로그인เหยียนอิงอิงคิดบางอย่างออกนางไม่รอช้ามุ่งหน้าไปที่บ้านของสหายทันที
"อี้เอ๋อร์อยู่หรือไม่" ฟางอี้ เป็นเด็กสาววัยเดียวกันเดินออกมาจากบ้าน ยิ้มแย้มดีใจเมื่อเห็นหน้าสหายที่ไม่ได้พบกันนาน "อ้าว อิงอิง มาถึงนานแล้วหรือเหตุใดไม่บอกกล่าว เข้าบ้านก่อนเถิด" นางเข้ามาช่วยถือตะกร้าจากมือเหยียนอิงอิงที่ส่งยิ้มหวานให้แล้วจูงมือเดินเข้าบ้าน "ข้าเอาไข่มาขาย ท่านย่าบอกว่าครึ่งหนึ่งยกให้เจ้า รับเงินครึ่งเดียวก็พอ" ถึงจะให้ฟรีบ้างแต่นางก็ไม่ขาดทุน ได้เงินไม่มากยังดีกว่าไม่ได้เลย นับเป็นการขายของที่ไม่หักหาญน้ำใจสหายจริง ๆ ได้ทั้งเงินและคำชื่นชมจากสหายรักนางถือว่าน่าพอใจแล้ว ฟางอี้เบิกตากว้าง กึ่งเกรงใจกึ่งดีใจ ไข่ไก่มีราคาแพงแต่เหยียนอิงอิงยังกล้าแบ่งให้นางฟรี ๆ "ได้สิ ข้าไปหยิบเงินก่อน" เหยียนอิงอิงยิ้มดีใจที่นางจะได้เงิน นางตั้งใจเอาเงินส่วนนี้เก็บไว้ใช้ส่วนตัวไม่บอกท่านย่าเป็นอันขาด ฟางอี้เดินออกมาแล้วนั่งลง จ่ายเงินค่าไข่ให้เหยียนอิงอิงตามที่ตกลงไว้ จากนั้นจึงนำไปเก็บไว้ กล่าวขอบใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า "อิงอิง วันหลังอย่าทำอย่างนี้นะ ข้าวยากหมากแพง ไข่เจ้าก็เก็บไว้กินบ้าง" จะไม่ให้ห่วงสหายคงดูไร้มารยาทไปหน่อย ความจริงฟางอี้ก็แอบยิ้มในใจที่ได้ไข่ราคาถูกแล้วยังได้เพิ่มฟรี จะว่าไปถ้าไม่ต้องรักษาหน้าตานางอยากบอกเหยียนอิงอิงด้วยซ้ำว่าคราวหน้าขอฟรีสักยี่สิบฟอง ไหน ๆ บ้านเจ้าก็เลี้ยงไก่เก็บไข่กินเองตั้งเป็นสิบตัว "ข้าเป็นห่วงเจ้ากับท่านย่า ถึงจะมีไก่หลายตัวก็อยากให้จัดการให้ดี" เหยียนอิงอิงจับมือฟางอี้เอาไว้แน่นพลางนึกในใจ 'เจ้าก็โง่ไม่เลิกจริง ๆ ไข่ของข้าขายให้เจ้าเกินราคาต่างหากเล่า ถึงให้ฟรีด้วยแต่ยังได้กำไรอยู่ดี' "ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไปอย่าคิดมากเลย ข้าต้องกลับแล้วจะไปช่วยท่านย่าทำงาน" เหยียนอิงอิงร่ำลาฟางอี้แล้วเดินทางกลับบ้าน บรรยากาศข้างทางของวันนี้ช่างสดชื่นยิ่งนัก นางมีเงินติดตัวแล้ว อีกไม่กี่วันจะเข้าในเมืองไปซื้อผ้าสวย ๆ ตัดชุดใหม่เสียที "กลับมาแล้วจ้ะ" เหยียนอิงอิงทักทายท่านย่า สีหน้าของนางบ่งบอกชัดเจนว่าเบิกบานไม่น้อย "เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่" เหยียนซื่อเอ่ยถามผู้เป็นหลานสาว "เจ้าค่ะท่านย่า" นางวางตะกร้าแล้วขอตัวเดินเข้าห้อง เหยียนซื่อเดินผ่านถังน้ำ เห็นผักกาดขาวยังวางอยู่ในถังถึงนึกขึ้นได้ "อ้าว ข้ามัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานบ้าน ลืมเอาผักกาดขาวให้อิงอิงเอาไปด้วย" เหยียนซื่อได้แต่ส่ายหน้าให้ความขี้หลงขี้ลืมของตัวเอง พอมองเข้าไปในห้องเห็นหลานสาวปิดประตูแล้ว ครั้นจะเรียกให้ไปเป็นรอบที่สองก็คงกระไรอยู่ นางจึงหยิบผักขึ้นมาสะบัดน้ำออกแล้วห่อใบตองใส่ในตะกร้าถือไว้ในมือและเดินออกไปเอง เสิ่นชิงเซียนยังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดบ้านที่เพิ่งเรียบร้อยไปเพียงบางส่วน "แม่หนู ขอเข้าไปหน่อย" เหยียนซื่อเดินทางมาถึงเห็นเสิ่นชิงเซียนก้ม ๆ เงย ๆ จึงเอ่ยขออนุญาต นางรู้จักภรรยาคนใหม่ของหยางอวิ๋นเฉิง