LOGIN“ยิป สุดหล่อของฉันเขาคุยอะไรกับแกวะ เห็นกระซิบจริงจังมาก” ปลาหมึกถามเมื่อนึกขึ้นได้
“อ๋อ! เขาบอกให้ฉันลองไปดูดวงที่ตลาดนั้นน่ะ ที่นั่นมีศาลเจ้าที่มีหมอดูแม่นมาก ใคร ๆ ก็เรียกเธอว่าธิดาเทพ เขาบอกว่าเธออยู่มาหลายชั่วคนแล้ว ที่สำคัญ..หมอดูคนนี้เลือกคนดู ไม่ใช่คนดูเลือกเธอ” เธอทำเสียงสยองเหมือนหนังผีในท้ายประโยคเพื่อความสมจริง
“จริงเหรอแก..แกดูสิ ขนฉันลุกไปทั้งตัวแล้ว” ปลาหมึกยกแขนอวดเพื่อน
“แล้วทำไมพวกเราไม่ลองไปดูสักหน่อยล่ะ ไหน ๆ คุณเฉินเขาก็แนะนำแล้ว” แวนแย้งขึ้นมา
“ฉันก็คิดเหมือนไอ้แวนนะ อยากจะรู้ว่าแม่นจริงอย่างที่คุณเฉินเขาพูดหรือเปล่า” ปลาพูดออกแนวท้าทาย
“แต่คุณเฉินว่าเขาเลือกคนดูนะ” ปลาหมึกแย้ง
“เงินไปถึงตัวแล้วใครบ้างไม่อยากได้วะ” ปลาโต้กลับ
“แต่ฉันไม่อยากไปว่ะ กลัวไปเสียเที่ยว” ยิปซีไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้ “ถ้าอยากดูจริงกลับไปดูบ้านเราดีกว่า ดวงคนไทยให้คนไทยดูน่าจะแม่นกว่า” เธอพูดติดตลก
“ไปเหอะยิปซี พวกเราอยากท้าพิสูจน์ ถ้าพวกเราได้ดูแกจะได้ช่วยแปลให้ด้วยไง” ปลาอ้อนเพื่อน
“ฉันมีความสำคัญแค่นี้เองเหรอ” เธอมองเพื่อนตาละห้อยก่อนจะหัวเราะ “ไปก็ไป แต่ฉันอาจจะแปลไม่ออกก็ได้ เพราะไม่รู้เขาใช้จีนสำเนียงไหน ที่ฉันพูดได้ฟังออกก็แค่บทสนทนาทั่วไปเท่านั้น”
“วัดดวงละกัน”
“ถ้าเป็นหมอดูอยู่ที่นี่ก็น่าจะพูดสำเนียงแมนดารีนได้แหละยิป”
ทั้งสี่เดินกลับไปที่ตลาดอีกครั้ง และเดินเข้าไปในซอยตามที่เฉินบอก ไม่กี่นาทีก็มองเห็นศาลเจ้าขนาดกลาง ที่มีผู้คนกำลังจุดธูปกราบไหว้อยู่บางตา
เมื่อเดินเข้าไปในศาลเจ้า ปลาหมึก แวนและปลา ต่างมองหาหมอดูธิดาเทพที่เฉินแนะนำ ส่วนยิปซีกลับไม่ได้สนใจ เธอเดินไปหยิบธูปมาจุด กราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้ แล้วนำธูปไปปักตามกระถางที่วางอยู่ด้านหน้าเทพเจ้าทั้งหลาย จนมาถึงกระถางสุดท้าย
“ธิดาเทพ” อ่านภาษาจีนที่สลักไว้ตรงฐาน แล้วเงยหน้าขึ้นมองรูปปั้นนั้นด้วยความลืมตัว
“แม่นางยิปซี”
ขณะกำลังมองรูปปั้นอยู่นั้น หูก็ได้ยินเสียงเรียกของใครคนหนึ่งจึงหันไปมอง.. คิ้วเรียวได้รูปขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความสงสัย ตอนที่เธอเดินเข้ามาไม่เห็นมีโต๊ะกับคนนั่งอยู่ตรงนั้นนี่นา เธอมั่นใจว่าตาไม่ได้ฝาดแน่นอน แล้วคุณยายคนนี้รู้ชื่อเธอได้ยังไง.. คำพูดของเฉินลอยเข้ามาในหัวทันที
ไม่ใช่หรอก มันเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้น เธอปลอบใจตัวเอง
“โปรดเดินมาหาข้า” หญิงชราพยักหน้าเรียกนิด ๆ ด้วยใบหน้าที่ฉายชัดความเมตตาปรานี
