Mag-log inภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านเยว่ซ่างถัง ม่านแพรสีอ่อนไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นสมุนไพรอุ่นจางลอยคลอไปกับไอชาร้อน บรรยากาศอันสงบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ ช่างแตกต่างจากกำแพงวังหลวงที่เต็มไปด้วยสายตาและเล่ห์กลอย่างสิ้นเชิงบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง หลงจิ่นอวิ๋นในยามนี้มิได้มีเค้าลางของหวงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย เด็กน้อยขลุกตัวอยู่บนตักของฮูหยินไป๋ แก้มอิ่มพองด้วยขนมโก๋ถั่วเหลืองที่เจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย“ท่านยายขอรับ...” เสียงใสเอ่ยออดอ้อนพลางซบศีรษะเข้ากับอกอุ่นของท่านยายอย่างน่ารัก“ขนมของท่านยายอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเลยขอรับ อวิ๋นเอ๋อร์อยากกินทุกวันเลยขอรับ”ฮูหยินไป๋หัวเราะแผ่วเบา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบเส้นผมหลานชายด้วยความทะนุถนอม “ถ้าเจ้าชอบถึงเพียงนี้ ยายจะให้ลุงซุนเต๋อ ส่งเข้าวังไปให้ทุกเช้าดีหรือไม่เจ้าตัวแสบ” นางเอ่ยพลางสบตาเสนาบดีไป๋ที่นั่งลูบเคราช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งชีวิต ถูกปลดเปลื้องลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะของหลานรักไป๋ลี่เยว่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจคลี่ประดับอยู่บนริมฝีปาก นางวางมือลงบนครรภ์ที่นูนเด่นขึ้
ตลาดตะวันตก เมืองหลวง...ยามสาย ณ ตลาดตะวันตกแห่งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังประสานกัน เคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมถังหูลู่และหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นชาจางๆ จากโรงน้ำชาเบื้องหน้าหลงเจิ้งหยาง ในชุดลำลองสีครามเรียบง่าย ดูองอาจต่างจากยามประทับในวังหลวง แม้จะพยายามแต่งกายให้กลมกลืนกับคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่ารัศมีของผู้ผ่านศึกและกลิ่นอายสูงศักดิ์ ยังคงทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว ข้างกายของเขาคือไป๋ลี่เยว่ ไท่จื่อเฟยผู้งดงามเดินทอดน่องอย่างช้าๆ มือหนึ่งประคองหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่น อีกมือถูกเกาะกุมไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ ของหวงไท่ซุนน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มืออีกข้างของเด็กน้อยชี้ชวนให้ผู้เป็นมารดา ดูนั่นดูนี่ไม่หยุดปาก จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ดูนั่นสิขอรับ ขนมงา” หลงจิ่นอวิ๋น ชี้ไปยังแผงขนม พลางทำตาเป็นประกายอ้อนวอน ด้วยท่าทางที่ใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธ“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งกินหมั่นโถวไปเองนะลูก” ไป๋ลี่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเด็กน้อยกลับทำหน้าครุ่นคิดจริงจั
ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิวเสียดแทงผิวบนยอดเขาสูง หลงจิ้นหรงนั่งสงบนิ่งทอดนัยน์ตาเย็นเยียบมองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายเฝ้าเหยื่อในความมืด แสงจากกองไฟเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนลายปักปมพิรุณนิรันดร์บนสาบเสื้อของเขาให้เด่นชัด คล้ายดวงตาปีศาจนับร้อยที่กำลังจับจ้องโลกในจังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าประตู บุรุษในชุดคลุมดำสนิทคุกเข่าลงอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งเงามืดที่ไร้ตัวตน“คารวะนายท่าน...” เสียงนั้นต่ำพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวังหลงจิ้นหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาตั๊ก! เสียงหมากกระทบไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันประดุจเสียงกระดูกที่หักสะบั้น “พูดมา...” กระแสเสียงนั้นเย็นจัดราวน้ำแข็ง “หลงเจิ้งหยางกับพระชายาของมัน... ยามนี้ยังมีความสุขกันถ้วนหน้าใช่หรือไม่”บุรุษชุดดำก้มศีรษะลงจนชิดอกด้วยความยำเกรง “พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หวงไท่จื่อเสด็จไปวัดกานลู่พร้อมฮองเฮาและไท่จื่อเฟย” “วัดกานลู่รึ…” มุมปากขอ
“เยว่เอ๋อร์ ความสงบใจที่เจ้าได้รับในวันนี้ จงเก็บมันไว้เป็นโล่กำบังใจ เพราะเมื่อเราก้าวลงจากเขาแห่งนี้... สงครามที่ไร้คมดาบกำลังรอพวกเจ้าอยู่” พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวล หากแฝงน้ำหนักของผู้ผ่านพายุการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะรับคำตรัสนั้นอย่างสงบ แววตานางนิ่งลึกดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แม้ตอนนี้ลานวัดจะเงียบสงบและงดงามเพียงใด นางก็รู้ดีว่าใต้ความสงบนั้นมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า และนางจะมิยอมให้ใครมาทำลายความสุขของครอบครัวนางได้เป็นอันขาด แต่เมื่อนางหันมองไปยังพระสวามีซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ความหนักอึ้งในใจกลับคลายลงอย่างประหลาด“แต่เอาเถิด... อากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเช่นนี้ จิตใจย่อมแจ่มใสกว่าอยู่อุดอู้อยู่ในตำหนักเป็นไหนๆ” ฮองเฮาทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือสะใภ้หลวงไป๋ลี่เยว่พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “จริงเพคะเสด็จแม่... ที่นี่สงบเงียบและงดงามยิ่งนัก หม่อมฉันรู้สึกว่าลูกในครรภ์ก็คงจะชื่นชอบอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้มิต่างกัน” ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นของนางด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ทายาทมังกรน้อยในครรภ์เจ้า คงอยากจะออกมาชมดอกไม้งามพวกนี้ใจจะขาดแล้วกระมัง”
แสงอรุณยามเช้าอาบท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงด้วยสีทองอ่อน ขบวนเสด็จจากวังหลวงเคลื่อนออกจากประตูอู่เหมินอย่างสง่างาม ธงมังกรทองโบกสะบัดเหนือรถม้าหลวง เสียงกีบม้าของกองทหารพยัคฆ์คำรณดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่น ชาวบ้านสองข้างทางต่างคุกเข่าก้มศีรษะถวายบังคมด้วยความเคารพภายในรถม้าหลวงไป๋ลี่เยว่นั่งเอนกายพิงไหล่กว้างของพระสวามีอย่างผ่อนคลาย มือหนึ่งวางทาบบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้น นางลูบไล้อย่างทะนุถนอมประดุจกำลังปลอบประโลมมังกรน้อยในครรภ์ แสงแดดเช้าส่องลอดม่านแพรบางเข้ามาแตะผิวหน้าอ่อนโยนของนาง หลงเจิ้งหยางนั่งอยู่ข้างกายมองความงามนั้นอย่างหลงใหล นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกนับร้อยครั้ง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด วงแขนที่โอบไหล่นางไว้กระชับให้แน่นขึ้น“เยว่เอ๋อร์… เจ้าเหนื่อยหรือไม่” “ไม่เพคะท่านพี่ ข้างนอกอากาศดีนัก หม่อมฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก” นางยิ้มบาง“มังกรน้อยในนี้ย่อมต้องชอบเช่นกัน” มือใหญ่ของเขาเลื่อนลงแตะหน้าท้องนางอย่างแผ่วเบา สื่อถึงความผูกพันที่เริ่มก่อตัว“ท่านแม่ ท่านพ่อ” หลงจิ่นอวิ๋น ดวงตากลมใสเป็นประกายเอ่ยขึ้น“ข้าจะได้เห็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่จริงหรือขอ
ห่างไกลออกไปจากความรุ่งโรจน์ของวังหลวง ขบวนเนรเทศของอดีตองค์ชายสี่ หลงจิ้นหรง เคลื่อนผ่านเส้นทางป่ารกชัฏมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือที่หนาวเหน็บ เสียงล้อเกวียนไม้เก่าๆ บดเบียดกับพื้นหินดังเอี้ยดอ๊าดท่ามกลางเสียงนกฮูกที่กู่ร้องรับกันในเงามืด องครักษ์ผู้คุมทางแม้จะเข้มงวด ทว่าความเหนื่อยล้าจากระยะทางและอากาศที่เริ่มเย็นจัดทำให้พวกเขาเริ่มละเลยการเฝ้าระวังภายในเกวียนที่ปิดมิดชิด หลงจิ้นหรงนั่งอยู่อย่างนิ่งสงบ แววตาของเขาไม่ได้มีความสิ้นหวังหรือความชอกช้ำใจแม้แต่น้อย เขายกแขนเสื้อชั้นนอกที่ขาดวิ่นขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นลายปักปมพิรุณนิรันดร์ บนผ้าไหมสีเทาหม่นด้านใน แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของเกวียนส่องกระทบฝีเข็มที่ไขว้ประสานกันอย่างซับซ้อนเขายิ้ม... เป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก“เจิ้งหยาง... เจ้าคงนึกว่าชัยชนะในท้องพระโรงคือจุดจบของข้าสินะ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางใช้นิ้วลูบไปตามรอยปักนั้นอย่างทะนุถนอม ราวกับลูบคมดาบในจังหวะนั้นเอง เสียงนกหวีดสั้นๆ ดังขึ้นจากพุ่มไม้ข้างทางเพียงครั้งเดียว เกวียนที่เคลื่อนที่อยู่พลันกระตุกวูบ องครักษ์ผู้คุมหวังจะตะโกนถาม แต่ทว่าเสียงนั้นกลับถูกตัดขาดห
“ไทเฮา!”เสียงขันทีและนางกำนัลร้องลั่นพร้อมกัน ขณะที่พระองค์ทรงไอแรง สีพระพักตร์แดงจัดแล้วพลันซีดเผือดราวกระดาษ เสียงหายใจหอบกระชั้น คล้ายมีบางสิ่งกำลังขัดกั้นลมหายใจมิให้ผ่าน “รีบไปตามหมอหลวง มาเดี๋ยวนี้” ซิวหรงตะโกนเสียงดังลั่นเสียงสั่นเครือ ใบหน้าฉายชัดถึงความตื่นตกใจแต่แม้ในขณะที่ปากร้องโหวกเ
บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดดั่งมีก้อนเมฆดำปกคลุมกลางกระหม่อมของทุกคน เหล่าขุนนางและนางกำนัลต่างก้มหน้านิ่ง ราวกับลมหายใจก็หนักเกินจะกลั้น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับกายซิวหรงยังคุกเข่าแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ ฝ่ามือกำชายอาภรณ์กำแน่นจนสั่น ราวกับว่าทุกลมหายใจที่ผ่านไป คือเสียงกลองแห่งความตายที่ค
“มิใช่เรื่องของเด็ก แต่เด็กอย่างข้าก็เห็นชัด ว่ายาของหมอหลวงมีปัญหา องค์ชายสามมิเห็น...ไม่รู้ก็โปรดอยู่เงียบๆ ก่อนขอรับ”เด็กน้อยตอบพระบิดาด้วยแววตาวาวโรจน์ไม่พอใจเช่นกัน ก่อนจะหันมาพูดกับหมอหลวง ตาจ้องไปยังถ้วยยาสมุนไพรในมือหมอหลวง“ท่านหมอ สมุนไพรในถ้วยนั้น ท่านใช้ ปี้เยียนเฉ่า กับ ฮวาเต๋อหลิง ร่
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย







