แชร์

มีคนมาหา

ผู้เขียน: หนามชมพู
last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-03 11:15:32

เด็ก ๆ อาบน้ำเสร็จนางเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ ซึ่งมีเพียงคนละสามชุดและยังเก่าซีดมากแล้ว นางจึงนำตัวเดิมไปซักในทันที

"ตัวหอมขึ้นเยอะเลย"

เสิ่นชิงเซียนพูดกับเด็กแฝดระหว่างสวมเสื้อผ้าให้ เสี่ยวหานที่หน้าตาเนื้อตัวมอมแมมก่อนหน้านี้ดูสะอาดเกลี้ยงเกลาขึ้น เขาเป็นเด็กหน้าตาคมเข้มผิวพรรณต่างจากบิดานางจึงคิดไปว่าคงเหมือนมารดาของเขา ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ น่ารักจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตสุกใส หากนางอ้วนขึ้นกว่านี้สักหน่อยคงน่ารักไม่น้อย

นางบรรจงหวีผมและถักเปียให้เสวี่ยเอ๋อร์ นำผ้าเก่าตัดเป็นผ้าผูกผม มองดูช่างน่ารักน่าชังผิดหูผิดตาจากเมื่อตอนก่อนอาบน้ำชำระร่างกาย

เพียงแต่เด็กสองคนกลับไม่มีเค้าโครงของหยางอวิ๋นเฉิงแม้แต่น้อยทั้งที่เขาเป็นบิดาแท้ ๆ

"เสวี่ยเอ๋อร์ช่างน่ารักจริง ๆ"

นางเอ่ยปากชมเด็กหญิงที่ยิ้มแย้มให้นาง เสวี่ยเอ๋อร์เอื้อมมือกอดคอเสิ่นชิงเซียน ยิ้มให้นางราวกับต้องการความรักความอบอุ่นจากมารดาที่นางถวิลหามาตั้งแต่เล็ก

ฉับพลันภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในความทรงจำของเสิ่นชิงเซียนอีกครั้ง

หญิงสาวในชุดสีเขียวมรกต กอดก่ายกับบุรุษไม่ซ้ำหน้า สถานที่นั้นเป็นหอนางโลม และนางถูกสตรีอีกคนใช้มีดแทงเข้ากลางลำตัว เลือดสดไหลนองพื้น หญิงสาวขาดใจตายทันที อีกภาพสตรีคนเดิมในชุดสีฟ้าอ่อนยืนอยู่กับบุรุษคนหนึ่ง ย่อกายคารวะ ตัดภาพเข้าไปฆ่าขุนนานางเฒ่าในห้องแล้วเก็บหีบสมบัติวิ่งหนีไป

"ท่านแม่เป็นอะไรไปเจ้าคะ"

นางสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงเรียก เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผม หัวใจเต้นระรัว ภาพที่ฉายเป็นฉาก ๆ นั้นเหมือนว่ามันได้เกิดขึ้นจริง ๆ

"มะ...ไม่มีอะไร เอาล่ะ ข้าจะพาเจ้าสองคนไปนอนพักผ่อนกับท่านพ่อ"

ทั้งสามคนลุกขึ้น นางอุ้มเสวี่ยเอ๋อร์และมืออีกข้างจูงเสี่ยวหานเดินออกจากห้องไป

เยี่ยนซูให้หยางอวิ๋นเฉิงกินยาจนหมดเขาก็ร่ำลากลับโดยไม่ได้พูดจากับเสิ่นชิงเซียนสักคำ สตรีผู้นี้ทำให้เขาเหลือเชื่ออยู่บ้าง มีหญิงสาวในหมู่บ้านคนใดบ้างเป็นเช่นนาง ตั้งแต่เขารู้จักคนหมู่บ้านนี้มายังไม่เจอสักคน

ม้าวิ่งไกลห่างออกไปแล้ว บ้านหลังเล็กกลับมาเงียบลงอีกครั้ง

เสิ่นชิงเซียนพาเด็ก ๆ เข้าไปอยู่กับพ่อของเขา วันนี้สีหน้าคนป่วยดูสดชื่นขึ้นเล็กน้อย ไม่ซูบเซียวและดูเหนื่อยล้าเหมือนเมื่อวาน