เหยียนซื่อเป็นคนกว้างขวางเมื่อก่อนก็เคยพบปะพ่อแม่ของอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง เสิ่นชิงเซียนเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ใครอื่นนางก็เดินออกมาต้อนรับ "ท่านย่าเหยียน" "ข้านี่มันแก่แล้ว ดูสิลืมเอาผักกาดขาวให้อิงอิงเอามาด้วย รับไว้เถิดจะได้ผัดใส่ไข่ อร่อยนะจะบอกให้" เหยียนซื่อพูดยิ้ม ๆ อย่างใจเย็นดั่งผู้อาวุโสที่น่านับถือคนหนึ่ง "ไข่หรือเจ้าคะ" เสิ่นชิงเซียนทวนคำพูดนั้นอย่างฉงน เหยียนซื่อพยักหน้าย้ำความมั่นใจ "อิงอิงเอาไข่มาให้เมื่อครู่นี้ เจ้าไม่อยู่หรือ" เมื่อเห็นผู้น้อยกว่าทำหน้างุนงงเหยียนซื่อจึงทบทวนความจำของนาง "อ๋อ เมื่อครู่นี้ หลานท่านย่ามาที่นี่เจ้าค่ะ แต่ไม่ได้ให้ไข่กับข้า" เหยียนซื่อชะงัก มือที่ถือตะกร้าผักกาดขาวค้างอยู่กลางอากาศ "ไม่ได้ให้หรือ" น้ำเสียงของนางแผ่วลงเล็กน้อย "แปลกนัก นางบอกข้าว่าเอาไข่มาให้ที่นี่แล้ว" เสิ่นชิงเซียนไม่รีบร้อนปฏิเสธ นางเพียงยิ้มบาง เอ่ยอย่างสุภาพ "ตอนที่หลานท่านย่ามา ข้าอยู่ที่บ้าน แต่นางถือตะกร้าไข่มาและก็ถือตะกร้าใส่ไข่กลับไปเจ้าค่ะ" เหยียนซื่อขมวดคิ้ว นางไม่ใช่คนโง่เขลา ถึงอายุจะมากแต่ผ่านโลกมาไม่น้อย คำพูดของเสิ่นชิงเซียนฟังดูไม่รีบร้อน ไม่มีคำแก้ตัวและไม่มีแววของคนโกหก "เช่นนั้น…" นางพึมพำกับตนเอง "อิงอิงเอาไข่ไปที่ใดกันเล่า" เสิ่นชิงเซียนรับผักกาดขาวมา โค้งคำนับเล็กน้อย "ขอบคุณท่านย่ามาก ผักกาดขาวกำลังสด เย็นนี้ข้าจะทำแกงใส่ขิงให้ท่านพี่กับลูก ๆ" นางไม่พูดถึงไข่อีก ไม่อยากให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งทำให้เหยียนซื่อรู้สึกกระอักกระอ่วน "ชิงเซียน" นางเอ่ยช้า ๆ "หากวันหน้าอิงอิงทำสิ่งใดไม่เหมาะสม เจ้าบอกข้าได้ ไม่ต้องเกรงใจ" เสิ่นชิงเซียนเงยหน้าขึ้น สบตาผู้อาวุโสอย่างเปิดเผย "ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ นางยังเด็ก ย่อมพูดผิดบ้างเป็นธรรมดา เพียงแต่เรื่องของกินของใช้ หากคลาดเคลื่อน สุดท้ายคนในบ้านก็จะเดือดร้อน" คำพูดนั้นไม่ได้กล่าวโทษใคร แต่กลับตอกย้ำเข้าไปในใจยิ่งกว่า เหยียนซื่อถอนหายใจยาว พยักหน้าช้า ๆ "เจ้าเป็นคนมีเหตุผลนัก" นางไม่พูดต่อ เพียงหันหลังเดินกลับไปด้วยฝีเท้าที่ช้าลงกว่าตอนมา เมื่อคนจากไปแล้ว ภายในเรือน หยางอวิ๋นเฉิงนั่งพิงหมอนอยู่เงียบ ๆ แม้ม่านเก่าจะกั้น แต่ทุกถ้อยคำเขาได้ยินชัดเจน มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ เหยียนซื่อกลับมาถึงบ้าน ใจยังไม่สงบ ภาพสีหน้าสงบนิ่งของเสิ่นชิงเซียนวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด นางวางตะกร้าเปล่าลงข้างเตาไฟ หันไปมองประตูห้องของหลานสาว ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงเรียบ "อิงอิง ออกมาหน่อย" ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว เหยียนอิงอิงเดินออกมา ใบหน้าเรียบร้อยเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น "ท่านย่า มีอะไรหรือเจ้าคะ" เหยียนซื่อมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สายตานั้นไม่ได้ดุดัน แต่ก็ไม่อ่อนโยนเหมือนเช่นเคย "ไข่ที่เจ้าเอาไปให้บัณฑิตหยาง