LOGINเม่ยเหนียง หว่านเอ๋อร์และสาวใช้อีกสองคนก้าวเดินมายังเรือนเหมยฮวา หว่านเอ๋อร์และสาวใช้ถาดที่ถ้วยน้ำชาดอกท้อร้อนๆ ที่ปิดฝาไว้ และขนมดอกพุดตานสีม่วงขาวที่นางได้ทำไว้ก่อนรุ่งสาง นางเห็นว่าเฉินเหลียงเตี่ยของนางและม่านเหยาแม่ของนางนั่งอยู่ด้วย ทำให้นางเผยรอยยิ้มที่เห็นพวกเขาอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้
“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะตื่นเช้าเช่นนี้” เยว่เหิงเหนียงชินของเหวินเจิ้นเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม เม่ยเหนียงนั่งลงคุกเข่าต่อหน้าของเยว่เหิง ส่งถ้วยน้ำชาให้เยว่เหิง เยว่เหิงจึงรับเอาไว้ และค่อยๆ ดื่มช้าๆ เม่ยเหนียงส่งถ้วยน้ำชาให้เตี่ยและเหนียงชินของนางตามลำดับ “ข้าเห็นว่าเหมิงฟูเหรินและเตี่ยและเหนียงชินตื่นแล้ว ข้าจึงนำชามาคารวะเจ้าค่ะ” เม่ยเหนียงเอ่ยบอกเยว่เหิงด้วยรอยยิ้ม เยว่เหิงเผยรอยยิ้มให้เม่ยเหนียงหลังจากที่กินขนมดอกพุดตานไปหนึ่งคำ “ขนมดอกพุดตาน เจ้าทำได้ออกมาอร่อยยิ่งนัก ข้าไม่ได้กินขนมดอกพุดตานที่อร่อยเช่นนี้มานานมากแล้ว” เยว่เหิงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงชื่นชมทำให้เตี่ยและเหนียงชินของนางเผยรอยยิ้ม “ถ้าเหมิงฟูเหรินชอบ ข้าจะทำมาให้ท่านทานบ่อยๆ” เม่ยเหนียงเอ่ยบอกเช่นนี้ “ต่อไปนี้ เจ้าก็เรียกข้าว่าเหนียงชินเช่นเดียวกับเจิ้นเอ๋อร์เถิด” เยว่เหิงเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม มองเม่นเหนียวด้วยความเอ็นดูราวกับว่านางคือลูกสาวคนหนึ่ง “เจ้าค่ะ เหนียงชิน” เหวินเจิ้นใช้มือหนาคลำตั่งเตียงที่หญิงสาวนอนเคียงข้างเมื่อคืนวาน แต่กลับว่าเปล่าเขาจึงลืมตาขึ้นโดยทันที มองไปยังฝั่งที่นางนอนหลับข้างกาย ไม่มีนางอยู่ จึงมองรอบห้องไม่มีใครอยู่เช่นกัน เขาจึงลุกขึ้นจากเตียงนำเสื้อผ้าที่อยู่ข้างเตียงมาสวมใส่ และก้าวเดินออกมาจากห้องนอน เห็นว่ามีตงฟาง และฉู่เจี้ยน ทหารคนสนิทของเขา “อรุณสวัสดิ์นายท่าน” ฉู่เจี้ยนเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นว่าเหวินเจิ้นสวมใส่ชุดผาวอยู่ “พวกเจ้าเห็นเม่ยเหนียงหรือไม่” เหวินเจิ้นเอ่ยถาม ขณะที่มองโดยรอบบ้านไม่พบนาง “ก่อนที่นายท่านจะเดินออกมาก่อนครึ่งยาม นายหญิงไปคารวะเยว่ฟูเหริน ก่อนที่นายท่านจะเดินออกมาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เห็นว่านายหญิงพึ่งออกไปจากจวน กับหว่านเอ๋อร์สาวใช้ของนายหญิง” ตงฟางเอ่ยบอกละเอียดยิบ “นางไปไหน