พุทธิญาปักธูปลงในกระถางแล้วยกมือไหว้หนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินไปหาหญิงชรา
“เรียกหนูหรือคะ” เธอชี้นิ้วใส่ตัวเอง
“เจ้านั่นแหละ เชิญนั่ง”
“คุณยายเรียกหนูทำไมคะ” คุณยายเอาแต่จ้องมองเธอจนเริ่มรู้สึกอึดอัด จึงทำลายความอึดอัดนั้นด้วยคำถาม
“เจ้าจะมาหาข้าไม่ใช่หรือ ไหนล่ะเพื่อนของเจ้าอีกสามคน ทำไมไม่เรียกพวกเขาเข้ามาด้วย” สายตาของหญิงชราไม่ได้คลาดไปจากใบหน้าของยิปซีเลยแม้แต่น้อย
“หนูขอไปตามเพื่อนก่อนนะคะ” บอกกับหมอดูแล้วรีบเดินไปหาเพื่อนทั้งสาม ที่เธอก็ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนของศาลแห่งนี้
ไม่นานพุทธิญาและเพื่อนทั้งสามคนของเธอ ก็มายืนอยู่ตรงหน้าหญิงชราที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบาง ๆ
“ข้าจะดูดวงให้พวกเจ้า เพราะพวกเจ้าเป็นเพื่อนกับแม่นางคนนี้”
แปลกแต่จริงจนขนหัวลุก เมื่อคำพูดของหญิงชราที่พูดออกมาเป็นภาษาจีน พวกเธอทุกคนกลับฟังออกโดยไม่ต้องแปล พวกเธอที่พูดและฟังภาษาจีนแทบไม่ออก ต่างหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
“เจ้า มานั่งตรงหน้าข้า” หมอดูชี้ไปที่ปลาหมึกเป็นคนแรก พูดถึงอดีตของเขาโดยที่ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับตัวเขาแม้แต่คำเดียว
“พ่อแม่จากเจ้าไปเร็วทั้งคู่ เจ้าถูกพี่สาวเลี้ยงดูมาอย่างดี ในอนาคตอันใกล้เจ้าจะได้คู่รักต่างภาษาต่างเผ่าพันธุ์ แต่น่าเสียดายที่บั้นปลายชีวิตของเจ้า จะต้องอยู่เพียงลำพังเพราะไร้บุตร” หญิงชราเปิดหนังสือเล่มหนึ่งที่มีแต่ตัวหนังสือภาษาอะไรก็ไม่รู้ แล้วนางก็วางมือไปบนหน้านั้น หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาส่งให้ปลาหมึก
สร้างความแปลกใจให้พวกเธอจนสีหน้าออกอาการ เพราะพวกเธอเห็นอยู่แล้วว่ามันมีแต่ตัวหนังสือ แต่ทำไมหมอดูธิดาเทพคนนี้ถึงหยิบเป็นกระดาษเปล่าขึ้นมาได้
“ถึงแม้จะไร้บุตรแต่เจ้าก็ยังมีหลานมีเครือญาติ ให้เขียนชื่อคนที่เจ้ารักลงในกระดาษนี้ พวกเขาจะดูแลเจ้าอย่างดีจนลมหายใจสุดท้าย แต่จงอย่าลืมว่าความดีนั้นเจ้าต้องมีให้พวกเขาด้วยเช่นกัน ทำดีย่อมได้ดี”
“ขอบคุณค่ะ ครับ”
“เจ้า” หมอดูมองแวนกับปลาแล้วเลือกทักปลาก่อน แล้วรอให้ปลานั่งแทนที่ปลาหมึก “เจ้าเกิดมาพร้อมกับอีกคน แต่เขาทิ้งเจ้าไปตั้งแต่ลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ตอนเด็ก ๆ เจ้าเป็นคนขี้โรค ชีวิตอยู่ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณหลายครั้งหลายครา แต่ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเติบใหญ่.. เจ้าเป็นอาจารย์ที่จิตใจดี มีลูกศิษย์รักมากมาย ชีวิตคู่ของเจ้าจะมีแต่นำพาความสุขความเจริญมอบให้กัน แต่ต้องรอนานกว่าเพื่อนคนนี้นะ” ชี้ไปที่ปลาหมึก “ลูกชายทั้งสองคนของเจ้า คนหนึ่งจะเกิดมาพร้อมกับโรค ส่วนอีกคนเป็นฝาแฝดของเจ้ามาเกิดใหม่ เขาจะกตัญญูต่อเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องให้อะไรเจ้า”
