Se connecter“ยิป สุดหล่อของฉันเขาคุยอะไรกับแกวะ เห็นกระซิบจริงจังมาก” ปลาหมึกถามเมื่อนึกขึ้นได้
“อ๋อ! เขาบอกให้ฉันลองไปดูดวงที่ตลาดนั้นน่ะ ที่นั่นมีศาลเจ้าที่มีหมอดูแม่นมาก ใคร ๆ ก็เรียกเธอว่าธิดาเทพ เขาบอกว่าเธออยู่มาหลายชั่วคนแล้ว ที่สำคัญ..หมอดูคนนี้เลือกคนดู ไม่ใช่คนดูเลือกเธอ” เธอทำเสียงสยองเหมือนหนังผีในท้ายประโยคเพื่อความสมจริง
“จริงเหรอแก..แกดูสิ ขนฉันลุกไปทั้งตัวแล้ว” ปลาหมึกยกแขนอวดเพื่อน
“แล้วทำไมพวกเราไม่ลองไปดูสักหน่อยล่ะ ไหน ๆ คุณเฉินเขาก็แนะนำแล้ว” แวนแย้งขึ้นมา
“ฉันก็คิดเหมือนไอ้แวนนะ อยากจะรู้ว่าแม่นจริงอย่างที่คุณเฉินเขาพูดหรือเปล่า” ปลาพูดออกแนวท้าทาย
“แต่คุณเฉินว่าเขาเลือกคนดูนะ” ปลาหมึกแย้ง
“เงินไปถึงตัวแล้วใครบ้างไม่อยากได้วะ” ปลาโต้กลับ
“แต่ฉันไม่อยากไปว่ะ กลัวไปเสียเที่ยว” ยิปซีไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้ “ถ้าอยากดูจริงกลับไปดูบ้านเราดีกว่า ดวงคนไทยให้คนไทยดูน่าจะแม่นกว่า” เธอพูดติดตลก
“ไปเหอะยิปซี พวกเราอยากท้าพิสูจน์ ถ้าพวกเราได้ดูแกจะได้ช่วยแปลให้ด้วยไง” ปลาอ้อนเพื่อน
“ฉันมีความสำคัญแค่นี้เองเหรอ” เธอมองเพื่อนตาละห้อยก่อนจะหัวเราะ “ไปก็ไป แต่ฉันอาจจะแปลไม่ออกก็ได้ เพราะไม่รู้เขาใช้จีนสำเนียงไหน ที่ฉันพูดได้ฟังออกก็แค่บทสนทนาทั่วไปเท่านั้น”
“วัดดวงละกัน”
“ถ้าเป็นหมอดูอยู่ที่นี่ก็น่าจะพูดสำเนียงแมนดารีนได้แหละยิป”
ทั้งสี่เดินกลับไปที่ตลาดอีกครั้ง และเดินเข้าไปในซอยตามที่เฉินบอก ไม่กี่นาทีก็มองเห็นศาลเจ้าขนาดกลาง ที่มีผู้คนกำลังจุดธูปกราบไหว้อยู่บางตา
เมื่อเดินเข้าไปในศาลเจ้า ปลาหมึก แวนและปลา ต่างมองหาหมอดูธิดาเทพที่เฉินแนะนำ ส่วนยิปซีกลับไม่ได้สนใจ เธอเดินไปหยิบธูปมาจุด กราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้ แล้วนำธูปไปปักตามกระถางที่วางอยู่ด้านหน้าเทพเจ้าทั้งหลาย จนมาถึงกระถางสุดท้าย
“ธิดาเทพ” อ่านภาษาจีนที่สลักไว้ตรงฐาน แล้วเงยหน้าขึ้นมองรูปปั้นนั้นด้วยความลืมตัว
“แม่นางยิปซี”
ขณะกำลังมองรูปปั้นอยู่นั้น หูก็ได้ยินเสียงเรียกของใครคนหนึ่งจึงหันไปมอง.. คิ้วเรียวได้รูปขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความสงสัย ตอนที่เธอเดินเข้ามาไม่เห็นมีโต๊ะกับคนนั่งอยู่ตรงนั้นนี่นา เธอมั่นใจว่าตาไม่ได้ฝาดแน่นอน แล้วคุณยายคนนี้รู้ชื่อเธอได้ยังไง.. คำพูดของเฉินลอยเข้ามาในหัวทันที
ไม่ใช่หรอก มันเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้น เธอปลอบใจตัวเอง
