Se connecter“พวกนางเพิ่งถูกส่งมาเจ้าค่ะ ได้ยินท่านป้าจูบอกว่าพวกนางจะมาช่วยข้าดูแลท่าน เห็นว่าได้รับการอบรมเป็นอย่างดีมาจากจวนตระกูลหวังซึ่งเป็นจวนของเสนาบดีสำนักราชเลขา[1]”
ดูเหมือนอนุคนหนึ่งของจวนตระกูลหวังจะเป็นลูกผู้น้องของมารดา อีกฝ่ายถึงกับส่งคนมาช่วยดูแลนาง...นี่หาใช่เรื่องปกติที่สมควรเกิดขึ้น
ยิ่งมองดูใบหน้าผุดผ่องและท่าทีที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี โม่อวี๋ก็ยิ่งรู้สึกว่าการกลับมาครั้งนี้อาจมีเรื่องบางอย่างแอบแฝง ยิ่งมอง ‘เสี่ยวมั่น’ หนึ่งในสาวใช้ที่ถูกส่งมา นางเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของป้าจู ใบหน้านวลเนียนผุดผ่องราวกับไม่ใช่สาวใช้...
หญิงสาวนั่งกินมื้อเที่ยงเงียบๆ ทั้งยังไม่ได้สั่งให้สาวใช้ทั้งสามคนถอยออกไป ตรงกันข้ามนางยังปล่อยให้สาวใช้เหล่านั้นปรนนิบัตินางแทนเสี่ยวชุนที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ด้านหลัง กระทั่งตระหนักว่าสาวใช้ทั้งสามคนนี้ทำงานได้คล่องแคล่วยิ่งนัก เพียงแต่...มือและนิ้วของทั้งสามกลับเนียนนุ่มน่ามอง คล้ายไม่เคยผ่านงานหนักมาก่อนนี่สิ
โม่อวี๋อิ่มหนำก็สั่งให้ทั้งสามเก็บสำรับ นางให้เสี่ยวชุนอยู่เป็นเพื่อนมองดูสาวใช้ทั้งสามคนจากไป
“คุณหนู” เสี่ยวชุนกระซิบ
“เสี่ยวชุน”
“เจ้าคะ”
“หากข้าออกเรือนเจ้าจะทำอย่างไร”
เสี่ยวชุนเลิกคิ้ว “แน่นอนว่าหากท่านอยากให้ข้าติดตามไปรับใช้ ข้าล้วนแล้วแต่คุณหนู แต่...เอ๋!” เสี่ยวชุนอ้าปากค้างมองผู้เป็นนายจากนั้นหันไปชี้ยังทิศทางที่สาวใช้ทั้งสามเพิ่งเดินออกไป
“คะ...คุณหนู หรือท่านคิดว่า...คิดว่า”
สาวใช้ที่ติดตามผู้เป็นนายออกเรือนส่วนใหญ่จะกลายเป็นสาวใช้คอยอุ่นเตียงให้ท่านเขย หากท่านเขยพอใจก็อาจได้เป็นอนุในเรือน ยกระดับฐานะขึ้นมาขั้นหนึ่ง แต่ยังคงเป็นรองอนุที่แต่งเข้าประตูข้าง ยิ่งไม่อาจทัดเทียมฮูหยินเอก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าทางฝ่ายของท่านเขยจะรับหรือไม่รับสาวใช้ผู้นั้นมาคอยอุ่นเตียง
“ไม่ต้องคิดแล้ว นี่ไม่ใช่เริ่มชัดเจนแล้วหรือไร เจ้าคิดว่าท่านพ่อกับท่านแม่เรียกข้ามาเพราะรู้สึกสงสารเห็นใจที่ส่งข้าไปอยู่ต่างเมืองหรือ หากเป็นเช่นนั้นแล้วเหตุใดจึงปล่อยช่วงเวลาล่วงเลยไปถึงสองปีเล่า” นางแค่นหัวเราะ
“เจ้าออกไปซื้อขนมที่ร้านเซียงเถียน ลอบสอบถามว่ามีข่าวลืออะไรน่าสนใจบ้าง อย่าสวมชุดสาวใช้ของจวนตระกูลโม่ เอาเป็น...พรุ่งนี้ก็แล้วกัน วันนี้ดูไปก่อนว่าคนที่นี่มีท่าทีอย่างไร บางทีอาจมีเสียงซุบซิบให้ได้ยินบ้าง”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าไปทำอย่างอื่นเถิด ข้าอยากนั่งพักเงียบๆ ยกชามาสักกาก็พอ”
“เช่นนั้นข้าน้อยจะไปดูที่ห้องครัวว่ามีของว่างหรือไม่”
“อืม”
ทั้งสองสบตากันเงียบๆ ก่อนหน้าเกิดเรื่องนอกจากเสี่ยวชุน ยังมีสาวใช้คนอื่นหลายคนช่วยกันรับใช้โม่อวี๋ แต่ตอนออกไปอยู่ต่างเมืองมีเพียงเสี่ยวชุนที่ยอมติดตามหญิงสาวไปด้วย ช่วงสองปีที่ผ่านทั้งสองนายบ่าวรู้ใจกันยิ่งกว่าสาวใช้ต้นห้องกับนายคู่อื่นๆ
โม่อวี๋สังหรณ์ใจไม่ผิดจริงๆ ข่าวลือและเรื่องซุบซิบในเมืองหลวงขณะนี้ ทำให้ขุนนางไม่ว่าจวนใดล้วนเชื้อเชิญญาติสนิทหรือแม้กระทั่งส่งคนไปรับหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนมายังเมืองหลวง
องค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง องค์ชายสาม รวมไปถึงบุตรชายของขุนนางใหญ่หลายคนจะเข้าพิธีสวมหมวก[2] สตรีที่ได้รับเลือกเป็นคู่ในพิธีอาจได้รับเลือกให้เป็นชายาหรือชายารอง ขอเพียงฐานะเหมาะสม ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นหัวข้อสนทนาที่กำลังได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษในเมืองหลวง
