Masuk...อา นั่นสินะ หากไม่ใช่แม่นมจ้าวเอาชีวิตตัวเองแลก กล้ากระโดดลงไปในสระบัวเพื่อช่วยโม่อวี๋ ไม่แน่ว่าคงไม่เกิดการสลับวิญญาณหรือเรื่องบ้าบอเช่นนี้กระมัง
“เสี่ยวชุน”
“เจ้าคะคุณหนู”
“ข้าไม่หิวอยากนอนไม่ต้องยกสำรับเช้าเข้ามา”
“แต่...”
“เจ้าออกไปเถิด”
“ไม่ให้ข้าน้อยช่วยเปลี่ยนชุดก่อนหรือเจ้าคะ”
“ไม่ต้อง”
เสี่ยวชุนชะงักครู่เดียวจึงรีบออกไปจากห้อง เสียงหับประตูทำให้โม่อวี๋ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ นางเดินไปนั่งลงยังหน้าคันฉ่อง จากนั้นใคร่ครวญถึงสาเหตุที่บิดามารดาให้คนไปรับนางกลับเมืองหลวง ทั้งที่วันเวลาผ่านไปแล้วถึงสองปี
บุตรสาวคนหนึ่งถูกส่งออกไปอยู่นอกเมืองถึงสองปี ไม่มีข่าวสาร ไม่มีจดหมาย ไม่เคยไปเยี่ยมเยียน ยิ่งเป็นไปได้ว่าไม่เคยกล่าวถึงด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดอยู่ๆ จึงยินยอมให้กลับมา
…โม่อวี๋หนอโม่อวี๋ เหตุใดชะตาของเจ้าจึงอาภัพเช่นนี้ ผู้อื่นต้องระวังภัยที่จะเกิดจากภายนอก แต่เจ้ากลับพานพบกับภัยที่เกิดขึ้นจากคนใกล้ตัว ทั้งยังเป็นบิดา มารดา รวมไปถึงพี่สาวของตนอีก
นางมองใบหน้าผุดผ่องที่ส่องสะท้อนกลับมาจากคันฉ่อง โม่อวี๋ความจริงนับเป็นสาวงามคนหนึ่ง เพียงแต่สตรีในยุคนี้ล้วนตกเป็นเครื่องมือของบิดามารดา
หากเกิดมาเป็นบุรุษก็แล้วไป เพราะจะอย่างไรก็ยังสามารถสืบทอดตำแหน่งและเชิดชูวงศ์ตระกูล
แต่สตรีเล่า...ต้องยึดถือสามเชื่อฟังสี่จรรยา ชีวิตที่ไม่อาจตัดสินใจสิ่งใดด้วยตัวเองแม้แต่ความตาย เช่นนี้ยังจะเรียกว่าชีวิตได้อยู่หรือ
กลางสวนยามค่ำคืนอากาศหนาวเหน็บ ศาลาริมสระบัวมีเงาร่างของสตรีนางหนึ่งยืนรออยู่ โม่อวี๋ส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“พี่ใหญ่ท่านเรียกหาข้าหรือ”
“อวี๋เอ๋อร์เจ้ามาแล้วหรือ”
“ท่านให้เสี่ยวอิงไปเรียกข้า มีเรื่องสนทนา?”
“อืม เจ้าคงยังไม่ง่วงกระมัง”
“ไม่ง่วงแต่รู้สึกหนาว ไปสนทนากันในเรือนไม่ได้หรือ”
“อวี๋เอ๋อร์”
“เจ้าคะ”
โม่เหยาเดินไปยังบันไดเชื่อมลงไปในสระบัว นางนั่งลงและถอนหายใจออกมา สีหน้าในเงามืดมองไม่ออกว่ากำลังคิดเรื่องใดอยู่
“พี่ใหญ่ ท่านคงไม่ได้จะมาเกลี้ยกล่อมข้าเรื่ององครักษ์ซูแทนท่านพ่อกระมัง”
“ข้า...”
“ท่านชอบเขาแล้วเหตุใดอยากให้ข้าแต่งกับเขากัน ข้าปฏิเสธเพราะรู้ว่าท่านชอบเขามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง”
“แต่เขาชอบเจ้าไม่ใช่ข้า”
โม่อวี๋ถอนหายใจ “แล้วอย่างไร ท่านจะปล่อยไปทั้งอย่างนี้? เขาเพิ่งส่งแม่สื่อมายังพอมีเวลาแก้ไข ขอเพียงข้าไม่ตกลงข้าไม่เชื่อว่าเขาจะดึงดัน”
“อวี๋เอ๋อร์เจ้าไม่เข้าใจ การแต่งงานครั้งนี้สำคัญยิ่งนักจะผิดพลาดไม่ได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากปฏิเสธ การแต่งงานก็จะไม่เกิดขึ้น”
“ข้าก็หวังอยากให้เป็นเช่นนั้น”
“ท่านพ่ออยากให้ตระกูลโม่กับตระกูลซูเชื่อมสัมพันธ์ผ่านการแต่งงาน ขอเพียงเจ้าหมั้นหมายและแต่งเข้าตระกูลซู ด้วยความช่วยเหลือของใต้เท้าซูซึ่งเป็นถึงเจ้ากรมขุนนาง[1] บางทีท่านพ่ออาจได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นเจ้ากรมโยธา แต่หากเจ้าปฏิเสธองครักษ์ซูก็ไม่มีทางยอมให้เกิดการเชื่อมสัมพันธ์นี้ขึ้น เขา...ไม่ได้ชอบข้า”
โม่อวี๋ขมวดคิ้ว “เหตุใดการแต่งงานจึงมีเรื่องการเลื่อนขั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้าจะไปพูดกับท่านพ่อให้เข้าใจ ไม่สิ...พรุ่งนี้ข้าจะไปพูดกับซูเฉินเอง ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะกล้าบังคับให้ข้าแต่งกับเขา อีกอย่างท่านก็บอกเขาไปสิว่าท่านชอบเขา หากไม่กล้าข้าจะไปบอกเขาแทนท่าน...” กล่าวจบโม่อวี๋ก็หมุนตัวหมายจะเดินกลับ เพียงแต่พี่สาวของนางรั้งข้อมือเอาไว้ “พี่ใหญ่?”
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องเป็นเช่นนี้ ท่านแม่เองก็รู้ว่าเจ้าไม่มีทางไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบ อวี๋เอ๋อร์เจ้าก็อย่าได้โทษข้า”
??!!
โม่อวี๋ได้ยินก็งุนงงอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งแรงผลักของผู้เป็นพี่สาวทำให้นางหงายหลังลงไปจากศาลา นางพยายามเพ่งสายตามองสีหน้าของโม่เหยา ความมืดทำให้นางไม่อาจมองเห็นสีหน้าและแววตา ที่ทำได้คือหวีดร้องและตกลงไปในสระบัวอันเย็นเยียบ
เสียงของแม่นมจ้าวดังแว่วมาแต่ไกล สายน้ำเย็นเยียบโอบล้อมเข้ามาพร้อมกรีดแทงผิวกาย นางว่ายน้ำไม่เป็นจึงตะเกียกตะกายสุดแรง เงาร่างของพี่สาวหายไปจากศาลาเบื้องบน ใบหน้าตื่นตระหนกของแม่นมจ้าวปรากฏขึ้นตรงหน้าก่อนกระโดดลงมาหานาง
[1] ลี่ปู้ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเลื่อน-การปลดขุนนางในราชสำนัก
เหยียนจวิ้นเองก็ชอบที่จะค้างคืนอยู่ที่เรือนไม้ไผ่ เขาดูเป็นคนละคนในยามที่อยู่ที่จวน ราวกับว่าที่เรือนไม้ไผ่นี้เขาเป็นเพียงสามี เป็นบิดาของบุตรสองคน แต่หากอยู่ที่จวนเขาก็คืออัครมหาเสนาบดีที่คนเคารพนับถือแผ่นหลังของสองสามีภรรยาในชุดสีเทาเรียบง่าย บิดาอุ้มบุตรชาย มือข้างหนึ่งจูงมือภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความสุขกลางดึกคืนนั้นโม่อวี๋นอนไม่หลับ นางค่อยๆ ขยับตัวลุกจากเตียงนอน มองบุตรชายสองคนนอนก่ายขาคนละข้างบนตัวของผู้เป็นบิดา นางอดที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ด้านนอกอากาศเย็นสบายหญิงสาวยืนลูบหน้าท้องนูนป่องของตน