงหน้า ผมจะได้แต่งตัวดีกว่านี้” ศิวพลก้มลงมองการแต่งกายของตัวเองในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีเข้ม กับกางเกงยีนธรรมดา
เนื่องจากไร่จันทรัชไม่ได้มีเครื่องแบบอย่างเป็นทางการ ดังนั้นชุดทำงานจึงใส่ตามแต่ที่ทุกคนสะดวก ขอแค่เรียบร้อยไม่หวือหวาเป็นอันใช้ได้
“เพราะว่าวันนี้พี่จะไปคนเดียวไง”
“ไปคนเดียว! ทำไมล่ะ ผมเป็นผู้ช่วยพี่นะ พี่จะมาทิ้งผมเอาไว้ที่นี่คนเดียวได้ยังไง ไม่รู้ละ ผมจะไปด้วย” พ่อหนุ่มตัวใหญ่เอะอะเสียงดังลั่น จนคนในออฟฟิศถึงกับต้องหันมามอง
“นายศิวพล” มนต์พระจันทร์หันไปเอ็ด
“ไปด้วย ผมจะไปด้วย พี่อย่าทิ้งผมสิ” หน้าบึ้งตึงเหมือนน้อยอกน้อยใจ
ในเมื่อเขาตั้งใจจะมาเก็บหอมรอมริบเคล็ดลับความสำเร็จของไร่จันทรัชในทุกขั้นตอน ดังนั้นการไปติดต่อประสานงานการจัดงานแฟร์ นั่นถือเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญ เพราะศิวพลต้องการรู้และต้องการเห็นว่ามนต์พระจันทร์มีคอนเนคชั่นกับใครบ้าง เผื่ออนาคตข้างหน้าเขาจะได้ไปติดต่อประสานงานเอาผลิตภัณฑ์ของทางไร่ไปลงโปรโมทบ้าง ไม่ใช่ไปแค่งานกาชาด งานตลาดนัดลดราคาประจำจังหวัด หรืองานของดีสี่ภาคที่จัดในห้างสรรพสินค้าทั่วไป
“แต่วันนี้พี่ตั้งใจจะไปนอนค้างที่เชียงใหม่ด้วย เพราะพรุ่งนี้พี่ยังมีธุระต่อ”
“แล้วยังไงล่ะ”
“ก็นายจะไปกับพี่ได้ยังไงเล่า”
“ได้สิ แค่พี่บอกว่า...ปลาซิวขึ้นรถไปกับพี่นะ แค่นี้เอง ผมก็พร้อมจะเดินตามพี่ต้อย ๆ เป็นผู้ช่วยว่านอนสอนง่ายของพี่แล้วอะ นะครับ ขอไปด้วยนะครับ”
“แต่ว่าพี่จองโรงแรมที่พักไปแล้ว”
“ถ้าบริษัทไม่มีงบค่าที่พักโรงแรม ไม่เป็นอะไรเลย ผมจ่ายเองก็ได้ แต่เอาผมไปด้วย ผมไม่มีทางปล่อยให้พี่ไปคนเดียวเด็ดขาดเลย”
“ทำไมนายถึงได้ดื้ออย่างนี้เนี่ยปลาซิว”
“ก็พี่จะทิ้งผมนี่ พี่จะออกเดินทางกี่โมง” ผู้ช่วยงอแงเดินตามเจ้านายเข้ามาในห้องทำงาน ไม่ยอมให้มนต์พระจันทร์ห่างแม้สักก้าวเดียว
“พี่แค่จะแวะขึ้นมาเอาเอกสารการจองบูธ แล้วก็จะไปเลย”
“ไปด้วย เอากุญแจรถมาผมขับรถให้” มือไวฉกกุญแจรถสัญชาติยุโรปมาจากมือของมนต์พระจันทร์ทันที
“นายปลาซิว!”