ทุกคนที่ฟังอยู่มีแต่ความเงียบกับความรู้สึกขนลุก ไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากถาม
พุทธิญามองไปรอบกายที่ดูเงียบสงบ เย็นยะเยือกยังไงไม่รู้ เธอเห็นคนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมากกว่าเมื่อกี้ แต่ทำไมทุกคนไม่สนใจพวกเธอเลย
ทำเหมือนมองไม่เห็นกันอย่างนั้นแหละ
“แม่นางยิปซี ไม่ต้องไปคิดมากไปหรอก เขากับเรากำลังทำหน้าที่คนละอย่างกัน”
พุทธิญาสะดุ้งเฮือก ถ้าไม่มีเพื่อนอยู่ตรงนี้ด้วย เธอวิ่งหนีไปแล้วแน่ ๆ แต่ที่ทำตอนนี้คือก้มศีรษะอย่างลุแก่โทษส่งให้หมอดู
ร้านทอผ้าแซ่ปิง“ขอบคุณนายท่าน”“ให้ข้าไปส่งข้างในไหม”“ไม่ต้อง แค่นี้ก็พอแล้ว ข้าไม่อยากให้คนในบ้านแตกตื่น” มะลิปฏิเสธน้ำใจของเจี้ยนคัง“ตามใจ ถ้าอย่างนั้นข้าขอลา”“เดี๋ยวก่อนนายท่าน” มะลิรั้งเขาไว้ด้วยคำพูด “ท่านมีม้าหรือไม่”“ทำไมหรือ”“ข้าเป็นห่วงจำปี ถ้าท่านมีม้าพรุ่งนี้มารับข้าไปหานางหน่อยได้ไหม”“ดูแลตัวเองให้หายก่อนดีกว่า ส่วนเพื่อนของเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่าอ๋องน้อยให้ข้าพาอาสะใภ้ของข้าไปช่วยดูแลนาง”“ถึงอย่างนั้นข้าก็อยากไปอยู่เป็นเพื่อนนางอยู่ดี ได้โปรดเถอะนะนายท่าน ข้าอยากให้นางฟื้นขึ้นมาแล้วเจอกับคนที่คุ้นเคย ไม่ใช่เจอแต่คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้”คำพูดของนางมีเหตุผลพอที่จะให้เจี้ยนคังเริ่มใจอ่อน ในที่สุดเขาก็พยักหน้ารับ“จะให้มารับยามไหนล่ะ”“ถ้าเป็นยามเหม่าจะเช้าไปไหม”“เช้าแน่ ข้าจะมารับเจ้าต้นยามเฉินก็แล้วกัน เตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม ถ้าข้ามาถึงแล้วไม่เห็นเจ้าข้าจะไปทันที” เขาตบท้ายด้วยคำขู่“ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน” หญิงสาวคลี่ยิ้มยินดี ก้มศีรษะกล่าวขอบคุณจากใจก่อนจะบอกลาและกระโดดขาเดียวเข้าไปในบ้าน.....................หมู่บ้านชาวประมง“คารวะอ๋องน้