“โปรดเดินมาหาข้า” หญิงชราพยักหน้าเรียกนิด ๆ ด้วยใบหน้าที่ฉายชัดความเมตตาปรานี
พุทธิญาปักธูปลงในกระถางแล้วยกมือไหว้หนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินไปหาหญิงชรา
“เรียกหนูหรือคะ” เธอชี้นิ้วใส่ตัวเอง
“เจ้านั่นแหละ เชิญนั่ง”
“คุณยายเรียกหนูทำไมคะ” คุณยายเอาแต่จ้องมองเธอจนเริ่มรู้สึกอึดอัด จึงทำลายความอึดอัดนั้นด้วยคำถาม
“เจ้าจะมาหาข้าไม่ใช่หรือ ไหนล่ะเพื่อนของเจ้าอีกสามคน ทำไมไม่เรียกพวกเขาเข้ามาด้วย” สายตาของหญิงชราไม่ได้คลาดไปจากใบหน้าของยิปซีเลยแม้แต่น้อย
“หนูขอไปตามเพื่อนก่อนนะคะ” บอกกับหมอดูแล้วรีบเดินไปหาเพื่อนทั้งสาม ที่เธอก็ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนของศาลแห่งนี้
ไม่นานพุทธิญาและเพื่อนทั้งสามคนของเธอ ก็มายืนอยู่ตรงหน้าหญิงชราที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบาง ๆ
“ข้าจะดูดวงให้พวกเจ้า เพราะพวกเจ้าเป็นเพื่อนกับแม่นางคนนี้”
แปลกแต่จริงจนขนหัวลุก เมื่อคำพูดของหญิงชราที่พูดออกมาเป็นภาษาจีน พวกเธอทุกคนกลับฟังออกโดยไม่ต้องแปล พวกเธอที่พูดและฟังภาษาจีนแทบไม่ออก ต่างหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
“เจ้า มานั่งตรงหน้าข้า” หมอดูชี้ไปที่ปลาหมึกเป็นคนแรก พูดถึงอดีตของเขาโดยที่ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับตัวเขาแม้แต่คำเดียว
“พ่อแม่จากเจ้าไปเร็วทั้งคู่ เจ้าถูกพี่สาวเลี้ยงดูมาอย่างดี ในอนาคตอันใกล้เจ้าจะได้คู่รักต่างภาษาต่างเผ่าพันธุ์ แต่น่าเสียดายที่บั้นปลายชีวิตของเจ้า จะต้องอยู่เพียงลำพังเพราะไร้บุตร” หญิงชราเปิดหนังสือเล่มหนึ่งที่มีแต่ตัวหนังสือภาษาอะไรก็ไม่รู้ แล้วนางก็วางมือไปบนหน้านั้น หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาส่งให้ปลาหมึก
สร้างความแปลกใจให้พวกเธอจนสีหน้าออกอาการ เพราะพวกเธอเห็นอยู่แล้วว่ามันมีแต่ตัวหนังสือ แต่ทำไมหมอดูธิดาเทพคนนี้ถึงหยิบเป็นกระดาษเปล่าขึ้นมาได้
“ถึงแม้จะไร้บุตรแต่เจ้าก็ยังมีหลานมีเครือญาติ ให้เขียนชื่อคนที่เจ้ารักลงในกระดาษนี้ พวกเขาจะดูแลเจ้าอย่างดีจนลมหายใจสุดท้าย แต่จงอย่าลืมว่าความดีนั้นเจ้าต้องมีให้พวกเขาด้วยเช่นกัน ทำดีย่อมได้ดี”
“ขอบคุณค่ะ ครับ”
