Masukเบื้องล่างมีเงาของบุรุษว่ายเข้ามา ความหวังปะทุเพราะคิดว่าเป็นคนในจวนเข้ามาช่วย
นาง...คิดผิด เขามาเพียงเพื่อดึงนางลงไปใต้ผิวน้ำ อาจให้มั่นใจว่านางจะจมลงไปยังใต้สระบัวแห่งนี้
นึกถึงบทสนทนากับพี่สาว ท่าทางของอีกฝ่ายที่ไม่มีความลังเล น้ำเสียงราบเรียบขณะผลักนางลงมายังสระบัวหน้าหนาวซึ่งสายน้ำสามารถกลืนกินชีวิตผู้คน
ความสิ้นหวังโอบล้อมหัวใจอันโกรธแค้น...ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความหดหู่เศร้าสลด ประโยคของพี่สาวดังก้องในใจทำให้นางหยุดดิ้นรน
‘ข้ารู้ว่าเจ้าต้องเป็นเช่นนี้ ท่านแม่เองก็รู้ว่าเจ้าไม่มีทางไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบ’
ประโยคนั้นบอกชัดว่าเรื่องที่พี่สาวของนางกระทำ มารดารับรู้และเห็นด้วยอย่างแน่นอน
ทำไมหนอ...ไม่ว่าพี่สาวของนางคิดหรือทำอะไร มารดาล้วนเห็นด้วยและส่งเสริมสนับสนุน ผิดกับนางที่ไม่ว่าทำอะไรมารดาล้วนเห็นเป็นเรื่องไร้สาระและผิดจรรยา
นางเพียงพูดไปตามสิ่งที่คิด นางเพียงอยากเลือกในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา นางไม่อยากแต่งงานกับคนที่พี่สาวหลงรัก นางอยากหลีกทางให้ นั่นมิใช่เรื่องถูกต้องหรอกหรือ แล้วเหตุใดพี่สาวจึงทำเช่นนี้...
นึกถึงสีหน้าเย็นชาของบิดายามที่นางบอกเขาว่าไม่มีทางแต่งให้ซูเฉิน นึกถึงมารดาซึ่งบ่นว่านางทำตัวไม่สมกับเป็นบุตรสาวขุนนาง...
‘ท่านพ่อ ท่านแม่...เหตุใดใจร้ายกับข้ายิ่งนัก เพราะอะไร!!!’
โม่อวี๋สะดุ้งผุดตัวขึ้นจากเตียงนอน นางสำลักอากาศและไอถี่ๆ ราวกับตัวเองเพิ่งจมน้ำและผุดขึ้นมาเหนือสระบัวในค่ำคืนนั้นได้
ความทรงจำและความเจ็บปวดในใจฝังลึก กระทั่งสามารถส่งผ่านจากโม่อวี๋ซึ่งเป็นเจ้าของร่างมาถึงหญิงสาว คล้ายกับว่านางรับรู้และถูกกระทำเช่นเดียวกัน
เหงื่อเย็นๆ ซึมออกมาตามไรผมทั้งที่อากาศเย็นสบาย มองออกไปยังหน้าต่างซึ่งแง้มเปิดเล็กน้อย สาวใช้กำลังเดินตรงมายังหน้าประตูห้องของนางเอง
“คุณหนู ท่านตื่นแล้วหรือยังเจ้าคะ” นั่นไม่ใช่เสียงของเสี่ยวชุน คาดว่าเสียงไอของนางคงทำให้สาวใช้ด้านนอกได้ยิน
“เสี่ยวชุนเล่า”
“พี่เสี่ยวชุนถูกเรียกไปที่เรือนหลัก ท่านป้าจูกำลังอบรมนางเรื่องการดูแลคุณหนูในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้นโม่อวี๋ก็หรี่ดวงตาลงเล็กน้อย...ดูแลนางในเมืองหลวง? นี่มันเรื่องอะไรกัน!!! “ยามใดแล้ว”
“ยามอู่[1]แล้วเจ้าค่ะ มื้อเที่ยงข้าน้อยเตรียมเอาไว้แล้ว ท่านจะกินมื้อเที่ยงเลยหรือไม่”
“ท่านแม่เล่า”
“ฮูหยินตื่นแล้วแต่หลังกินมื้อเที่ยงดื่มยาก็หลับไป ฮูหยินสั่งให้ข้าน้อยมาปรนนิบัติคุณหนูให้ดี ทั้งยังบอกให้คุณหนูไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ”
“อืม ยกไปที่สวนด้านข้าง เดี๋ยวข้าจะออกไป”
“ท่านจะล้างหน้าหวีผมหรือไม่เจ้าคะ ให้ข้าน้อย....