“ผมไปเอาสมุดจดก่อนนะ” คนหน้ามึนทำซึนดื้อด้านเดินหมุนกุญแจรถของมนต์พระจันทร์ผิวปากออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี
ในที่สุดมนต์พระจันทร์ก็ไม่อาจต้านทานเจ้าหนุ่มหัวรั้นคนนี้ได้ แผนการเดินทางในวินาทีสุดท้ายจึงต้องยอมให้ผู้ช่วยคนใหม่ทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์ขับรถให้กับเธอ
ข้อดีของการมีเจ้าหนุ่มหน้าทะเล้นขับรถและนั่งมาเป็นเพื่อนคือมนต์พระจันทร์ไม่รู้สึกเหงาหูเลย เพราะศิวพลชวนเธอคุยนั่นคุยนี่ ทำให้เห็นทัศคติของผู้ชายคนนี้กว้างขึ้น มองเห็นความมุ่งมั่น ความตั้งใจที่เขามีต่องานเรื่องการบ่มไวน์ให้มีคุณภาพ ตลอดเส้นทางมนต์พระจันทร์จึงเล่าเรื่องราวหลายอย่างให้เด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าฟัง
“โอ้โห เขาจะจัดงานแฟร์ที่นี่เหรอครับ” ศิวพลหมุนตัวมองฮอลล์ขนาดใหญ่
“ใช่ ล็อคของโรงงานเราเริ่มจากตรงนี้ ยาวไปถึงตรงโน้น กินพื้นที่ประมาณสิบล็อก”
“ห๊ะ สิบล็อก กว้างขนาดนั้นเชียว”
“ก็ต้องกว้างสิ อย่าลืมว่าเราเป็นร้านขายไวน์ ต้องมีพื้นที่สำหรับให้ลูกค้าชิมไวน์ และเดินเข้าไปเลือกดูไวน์ชนิดต่าง ๆ ถ้าลูกค้ามามากแน่นเกินไป เดินชนเชลล์จนข้าวของตกแตกจะทำยังไง อีกอย่างการที่เรามีพื้นที่กว้าง เราจะสามารถรองรับลูกค้าได้ในจำนวนมาก ลูกค้าอาจเดินเข้ามาด้วยความตั้งใจอยากได้ไวน์ดี ๆ สักขวด แต่เมื่อเดินมาเจอผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เขาอาจเลือกซื้อเพิ่มได้ จากที่เราอาจขายได้แค่หนึ่ง เขาอาจจะหยิบสินค้าของเราไปมากถึงสิบชิ้น การมีพื้นที่ให้บริการกว้างขวางยังสามารถช่วยสร้างแรงดึงดูดให้คนสนใจด้วย”
ศิวพลยืนอ้าปากค้างฟังทัศนคติ วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของมนต์พระจันทร์ด้วยความทึ่งและชื่นชม เพราะที่ผ่านมาเขามักมีความคิดว่าบูทแนะนำสินค้า เอาแค่พอเหมาะสักหนึ่งหรือสองล็อกก็เพียงพอแล้ว เพราะค่าเช่าที่ ค่าเช่าล็อกตามงานแบบนี้มีค่าเช่าที่สูงมาก เขาไม่เคยวิเคราะห์ไปจนถึงสิ่งที่มนต์พระจันทร์ยกตัวอย่างมาเมื่อครู่เลย
“อืม...จริงด้วย ผมไม่เคยคิดถึงข้อนี้มาก่อนเลย”
“นอกจากเราต้องเตรียมพื้นที่ให้สะดวกสบายเพื่อรองรับลูกค้าแล้ว เรายังต้องรู้ด้วยว่า ล็อกข้างเคียงของเราเป็นใคร บริษัทอะไร ขายสินค้าประเภทไหน”
“ทำไมล่ะครับ ปกติเวลาเราไปลงขายของแบบนี้เขาก็...”
