LOGINเมิ่งซูเหยาถูกคนรักที่คบหากันมาสิบปีทรยศ ด้วยการบอกเลิกเพราะเขาทำสตรีอีกคนตั้งครรภ์ ทว่าเรื่องโหดร้ายไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวรรค์กำหนด หรือเพราะกรรมเก่ายังไม่สิ้นกับชายที่ชื่อเฉินหนานเซิงกันแน่ เธอจึงได้เกิดใหม่ในร่างสตรีที่ถูกตราหน้าว่าเป็นบ้า และถูกบังคับให้แต่งงานแก้เคล็ดเพื่อรักษาชีวิตแม่ทัพเอกแห่งแผ่นดิน หากคิดว่านั่นคือเคราะห์ร้ายที่สุดแล้วก็ผิดถนัด เพราะในโลกใหม่นี้ยังมีคนชั่วสองคนที่ทำให้เธอตายหายใจร่วมโลกกับเธออีกครั้ง... แต่ชาตินี้อย่าหวังว่าเธอจะยอมรับชะตากรรมเช่นเดิม เรื่องราวของฮูหยินตัวแสบและแม่ทัพตัวร้ายจึงเริ่มต้นขึ้น… พวกเขาจะลงเอยเช่นไร ติดตามได้เลยค่ะ จากไรต์ถึงรี้ด นิยายเรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่มีดราม่าแค่พอกรุบ ๆ ไม่หนักจนเกินไป แต่รับรองว่าจะอบอุ่นและทำให้ทุกคนอินไปกับเส้นทางของเมิ่งซูเหยากับเฉินหนานเซิงแน่นอนค่ะ สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ไรต์ขอฝากกดไลก์ กดหัวใจ และเขียนคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรต์ด้วยนะคะ ทุกข้อความจากรี้ดคือพลังที่ทำให้ไรต์ยิ้มได้เสมอ
View Moreปัง!
“แม่ทัพเฉินรับบุตรีของราชครูเมิ่งเป็นฮูหยินเอกอย่างนั้นเรอะ?”
“ไม่ผิดแน่ขอรับท่านพ่อ”
“บัดซบที่สุด ...จนแล้วจนรอดพวกเราก็ไม่อาจตัดรากถอนโคนตระกูลเมิ่งได้ นางเป็นเพียงสตรีสติไม่สมประกอบแท้ ๆ”
“ท่านพ่อก็รู้ว่า ไม่มีใครกล้าเพิกเฉยต่อคำพูดของนักพรตเหิง...ไม่เว้นแม้แต่ฝาบาท”
“แต่ช่างเรื่องนั้นเถิดขอรับ ตอนนี้องค์รัชทายาทเสด็จกลับมาจากแคว้นเหล่ยแล้ว พวกเราคงต้องหยุดมือก่อน”
สองคนพ่อลูกตระกูลหานผู้ทำให้ตระกูลคู่แข่งล่มจมพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด... เพราะตัวละครบางตัวทำให้เรื่องไม่เป็นไปดังที่วางแผนเอาไว้
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมากที่ยอมช่วยข้าเล่นละครตบตาพวกมัน”เสียงของคนป่วยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“หึ เจ้าไม่คิดหรอกหรือว่าสิ่งที่ข้าเตือนตระกูลเฉินไปเป็นเรื่องจริง... หาใช่เรื่องโกหก”
“หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนี้ซับซ้อนกว่าที่เราคิดนะคุณชายเมิ่ง” น้ำเสียงอ่อนโยนแกมขี้เล่นของผู้อาวุโสตอบโต้พลางจับชีพจรของอีกฝ่าย
เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ อาการของคนป่วยนับว่าปลอดภัยแล้ว