ให้ถึงมือภรรยาเขาหรือไม่" เหยียนอิงอิงชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจ น้อยเสียจนแทบจับไม่ได้ แล้วจึงพยักหน้าทันที "ให้แล้วเจ้าค่ะ นางเป็นคนรับไปเอง" น้ำเสียงนั้นมั่นใจท่าทีไม่ลังเล เหยียนซื่อหรี่ตาลงเล็กน้อย "แน่ใจหรือ ตอนข้าไปถึง นางบอกว่าเจ้าไม่ได้ให้ไข่" เหยียนอิงอิงเบิกตาโต สีหน้าตกใจทันที ดูราวกับถูกใส่ร้าย “เป็นไปได้อย่างไร ข้าถือไปเต็มตะกร้าที่ท่านย่าจัดให้ ยื่นให้ถึงมือ นางยังมองข้าด้วยซ้ำ" นางกัดริมฝีปาก สีหน้าแฝงความน้อยใจ "หรือว่านางจำผิด" "หรือไม่ก็…" เสียงของเหยียนอิงอิงแผ่วลง "ไม่อยากยอมรับเพราะไม่ชอบข้า" คำพูดนั้นเหมือนจะสมเหตุสมผล เด็กสาวที่แอบหลงรักบุรุษมีภรรยา ถูกเมียหลวงไม่ชอบหน้าฟังดูไม่แปลกเลย แต่เหยียนซื่อกลับไม่ตอบทันที "ตอนเจ้าไปบ้านเขา เจอใครอีกหรือไม่" เหยียนอิงอิงตอบเร็วเกินไป "ไม่มีเจ้าค่ะ" เหยียนซื่อพยักหน้าเบา ๆ ไม่ซักถามต่อ "เช่นนั้นก็ดี" "วันหลังหากเอาของไปให้ใคร จำไว้ว่าต้องบอกให้ชัดเจน สิ่งของมีค่า ไม่ควรคลาดเคลื่อน" "เจ้าค่ะท่านย่า" เหยียนอิงอิงก้มหน้าอย่างเชื่อฟัง แต่ในใจกลับโล่งอก 'ท่านย่าเชื่อแล้ว' เพียงแต่เมื่อเหยียนซื่อหันหลังเข้าครัว มือที่จับทัพพียังคงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นางพึมพำกับตนเองเบา ๆ "แปลกนัก เด็กคนหนึ่งพูดมั่นใจเกินไป อีกคนหนึ่งกลับไม่คิดจะโต้แย้งเลย" นางเงยหน้ามองตะกร้าว่างเปล่าที่วางอยู่ในบ้าน ความสงสัยเล็ก ๆ เริ่มหยั่งรากลงในใจอย่างเงียบงันนับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง
ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู
ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"
เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ
เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค
บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ
เช้าวันต่อมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน"เห็นหรือยังว่าบัณฑิตหยางยืนได้แล้วจริง ๆ""ข้าเห็นกับตา เมื่อวานยังพิงไม้เท้า วันนี้ยืนอยู่หน้าบ้านเฉยเลย""ไม่ใช่ว่า จะใกล้ตายแล้วหรือ"คำพูดเหล่านั้นลอยมาเป็นระยะ เสิ่นชิงเซียนได้ยินแต่ไม่สนใจ นางกำลังตากสมุนไพรอยู่หลังบ้าน ส่วนหยางอวิ๋นเฉิ
เสียงฮือฮาดังขึ้นบางคนเริ่มเห็นด้วยกับเสิ่นชิงเซียน บางคนเงียบปากและขยับตัวเข้าหากลุ่มตนเอง "แต่สามีเจ้าเป็นหลานตระกูลหยางที่เลี้ยงดูมา เจ้าควรสำนึกบุญคุณบ้างสิ" อวี่เหยาวางถังน้ำแล้วยกมือชี้หน้าเสิ่นชิงเซียน "หากสำนึกคงเป็นท่านปู่และท่านพ่อท่านแม่ของสามีข้า อ่อ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อีกคนเท่านั
เสิ่นชิงเซียนวางถ้วยยาเปล่าลง ก่อนจะลุกขึ้นจัดผ้าห่มให้หยางอวิ๋นเฉิงไว้เรียบร้อย นางมองออกไปนอกเรือน เห็นแปลงดินหลังบ้านยังคงรกด้วยหญ้าและดินแข็ง"วันนี้ข้าจะไปขุดดินที่สวน จากนั้นก็พรวนดินต่ออาจจะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน"นางเอ่ยเสียงเรียบ "ถ้าปลูกผักได้เร็ว บ้านเราจะไม่ขาดอาหาร จากนั้นจึงจะมาทำความะอา