“นายเคยเห็นร้านขายเสื้อผ้าสักร้านไปหลงอยู่ในโซนขายเครื่องประดับหรือเปล่าล่ะ”
“อ่า...” ศิวพลทำตาโตขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่ว่าเราจะหลับหูหลับตาเพื่อให้ได้เพียงพื้นที่ขายของ แต่เราต้องบริหารจัดการพื้นที่นั้นให้เกิดประโยชน์ต่อเรามากที่สุด การที่เรายอมจ่ายเงินที่มากขึ้น เพื่อให้ได้อยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญมันเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก”
“อย่างนี้เอง...” ศิวพลรีบหยิบสมุดจดบันทึกแล้วเขียนข้อแนะนำอันเป็นประโยชน์ของมนต์พระจันทร์ลงไปในทันที
“พี่เพรา”
“อะไร”
“ถ้าดูพื้นที่เสร็จแล้ว ผมขอแวะไปซื้อเสื้อผ้าหน่อยนะ”
“อือ”
โชคดีที่ใกล้กับพื้นที่จัดงานแฟร์มีห้างสรรพสินค้า มนต์พระจันทร์จึงพาผู้ช่วยมานั่งกินมื้อเที่ยงช่วงบ่ายสอง หลังจากนั้นแวะเข้าไปยังส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเลือกซื้อเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว
“เอาตะกร้าไปวางไว้ เดี๋ยวพี่ช่วยจ่ายเงินให้”
“หื้อ พี่จะมาจ่ายให้ผมทำไมเล่า เสื้อผ้าพวกนี้ซื้อไปผมก็เก็บไว้ใส่ต่อได้อีก ผมจ่ายเอง”
“มาเถอะน่า วางลง” มนต์พระจันทร์คว้ามือแย่งตะกร้าใส่เสื้อผ้าไปวางลงหน้าเคาน์เตอร์คิดเงิน ปากแห้งคอฝืดเมื่อเห็นกางเกงชั้นในของไอ้หนุ่มที่แคชเชียร์หยิบออกมายิงบาร์โค้ด
“พี่เพรา”
“หือ อะไร”
“ทำไมหน้าแดง”
“ร้อน”
“ร้อน? ใส่กระโปรงสั้นขนาดนี้ยังร้อนอีกเหรอ”
หน้าทะเล้นเอียงคอลงไปมองชายกระโปรงซึ่งลอยขึ้นมาอยู่ในระดับหัวเข่า แถมเนื้อผ้าของชุดเดรสนี่บางเบาจนลมพัดมาเบา ๆ มันก็ปลิวสะบัดกระพือ จนศิวพลกลัวว่าเจ้านายตัวเองจะโป๊ กางเกงในโผล่ออกมาให้ใครเห็นด้วยซ้ำ
“หัวร้อนล่ะสิไม่ว่า เพราะนายนั่นแหละ พูดมากจริง ๆ เลย ไปซื้อกาแฟให้พี่หน่อยไป อเมริกาโน่ไม่หวานนะ เข้าใจไหม” มนต์พระจันทร์กลบเกลื่อนด้วยการแสร้งเปิดกระเป๋าเงินหยิบธนบัตรใบสีม่วงยัดใส่ลงไปในมือของคนพูดมาก
“ครับเจ้านาย” หนุ่มทะเล้นยกมือขึ้นมาทำท่าตะเบ๊ะเหมือนทหาร เดินตรงไปสั่งกาแฟให้ตามที่มนต์พระจันทร์ต้องการอย่างไม่มีอิดออด
“น่ารักจังเลยนะคะ” แคชเชียร์ยืนยิ้มเขินให้กับคู่หนุ่มสาวทั้งสอง
“เอ่อ น่ารักเหรอคะ”
“ค่ะ มีแฟนหล่อแถมยังขี้หวงด้วย”
“ห๊ะ แฟนหล่อขี้หวง?”