“ไม่ว่าจะจริงหรือหลอก...ข้าไม่สนสักนิด ขอเพียงแค่น้องสาวข้ารอดเท่านั้น”
‘เมิ่งจื่อหราน’ ผู้ที่ร่างกายบอบช้ำเต็มไปด้วยบาดแผล หลับตาลงอย่างอ่อนล้ายามพูดกับ ‘นักพรต’ ที่ผู้คนทั่วเมืองหลวงพากันนับถือ
หากมิใช่เพราะคนผู้นี้ช่วยไว้ เขากับน้องสาวคงต้องตายตามบิดากับมารดาไปแล้ว
ต่อให้ไร้หลักฐานมัดตัว แต่เขาแน่ใจเสียยิ่งกว่าอะไรว่าตระกูลหานคือคนลงมือ
‘แม้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ข้าสาบานว่าจะแก้แค้นให้พวกท่านให้ได้ขอรับ... ท่านพ่อท่านแม่’
“เจ้านอนพักเถิด การมีลมหายใจเท่านั้นที่จะทำให้คนเราทำในสิ่งที่ต้องการได้” นักพรตเหิงลูบเคราตนเองช้า ๆ ก่อนเตือนเด็กหนุ่ม
‘กว่ายี่สิบชีวิตที่สูญเสียไป หากข้าบอกให้เด็กหนุ่มคนนี้ปล่อยวาง ก็เท่ากับราดน้ำมันลงไปบนกองเพลิง...ปล่อยให้มันเป็นไปตามสวรรค์ลิขิตก็แล้วกัน’
ตัวละครที่พ่อลูกตระกูลหานหวังให้ตายตามตกกันไปทั้งตระกูล...กลับมีลมหายใจอยู่ถึงสองชีวิต
ฝ่ายหนึ่งคือผู้เป็นพี่ชายอย่าง... เมิ่งจื่อหราน
และอีกหนึ่งคือน้องสาวผู้มีสติไม่สมประกอบของเขา... ซึ่งยามนี้นางไม่ใช่น้องสาวคนเดิมของเขาอีกต่อไป!!
ความเย็นของผ้าห่มชื้นซึมเข้ามาถึงผิวหนัง ‘เมิ่งซูเหยา’สะดุ้ง เสียงน้ำหยดติ๋ง ๆ ตรงชายคาดังแข่งกับเสียงสะอื้นของใครดังคลออยู่ไม่ขาดสาย
“โอ๊ยปวดหัวเป็นบ้า ไม่น่ากินเหล้าเยอะขนาดนั้นเลยเหยาเหยาเอ๊ยย” เสียงพึมพำดังขึ้นจากร่างที่นอนหลับใหลมาถึงสองวันเต็ม ๆ ดังขึ้น
“ฮือ ๆ คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ”
“นี่หลิงเอ๋อร์ ฉันแค่เมาต้องร้องไห้ด้วยเหรอ” คนพูดพึมพำ โดยไม่แม้จะลืมตามองสิ่งรอบกายภายนอกแม้แต่น้อย
ร่างกายที่ร้าวระบมและไข้ที่ยังไม่สร่าง ทำให้หญิงสาวสะลึมสะลือ
“คุณหนูของบ่าว ทะ ท่านพูดได้แล้วหรือเจ้าคะ? ฮือ ๆ”
สาวใช้ผู้น่าสงสารที่ดูแลเจ้านายสาวผู้อาภัพมานานหลายปี ร้องไห้หนักกว่าเดิม
เจ้านายไม่เคยพูดกับนางแม้เพียงครึ่งคำ...กลับพูดจาตอบโต้เป็นประโยคได้เป็นครั้งแรก
“หลิงเอ๋อร์ดูทีวีมากไปแล้ว แล้วใครเป็นคุณหนูอะไรกัน ฉันเจียเจียของเธอนะ”
“เธอทำข้าวต้มให้พี่หน่อยสิ” คนฟังแม้จะรู้สึกไม่คุ้นกับสำเนียงการพูดนั้น ...แต่ยังไม่เอะใจแม้แต่น้อย
“ฮือ ๆ คุณหนูเจ้าคะ พวกเราไม่ได้อยู่จวนราชครูอีกแล้ว”
คราวนี้เสียงสาวใช้ร้องไห้ราวกับจะขาดใจ และคำพูดแปลกประหลาด...ทำให้เมิ่งซูเหยาจำเป็นต้องฝืนลืมตาขึ้นมา
...