คำพูดของนางทำให้เขาอึ้งไปเลยทีเดียว นางคิดวิธีนี้มาได้อย่างไร แต่ก็ยอมปล่อยมือตามที่นางขอ“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตรงนี้ถึงกระท่อมของเพื่อนเจ้ามันห่างกันแค่ไหน”“ทราบเจ้าค่ะ แต่ข้ากระโดดเก่งมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไปก่อนนะ”เจี้ยนคังมองหญิงสาวที่กระโดดขาเดียวจากไปด้วยความเร็วที่น่าทึ่งไม่วางตา จนกระทั่งมองเห็นว่าร่างบางเริ่มแรงแผ่วจึงก้าวเท้าตามไปประกบด้านหลัง ทิ้งระยะห่างประมาณสองก้าวยาว ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร กระทั่งนางยืนนิ่งแล้วค่อย ๆ วางเท้าข้างที่เจ็บลงบนพื้นพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ“ให้ข้าช่วยไหม”“ว้าย! โอ๊ย..” หญิงสาวสะดุ้งตกใจเสียงทุ้มจากด้านหลัง เผลอก้าวเท้าหนีจนทำตัวเองเจ็บ ตามมาด้วยอาการเขินอายจนร้อนฉ่าไปทั้งตัว เมื่อถูกคนตัวใหญ่อุ้มเอาไว้อีกครั้งและก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคง “ขะ ๆ ข้า ๆ เดิน ๆ เองได้ ปล่อยข้าลงเถอะ”“ข้าไม่อยากเสียเวลา ป่านนี้นายท่านของข้าคงเป็นกังวลแล้ว รีบไปกันดีกว่า”“ท่านก็นำไปก่อนสิเจ้าคะ เดี๋ยวข้ากระโดดตามไปเอง”“หยุดพูดก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วโยนเจ้ากลับเข้าไปอยู่กับงูในป่าเหมือนเดิม” คนขู่กระตุกยิ้มบางเบาเมื่อคำขู่ใช้ได้ผล……………
“แล้วถ้าดูแลได้ไม่ดีเล่า” หย่งเฟิงถามเผื่อเอาไว้“ก็อย่างที่ข้าบอก อาการของนางถือว่าสาหัสมากเพราะโดนผึ้งต่อยถึงสองรอบ อาการแพ้พิษอาจทำให้นางชัก และอาจจะหยุดหายใจได้ขอรับ”“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก” หย่งเฟิงหยิบเงินก้อนหนึ่งมอบให้หมอ “พอหรือไม่”“มากเกินไปขอรับ”“เอาไปเถอะ ถ้าเจอคนป่วยที่ไม่มีเงินก็ช่วยรักษาให้พวกเขาบ้างก็แล้วกัน”“ขอบคุณนายท่าน ข้าจะแวะมาดูอาการให้นางทุกวัน แต่ถ้าตกดึกอาการนางน่าเป็นห่วงก็ไปตามข้าได้ตลอดนะขอรับ”“ขอบใจท่านมาก”“นายท่านขอรับ คือว่า..”“พูดมาเถอะ ถ้าเกี่ยวกับคนป่วยก็ไม่ต้องเกรงใจ”“ข้าขอละลาบละล้วงถาม นายท่านเป็นอะไรกับนางขอรับ”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “มันเกี่ยวกับการรักษาด้วยเหรอท่านหมอ”“เกี่ยวสิขอรับ คือนางต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ ปอดนางจะบวมน้ำเอาง่าย ๆ ถ้านายท่านเป็นคนอื่นข้าในฐานะหมอจะจัดการเรื่องนี้เอง”“เจี้ยนคัง” อ๋องน้อยเรียกองครักษ์เสียงเครียดเมื่อจบคำพูดของหมอวัยกลางคน เพราะเพิ่งนึกได้ว่าเพื่อนสนิทของคนเจ็บหายไป “ปิงปิงเพื่อนของนาง ข้าไม่แน่ใจว่ายังหลงอยู่ในป่าหรือเปล่า รีบไปตามหานางเดี๋ยวนี้เลย” แล้วบอกทิศทางที่เดินเข
