LOGINเฉินเม่ยเหนียง นางเป็นบุตรสาวคนเดียวเจ้าเมืองเฟยลี่ เมืองหน้าด่านสำคัญก่อนเข้าสู่เมืองหลวงทางทิศเหนือ นางเป็นหญิงสาวงดงามราวหยาดน้ำค้างสะอาด และบริสุทธิ์ นางจึงเป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษ นางกลับเลี่ยงที่จะดูตัวทุกครั้ง แต่นางต้องมาแต่งงานกับบุรุษผู้ทรงอำนาจในกองทัพ และราชสำนักของแคว้นซู่
View Moreจวนหลังใหญ่ตบแต่งโคมไฟสีแดงงดงามโดยตลอดสามวันมานี้ เพราะเป็นวันที่แม่ทัพใหญ่ของใต้หล้า มีตำแหน่งเป็นต้าซื่อหม่าได้เพียงสามเดือน หลังจากเขาเสร็จศึกแคว้วเว่ย ต้าหวางนามว่าจิ้นเหอแคว้นหยางเป่ย ต้าหวางนามว่า 'จิ้นเหอ' เรียกตัวเขากลับเพื่อประทานสมรสให้เขากับบุตรสาวเจ้าเมืองเฟยลี่ ซึ่งเป็นสหายของเตี่ยของเขา ด้วยมีการหมั่นหมายตั้งแต่เขายังยังไม่ได้เกิด ข้าจึงจำต้องแต่งงานกับนางผู้นี้ (ต้าซื่อหม่า แปลว่า เสนาบดี)
เขาก้าวเดินไปในห้องกว้างทอดสายตามองหญิงสาวผู้หนึ่งมีพัดนกยูงปิดใบหน้างดงามที่ซ้อนหลังพัดนกยูงเล่มนี้ บนหัวของนางประดับด้วยเครื่องหัวมากชิ้นทำมาจากทองคำ พลอย หยกขาว อีกทั้งนางยังสวมชุดสีแดงชาดปักด้วยไหมทองคำลายดอกเหมย ล้วนเป็นของพระราชทานจากหวางโฮ่วเฉินเสี้ยว เพราะนางมีศักดิ์เป็นหลานของหวางโฮ่ว และเป็นหลานที่ใกล้ชิดที่สุด อีกทั้งเตี่ยของนางและเตี่ยของเขาก็มีการหมั่นหมายตั้งแต่พวกเขาทั้งสองคนยังไม่เกิด เนื่องด้วยพวกเขาเป็นสหายร่วมสาบานและร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มาหลายสิบปี เหวินเจิ้นนั่งข้างๆ นาง นางรู้สึกตื่นกลัวภายในใจ ตั้งแต่หกธรรมเนียมที่เหนียงชินของเขาปฏิบัติกับสกุลเฉินโดยไม่ขาดตกบกพร่องสกุลเฉินก็ทำตามหกธรรมเนียมด้วยเช่นกัน แต่นางไม่เคยมีโอกาสได้พบเจอเขาเลย เป็นเพราะเขาต้องอยู่ในค่ายทหารตลอดเพลา บ้านเมืองเป็นกลียุคเช่นนี้ แม่ทัพเช่นเขาไม่อาจนอนอยู่บ้านเสวยสุขได้ นางได้เจอเขาก็คือช่วงบ่ายที่เข้าจวนแต่งงาน เหวินเจิ้นลดพัดของนางลงมา ทำให้เขามองใบหน้างดงามกว่าสตรีนางใดที่เขาเคยพบพาน เขาเองก็เจอผู้หญิงมากมายตั้งแต่หวางโฮ่วจนถึงหญิงชาวบ้านก็ไม่เคยเห็นใครงดงามและอ่อนหวานได้เท่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า นางมองต่ำไม่สบสายตาของเขาด้วยความเอียงอาย “เฉินเม่ยเหนียงเจ้าสวยมากเลยนะ” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม นางกลับไม่พูดสิ่งใดเลยได้แต่นิ่งเงียบ เขาเองก็ไม่ค่อยได้พูดจาอ่อนหวานกับหญิงคนใดนอกเสียจากเหนียงชินของเขา “ทำไมเจ้าไม่พูดกับข้าเลยเล่า” เขาเอ่ยถามอีกครั้ง นางก็ยังคงเงียบนิ่งไม่มองใบหน้าของเขา เขาจึงเปลี่ยนเรื่องพูด “จริงสิ เจ้าเป็นฟูเหรินของข้าแล้ว ข้าขอเรียกเจ้าว่าเหนียงเหนียงได้หรือไม่” เขาเอ่ยถามนางเช่นนี้ นางเริ่มมีอาการเกรงกลัวเขาอยู่บ้าง เพราะเขาเป็นถึงต้าซื่อหม่า ควบคุมทหารนับแสนคน เป็นใหญ่รองจากต้าหวางและหวางโฮ่วเพียงเท่านั้น