ก้มลงด้วยรอยยิ้ม “เจ้านอนไม่หลับสินะ ดังนั้นจึงอยากให้แม่ออกมาสูดอากาศ”เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวระยิบระยับ อยู่ๆ ก็นึกถึงชีวิตของตนก่อนที่จะตื่นขึ้นมาในร่างของโม่อวี๋ ชีวิตในโลกปัจจุบันที่วุ่นวายซับซ้อน ชีวิตอันโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง กระทั่งวันนี้ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเหยียนจวิ้น ได้รู้จัก ได้อยู่เคียงข้างเขา รักเขาและได้รับความรักตอบจากเขานางเคยคิดว่าคนเรามักไม่รู้จักพอ มีสิ่งหนึ่งก็ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่ง ก็คง
เหยียนจวิ้นกะพริบตามองฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขา “ข้าเพิ่งเคยพบพวกนางวันนี้ท่านถามข้าคงไม่ค่อยถูกต้องนัก”ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขาหน้าม้านไปเล็กน้อยทว่ายังไม่ยอมแพ้ “ฮูหยินของท่านกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด บางทีหากจวนอัครมหาเสนาบดีมีผู้ที่คอยช่วยแบ่งเบาเรื่องดูแลจวนแทนฮูหยิน คอยปรนนิบัติรับใช้และดูแลขณะที่ฮูหยินไม่อาจทำได้ ผูกมิตรแน่นแฟ้นสองตระกูลกลมเกลียวนี่เป็นเรื่องมงคลยิ่ง ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”เหยียนจวิ้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขากำลังจะกล่าวคำเสียงด้านหลังก็ดังขึ้น“เรื่องมงคล? เป็นงานมงคลของผู้ใดหรือ” โม่อวี๋ที่หน้าท้องนูนป่องกำลังเดินมายังคนทั้งสี่”“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว?” เหยียนจวิ้นรีบเดินไปประคองนาง “เหนื่อยหรือไม่ ข้ามารับเจ้ากลับจวน ข้าประชุมเสร็จแล้วจะกลับจวนไปทำปลาเผ็ดให้เจ้า”“มิใช่ต้องออกไปกับแม่ทัพใหญ่หรอกหรือ”“เขาจะตามไปรับข้าที่จวน ข้ายังต้องทำปลาเผ็ดเผื่อเขาหนึ่งจานเพราะเขาจะไปกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนเราด้วย”เห็นสองสามีภรรยาสนทนากันราวกับไม่มีคนอื่น ฮูหยินเสนาบดีสำนักราชเลขารู้สึกอับอายยิ่งนัก นางมองบุตรสาวสองคนที่ทั้งงดงามน่ามอง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจดึงดูดสายตาท
โจวอวิ๋นเสียงยังไม่วางใจเห็นเหยียนจวิ้นเร่งร้อนออกไปก็ส่งองครักษ์สองสามคนรีบตามไปด้วย เขายังสั่งให้ขันทีเร่งไปแจ้งหมอหลวงให้ไปยังจวนอัครมหาเสนาบดีซึ่งบัดนี้ก็คือจวนตระกูลเสิ่นชั่วขณะที่หมอหลวงจ้าวกำลังตรวจอาการของโม่อวี๋ที่ยังไม่ได้สติ เหยียนจวิ้นใบหน้าขาวซีดคิ้วขมวดมุ่นดูเคร่งเครียดจนแม้แต่ท่านหมอหลวงยังรู้สึกได้“ท่านอัครมหาเสนาบดียินดีด้วย ฮูหยินตั้งครรภ์แล้ว” หมอหลวงจ้าวเองก็แทบจะถอนหายใจเมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่านางไม่ได้ล้มป่วย“ตั้ง...ครรภ์?” เหยียนจวิ้นคล้ายยังไม่อยากเชื่อ เขาปราดเข้าไปกุมมือโม่อวี๋ “แน่ใจหรือ ท่านตรวจอีกที นางไม่ได้ล้มป่วยหรือมีอาการอื่น? นางยังไม่ได้สติเลยนะ”หมอหลวงจ้าวเห็นท่าทีลนลานของอัครมหาเสนาบดีก็ยิ้มออกมา “ท่านวางใจได้ ข้าน้อยตรวจจนละเอียดแล้ว ฮูหยินตั้งครรภ์จริงๆ ข้าน้อยจะเขียนใบสั่งยาและกำชับสิ่งที่ต้องระวัง คาดว่าอีกสักครู่ฮูหยินคงฟื้น”“แต่นางหลับไปนานมากเลยนะ”“อาจเพราะเพิ่งย้ายเข้าจวนใหม่ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปก็เป็นได้ จากนี้ขอเพียงระมัดระวังไม่ทำงานหนัก ไม่คิดมาก บำรุงรักษาร่างกายให้ดีก็เป็นอันใช้ได้”หมอหลวงจ้าวประสานสองมือคำนับเขา “ย