ไปกับหว่านเอ๋อร์เพียงสองคนหรือ” เหวินเจิ้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นายหญิงขออนุญาตเยว่ฟูเหริน เยว่ฟูเหรินก็ให้นางไปกับหว่านเอ๋อร์เพียงสองคน” ฉู่เจี้ยนเอ่ยบอกด้วยความสงสัย เพราะดูสีหน้าของเหวินเจิ้นที่ดูมีกังวล “ทำไมพวกเจ้าไม่ตามนางไป” เหวินเจิ้นเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดุดัน “นายน้อยข้าถามนายหญิงแล้ว ว่าให้พวกข้าตามไปไหม นายหญิงบอกว่า ไม่ต้อง พวกข้าเลยไม่ได้ตามไป” ตงฟางเอ่ยบอกด้วยความงวยงงเฉินเม่ยเหนียงตื่นขึ้นมาในยามเย็น นางเผลอหลังไปตอนไหนไม่ทราบ มารู้ตัวอีกทีก็ใกล้ยามเซินแล้ว นางจึงลุกขึ้นจากตั่งเตียงเพื่อไปเตรียมอาหารเย็น เมื่อนางนั่งลงแล้ว นางกลับได้ยินเสียงของผาวเซียวดังเข้ามาในห้องนอนของนางและเหวินเจิ้น นางไม่ได้ยินเสียงผาวเซียวเช่นนี้นานแล้ว อีกทั้งเป็นเพลงพื้นบ้านของเมืองเฟยลี่ นางนำผ้าคลุมที่แขวนอยู่มาสวมใส่แล้วก้าวเดินออกไปนอกห้องโถง แล้วก้าวเดินไปตามเสียงผายเซียว ขณะที่นางก้าวเดินผ่านเหล่าองครักษ์พวกเขาก็คารวะนางเช่นทุกครั้ง (ยามเซิน คือ เวลา 15.00-16.59 น.) นางก้าวเดินมายังต้นท้อริมทะเลสาบจำลองในสวนข้างจวน แล้วมองขึ้นไปบนต้นท้อเห็นเหวินเจิ้นนอนทอดกายเป่าผายเซียวอยู่ ทำให้นางนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงขึ้นไปได้ทั้งที่ต้นท้อก็ไม่ได้เตี้ยแต่อย่างใด เขาเผ่าผายเซียวจนจบเพลง แล้วหันลงมามองเม่ยเหนียงที่อยู่ด้านล่างต้นท้อมองเขาขึ้นมา เขาจึงกระโดดลงมาจากต้นท้อ มายืนเผชิญหน้ากับนาง “ท่านขึ้นไปได้อย่างไร” นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ข้าเองก็มีอาจารย์เคยสอนวิชาตัวเบา ไว้ใช้ในสนามรบเพลาข้าศึกบุกเข้ามาประชันชิดจะได้หลบทัน” เขาเอ่ยบอกนางด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่ท่านเป่าเพล
เทศกาลซีซีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้คนคึกคักสัญจรไปมาเพื่อเที่ยวชมงาน เหวินเจิ้นจับมือเรียวของเฉินเม่ยเหนียงลงจากรถม้าด้วยรอยยิ้ม นางทอดสายตามองผู้คนในงานเทศกาลซีซีอย่างครึกครื้น นางรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก นางแต่งเข้าสกุลเหวินมาหลายปี นางก็ไม่เคยได้ออกมาท่องเที่ยวในเทศกาลซีซีแม้แต่ครั้งเดียว เพราะส่วนมากเขาติดราชการกับต้าหวางจนเย็นค่ำ บางปีเขาก็นำทัพออกรบด้วยตัวเอง อาจจะอยู่เป็นปีกว่าจะกลับมา นางจึงไม่มีโอกาสได้ออกมาท่องเที่ยวกับเขา