"ข้าพาเด็ก ๆ มาอยู่กับท่านก่อน ข้าจะไปทำงานบ้าน ดูของที่สหายท่านซื้อมาให้"

นางบอกถึงเหตุผล หยางอวิ๋นเฉิงเงียบไปไม่นานก็เอ่ยขึ้น

"เยี่ยนซู เป็นสหายรุ่นน้องที่ดีกับข้า เรียกเขาว่าอาเยี่ยนก็ได้"

ไม่บ่อยนักที่หยางอวิ๋นเฉิงจะเปิดเผยความเป็นส่วนตัวหรือแม้แต่คนรู้จักของเขาให้ผู้อื่นได้รู้ ยิ่งกับสตรีที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่งเข้าบ้านได้ไม่กี่วันคงไม่ต้องพูดถึง แต่กับเสิ่นชิงเซียน เขารู้สึกว่านางเป็นมิตรและไม่ทอดทิ้งครอบครัวยามลำบาก หากปกปิดต่อนางก็คงไม่เหมาะนัก

"ข้าจะไปจัดการเอง"

นางรุดออกไปอย่างว่องไวจนแม้แต่เขาก็มองตามแทบไม่ทัน ร่างกายที่บอบบางดูไม่เป็นอุปสรรคของนางเลยสักนิด ช่างน่าประหลาดเสียจริง

เสิ่นชิงเซียนออกมาซักผ้าทั้งหมดในบ้านที่สกปรกและมีกลิ่นอับ กองผ้าขนาดใหญ่ทำให้นางเหนื่อยอยู่ไม่น้อย ตากผ้าเสร็จนางเข้ามาปัดกวาดห้องเล็ก ๆ อีกห้องที่มีฝุ่นหนาเตอะแถมหลังคายังมีรูรั่วหลายจุด

"ไม่เหมาะจะซ่อมแล้ว รื้อสร้างใหม่เห็นจะดีกว่า"

บ้านนี้ทั้งหลังคงผ่านการซ่อมแซมง่าย ๆ มาหลายครั้งแล้ว ครั้งต่อไปคงต้องสร้างใหม่อย่างเดียวนางคิดว่าอย่างนั้น 

กว่าจะจัดการงานบ้านเสร็จก็บ่ายคล้อย สามพ่อลูกจึงได้กินอาหารกลางวันช้า แต่ดีหน่อยที่เสี่ยวหานใส่ใจเรื่องนี้ เขาออกมาหาอาหารในครัวนางจึงได้จัดแจงไปให้

"ดูสิ ภรรยาใหม่บัณฑิตหยาง วันก่อนได้ยินคนบอกว่านอนหมดสติอยู่กลางทุ่งเหมือนจะไม่รอด วันนี้กวาดลานบ้านเหมือนคนไม่เคยป่วย ช่างดวงแข็งเสียจริง"

เสียงคนพูดกันอยู่หน้าบ้าน ดูเหมือนพวกนางจงใจพูดให้เสิ่นชิงเซียนได้ยิน แต่ก็ยังจับใจความไม่ค่อยได้ ว่าจุดประสงค์ของพวกนางคืออะไร ต้องการสื่อสารเรื่องใด เสิ่นชิงเซียนจึงกวาดลานบ้านฟังต่อไป

"ข้าว่านางน่าสงสารนะ ได้สามีป่วยแล้วยังพิการเดินไม่ได้ แถมยังมีลูกติดอีก แต่ก็อย่างว่าแหละหากไม่ได้ความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้านยางคงถูกขายเป็นทาส แต่ถ้ามีชีวิตแบบนี้ข้ายอมเป็นทาสบ้านเศรษฐีดีกว่า"

นางทั้งสองพยักเพยิดตามกัน แรก ๆ ดูเหมือนห่วงใยพอฟังไปเรื่อย ๆ กลับกลายเป็นเยาะหยันเสียอย่างนั้น