“เจ้า” หมอดูมองแวนกับปลาแล้วเลือกทักปลาก่อน แล้วรอให้ปลานั่งแทนที่ปลาหมึก “เจ้าเกิดมาพร้อมกับอีกคน แต่เขาทิ้งเจ้าไปตั้งแต่ลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ตอนเด็ก ๆ เจ้าเป็นคนขี้โรค ชีวิตอยู่ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณหลายครั้งหลายครา แต่ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเติบใหญ่.. เจ้าเป็นอาจารย์ที่จิตใจดี มีลูกศิษย์รักมากมาย ชีวิตคู่ของเจ้าจะมีแต่นำพาความสุขความเจริญมอบให้กัน แต่ต้องรอนานกว่าเพื่อนคนนี้นะ” ชี้ไปที่ปลาหมึก “ลูกชายทั้งสองคนของเจ้า คนหนึ่งจะเกิดมาพร้อมกับโรค ส่วนอีกคนเป็นฝาแฝดของเจ้ามาเกิดใหม่ เขาจะกตัญญูต่อเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องให้อะไรเจ้า”
ทุกคนที่ฟังอยู่มีแต่ความเงียบกับความรู้สึกขนลุก ไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากถาม
พุทธิญามองไปรอบกายที่ดูเงียบสงบ เย็นยะเยือกยังไงไม่รู้ เธอเห็นคนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมากกว่าเมื่อกี้ แต่ทำไมทุกคนไม่สนใจพวกเธอเลย
ทำเหมือนมองไม่เห็นกันอย่างนั้นแหละ
“แม่นางยิปซี ไม่ต้องไปคิดมากไปหรอก เขากับเรากำลังทำหน้าที่คนละอย่างกัน”
พุทธิญาสะดุ้งเฮือก ถ้าไม่มีเพื่อนอยู่ตรงนี้ด้วย เธอวิ่งหนีไปแล้วแน่ ๆ แต่ที่ทำตอนนี้คือก้มศีรษะอย่างลุแก่โทษส่งให้หมอดู
“อย่าประมาทนะอ๋องน้อย ถึงหมอหลวงบอกว่าอีกยี่สิบวันจะคลอดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแบบนั้นเสมอไปนะ ดีไม่ดีอาจจะคลอดวันนี้พรุ่งนี้เลยก็ได้ เราเตรียมชื่อเอาไว้ก่อนดีกว่า” บิดาแย้งจริงจังแล้วหันไปมองภรรยา “เจ้าว่าหลานเราชื่ออะไรดียิปซี”“ข้าอยากได้ชื่อไทย ๆ ท่านพี่ ถ้าเป็นหลานชายข้าจะให้เขาชื่อเสือ ถ้าเป็นหลานสาวข้าอยากจะให้นางชื่อบัว”“บัว หมายถึงดอกบัวน่ะหรือ”“เจ้าค่ะ”“เพราะดีนะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้หลานชายข้าชื่อเหล่าหู ถ้าเป็นหลานสาวจะให้ชื่อเหลียนฮวา เจ้าว่าดีไหม”“แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าคิดนะท่านพี่ เขาเรียกว่าเลียนแบบ” นางหัวเราะสามี“ก็ชื่อที่เจ้าเลือกมามันถูกใจข้านัก บุรุษต้องยิ่งใหญ่ดั่งเสือ สตรีก็ต้องงดงามดั่งดอกบัว พวกเจ้าเห็นด้วยกับข้าไหม” อ๋องกุ้ยหันไปขอความเห็นจากลูกชายและลูกสะใภ้สองสามีภรรยาพยักหน้ารับพร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มองหน้ากันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุขจำปียื่นมือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะไปดึงมือสามีและกุมไว้ “ขอบคุณท่านมากที่รักข้า พาข้ามาพบกับครอบครัวที่งดงามเช่นนี้” แล้วหันไปส่งความรู้สึกผ่านทางดวงตาที่เปล่งประกายไปด้วยความรัก ขยับปากพูดเบา ๆ ให้เขาได้รับรู้ “ข้