“ข้าว่าไม่ดีหรอก เราควรไปตามหานางตอนนี้ดีกว่า หรือไม่ก็ลองถามชาวบ้านพวกนั้นดู นางเพิ่งจะฟื้นไข้นะ ถ้าเกิดไปเป็นลมอยู่ในป่าจะทำยังไง”มะลิได้แต่มองตามร่างใหญ่ที่เดินไปหาชาวบ้านที่กำลังหาหอยเหล่านั้นทีละคน สักพักก็เดินหน้านิ่วกลับมา“มีคนหนึ่งบอกว่าเห็นนางเดินไปทางนั้น น่าจะเข้าไปหาของป่าอย่างที่เจ้าคิดไว้นั่นแหละ”“แล้วจะเอาอย่างไร”“ตามไปดูสิ เขาบอกว่านางไปนานแล้วนะ ตั้งแต่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่คนเดียว แล้วตอนนี้คนอื่น ๆ หาหอยได้เต็มกระบุงแล้ว แต่นางยังไม่กลับมาแบบนี้ เจ้าไม่เป็นห่วงเพื่อนบ้างหรือ ถ้าเจ้าไม่ไปข้าไปคนเดียวก็ได้”“ไปก็ไปเจ้าค่ะ” มะลิเห็นความห่วงใยที่เขามีต่อเพื่อนก็ไม่ลังเล รีบเดินตามคนใจร้อนไปทันที“ป่าทึบขนาดนี้นางยังกล้าเข้ามา จิตใจนางทำด้วยดีหมีหรืออย่างไร” เขาเริ่มบ่นอย่างไม่พอใจเมื่อเข้าสู่เขตป่าได้ไม่นาน“นางต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนะเจ้าคะ ไม่ได้เกิดมามั่งมีเช่นท่าน” มะลิประชดใส่คนที่ขี้บ่นเกินเหตุ เพราะนางยังไม่รู้สึกว่าป่านี้รกทึบอย่างที่เขาว่าตรงไหนเลย“ทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือเอาไปเลี้ยงคนอื่นหมด ข้ารู้นะว่านางเอาเงินไปทำอะไร”“ก็นางเป็นคนจิตใจดี นางกำพร้าพ่อแม
“ก็ตามที่ข้าน้อยบอก อาการของนางดีขึ้นมากแล้ว”“ข้าอยากไปดูให้เห็นกับตา พาข้าไปหานางได้ไหม”“ไม่ได้เจ้าค่ะ”“ทำไม”“มันไม่เหมาะสมนี่เจ้าคะ และข้าน้อยก็ไม่อยากมีปัญหากับจำปีด้วย”“ก็บอกนางไปว่าข้าตามไปเอาน้ำผึ้งก็ได้ และห้ามเจ้าบอกความรู้สึกของข้าให้นางรู้เด็ดขาด เพราะข้าจะบอกกับนางเอง”“ข้าพาท่านไปด้วยไม่ได้จริง ๆ แต่ถ้าท่านอ๋องน้อยจะแอบตามไปข้าก็จนปัญญา เพราะข้าไม่รู้ไม่เห็น”ใบหน้าถมึงทึงค่อยยิ้มได้เมื่อได้ยินดังนั้น “ขอบใจ”“ห้ามพลั้งปากบอกจำปีเด็ดขาดนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นนางคงโกรธข้ามาก”“ข้าไม่พลาดหรอก เจ้านั่นแหละที่ควรระวังปากเอาไว้ พูดเก่งเหลือเกิน” พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป “ข้าไปก่อนนะ”“แล้วไม่ไปด้วยกันหรือเจ้าคะ”“เจ้าไม่ต้องมาสนใจหรอก” ก็นางบอกให้แอบไป เขาก็จะทำให้มันเหมือนจริงไปเลย“อะไรของเขา” มะลิบ่นเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อเตรียมอาหารไปฝากจำปีด้วย....................หลังจากแยกกับหญิงสาวแล้วกุ้ยหย่งเฟิงก็เดินเข้าตรอกเล็ก ๆ เพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตา ตั้งใจจะไปที่ร้านขายยาที่จำได้ว่าอยู่ใกล้ ๆ กับปากตรอก เพื่อหาซื้อยาที่ดีที่สุดสำหรับรักษาคนโดนผึ้งต่อย“เรื