และมันทำให้เธอต้องสบถดังลั่น “เฮ้ยยยย บ้าฉิบ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย” เมิ่งซูเหยาตกใจสุดขีดกับสิ่งที่เห็นรอบตัว ทว่ายังไม่ทันได้คำตอบก็ถูกขัดจังหวะ
แอ๊ดดด เสียงประตูดังขึ้นพร้อมร่างสตรีสูงศักดิ์กับบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง
สตรีนางนั้นจ้องเมิ่งซูเหยาก่อนเริ่มตำหนิทันที “เป็นคุณหนูบุตรราชครูแท้ ๆ กล้าพูดจาหยาบคายเช่นนั้นได้อย่างไร ต่อให้เจ้าเป็นคนสติไม่ดี แต่ในฐานะฮูหยินเอกของท่านแม่ทัพอย่าทำให้เขาเสื่อมเสีย”
เมิ่งซูเหยาไม่นำพาคำตำหนิติเตียนและสายตาไม่เป็นมิตรนั้น ...เพราะตอนนี้เธอไม่รู้ว่าจะต้องตกใจอะไรก่อนดี
ระหว่างเรื่องที่ชายตรงหน้าแต่งชุดราวกับคนที่หลุดมาจากละครโบราณที่เธอดูทุกวัน…
หรือเรื่องที่เขาคนนี้ช่างเหมือนใครบางคนที่ทำให้เธอต้องเมาหัวราน้ำเมื่อคืนนี้... ในหัวผุดภาพที่มันทำให้หัวใจของเธอชาหนึบอีกครั้ง
“เหยาเหยา ผมขอโทษ แต่เธอกำลังท้องลูกของผม”
“คุณตัดใจจากผมเสียเถอะนะ ... นี่คือเงินล้านหยวน ค่าเสียเวลาที่ผมแต่งงานกับคุณไม่ได้”
คำพูดไร้สำนึกผิดของคนที่เป็นแฟนเธอมาถึงสิบปียังก้องดังอยู่ในหู...
เขามาหาเธอพร้อมกับชู้ที่ท้องแก่ใกล้คลอดเพื่อบอกเลิก
สองคนนั้น... หน้าตาเหมือนกับสองคนที่อยู่ตรงหน้าเธอราวกับแกะ
เมิ่งซูเหยาดวงตาแดงก่ำ จ้องคนทั้งคู่ราวจะฉีกเนื้อเป็นชิ้น ๆ
“บังอาจนัก!!”
“เจ้ามองท่านแม่ทัพของแผ่นดินด้วยสายตาอาฆาตเช่นนั้นได้อย่างไรกัน เด็ก ๆ สั่งสอนมันเดี๋ยวนี้”
เว่ยหนิงอัน จ้องสตรีที่แย่งชิงตำแหน่งฮูหยินเอกของตนไปด้วยสีหน้าโกรธแค้น ก่อนสั่งคนของตัวเองอย่างถือดี
ในใจของนางร้อนรนราวกับถูกไฟสุมเมื่ออีกคนยังมีชีวิตอยู่ นางเป็นคนผลักมันให้ตกน้ำเองกับมือและเห็นเองกับตาว่าร่างของมันจมดิ่งลงก้นสระบัวเย็นยะเยือกแล้วแท้ๆ ...
แต่มันกลับไม่ตาย
อีกทั้งสิ่งที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ... ‘เมื่อครู่นี้แกพูดได้ใช่ไหมนังโง่ แกมิได้บ้าใบ้เหมือนที่คนร่ำลือเลยสักนิด?