“ข้าแต่งงานแล้ว ข้าต้องไว้หนวดไว้เครานะ ยิ่งมีเมียสวย มีลูกสาวก็ต้องไว้ให้ยาวกว่าปกติ”“ท่านนี่ตลกนัก ชอบทำให้ข้าหัวเราะอยู่เรื่อย”“ข้าพูดจริง ๆ นะ ถ้าเจ้าคลอดลูกชายข้าจะไว้หนวดแต่พองามให้สมกับความงามของเจ้า แต่ถ้าข้ามีลูกสาวข้าจะไว้ยาวให้ถึงอกเลย ตามความงามของเจ้ากับลูกรวมกัน”“ตามใจท่านเลยเจ้าค่ะ ครั้งนี้จะไม่โกนก็ได้นะ”“ไม่ ครั้งนี้ข้าจะยอมโกนไปก่อน เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าหงุดหงิดตอนกำลังท้อง” เขาตอบอย่างเอาใจและมีแผนแอบแฝง“พี่เฟิงน่ารักเสมอ”“เจ้าต้องตอบแทนความรักของข้าให้มาก ๆ ด้วย”“เจ้าค่ะ ข้าจะมีลูกให้ท่านหลาย ๆ คนดีไหม อย่างที่ท่านพ่อบอก ชายห้าหญิงห้าเข้าตำราพญามังกร ร่ำรวย รุ่งเรือง เฟื่องฟู”“ดีสิ เพราะการมีลูกหลาย ๆ คนนั่นหมายถึงว่า..” เขาโน้มหน้าไปชิดหูนาง “ข้าจะได้ระเริงรักกับเจ้าบ่อย ๆ”หญิงสาวถลึงตาใส่คนรัก “พูดอะไรของท่านเนี่ย คนอื่นมาได้ยินเข้าจะว่าอย่างไร”“เขาก็คงเอาไปนินทาว่าท่านอ๋องน้อยหลงเมีย หรือไม่ก็ท่านอ๋องน้อยมักมากในกาม ถึงมีลูกดกหัวปีท้ายปี” เขาขยิบตาให้นางเมื่อพูดจบ “แต่ถ้ามีใครได้ยินสิ่งที่ข้ากระซิบกับเจ้า พวกนั้นก็คงเป็นเหล่าองครักษ์หรือไม่ก็บิดาของข้
แต่ผ่านไปเพียงสองชั่วยาม ความคิดของนางก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อหมอหลวงแห่งพระราชสำนักยืนยันหนักแน่นว่านางกำลังตั้งท้องอ่อน ๆ ได้ประมาณครึ่งเดือนไม่ถึงครึ่งเดือนต่อมา ของขวัญแสดงความยินดีจากทั่วทุกสารทิศก็ถูกทยอยนำมามอบให้ไม่ขาดสาย บ่าวรับใช้ต่างช่วยกันจัดเก็บจนหลังขดหลังแข็งส่วนตัวนางนั้นก็เอาแต่นอนเพราะอาการแพ้ท้องอย่างหนัก ทั้งหน้ามืด วิงเวียน อาเจียนสามเวลาหลังอาหาร ที่พอกินได้ก็มีแต่อาหารอ่อน ๆ ประเภทน้ำซุป ต้องทนทรมานอยู่ถึงสี่เดือนถึงจะกลับมากินได้เป็นปกติ.............................หลายเดือนผ่านไป“จำปี เจ้าอยู่ไหน”เสียงเรียกทุ้มหูแต่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ทำให้สตรีท้องโตใกล้คลอด ที่นอนอยู่บนพื้นหญ้าภายในสวนดอกไม้ค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก“ข้าอยู่นี่” ขานรับสามีทั้งที่ยังมองไม่เห็นตัวเขาหย่งเฟิงหมุนตัวไปทางด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงตอบรับของภรรยา เดินไปตามทิศทางเสียงจนเจอตัวนาง“ทำไมถึงทำหน้ามุ่ยอย่างนั้นเล่าพี่เฟิง”“เจ้านี่มันดื้อนัก ข้าสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามออกจากเรือนเด็ดขาดจนกว่าข้าจะกลับมาถึงไม่ใช่หรือ” เขาเท้าเอวยืนค้ำหัวภรรยาที่นั่งตัวกลมอยู่กับพื้น“พ