วันนี้โชคดีที่เขาไม่มีราชกิจอะไรในวังหลวง หว่านเอ๋อร์บอกนางว่า เหวินเจิ้นให้ตงฟางไปทูลบอกว่าตนเองไม่ค่อยสบาย หรืออีกนัยหนึ่งไม่ให้ต้าหวางเรียกเข้าเฝ้า การกระทำของเขาสร้างรอยยิ้มให้นาง ที่เขามีเวลาให้นางออกมาท่องเทียวด้วยกันเหมือนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ว่าก็นางว่าเขาที่ไปหลอกลวงเบื้องสูง เพื่อมาท่องเที่ยวกับนาง เช่นเคยเมื่อเขาออกไปไหนนอกจวนจะมีเหล่าองครักษ์คอยติดตามมาประมาณแปดคน ทำให้ผู้คนสนใจพวกเขา เพราะรู้ว่าองครักษ์เสื้อเกาะของเหวินเจิ้นโหดเหี้ยมแค่ไหน เม่ยเหนียงก็ห้ามเขาว่าอย่าพาพวกเขามาเลยจะทำให้ชาวบ้านแตกตื่นและหวาดกลัว เหวินเจิ้นบอกกับนางว่า เหล่าอ
หลังจากวันที่เกิดเรื่องเม่ยเหนียงตกน้ำและจิ้นเล่อโต้เถียงกับเจียวเหมยจนเป็นลม จิ้นเค่อปลดจิ้นเล่อเป็นสามัญชน ข้าวของที่นางได้รับในตำหนักให้คืนสู่ท้องพระคลังรวมไปถึงเครื่องประดับหลายชิ้นที่เลอค่าให้กลับคืนให้หมด จิ้นเค่อยังมีความกรุณาต่อนางอยู่บ้างให้มีสาวใช้สองคนคอยรับใช้ และไม่ให้ก้าวออกจากตำหนักจนกว่าจะสำนึกผิดที่กระทำ ถึงตอนนั้นจิ้นเค่อจะประทานอภัยโทษให้เองสองเดือนต่อมาเหวินเจิ้นขออาสาทำศึกกับแคว้นลี่ โดยมีจิ้นซื่อไท่จื่อติดตามไปทำศึกด้วย แต่เหวินเจิ้นไม่รู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์ เพราะว่านางกลัวว่าเขาจะเป็นกังวล แต่เหวินเจิ้นมารู้อีกทีก็นี้แคว้นลี่สำเร็จแล้ว ทำให้เหวินเจิ้นดีใจเป็นที่สุด แต่เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างนางในเพลายากลำบาก จนนางคลอดแล้วได้สามวัน เขาจึงจะมาถึงเมืองหลวง เขาไม่ได้ไปรายงานศึกกับจิ้นเค่อ แต่ให้จิ้นซื่อรายงานเอง เพราะเขารีบกลับไปหาเม่ยเหนียงและลูกของเขา จิ้นเค่อก็ไม่ได้ว่าสิ่งใดเพราะรู้ว่าเหวินเจิ้นได้ลูกคนแรกกล่าวถึงการโจมตีแคว้นลี่ เหวินเจิ้นทะลวงกองทัพบุกเข้าเมืองหลวงแคว้นลี่ พร้อมกับจิ้นซื่อ จิ้นซื่อสามารถตัดหัวต้าหวางแคว้นลี่ได้สำเร็จ ตามแผนขอ
จิ้นเล่อนั่งอยู่หน้ากระจก นางกำนัลสองคนกำลังรัดเกล้าและปักปิ่นเช่นทุกวันให้นาง นางกำลังคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาถวายบังคม“กงจู่เพคะ ต้าหวางให้เข้าเฝ้าในเพลานี้เพคะ” นางกำนัลผู้นี้เอ่ยบอก“ทำไมวันนี้ฟู่จวินเรียกข้าเข้าเฝ้าแต่เช้า” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ“อาจจะให้รางวัลที่กงจู่ร่ายรำได้อย่างงดงามก็เป็นได้เพคะ” นางกำนัลคนสนิทเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“เว่ยเหยา