“ค่ะ ที่เขาพูดอย่างนี้คงไม่อยากให้แฟนใส่กระโปรงสั้นแน่ ๆ”
“หวง? ปลาซิวนี่นะเหรอหวงฉัน”
วันนี้คุณพ่อลูกสองพร้อมภรรยาเสร็จธุระจากโรงงานเร็ว จึงตั้งใจไปรับลูกชายฝาแฝดที่โรงเรียน แต่สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่กำลังประสบพบเจออยู่ตรงหน้า ทำให้ทั้งมนต์พระจันทร์และศิวพลถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อปลาเก๋าลูกชายคนโตกำลังนั่งน้ำตาคลอเบ้าและพยายามกลั้นสะอื้นอย่างหนัก ด้านข้างนั้นมีเต๋าเต้ยที่ใส่ชุดนักเรียนนั่งโอบแขนสั้น ๆ เหมือนกำลังพยายามปลอบพี่ชายฝาแฝด แววตาเจ็บปวดรวดร้าวเหม่อมองมายังพ่อปลาซิวและแม่กะเพรา ซึ่งกำลังเดินตรงเข้าไปรับลูกทั้งสอง“ปลาเก๋าเป็นอะไรครับ ใครทำอะไรลูก” มนต์พระจันทร์ใจหายเพราะไม่บ่อยที่เธอจะเห็นลูกชายร้องไห้เสียน้ำตา“หม่าม้า” ลูกชายวัยสี่ขวบวิ่งเข้ามาซุกหน้าอยู่กับภายในอ้อมกอดอันปลอดภัย พร้อมกับเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยไม่ยอมให้ใครอื่นเห็นน้ำตา“คุณครูครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันครับเนี่ย ทำไมลูกชายผมถึงเป็นอย่างนี้”ศิวพลแสดงท่าทีเหมือนไม่พอใจ ที่เห็นลูกชายสุดที่รักร้องไห้ เพราะปกติปลาเก๋าไม่เคยร้องไห้งอแง โดยไม่มีเหตุผลพอดีกับคุณครูคนสวยประจำชั้นของปลาเก๋าและเต๋าเต้ยเดินยิ้มเขิน ๆ มาทางคุณพ่อคุณแม่ของนักเรียนในชั้น ศิวพลและมนต์พระจันทร์จึงได้ถามถึงสาเหตุที่ทำให้ลูกช
“โลงเย็งของเยาน่าอยู่ คุงคูใจเย็งทุกคง เด็ก ๆ ต้องยีบซุกซง เยาทุกคงชอบไปโลงเย็ง ชอบไป ชอบไป โลงเย็ง”ตั้งแต่ฟังเพลงมาทั้งหมด ศิราเพิ่งรู้สึกขนลุก กับซิงเกิ้ลใหม่ของหลานชายตัวจ้อยวันนี้เอง ที่ผ่านมาเคยช่วยบรรดาลูก ๆ เลี้ยงหลานหลายคนจำได้ว่า ไอ้เพลงปลุกใจอยากให้เด็ก ๆ ลุกไปโรงเรียนมันไม่ได้ร้องแบบนี้นี่นา“คุงตากิงอังนี้ไหมฮับ” สองหลานช่วยกันเดินถือสายยางไปรดน้ำในแปลงผักซึ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อนลงมาช่วยกันหยอดเมล็ดพันธุ์เอาไว้ เวลานี้ผักใบเขียว ๆ เริ่มงอกออกมาเป็นหน่อเป็นต้นให้เห็นชัดเจนแล้ว บางส่วนสามารถให้หลาน ๆ ช่วยกันเก็บไปให้ภรรยาทำกับข้าวได้แล้วด้วย“ได้สิ วันนี้คุณยายทำต้มจืดของโปรด เต๋าเต้ยเก็บไปให้คุณยายใส่ต้ม ต้องอร่อยมากแน่ ๆ”“เต๋าเต้ยใฉ่แคยอทด้วยฉิ แคยอทฉีฉ้มอาหย่อยนะ”ปลาเก๋าเดินถือแครอทหัวหนึ่งที่เพิ่งให้พี่เลี้ยงช่วยดึงออกมาจากแปลงผัก ถือมาใส่ลงไปในตะกร้าน้องชายฝาแฝด ด้านในนั้นเต็มไปด้วยผักทั้งใบเขียว ใบม่วง และผลสีเขียว สีแดงดูสดใส ต่างจากในตะกร้าของปลาเก๋าน้อย มีเพียงไข่ไก่ฟองโต ที่ไปเก็บมาจากโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ วางอยู่ในกระบะโฟมสี่ฟองเท่านั้น“อังนี้แตงกวาของปลาเ