ตลาดนานาชาติ“เดินให้มันเร็ว ๆ หน่อยสิเพ่ยจู ทำตัวเหมือนใกล้จะตายไปได้”“ข้าเดินมาหลายร้านแล้วนะเจ้าคะคุณหนู” สาวรับใช้วัยสิบเจ็ดพูดกับคุณหนูที่นั่งรออย่างสบายใจอยู่ในเพิงหลังหนึ่ง ปล่อยให้นางต้องเดินหาน้ำผึ้งกับเมล็ดกาแฟคั่วไปทั่วทุกร้านตั้งแต่ทิศเหนือจรดใต้ ทิศตะวันออกจรดตะวันตกอยู่คนเดียว“แล้วได้มาไหม”“ยังไม่ได้เจ้าค่ะ”“งั้นก็เดินต่อไปจนกว่าจะได้ของมา ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”“ขอข้านั่งพักสักครู่นะเจ้าคะคุณหนู”“ห้ามพักจนกว่าจะได้ของที่ข้าต้องการ ไปสิ!” ไป๋หลานตะคอกใส่สาวใช้อย่างหมดความอดทน ไม่สนว่าใครจะผ่านมาได้ยิน เพราะพวกมันไม่ใช่ชนชั้นสูงที่นางต้องให้เกียรติ หรือกลุ่มคนที่นางต้องทำการค้าร่วมด้วย“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้ผู้ต่ำต้อยจำต้องทนฝืนความเมื่อยล้าของขาแข้ง รีบวิ่งไปจากนายสาวผู้เอาแต่ใจ…………………..กุ้ยหย่งเฟิงรีบลุกจากที่นั่งเมื่อสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลมองเห็นเพื่อนสนิทของคนที่ตั้งใจจะมาหาเดินออกมาจากบ้านของนาง“แม่นาง”“เรียกข้าหรือ..ท่านนั่นเอง” จากคำถามเปลี่ยนเป็นแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายถนัดตา “ข้าชื่อปิงปิง หรือจะเรียกมะลิเหมือนที่จำปีเรียกก็ได้นะ”“แม่นางปิงปิง ข้าชื่อหย่
“ขนมชิ้นนั้นมันทำให้เจ้าไม่พอใจอันใดกัน เจ้าถึงได้บี้มันจนแหลกคามือแบบนั้น” เอียนเห็นทุกการแสดงออกของนาง จึงบอกให้นางได้รู้ตัว “เจ้าเห็นหน้าคนขายหรือไม่”“อุ้ย” ร่างบางสะดุ้งตกใจ คลี่ยิ้มละมุนมอบให้ชายหนุ่มร่างกำยำ ที่มองมาด้วยสีหน้าดุดัน แล้วใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นตกตะลึง ก่อนจะหลบสายตาอย่างประห
เขาเริ่มตามหาอาจูอีกครั้งจนได้มาเจอกับเฉา เมื่อสอบถามก็ได้ความว่ายังไม่เจอชายหนุ่มเลย ทั้งสองจึงร่วมกันตามหาจนได้เจอกับจอห์น“เห็นอาจูหรือยัง”“ไม่เห็นเลยขอรับท่านจอห์น”“ไปไหนของนางนะ” จอห์นเผลอสบถออกมาอย่างลืมตัว“ท่านจอห์นหมายถึงใครหรือขอรับ” อาจั๊วขมวดคิ้วสงสัย ได้ยินชัดเจนที่เขาเอ่ยคำว่านาง“ข
“ทำไมไม่ชวนลอยด์ไปด้วย เผื่อเราแยกกันท่านจะได้มีคนคอยติดตาม” สตรีที่แต่งชายทะมัดทะแมงถามขึ้น“ข้าจะตามติดจอห์นไม่ให้ห่าง เพราะข้าไม่มีเงินรูปีติดตัวเลยสักรูปี”จอห์นรู้อยู่เต็มอกว่าเอียนนั้นหาข้ออ้างมากกว่า แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ ยอมให้อีกฝ่ายติดตามอย่างเต็มใจ เพราะต้องการจะแสดงความรักที่มีต่อหลินโม่วให
“จะไปไหน” แต่จอห์นระวังอยู่แล้ว จึงดักหน้านางเอาไว้ได้ทันที่หน้าประตูพอดี“ข้าจะไปอยู่กับเอียนให้สมใจท่านไงเล่า”“ข้าพูดสักคำหรือว่าอนุญาตให้เจ้าไปอยู่กับมัน” ฤทธิ์รักแรงหึงทำให้เขามองข้ามการให้เกียรติศัตรูหัวใจ คำที่ใช้แทนตัวอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนจากเขาเป็นมันอย่างไม่รู้ตัว “เจ้าเป็นของข้าแล้ว จำไม่ได้