แต่งตัวให้ข้า ข้าจะรีบไปพบต้าหวาง” จิ้นเล่อเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มมีความสุขจิ้นเล่อก้าวเดินเข้ามาในห้องทรงงานของจิ้นเค่อต้าหวาง โดยมีเจียวเหมยหวางโฮ่ว และเหวินเจิ้นยืนอยู่ในห้องนี้เช่นกัน นางถวายบังคมต้าหวางและหวางโฮ่ว นางมองไปยังเหวินเจิ้นด้วยรอยยิ้ม เหวินเจิ้นมีสีหน้าเรียบเฉยและเย็นชาราวกับระเบิดอารมณ์ได้ทุกเมื่อ“หลังจากที่ข้าเข้าห้องทรงงาน เจ้าก็เดินออกจากท้องพระโรง เจ้าหายไปไหน” จิ้นเค่อเอ่ยถามจิ้นเล่อด้วยน้ำเสียงเรียบ“หม่อมฉันก็กลับไปยังตำหนักเพคะ” จิ้นเล่อเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เมื่อวานเหวินฟูเหรินตกน้ำที่อุทยานของกงจู่ กงจู่รู้เรื่องนี้หรือไม่” เหวินเจิ้นเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย จิ้นเล่อมีสีหน้าที่ดูแตกตื่นและตกใจ“เม่ย
เหวินเจิ้นก้าวเดินเข้ามาในห้องนอน เห็นว่าเม่ยเหนียงสวมใส่ชุดผาวสีขาวเช่นทุกวัน นางนั่งอยู่บนตั่งเพียงลำพัง แต่ทว่าในห้องกว้างกลับมีเพียงแสงน้อยนิด นางหันไปมองเหวินเจิ้นด้วยรอยยิ้ม และลุกขึ้นยืนก้าวเดินมาหาเขา เขาเผยรอยยิ้มให้นางเช่นกัน“เหนียงเหนียง วันนี้ต้าหวางและหวางโฮ่วชื่นชมในความสามารถในการร่ายรำหงส์ร่อนรำแพน ข้าเองก็เคยเห็นเจ้าร่ายรำเป็นครั้งแรกทำให้ข้ารู้สึกประทับใจมาก พรุ่งนี้ข้าเลยขอลาประชุมเช้าเพื่อจะพาเจ้าไปท่องเที่ยว เราสองคนไม่ได้ไปท่องเที่ยวนานมากแล้ว” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม นางกลับหันกลับเดินไปสามก้าว เพราะนางกั้นน้ำตากลัวว่าจะไหลออกมา นางคิดว่าเหวินเจิ้นคงไม่รู้เรื่องตอนกลางวัน เพราะนางสั่งกำชับกับหว่านเอ๋อร์ว่านางจะบอกด้วยตัวเอง แต่พอเห็นใบหน้าของเขาที่ยิ้มแย้มมีความสุข นางกลับกลืนน้ำลายไม่เอื้อนเอ่ยบอกมา“เหล่าขุนนางในวังต่างอิจฉาข้าที่มีฟูเหรินที่งดงามมากความสามารถ เช่นเจ้า เจ้าไม่เพียงร่ายรำงดงาม เจ้าเองก็เป็นฟูเหรินที่เพียบพร้อมไปทุกสิ่งอย่าง ข้ารู้สึกโชคดีที่ได้เจ้าเป็นฟูเหริน” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงปีติยินดีที่เหล่าขุนนางและต้าหวางชมนาง แต่นางกลับรู้สึกเจ็บปวดที
สามเดือนต่อมาวันนี้เป็นวันเกิดของจิ้นเค่อต้าหวางแห่งแคว้นหยางเป่ย ไท่จื่อ เหล่าหวางเย่และกงจู่ รวมไปถึงเหล่าข้าหลวงต่างมาร่วมงาน ยังมีฟูเหริน คุณชายและคุณหนูบุตรของเหล่าขุนนางชั้นสูงต่างมาอวยพรต้าหวางและถวายของขวัญเช่นทุกปี ถือว่าเป็นงานประจำปีของวังหลวงก็ได้ครั้งนี้เป็นงานแรกที่เฉินเม่ยเหนียงเข้าวังหลวงเพื่อมาอวยพรต้าหวางพร้อมกับเหวินเจิ้น หลังที่พวกเขาแต่งงานมาครึ่งปีแล้ว เหล่าสาวใช้จับนางสวมใส่สีชมพูอ่อนไร้ลวดลายเป็นตัวใน ตัวนอกสีชมพูเข้มขอบเสื้อเป็นลายดอกท้อไหมทองคำ ทำให้นางดูโดดเด่น อีกทั้งสวมใส่เครื่องหัวทำจากทองคำ ประกอบไปด้วยพลอยแดงล้วนเป็นตัวเรือน ตรงกลางเป็นหยกเขียว แต่ก็ยังดูน้อยชิ้นกว่าบรรดาฟูเหรินของเหล่าขุนนาง นางเอ่ยบอกว่าไม่อยากสวมใส่เครื่องหัวให้มากชิ้น จะดูเกินหน้าเกินตาไป อีกทั้งเหวินเจิ้นเป็นคนสมถะเช่นนี้ด้วยแล้ว ไม่ควรทำให้บรรดาเหล่าฟูเหรินไปพูดนินทาได้“เม่ยเหนียงเม่ยเมย ไม่เจอกันเสียนาน เจ้าสบายดีไหม” หลี่ม่านถัวเอ่ยถามเม่ยเหนียงที่ก้าวเดินมาพร้อมเหวินเจิ้น เหวินเจิ้น เม่ยเหนียง คารวะหลี่หมิง หลี่หมิงก็คารวะเหวินเจิ้นเช่นเดียวกัน เพราะเหวินเจิ้นมีบรรดาศักดิ์ส
เม่ยเหนียงลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อรู้สึกได้ว่ามือหนากำลังนวดขมับทั้งสองข้างของนาง นางหันกลับมามองฟูจวินของนางที่เผยรอยยิ้มให้นาง อีกทั้งเขายังมีสายตาที่อ่อนโยนและสายตาที่ปรารถนาในตัวนางยิ่งนัก ทำให้นางรู้สึกเขินอายยิ่งนักที่เขาจ้องมองเช่นนี้ จึงหันหน้ากลับมาใช้มือเรียวปิดอกอวบอิ่มและกลีบร่องซึ่งไม่สามาร
ทันใดนั้นหญิงสาวใบหน้างดงามสวมใส่ชุดสีชมพูสดใส พร้อมด้วยข้าหลวงสี่คนที่ก้าวเดินมา ทำให้ผู้คนร่วงรู้ว่าหญิงผู้นี้คือกงจู่ ฉู่เจี้ยนและตงฟางถวายบังคมโดยทันที“เหวินเจิ้น” หญิงสาวผู้นี้เอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานยิ่งนัก“จิ้นเล่อกงจู่” เหวินเจิ้นเอ่ยบอกน้ำเสียงเรียบ คำพูดของเขาเหมือนตัดเยื่อใย นางมี
ทันใดนั้นทหารหลวงก้าวเดินเข้ามาตรงหน้าประตูจวน แล้วก้มคารวะโดยทันที “ใต้เท้าเหวิน ต้าหวางเรียกเข้าเฝ้าด่วนขอรับ” ทหารผู้นี้เอ่ยบอกเช่นนี้ “กลับไปทูลต้าหวางขอเพลาหนึ่งชั่วยาม ข้าจะไปเข้าเฝ้าพระองค์” เหวินเจิ้นเอ่ยบอกเช่นนี้ เขามองไปยังหน้าจวนอีกครั้ง เห็นว่าเฉินเม่ยเหนียงก้าวเดินเข้ามาในจวนพร้อมกั
“ทำเถิดเจ้าค่ะ” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นอนลงบนหมอนยาวรองคอที่อยู่บนเตียงทรงกลมที่นางทอดกายนอนอยู่ เขาค่อยๆ ดึงผ้าคาดเอวขนาดใหญ่ลายกล้วยไม้ออกจากเอวของนาง ทำให้กระโปรงนางหลุดออกจากกัน เขาเลื่อนกระโปรงของนาง นางยกก้นขึ้นเล็กน้อย ทำให้เขาเลื่อนได้สะดวกยิ่งขึ้นเหวินเจิ้นทอดสายตามองเรือนร่างขาวผ