“แมงมุมลายตัวนั้น เก๋าเห็งมังซมซานเหลือทง วังหนึ่งตากฝง ไหลยงตกจากหลังคา พระอาทิตย์ฉ่องแฉง น้ำแห้งหดไปยับตา เก๋ายีบไต่ขึ้นฟ้า หันหลังมาทำตาเหมืองแมว แม๊ว แม๊ว”นักร้องเสียงเพี้ยนร้องเพลงเด็กพร้อมกับเต้นทำท่าทางประกอบ ด้วยการไต่ขึ้นไปยืนบนขอบเบาะโซฟานวม จบท่อนสุดท้ายเพลงด้วยการหันมาทำท่าทางน่ารัก จนผู้ใหญ่ที่นั่งฟังส่งเสียงปรบมือวันนี้ภายในบ้านหลังใหญ่คึกคักเพราะสิระและปรารถนา ปู่กับย่าแวะมาเยี่ยมหลาน ๆ เนื่องจากเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ที่ตามปกติทั้งสองครอบครัวจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหากันเป็นปกติอยู่แล้ว“ขึ้นต้นด้วยแมงมุม แต่ทำไมตอนจบกลายเป็นแมวซะได้” ศิราหัวเราะให้หลานตัวจ้อยผู้ชื่นชอบการร้องเพลงเป็นที่สุด“ยังไม่ชินกันอีกเหรอคะ นี่เพรากับซิวกำลังคิดว่าถ้าหากปลาเก๋าของพวกเราเขาชอบร้อง ชอบเต้นมากจริง ๆ จะส่งไปเดบิวต์เป็นศิลปินเกาหลีสักหน่อย เผื่อจะได้โกอินเตอร์ตามอาฉลาม” มนต์พระจันทร์ตวัดขาขึ้นมานั่งไขว่ห้าง พลางมองลูกชายทั้งสองคนหยอกล้อเล่นด้วยกัน“จะเป็นนักร้องก่อนอื่นต้องร้องเพลงให้มันถูกเนื้อสักเพลงก่อน ปะป๊าเห็นตั้งแต่ร้องมายังไม่มีเพลงไหนร้องจบเพลงโดยไม่ไปแปลงเนื้อร้องเขาสักที
“เก๋าเอาแคยอทมาฝาก อยากให้เธอได้กิง ผักมีเบตาดีง ม่ายต้องกิงของแพง”เด็กอ้วนส่งเสียงเจื้อยแจ้วร้องเพลงแจ๋ว ๆ ไม่ต้องถามถึงเนื้อร้องกับทำนอง เพราะหากต้นฉบับมาได้ยินคงร้องไห้แน่ลูกปลาแสบเดินแกว่งตะกร้าผักที่เก็บมาได้หมาด ๆ เข้าไปวางในครัว เพื่อรอให้คุณยายจอมนรีและแม่บ้าน แม่ครัวทำเป็นมื้อค่ำ จากนั้นสองพี่น้องแฝดพุงพลุ้ยไปล้างมือให้สะอาด เพื่อมานั่งรอทานผักที่ตัวเองเก็บมา“เย่ ข้าวเหนียวมาแย้ว” เสียงตบมือแปะ ๆ ดีใจ เมื่อเห็นกระติบข้าวเหนียวจิ๋วประจำตัวถูกแม่บ้านนำมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร“เต๋าเต้ยจะกินข้าวสวย หรือข้าวเหนียวครับ” มนต์พระจันทร์หันไปถามแฝดน้องซึ่งมีความชอบแตกต่างจากแฝดพี่ชัดเจน“อืมมมม” แทนที่ลูกชายคนเล็กจะตอบในทันที หากแต่กลับยืดตัวชะเง้อคอมองไปยังสำรับกับข้าว เหมือนต้องการอยากรู้ว่าวันนี้คุณยายทำของอร่อยอะไรกระทั่งเห็นไข่เจียว ต้มจืดฟักน้ำใสของโปรด แก้มกลมเป็นก้อนยุ้ยยกสูงขึ้นไปในทันที เพราะคำตอบคงมีเพียงหนึ่งเดียว“ข้าวฉวยฮับ”เมื่อหลานน้อยตอบรับ ข้าวสวยอุ่น ๆ จึงถูกตักลงไปในจานลวดลายการ์ตูน เหมือนกับช้อนและส้อม โดยมีคุณแม่อย่างมนต์พระจันทร์ตักกับข้าวของโปรดของลูก ใช้ช้อนจั