อีกทั้งนางจากบ้านจากเมืองมาโดยลำพังกับสาวใช้เพียงสองคน เพราะทหารที่ตามมาส่งนางพวกเขาต้องกลับเมืองเฟยลี่อีกสองวัน อาจทำให้นางรู้สึกโดดเดี่ยวและรู้สึกหวาดกลัวอยู่มาก เขาทอดสายตามองปฏิกิริยาของนางที่กำลังขยำชุดเจ้าสาวอยู่ “เหนียงเหนียง เจ้าอย่ากลัวข้าได้ไหม ข้าเพียงแค่อยากคุยกับเจ้า” “คะ” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าขอเรียกเจ้าว่าเหนียงเอ๋อร์จะได้หรือไม่” เขาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “ได้ค่ะ” “เหนียงเหนียง เจ้าแต่งงานมาอยู่กับข้า เจ้าคิดถึงบ้านหรือไม่” “ก็คิดถึงบ้าง” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เขาจับมือเรียวของนาง มองนางด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง นางมองเขาที่เผยรอยยิ้มให้นาง นางยังมีท่าทีเอียงอายอยู่บ้าง เขาพอจะทราบว่าครั้งนี้คือครั้งแรกที่นางออกจากบ้านมาจากแดนไกล “ไม่ต้องเจ้าคะ เดี๋ยวข้าแกะเอง” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ยกหัวให้ห่างเขาเล็กน้อย ขณะที่เขาใช้มือหนาแกะเครื่องหัวออกจากหัวของนาง นางใช้มือเรียวของตัวเองแกะเครื่องหัวอย่างสะเปะสะปะ เพราะเครื่องหัวที่นางใส่มากชิ้นยิ่งนัก “อย่าดื้อ” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จับมือเรียวนางลงจากหัวแกะเครื่องหัวออกทีละชิ้น “เจ้าอย่ากลัวข้า ข้าเองก็เหมือนผู้คนทั่วไป ถ้าเจ้าอยากได้สิ่งใดก็ขอให้บอกข้า ข้าจะนำสิ่งที่เจ้าต้องการมาให้เจ้า” เขาเอ่ยบอกเหมือนชวนคุย นางยังคงนิ่งเงียบอีกครั้ง จนกระทั่งแกะเครื่องหัวออกทั้งหมด เขาจึงเลื่อนเสื้อที่นางสวมใส่ นางใช้มือเรียวแตะมือหนาของเขาเอาไว้ “เรียกหว่านเอ๋อร์มาช่วยข้าก็ได้เจ้าค่ะ” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เขาเผยรอยยิ้มกว้างมองใบหน้างดงามที่ยังไม่สบสายตาของเขา “ไม่มีใครกล้าเข้าห้องหอหรอกนะ นอกจากเช้าแล้วพวกเขาจึงมารับใช้เรา” เขาเอ่ยบอกเช่นนี้ นางจึงเงียบไม่พูดสิ่งใด จนเขาเลื่อนชุดตัวกลางสีแดงพื้นเรียบพร้อมกับเสื้อตัวใน ทำให้เขาเห็นอกอวบอิ่มเกินตัว เขาเผยรอยยิ้มมองใบหน้ามองนาง นางหันมามองใบหน้าของเขา และเผยรอยยิ้มเช่นกัน แต่เป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวดหัวใจ นางไม่เคยพบเจอเขามาก่อน เช่นเดียวกับเขาที่ไม่เคยพบเจอนาง แต่นางรู้ว่าเขาเป็นนักรบที่เก่งกล้าพิชิตหลายเมืองหลายแคว้น ล่าหัวเจ้าแคว้นเป็นว่าเล่น ถึงเขาจะเป็นวีรบุรุษของแคว้นหยางเป่ยก็ตามที แต่นางไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตคู่ของนางจะเป็นเช่นไร “เจ้าคิดสิ่งใดอยู่หรือ หรือเจ้าอยากนอน ข้าจะไม่ฝืนใจเจ้า เจ้าไม่ต้องกลัว” เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เห็นว่านางนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ......................................... ตอนแรกมาแล้ว!!! สนุกไหมคะ ทุกคนนิยายเรื่องนี้มีตัวละครหลักๆ มีประมาณสองตัวละคร คือ เฉินเม่ยเหนียง และเหวินเจิ้น อาจมีตัวละครออกมาเรื่อยๆ และเนื้อหาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ไปตามบริบทของตัวละคร ความแซ่บจะปะทุทุกบทแน่นอน ขอย้ำอีกที เรื่องนี้ไม่เน้นเนื้อหา เน้นกระแทกนะสาว 555 ไรท์ชอบอ่านคอมเม้นท์ของทุกๆ ท่าน อย่าลืมคอมเม้นท์ด้วยนะคะ เม้นท์แล้ว อย่าลืมกดหัวใจให้ด้วยนะเฉินเม่ยเหนียงตื่นขึ้นมาในยามเย็น นางเผลอหลังไปตอนไหนไม่ทราบ มารู้ตัวอีกทีก็ใกล้ยามเซินแล้ว นางจึงลุกขึ้นจากตั่งเตียงเพื่อไปเตรียมอาหารเย็น เมื่อนางนั่งลงแล้ว นางกลับได้ยินเสียงของผาวเซียวดังเข้ามาในห้องนอนของนางและเหวินเจิ้น นางไม่ได้ยินเสียงผาวเซียวเช่นนี้นานแล้ว อีกทั้งเป็นเพลงพื้นบ้านของเมืองเฟยลี่ นางนำผ้าคลุมที่แขวนอยู่มาสวมใส่แล้วก้าวเดินออกไปนอกห้องโถง แล้วก้าวเดินไปตามเสียงผายเซียว ขณะที่นางก้าวเดินผ่านเหล่าองครักษ์พวกเขาก็คารวะนางเช่นทุกครั้ง (ยามเซิน คือ เวลา 15.00-16.59 น.) นางก้าวเดินมายังต้นท้อริมทะเลสาบจำลองในสวนข้างจวน แล้วมองขึ้นไปบนต้นท้อเห็นเหวินเจิ้นนอนทอดกายเป่าผายเซียวอยู่ ทำให้นางนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงขึ้นไปได้ทั้งที่ต้นท้อก็ไม่ได้เตี้ยแต่อย่างใด เขาเผ่าผายเซียวจนจบเพลง แล้วหันลงมามองเม่ยเหนียงที่อยู่ด้านล่างต้นท้อมองเขาขึ้นมา เขาจึงกระโดดลงมาจากต้นท้อ มายืนเผชิญหน้ากับนาง “ท่านขึ้นไปได้อย่างไร” นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ข้าเองก็มีอาจารย์เคยสอนวิชาตัวเบา ไว้ใช้ในสนามรบเพลาข้าศึกบุกเข้ามาประชันชิดจะได้หลบทัน” เขาเอ่ยบอกนางด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่ท่านเป่าเพล
เทศกาลซีซีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้คนคึกคักสัญจรไปมาเพื่อเที่ยวชมงาน เหวินเจิ้นจับมือเรียวของเฉินเม่ยเหนียงลงจากรถม้าด้วยรอยยิ้ม นางทอดสายตามองผู้คนในงานเทศกาลซีซีอย่างครึกครื้น นางรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก นางแต่งเข้าสกุลเหวินมาหลายปี นางก็ไม่เคยได้ออกมาท่องเที่ยวในเทศกาลซีซีแม้แต่ครั้งเดียว เพราะส่วนมากเขาติดราชการกับต้าหวางจนเย็นค่ำ บางปีเขาก็นำทัพออกรบด้วยตัวเอง อาจจะอยู่เป็นปีกว่าจะกลับมา นางจึงไม่มีโอกาสได้ออกมาท่องเที่ยวกับเขา วันนี้โชคดีที่เขาไม่มีราชกิจอะไรในวังหลวง หว่านเอ๋อร์บอกนางว่า เหวินเจิ้นให้ตงฟางไปทูลบอกว่าตนเองไม่ค่อยสบาย หรืออีกนัยหนึ่งไม่ให้ต้าหวางเรียกเข้าเฝ้า การกระทำของเขาสร้างรอยยิ้มให้นาง ที่เขามีเวลาให้นางออกมาท่องเทียวด้วยกันเหมือนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่ว่าก็นางว่าเขาที่ไปหลอกลวงเบื้องสูง เพื่อมาท่องเที่ยวกับนาง เช่นเคยเมื่อเขาออกไปไหนนอกจวนจะมีเหล่าองครักษ์คอยติดตามมาประมาณแปดคน ทำให้ผู้คนสนใจพวกเขา เพราะรู้ว่าองครักษ์เสื้อเกาะของเหวินเจิ้นโหดเหี้ยมแค่ไหน เม่ยเหนียงก็ห้ามเขาว่าอย่าพาพวกเขามาเลยจะทำให้ชาวบ้านแตกตื่นและหวาดกลัว เหวินเจิ้นบอกกับนางว่า เหล่าอ