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขัง ฝ่ายตุลาการเต็มไปด้วยนักโทษสำคัญที่เคยเป็นขุนนางใหญ่ภายในข้ามคืนขุนนางใหญ่หลายตระกูลถูกโค่นล้ม สตรีสูงศักดิ์กรีดร้องร่ำไห้เนื่องจากรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลง จากจุดสูงสุดลงมายังจุดต่ำสุด บางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลง บางคนถึงขั้นใช้แพรขาวจบชีวิตในจวนของตน ไม่ยอมถูกส่งตัวเข้าคุมขังโดยเด็ดขาด ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะก่นดาสาปแช่ง หรือข่มขู่อย่างไร อำนาจที่เคยมีในมือก็ไม่อาจทำให้หลุดรอดจากชะตากรรมไปได้ ทุกคนล้วนต้องชดใช้ในสิ่งที่ผู้นำตระกูลเลือกทั้งสิ้นเหยียนจวิ้นกลับมายังจวนตระกูลโม่ก็ได้ยินเสียงโวยวายท่ามกลางความตื่นตระหนก ยังดีที่เขากระโดดลงไปช่วยฮูหยินของตนเองขึ้นมาได้ กระทั่งพานางกลับเข้าไปในเรือนจวี๋ฮวาและเชิญท่านหมอมาดูอาการโม่อวี๋โศกเศร้ากับการจากไปของเสี่ยวเอ้อเป่า เด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์หนึ่งเดียวในทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีมานี้เหยียนจวิ้นให้คนไปตามโม่ซางเช่อกลับจวนหลังพยายามกล่อมให้โม่อวี๋นอนหลับ ด้านนอกมีเขาอยู่นางที่จิตใจไม่มั่นคงสมควรได้พักสักชั่วยามเมื่อโม่ซางเช่อกลับมาถึงจวนเขาออกจากจวนตรงไปยังคุกของฝ่ายตุลาก
ถึงอย่างนั้น...ตระกูลซูทั้งตระกูลกลายเป็นกบฏ ถูกคุมขังเพื่อรอลงอาญา งานศพของสองแม่ลูกจึงต้องจัดที่จวนตระกูลโม่แทนเงาพายุพัดผ่านพ้นเมืองหลวงต้าเยวี่ย แสงแดดหลังพายุฝนมักสดใสเสมอ เช่นกันกับการก่อกบฏซ้อนกบฏขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ฮ่องเต้เห็นด้วยกับวิธีการกวาดล้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลินที่หยั่งรากมานานทรงมีราชโองการให้ไต่สวนความผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการที่ตระกูลหลินใส่ร้ายตระกูลเสิ่นว่าเป็นกบฏ คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่ยังอยู่ก็สามารถออกมาจากเงามืดหลังหลบซ่อนมาหลายปีเหยียนจวิ้นกลับมาใช้แซ่เสิ่นของมารดา ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้องค์ชายรองขึ้นเป็นรัชทายาท เหยียนจวิ้นเองก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีทั้งสองจะเป็นผู้แทนพระองค์ในการบริหารจัดการราชสำนัก เนื่องจากทรงเหน็ดเหนื่อยและเศร้าโศกกับสิ่งที่องค์ชาย ฮองเฮา และหวงกุ้ยเฟย ทรงทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย รวมไปถึงผู้คนต้องมาล้มตายไปเป็นจำนวนมากเลือดนองชโลมบนผืนดิน ชีวิตทหารหาญสูญสิ้นจากการแก่งแย่ง ผู้ทำผิดได้รับโทษจากการกระทำ ทั้งที่ถูกประหาร ทั้งที่ถูกส่งไปใช้แรงงานยังชายแดน รวมไปถึงที่ถูกปลดล