“หนิงอัน อย่าเสียเวลากับคนบ้าคนเดียวเลย นางไม่ตายก็ดีแล้ว พวกเรากลับจวนของเจ้ากันดีกว่า”
เสียงทุ้มพร่าของเฉินหนานเซิงดังขึ้นห้ามปราม พลางปรายตามองคนที่มองเขาอย่างโกรธแค้น จนผิดวิสัยของคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
คำพูดทิ่มแทงและแววตาขุ่นเคืองของเขาทำให้เมิ่งซูเหยากัดริมฝีปากตนเองแน่น ทว่าก่อนที่เธอจะตอบโต้สิ่งใด ความเจ็บแปลบแล่นเข้าโจมตีเสียก่อน
“อ๊ะ โอ๊ยยย”
เมิ่งซูเหยาที่พยายามจะจับต้นชนปลายเรื่องราว ร้องโอดโอยพลางกุมขมับของตนเอง จู่ ๆ ความทรงจำของใครบางคนก็พลันแล่นเข้ามาในหัวโดยไม่รู้จบ
“ท่านแม่ทัพ! ช่วยฮูหยินด้วยเจ้าคะ!” เสียงเหมยเอ๋อร์สั่นเครือ ร้องออกมาอย่างลืมตัวเมื่อเห็นนายสาวทรุดลงตรงหน้า
แต่สิ่งที่เด็กสาวได้ยินกลับทำให้หัวใจเย็นเฉียบ
“บังอาจ!” เสียงคำรามต่ำสะท้อนก้องทั่วห้องโถง
“ข้าไม่เคยมีฮูหยิน” ทุกถ้อยคำถูกเน้นหนักราวคมดาบขณะที่สายตามองไปยังเมิ่งซูเหยาด้วยความรังเกียจ
“นางก็แค่คนที่ถูกจับมาแต่งแก้เคล็ดให้ตระกูลเฉินเท่านั้นอย่าบังอาจตีตนไปว่าเจ้ากับนายของเจ้าจะมีศักดิ์และสิทธิ์ในจวนแห่งนี้”
สิ้นคำพูดของเจ้าของจวนบรรยากาศในห้องอึดอัดมากยิ่งกว่าเดิม และด้านนอกก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเยาะต่อสองนายบ่าวที่ไม่เจียมตัว
“เจียงอวี้” เขาหันไปสั่งเสียงเย็นเฉียบ “ทันทีที่นางหายป่วย ให้พวกนางไปอยู่เรือนท้ายจวน รวมกับทาสคนอื่น”
เฉินหนานเซิง... แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเซี่ย ยืนนิ่ง ดวงตาแข็งกร้าว
เขาไม่เคยเห็นด้วยกับการแต่งงานนี้ตั้งแต่ต้น แต่เพราะไม่อาจขัดมารดาได้... เรื่องจึงเลยเถิดมาถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น เสียงหวานของหญิงข้างกายดึงเขากลับมาจากความขุ่นใจ “ท่านพี่หนานเซิง... ทำเช่นนี้ ท่านป้าจะมิตำหนิหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงนุ่มแต่แฝงรอยยินดีที่ซ่อนอยู่ในหางคำ
“ต่อให้นางเป็นเพียงคนบ้า ที่ถูกจับมาแก้เคล็ดเพราะวันเดือนปีเกิดเกื้อหนุนท่าน แต่ก็เป็นงานแต่งพระราชทานนะเจ้าคะ” เว่ยหนิงอันกล่าวพลางก้มหน้าเล็กน้อย
ทว่าดวงตาเปล่งประกายพอใจ...เขาไม่เหลียวแลหญิงผู้นั้นแม้แต่นิดเดียว
เฉินหนานเซิงปรายตามองเพียงครู่ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ“ไปกันเถอะ เรื่องไร้สาระเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องใส่ใจเลย”
เขาเอื้อมมือไปจับมือนางอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มแตะที่มุมปากก่อนจูงมือกันเดินจากไป
เมิ่งซูเหยาเฝ้ามองแผ่นหลังของทั้งคู่เดินจากไป มันยิ่งเพิ่มความเกลียดชังเป็นเท่าทวีคูณ
‘หึ... ไอ้คนขี้ขลาดใช้คนบ้าแต่งแก้เคล็ด แล้วยังทำเหมือนไม่เห็นว่าชีวิตคนสำคัญแค่ไหน’
‘นายกับแม่ของนายไม่เคยสนด้วยซ้ำ ว่าเด็กสติไม่ดีคนนี้เกือบตายเพราะตกน้ำด้วยฝีมือของผู้หญิงคนนั้น’
‘ดูเหมือนว่า.... ชาตินี้นายก็เลวระยำเหมือนเดิม แต่ชาตินี้ฉันไม่เป็นผู้หญิงโง่ ๆ ให้นายหรือใครหลอกอีกแล้ว’
เมิ่งซูเหยาน้ำตาไหลอาบแก้มยามหลับตาลงเพื่อกลืนความสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ทั้งที่คิดว่าตัวเองแค่เมาเหล้าแล้วเวียนหัวจนตาลายเมื่อคืนนี้…แต่ไม่คิดว่ามันทำให้เธอถึงตาย
หลังจากหยิกมือตัวเองจนเจ็บระบม ก็ต้องยอมรับว่าเธอตายจากโลกอนาคตและมาเกิดในร่างนี้…ร่างของหญิงสาวผู้อาภัพ เด็กบ้าที่ครอบครัวถูกฆ่าล้างตระกูล
ไม่เพียงเท่านั้น...