หลังจากวันที่เกิดเรื่องเม่ยเหนียงตกน้ำและจิ้นเล่อโต้เถียงกับเจียวเหมยจนเป็นลม จิ้นเค่อปลดจิ้นเล่อเป็นสามัญชน ข้าวของที่นางได้รับในตำหนักให้คืนสู่ท้องพระคลังรวมไปถึงเครื่องประดับหลายชิ้นที่เลอค่าให้กลับคืนให้หมด จิ้นเค่อยังมีความกรุณาต่อนางอยู่บ้างให้มีสาวใช้สองคนคอยรับใช้ และไม่ให้ก้าวออกจากตำหนักจนกว่าจะสำนึกผิดที่กระทำ ถึงตอนนั้นจิ้นเค่อจะประทานอภัยโทษให้เองสองเดือนต่อมาเหวินเจิ้นขออาสาทำศึกกับแคว้นลี่ โดยมีจิ้นซื่อไท่จื่อติดตามไปทำศึกด้วย แต่เหวินเจิ้นไม่รู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์ เพราะว่านางกลัวว่าเขาจะเป็นกังวล แต่เหวินเจิ้นมารู้อีกทีก็นี้แคว้นลี่สำเร็จแล้ว ทำให้เหวินเจิ้นดีใจเป็นที่สุด แต่เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างนางในเพลายากลำบาก จนนางคลอดแล้วได้สามวัน เขาจึงจะมาถึงเมืองหลวง เขาไม่ได้ไปรายงานศึกกับจิ้นเค่อ แต่ให้จิ้นซื่อรายงานเอง เพราะเขารีบกลับไปหาเม่ยเหนียงและลูกของเขา จิ้นเค่อก็ไม่ได้ว่าสิ่งใดเพราะรู้ว่าเหวินเจิ้นได้ลูกคนแรกกล่าวถึงการโจมตีแคว้นลี่ เหวินเจิ้นทะลวงกองทัพบุกเข้าเมืองหลวงแคว้นลี่ พร้อมกับจิ้นซื่อ จิ้นซื่อสามารถตัดหัวต้าหวางแคว้นลี่ได้สำเร็จ ตามแผนขอ
จิ้นเล่อนั่งอยู่หน้ากระจก นางกำนัลสองคนกำลังรัดเกล้าและปักปิ่นเช่นทุกวันให้นาง นางกำลังคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาถวายบังคม“กงจู่เพคะ ต้าหวางให้เข้าเฝ้าในเพลานี้เพคะ” นางกำนัลผู้นี้เอ่ยบอก“ทำไมวันนี้ฟู่จวินเรียกข้าเข้าเฝ้าแต่เช้า” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ“อาจจะให้รางวัลที่กงจู่ร่ายรำได้อย่างงดงามก็เป็นได้เพคะ” นางกำนัลคนสนิทเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“เว่ยเหยา แต่งตัวให้ข้า ข้าจะรีบไปพบต้าหวาง” จิ้นเล่อเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มมีความสุขจิ้นเล่อก้าวเดินเข้ามาในห้องทรงงานของจิ้นเค่อต้าหวาง โดยมีเจียวเหมยหวางโฮ่ว และเหวินเจิ้นยืนอยู่ในห้องนี้เช่นกัน นางถวายบังคมต้าหวางและหวางโฮ่ว นางมองไปยังเหวินเจิ้นด้วยรอยยิ้ม เหวินเจิ้นมีสีหน้าเรียบเฉยและเย็นชาราวกับระเบิดอารมณ์ได้ทุกเมื่อ“หลังจากที่ข้าเข้าห้องทรงงาน เจ้าก็เดินออกจากท้องพระโรง เจ้าหายไปไหน” จิ้นเค่อเอ่ยถามจิ้นเล่อด้วยน้ำเสียงเรียบ“หม่อมฉันก็กลับไปยังตำหนักเพคะ” จิ้นเล่อเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เมื่อวานเหวินฟูเหรินตกน้ำที่อุทยานของกงจู่ กงจู่รู้เรื่องนี้หรือไม่” เหวินเจิ้นเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย จิ้นเล่อมีสีหน้าที่ดูแตกตื่นและตกใจ“เม่ย


















reviews