เจ้าของร่างเดิมเป็นคนอ่อนแอ ไม่สุงสิงกับใคร ว่าง่ายและเชื่อฟังผู้อาวุโส อีกทั้งไม่สู้หน้าใคร นางใช้ชีวิตกับบิดามารดาที่รักใคร่นางดั่งแก้วตาดวงใจ เมื่อทั้งสองเสียชีวิตลง นางก็เหมือนคนไร้ชีวิตชีวา

คนหมดอาลัยตายอยาก ถูกชักจูงให้ไปซ้ายไปขวาตามใจผู้อื่น นางก็ทำตามทั้งนั้น

"เป็นอย่างนี้ไปแล้ว จะทิ้งกลางคันได้อย่างไร"

นางถอนหายใจยาวพึมพำกับตนเอง ทั้งครอบครัวมีความหวังอยู่ที่นาง คำพูดของคนภายนอกถึงจะมีทั้งห่วงใยและดูแคลนแต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา หากมัวแต่เก็บมาใส่ใจ มีแต่หมดกำลังใจเท่านั้น

"พี่ใหญ่หยางอยู่หรือไม่"

เสียงสดใสดังขึ้นด้านหลังระหว่างที่เสิ่นชิงเซียนกำลังจะเดินกลับเข้าบ้าน

"มาหาใครหรือ"

เสิ่นชิงเซียนเอ่ยถามเด็กสาวอายุราวสิบสี่ปีสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายหน้าตานางดูธรรมดาแต่มีประกายอยากรู้อยากเห็น ถือตะกร้าใส่ไข่ ใช้สายตาเหยียดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความใสซื่อเมื่อครู่หายไปแปรเปลี่ยนเป็นเด็กสาวท่าทางเจนจัดโลกแบบเด็ก ๆ แทน

"ข้ามาหาพี่ใหญ่หยาง เอาไข่มาให้"

นางเชิดหน้ากล่าวเสียงห้วนราวกับว่ากำลังข่มขวัญคู่ต่อสู้

"เอามาฝากไว้ที่ข้าก็ได้ ท่านพี่กำลังพักผ่อนอยู่"

เสิ่นชิงเซียนเอ่ยเรียบ ๆ เด็กสาวคนนั้นชะงักไปก่อนทำท่าทางไม่พอใจนาง

"เจ้าเป็นใครกันถึงจะรับของแทน ข้าก็บอกอยู่ว่าเอามาฝากพี่ใหญ่หยาง ไม่ใช่เจ้า!"

"หืม น้องหนู ทำไมข้าจะรับไว้ไม่ได้ สามีภรรยาก็เท่ากับเป็นคนเดียวกัน เพื่อนบ้านมีน้ำใจเอาของมาให้ก็รับแทนได้จ้ะ"

เสิ่นชิงเซียนเย้ยนางคืนเอ่ยยิ้ม ๆ พลางยกมือกอดอก

"เจ้า...ไม่จริง"

"จริงสิ เจ้าไปอยู่ไหนมาถึงไม่รู้เรื่อง"

เด็กสาวทำหน้าเหมือนรับไม่ได้ 

"ข้าไม่เชื่อ"

"งั้นเจ้าก็ไปถามผู้ใหญ่บ้านสิ ผู้ใหญ่เป็นคนจัดการให้ข้าเอง"

นางส่ายหน้าแล้วสะบัดหน้าฟึดฟัดเดินออกไปพร้อมตะกร้าใส่ไข่

"บัณฑิตหยางเสน่ห์แรงไม่น้อยเลยถึงขนาดมีสาวน้อยยังไม่ทันโตมาหลงรัก"

นึกไปนางก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ เด็กสาวเพิ่งเริ่มโตชอบพอสามีผู้อื่นลงทุนเอาชนะใจด้วยการเอาของมาฝากถึงบ้าน ช่างใจกล้ายิ่งนัก นางมาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่ทุกอย่างก้าวไกลนางยังไม่เคยทำเช่นนี้เลย