หญิงชั่วชายเลวคู่นั้นก็มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เหมือนกัน แม้แต่ชื่อแซ่ของทั้งคู่ก็ยังเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน
โลกใบใหม่ที่ยังมีเขาตามหลอกหลอน แต่เธอจะไม่ยอมให้มันเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
“คุณหนู ทำแบบนี้เราต้องถูกลงโทษหนักแน่เจ้าค่ะ กลับจวนตระกูลเฉินกันก่อนดีกว่า” เหมยเอ๋อร์เอ่ยทั้งหายใจหอบ หลังพากันวิ่งหนีมาจนขาแทบหลุด แต่เจ้านายของนางกลับเชิดหน้าอย่างดื้อรั้น ราวกับไม่มีสิ่งใดทำให้นางเปลี่ยนใจได้ “ไม่ว่าจะวันนี้ มะรืนนี้ หรือวันไหน ๆ เฉินหนานเซิงก็จ้องจะเล่นงานข้าอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่หรือ” เมิ่งซูเหยาพูดอย่างไม่ยี่หระ “ที่สำคัญ เขาไม่ใช่เจ้าชีวิตข้า” คำพูดเด็ดเดี่ยวเกินสตรีของเจ้านายทำให้เหมยเอ๋อร์ทั้งดีใจและหวั่นใจ... โลกนี้มีด้วยหรือที่สตรีจะเอาตัวรอดได้โดยไร้บุรุษคอยหนุนหลัง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยินดีทำตาม “เฮ้อ… คุณหนูว่ากระไร บ่าวก็ว่าตามนั้น” เหมยเอ๋อร์ถอนหายใจยาวราวกับคนแก่ ก่อนยกมือผลักประตูที่ถูกทางการปิดตายไว้ แอ๊ดดด เสียงประตูไม้ผุพังดังเอี๊ยดอ๊าด กลิ่นฝุ่นอับและความวังเวงทะลักออกมา เหมือนบ้านร้างที่ถูกทอดทิ้งมาหลายสิบปี ทั้งที่เรื่องร้ายเพิ่งผ่านมาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ “คุณหนู…” น้ำเสียงเหมยเอ๋อร์สั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำเมื่อมองลานกว้าง ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยชีวิตชีว
ไม่นานนักเฉินหนานเซิงก็ได้รู้ฤทธิ์ของฮูหยินบ้าอีกครั้ง เสียงผู้คนจอแจในหอนั่งของโรงเตี๊ยมดังของเมืองหลวงกลับเงียบสงัดเมื่อแม่ทัพใหญ่ของแคว้นบุกเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง “นางกับสาวใช้หายเข้าไปในห้องพักจริง ๆ ขอรับ แต่ไม่กลับออกมาอีกเลย” “จนกระทั่งข้าจ้างให้สตรีนางหนึ่งเข้าไปดูถึงได้รู้ว่าพวกนางสองคนหายไปแล้ว” พลทหารที่ติดตามเมิ่งซูเหยารายงานเจ้านายด้วยสีหน้าซีดเผือด พวกเขาไม่คิดแม้แต่น้อยว่านางจะหนีไปได้!... ร้ายจริง ๆ สีหน้ามืดครึ้มของเจ้านายพร้อมกับน้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งทำให้พลทหารก้มหน้างุด “ข้าเตือนเจ้าแล้วว่านางเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนัก แต่พวกเจ้าก็ยังประมาท กลับไปที่ค่ายทหารแล้วรับโทษซะ!!” เฉินหนานเซิงโมโหจนแทบบ้า เขาที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันเต็มเพราะหนิงอันป่วยหนัก และเรื่องการตามหาคนร้ายที่สังหารตระกูลเมิ่ง กลับต้องมารับรู้ว่าฮูหยินเอกตัวร้าย... หนีหายไปอีกแล้ว เฉินหนานเซิงประกาศกร้าว “นับจากวันนี้ไป... ข้าไปไหน เจ้าก็ต้องไปที่นั่น!!” “เจ