“อ้ายคงจง จำต้องทงปั่นยดจีบ จะไปถีบอิน้องคงงาม...”จักรยานสามล้อสองคันปั่นไปตามถนน ซึ่งสองข้างทางเป็นแปลงองุ่นกำลังให้ผลผลิตสะพรั่ง มองเห็นองุ่นพวงโตย้อยระย้าลงมา มองแล้วน่าชื่นใจลูกชายฝาแฝดจอมซนของมนต์พระจันทร์และพ่อปลาซิว ปั่นรถสามล้อลิ่วๆ ไปตามถนนโดยด้านหลังนั้นมีพ่อแม่ พี่เลี้ยง รวมไปถึงคุณตาคุณยาย ขี่รถกอล์ฟตามมาห่างๆ“เอ้อ ได้ยินอย่างนี้ละห่วงหลานสะใภ้ในอนาคตเหลือเกิน” ศิราหัวเราะหึ ๆ ออกมาเมื่อได้ฟังบทเพลงแปร่งหูจากหลานรักจักรยานสามล้อสีฟ้า มีนักร้องเสียงเพี้ยนวัยสามขวบเศษปั่นมาจอดอยู่ตรงบริเวณที่ดินแปลงใหม่ซึ่งมนต์พระจันทร์ให้คนงานมาช่วยกันปรับที่ พลิกกลับหน้าดินเตรียมเอาไว้สำหรับการปลูกพืชชนิดใหม่“จอดก่อน ปะป๊าจอด ๆ ตรงนี้” แขนสั้นป้อมยื่นออกมา ทำท่าโบกให้รถกอล์ฟที่ขับตามมาด้านหลังชะลอความเร็ว“ทำไมครับ ปลาเก๋าปั่นจักรยานเหนื่อยแล้วเหรอ” พ่อปลาซิวแตะเบรกรถกอล์ฟ ยื่นหน้าลงไปสอบถามกับลูกชายคนโต“เก๋าเก๋าจะยงไปดูตรงนี้” มือหนึ่งยกขึ้นมาเท้าสะเอว ส่วนอีกมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ลงไปยังพื้นที่ดินว่างเปล่าเบื้องล่าง ระดับต่ำกว่าถนนลาดยางนี้ประมาณหนึ่งฟุต เป็นเหตุให้รถกอล์ฟสองคันซึ่งบรรทุก
เวลาแต่ละคืนวันผ่านไป ไวเหมือนมีปีกบิน ไม่นานชีวิตแต่งงานของทั้งศิวพลและมนต์พระจันทร์ก็เวียนมาจนครบสี่ปี เวลานี้เจ้าลูกปลาน้อยทั้งสองอายุครบสามขวบพอดิบพอดี“ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ เป็ดอาบน้ำไม่นอน คุงตาก็ต้องไม่นอน เพราะในคลองมีหอย ปู ปลา” เสียงเล็ก ๆ ร้องเป็นทำนองเพลงเด็ก ดังมาจากสวนหลังบ้านมนต์พระจันทร์และศิวพลกลับจากทำงานนอกบ้าน เดินเลาะมาตามเสียงร้องเพลงอันสดใส หันมาอมยิ้มให้กัน เพราะจำได้ว่าเสียงร้องก๊าบ ๆ นั้นเป็นของลูกชายฝาแฝด“คุงตาฮับ เมื่อไยผักมันจะโตฉักที” ลูกชายแฝดคนโตโก้งโค้งกระดกก้นอวบลงไปมองดูกระถาง สีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังด้านข้างนั้นมีพี่เลี้ยงคอยยืนดูอยู่ห่าง ๆ คอยระวังไม่ให้เด็ก ๆ อาจหยิบจับของสกปรกเข้าปาก หรือดูเรื่องความปลอดภัยอื่น ๆ“เพิ่งจะจิ้มเมล็ดพันธุ์ลงไป ยังไม่ทันรดน้ำ จะให้มันโตแล้วรึ รอก่อนสิครับ” คุณตาศิรานั่งถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้ไม้ นั่งมองหลานชายสองคนสวมบทบาท เล่นเป็นคนปลูกผักเหมือนพ่อกับแม่“ต้องอีกกี่วัน ถึงจะเก็บผักไปให้คุงยายได้ฮับ”“อีกสิบห้าวันครับ” ศิรายกมือขึ้นมาชูแสดงจำนวน“ฉิบห้าวันแค่นี้หยอฮับ” นิ้วเล็ก ๆ เปื้อนเศษดินสีดำ ถูกยกขึ้นมาเลียนแบบ“ใช่