“ไม่ต้องข้าทำเองแต่หากเสี่ยวชุนกลับมาแล้วให้นางเข้ามาหาข้า”
“เจ้าค่ะ”
เสียงด้านนอกเงียบไปแล้ว โม่อวี๋ลุกขึ้นและเดินลงจากเตียง นางเดินไปยังอ่างน้ำที่เสี่ยวชุนวางเอาไว้ก่อนหน้านี้ น้ำเย็นทำให้สติของนางแจ่มชัดขึ้นหลังตื่นนอน แต่มือกลับชาวาบจนต้องรีบเช็ดให้แห้ง
“ย่ำแย่ถึงเพียงนี้” นางหัวเราะขื่น
ร่างกายของโม่อวี๋แม้เรียกได้ว่าหายดี แต่ทุกครั้งที่แตะต้องน้ำเย็น ร่างกายของนางมักจะมีอาการเช่นนี้ หากไม่มือเท้าชา ร่างกายก็มักหนาวสั่นราวกับจะไข้ขึ้น แม้ไม่หนักหนาแต่ก็น่าหงุดหงิดใจยิ่งนัก
“คุณหนู!” เสี่ยวชุนก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางตกอกตกใจ “ท่านใช้น้ำเย็นล้างหน้าอีกแล้วหรือเจ้าคะ!”
“ไม่เป็นไรอย่าเอะอะไป มาช่วยข้าแต่งตัวเถิด”
เสี่ยวชุนวางอ่างน้ำร้อนที่นางนำมาด้วย จากนั้นรีบเดินมากุมมือเย็นเยียบของผู้เป็นนาย “เหตุใดไม่รอข้าเจ้าคะ”
“ช่างเถิด ออกไปกินมื้อเที่ยงที่ศาลาข้างเรือน ข้าหิวแล้ว” นางปล่อยให้เสี่ยวชุนช่วยแต่งตัวจากนั้นจึงออกมายังสวนด้านของเรือนจวี๋ฮวา
สาวใช้สามคนยังคงยืนอยู่ พวกนางล้วนแต่งกายด้วยชุดของสาวใช้ในจวน ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราน่ามองรวมไปถึงท่าทีซึ่งคล้ายจะเหนือไปกว่าสาวใช้คนอื่นๆ ทำให้หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจ นางหันไปมองเสี่ยวชุน
[1] ช่วงเวลาประมาณสิบเอ็ดโมงจนถึงบ่ายโมง
เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง
เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท
โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก
ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก
“เหตุใดเจ้าคิดเช่นนั้น โทษตัวเองด้วยเหตุใด ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย” เซี่ยซวงซวงรู้สึกตกใจอยู่บ้าง แต่มาคิดๆ ดูนางเองก็เริ่มไม่มั่นใจ“แม้เขากำชับข้าว่าไม่ให้พาเจ้าไปเยี่ยม แต่สมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นรวมไปถึงท่านหมอหลวงเขาก็เป็นคนส่งมา ข้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางโทษเจ้า...” คล้ายเพิ่งเปิดเผยในสิ่งที่ไ
“ข้าไม่รู้ได้หรือ ในงานเลี้ยงเสียงซุบซิบที่จงใจปล่อยให้พูดโดยไม่ห้ามปราม ไหนจะหลินฟั่นที่ฝีมือเก่งกาจกลับเลือดท่วมใบหน้าลอบออกมาจากจวนตระกูลซูอย่างเร่งร้อน” นางกล่าวด้วยใบหน้าขุ่นเคือง“เจ้ารู้หรือไม่ สตรีในงานตอนแรกลือกันว่าเจ้านัดพบกับหลินฟั่น พอข้าบอกว่าหลินฟั่นเลือดท่วมตัวออกจากงานไปตั้งนานแล้ว
สตรีผู้นี้ตอนอายุสิบห้าก็มีเค้าความงดงามอยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าผ่านไปสองปีกลับยิ่งดงามเฉิดฉายอย่างชัดเจน แม้แต่งตัวเรียบง่ายไม่โดดเด่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านางยังคงทำให้สตรีหลายคนรู้สึกอิจฉา“นางก็คือคู่หมั้นคนแรกของพี่เฉิน?” นางเพิ่งถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงทั้งนี้ก็เพื่อร่วมงานเลี้ยงในวัง ก่อนหน้าเคยได
ยังไม่นับเรื่องที่หลินซื่อสนิทสนมและเติบโตมากับหวงกุ้ยเฟยจากตระกูลฉู่ที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ อีกทั้งคุณหนูฉู่ บุตรีของอัครมหาเสนาบดีเองก็ถูกวางตัวให้เป็นคู่ในพิธีสวมหมวกขององค์ชายใหญ่มาแต่ต้นเหยียนจวิ้นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เรื่องราวซับซ้อนในอดีตม้วนวนตัวเขาให้ไม่อาจหลบเร้น โชคชะตาเล่นตลกจ