ช่างเถิดใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางอยู่ดี เพียงแต่หากตั้งใจมาหาเรื่องนางนั่นแหละถึงจะเดือดร้อน

เด็กสาวนามว่าเหยียนอิงอิง อาศัยอยู่กับย่าเพียงสองคน เหยียนซื่อให้นางนำไข่ไปบ้านหยางอวิ๋นเฉิง เพราะเห็นแก่เด็กสองคนที่น่าสงสารและบิดาที่เป็นคนดีมีคุณธรรม เคยช่วยเหลือบ้านตระกูลเหยียนมาก่อน

เหยียนอิงอิงแอบมีใจให้หยางอวิ๋นเฉิงมาก่อนที่เขาจะแต่งงานใหม่ นางจึงอาสาเอาไข่มาให้เอง ไม่นึกว่าจะต้องมาปะทะกับภรรยาคนใหม่ของเขา นางไปช่วยงานศพญาติที่เพิ่งเสียอยู่หลายเดือนเพิ่งกลับมา จึงไม่รู้เรื่องมาก่อน เหยียนซื่อก็ไม่ได้บอกอะไรกับหลานสาวเพราะไม่เห็นมีความจำเป็น 

แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อครู่ เหยียนอิงอิงแค้นใจ นางไม่ได้ให้ไข่แก่เสิ่นชิงเซียน เพราะความโมโหจึงเดินดุ่ม ๆ ออกมาไม่ทันได้คิด  เพิ่งมานึกได้ระหว่างทางว่าหากถือตะกร้ากลับบ้าน ท่านย่าของนางต้องถามแน่นอน นางจะบอกความจริงในใจไปได้อย่างไรว่าทะเลาะกับภรรยาบัณฑิตหยางมา เพียงเพราะนางไปแอบชอบสามีคนอื่นแล้วมีปากเสียงกัน

 

 

 

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ชะตาที่สิ้นสุดลง

    นับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   เข้าวังยามวิกาล

    ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ราชเลขาใหม่

    ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   สนามสอบ

    เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ฮองเฮาเริ่มหายดี

    ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   กุ้ยเฟยขอให้ช่วยบ้าง

    เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ช่วงเวลาของการตัดสินใจ

    เช้าวันถัดมาตำหนักฮองเฮาเงียบกว่าทุกวัน เป็นความสงบที่ไม่คุ้นเคย ม่านเปิดออกกว้างกว่าปกติ แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องเข้ามาสะท้อนพื้นหินเรียบสะอาด ฮองเฮายืนอยู่หน้าธรณีประตู นางกำนัลหลายคนที่ยืนตรงนั้นถึงกับกลั้นหายใจเพราะนี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่ฮองเฮา เสด็จออกจากตำหนักด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องมีค

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ได้พบคนคนหนึ่ง

    บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   วันไหว้บรรพบุรุษ

    เมื่อเกวียนหยุดลงหน้าประตูจวนตระกูลหยางเสียงสนทนาที่คึกคักอยู่ก่อนหน้าเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด หลายสายตาหันมาพร้อมกัน ครอบครัวสี่คนก้าวลงจากเกวียนอย่างเป็นระเบียบ คนบ้านนี้ดูแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง แม้แต่เด็กทั้งสองก็ยืนตรงอย่างรู้กาลเทศะเสี่ยวหานดูสูงขึ้นผิวพรรณสะอาด เสื้อผ้าเรียบ ท่าทางไม่ใ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   มาดูให้เห็นกับตา

    เช้าวันต่อมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน"เห็นหรือยังว่าบัณฑิตหยางยืนได้แล้วจริง ๆ""ข้าเห็นกับตา เมื่อวานยังพิงไม้เท้า วันนี้ยืนอยู่หน้าบ้านเฉยเลย""ไม่ใช่ว่า จะใกล้ตายแล้วหรือ"คำพูดเหล่านั้นลอยมาเป็นระยะ เสิ่นชิงเซียนได้ยินแต่ไม่สนใจ นางกำลังตากสมุนไพรอยู่หลังบ้าน ส่วนหยางอวิ๋นเฉิ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status