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านใจเย็นๆ ที่นี่จวนตระกูลโม่ ไม่มีใครแย่งเสี่ยวเอ้อเป่าไปจากท่านแน่นอน” โม่อวี๋พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย“อวี๋เอ๋อร์” โม่เหยาคล้ายใจเย็นลงเล็กน้อย นางก้มลงมองบุตรชายในอ้อมแขน “พวกเขาไม่มีใครยอมรับเสี่ยวเอ้อเป่าของข้า พวกเขาบอกว่าแผลเป็นไม่มีทางหาย” นางสะอื้น“ไม่ เขาจะหายดี ท่านเชื่อข้า ท่านดูสิ แผลเป็นของข้ายังเริ่มจางเลย เขาเป็นเด็กวันหน้าค่อยๆ โตขึ้นแผลนั่นก็จะค่อยๆ จางลงเอง”“แต่พวกเขาก็ยังไม่ต้องการบุตรชายของข้า เขาไม่ต้องการเสี่ยวเอ้อเป่า ไม่สิ...เขาไม่ต้องการข้า ที่เขาต้องการมีเพียงเจ้า เขา...ถึงกับเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อได้ตำแหน่งมาโดยมิชอบ”ที่แท้ซูเฉินก็เป็นคนทำเรื่องนี้?!“อวี๋เอ๋อร์ เขาทำลายตระกูลโม่ไม่พอยังร่วมมือกับผู้อื่นก่อกบฏ เขาคิดสังหารทุกคนที่ขวางทาง แม้แต่สามีของเจ้า” โม่เหยาหัวเราะออกมาเสียงดังกอดบุตรชายเอาไว้ในอ้อมอก “เพียงเพื่อให้ได้เจ้ามาครอบครอง เขาถึงกับ...ถึงกับวางแผนทำลายทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหนีไม่รอด ฮ่าๆๆ”“พี่ใหญ่ท่านฟังข้า ใจเย็นลงสักนิด เขาไม่มีทางทำสำเร็จ ข้ารักเหยียนจวิ้นไม่เคยรักเขา ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรข้าก็ไม่มีทางลงเอยก
“ข้าไม่รู้ได้หรือ ในงานเลี้ยงเสียงซุบซิบที่จงใจปล่อยให้พูดโดยไม่ห้ามปราม ไหนจะหลินฟั่นที่ฝีมือเก่งกาจกลับเลือดท่วมใบหน้าลอบออกมาจากจวนตระกูลซูอย่างเร่งร้อน” นางกล่าวด้วยใบหน้าขุ่นเคือง“เจ้ารู้หรือไม่ สตรีในงานตอนแรกลือกันว่าเจ้านัดพบกับหลินฟั่น พอข้าบอกว่าหลินฟั่นเลือดท่วมตัวออกจากงานไปตั้งนานแล้ว
สตรีผู้นี้ตอนอายุสิบห้าก็มีเค้าความงดงามอยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าผ่านไปสองปีกลับยิ่งดงามเฉิดฉายอย่างชัดเจน แม้แต่งตัวเรียบง่ายไม่โดดเด่น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านางยังคงทำให้สตรีหลายคนรู้สึกอิจฉา“นางก็คือคู่หมั้นคนแรกของพี่เฉิน?” นางเพิ่งถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงทั้งนี้ก็เพื่อร่วมงานเลี้ยงในวัง ก่อนหน้าเคยได
ยังไม่นับเรื่องที่หลินซื่อสนิทสนมและเติบโตมากับหวงกุ้ยเฟยจากตระกูลฉู่ที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ อีกทั้งคุณหนูฉู่ บุตรีของอัครมหาเสนาบดีเองก็ถูกวางตัวให้เป็นคู่ในพิธีสวมหมวกขององค์ชายใหญ่มาแต่ต้นเหยียนจวิ้นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เรื่องราวซับซ้อนในอดีตม้วนวนตัวเขาให้ไม่อาจหลบเร้น โชคชะตาเล่นตลกจ
“เหตุใดเจ้าคิดเช่นนั้น โทษตัวเองด้วยเหตุใด ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย” เซี่ยซวงซวงรู้สึกตกใจอยู่บ้าง แต่มาคิดๆ ดูนางเองก็เริ่มไม่มั่นใจ“แม้เขากำชับข้าว่าไม่ให้พาเจ้าไปเยี่ยม แต่สมุนไพรล้ำค่าพวกนั้นรวมไปถึงท่านหมอหลวงเขาก็เป็นคนส่งมา ข้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางโทษเจ้า...” คล้ายเพิ่งเปิดเผยในสิ่งที่ไ