เวลาย่ำรุ่งที่ควรจะเป็นเวลาที่ได้หลับอย่างเป็นสุขไป แต่เมิ่งซูเหยากลับต้องเผชิญกับเสียงหนวกหูจนน่ารำคาญ “ฮูหยินขอรับ ท่านแม่ทัพเชิญให้ท่านไปที่เรือนใหญ่ทันที” “ฮูหยินขอรับ” ปัง! เสียงสิ่งของปะทะกับกำแพงห้องดังลั่น “เงียบไปเลยนะไอ้พวกบ้า กล้าส่งเสียงดังยามวิกาล เดี๋ยวฉันก็แจ้งความจับเสียเลย” “อาเสียนดูสิ ไม่เพียงไม่ตื่นแต่ฮูหยินยังจะแจ้งความจับพวกเราเสียด้วย แต่มันมีกฎหมายข้อนี้ด้วยหรือ” ทหารของเฉินหนานเซิงเกาหัวแกรก ๆ เมื่อได้ยินคำตอบโต้ของคนที่ตนต้องมาตาม ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เขายังขุดนางออกจากเตียงไม่ได้เลย “...” “แค่สตรีคนเดียวพวกเจ้าไม่มีปัญญาปลุกงั้นรึ” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นข้างหูทำให้ทหารทั้งสองขนลุก มิใช่ว่าเพราะเป็นภูตผีปีศาจ... แต่เพราะเจ้านายของเขาโกรธจัดเสียแล้ว “หนวกหูที่สุด คนจะนอนเสียงดังกันอยู่ได้” เมิ่งซูเหยาเองก็โมโหเช่นกันเพราะถูกรบกวนการนอนอันมีค่าของตัวเอง “...” มีแต่เหมยเอ๋อร์เท่านั้นที่อยากจะร้องไห้เสียให้ได้ เมื่อวานนี้คุณหนูของน
สองนายบ่าวหันมองไปยังต้นไม้ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น เจ้าพวกตัวเล็ก ๆ ปีนขึ้นลงอย่างปราดเปรียวทั้งที่มันสูงขนาดนั้น เหมยเอ๋อร์ตั้งสติ พลางหันไปถามเจ้านายเมื่อเดาออกว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร “คุณหนู…ท่านปีนต้นไม้เป็นด้วยหรือเจ้าคะ” สาวใช้เบิกตากว้าง “ว่ายน้ำ ปีนหน้าผา ตกปลา เทควันโด ข้าทำได้ทั้งนั้นแหละ” “เทควัน…อะไรนะเจ้าคะ?” “ช่างมันเถอะ ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าเรื่องปีนต้นไม้นะเรื่องเล็กน้อย!” เมิ่งซูเหยาปัดมือ ก่อนโบกเรียกเด็ก ๆ บนกิ่งไม้ “เฮ้ เจ้าตัวเล็กทั้งหลาย! มาช่วยพี่สาวหน่อยสิ” … เด็กหัวโจกปีนลงมาอย่างเร็วรี่ “พี่สาวอยากได้อะไรหรือขอรับ” “นี่เงินหนึ่งตำลึง...ปีนไปฝั่งโน้น แล้วเอาบันไดมาวางพาดกับต้นไม้ต้นนี้ให้พี่สาวที” เมิ่งซูเหยาบอกพลางแหงนหน้ามองต้นไม้ต้นใหญ่ตรงหน้า เธอจำได้ว่าต้นไม้จากฝั่งตระกูลเฉินมันสูงจนน่ากลัวเพราะถูกตัดกิ่งก้านจนหมด แต่ขนมในมือเด็กพวกนี้... เธอแน่ใจว่าพวกแกลงไปขโมยของมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคิด อีกด้านหนึ่งข