วันต่อมาปลายยามเซิน[3]โม่หวังเรียกตัวโม่อวี๋ไปพบ กลับมาเมืองหลวงล่วงเข้าวันที่สอง หญิงสาวไม่ได้พบทั้งบิดาที่กลับดึกและมารดาที่อ้างว่าล้มป่วย นางไม่รู้จริงๆ ว่าสมควรรู้สึกเช่นไร
ถึงอย่างนั้นก็ยังให้เสี่ยวชุนช่วยแต่งตัวจากนั้นไปพบบิดาที่ห้องหนังสือด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ลูกคารวะท่านพ่อ”
“เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว ช่วงนี้สุขภาพของแม่เจ้าไม่ใคร่จะดี กลับมาอยู่เป็นเพื่อนนางก็ดีเหมือนกัน” โม่หวังกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผ่านไปสองปีใบหน้าของเขาดูไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก เว้นแต่เพียงใต้ดวงตาและหางตาที่มีริ้วรอยเพิ่มขึ้น
นางไม่ได้บอกบิดาว่าตั้งแต่กลับมาถึงมารดาก็ยังไม่ให้นางเข้าไปเยี่ยมคารวะ ทั้งยังอ้างว่าอาการป่วยทรุดลงต้องการนอนพัก
“เจ้ากลับมาครั้งนี้ดูโตขึ้น” โม่หวังกล่าวประโยคนี้ขณะที่โม่อวี๋กำลังเหม่อลอยถึงมารดา
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าก็...อายุล่วงเข้าสิบเจ็ดปีแล้ว”
[1] จงซูเสิ่ง ขุนนางขั้นหนึ่งที่เป็นรองอัครมหาเสนาบดีเพียงหนึ่งขั้น
[2] สตรีวัยสิบห้าเข้าพิธีปักปิ่นเข้าสู่วัยออกเรือน บุรุษวัยยี่สิบเข้าพิธีสวมหมวกเพื่อผ่านการเป็นผู้ใหญ่
[3] ยามเซินคือช่วงเวลาประมาณบ่ายสามถึงห้าโมงเย็น ปลายยามเซินในที่นี้ผู้เขียนใช้แทนเวลาห้าโมงเย็น
เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง
เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท
โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก
ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก
“เหตุใดเจ้าคิดเช่นนั้น โทษตัวเองด้วยเหตุใด ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย” เซี่ยซวงซวงรู้สึกตกใจอยู่บ้าง แต่มาคิดๆ ดูนางเองก็เริ่มไม่มั่นใจ“แม้เขากำชับข้าว่าไม่ให้พาเจ้าไปเยี่ยม แต่สมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นรวมไปถึงท่านหมอหลวงเขาก็เป็นคนส่งมา ข้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางโทษเจ้า...” คล้ายเพิ่งเปิดเผยในสิ่งที่ไ
“ข้าไม่รู้ได้หรือ ในงานเลี้ยงเสียงซุบซิบที่จงใจปล่อยให้พูดโดยไม่ห้ามปราม ไหนจะหลินฟั่นที่ฝีมือเก่งกาจกลับเลือดท่วมใบหน้าลอบออกมาจากจวนตระกูลซูอย่างเร่งร้อน” นางกล่าวด้วยใบหน้าขุ่นเคือง“เจ้ารู้หรือไม่ สตรีในงานตอนแรกลือกันว่าเจ้านัดพบกับหลินฟั่น พอข้าบอกว่าหลินฟั่นเลือดท่วมตัวออกจากงานไปตั้งนานแล้ว
สตรีผู้นี้ตอนอายุสิบห้าก็มีเค้าความงดงามอยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าผ่านไปสองปีกลับยิ่งดงามเฉิดฉายอย่างชัดเจน แม้แต่งตัวเรียบง่ายไม่โดดเด่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านางยังคงทำให้สตรีหลายคนรู้สึกอิจฉา“นางก็คือคู่หมั้นคนแรกของพี่เฉิน?” นางเพิ่งถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงทั้งนี้ก็เพื่อร่วมงานเลี้ยงในวัง ก่อนหน้าเคยได
ยังไม่นับเรื่องที่หลินซื่อสนิทสนมและเติบโตมากับหวงกุ้ยเฟยจากตระกูลฉู่ที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ อีกทั้งคุณหนูฉู่ บุตรีของอัครมหาเสนาบดีเองก็ถูกวางตัวให้เป็นคู่ในพิธีสวมหมวกขององค์ชายใหญ่มาแต่ต้นเหยียนจวิ้นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เรื่องราวซับซ้อนในอดีตม้วนวนตัวเขาให้ไม่อาจหลบเร้น โชคชะตาเล่นตลกจ