“เป๋าฮื้อน้ำแดงก็ดีต่อสุขภาพ เจ้าสองคนต้องกินเยอะ ๆ นะ”“ขอบคุณท่านพ่อ” อ๋องน้อยคลี่ยิ้มพึงพอใจกับการเอาใจใส่ของบิดา“เอาใจใส่เมียเจ้าให้มาก ๆ หน่อยสิอ๋องน้อย” บิดาคีบเป๋าฮื้อให้ลูกชายบ้าง “แล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย เจ้ามีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ต้องรับผิดชอบนะ” แล้วคีบเป๋าฮื้อชิ้นใหญ่อีกชิ้นเอาใจลูกสะใภ้ เพราะหวังจะให้นางมีหลานตัวน้อยให้เขาในเร็ววันจำปีเห็นเป๋าฮื้อแล้วอยากจะเขี่ยทิ้งให้พ้น ๆ ถ้วยข้าว รู้สึกขยะแขยงกลิ่นคาวที่แรงติดจมูกอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ปกติก็ชอบเอามาทำโจ๊กกินเวลาจับได้ในทะเล แต่เพราะเกรงใจพ่อสามีมาก นางจึงจำใจคีบมาใส่ปากแล้วฝืนใจเคี้ยวให้แหลกสักนิดเพื่อจะกลืนได้สะดวกแต่ความพยายามของนางล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่เริ่มกัดคำแรก นางรีบปิดปากแล้ววิ่งออกไปจากห้อง อาเจียนเอาของในปากในท้องออกจนหมด“เป็นอะไรจำปี ไม่สบายหรือเปล่า” กุ้ยหย่งเฟิงที่วิ่งตามภรรยาออกมาช่วยลูบหลังแล้วถามอย่างเป็นห่วง“ข้าปกติดีพี่เฟิง จนกระทั่งถึงตอนกินเป๋าฮื้อนั่นแหละ มันเหม็นคาวมากจนข้าทนไม่ไหว” นางตอบสามีเสียงหอบน้อย ๆ“มันถูกปรุงสุกแล้วนะ ไม่เหม็นคาวเลยสักนิด”“แต่ข้าเหม็นจริง ๆ นะ กลิ่
อ๋องน้อยมองภรรยาที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่สนใจตนแม้แต่นิด แต่ถ้าจะพูดให้ถูกนางคงอายคนรับใช้ที่มายืนรอรับใช้อยู่มากกว่า เพราะวันนี้เขากับนางต่างก็หรรษากันมากจนลืมเวลา จึงได้กินข้าวเช้ากับเที่ยงรวมเป็นมื้อเดียวกัน.. เขาคลี่ยิ้มละมุนด้วยความขันระคนเอ็นดู หันไปสะบัดมือไล่ให้คนรับใช้ทั้งสองคนออกไปจากห้อง“หิวมากเลยหรือจำปี”“เจ้าค่ะ”“เงยหน้ามองข้าสักนิดแล้วค่อยตอบก็ได้นะ”หญิงสาวเหลือบมองสามี เหลือบมองไปทางซ้ายขวาไม่เห็นมีใครก็รู้สึกโล่งอก จึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสบายใจมากขึ้น วางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะ“ข้าอึดอัดแทบแย่” นางเริ่มบ่นให้เขาฟัง “ข้าไม่ชอบเลยที่มีคนอื่นอยู่ด้วย มันทำให้ข้ากินข้าวไม่อร่อย”เขากลั้วหัวเราะ “ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก”“จริงนะพี่เฟิง บ่าวรับใช้ของท่านทำข้าประหม่าไปหมด” นางยืนยันเสียงแข็ง เริ่มหยิบตะเกียบคีบอาหารใส่ปากตัวเองอีกครั้ง.. “หือ” เลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นคำถามเมื่อเขาเอาแต่มองจ้องยิ้ม ๆ ไม่ยอมพูดอะไร แล้วคีบเกี๊ยวนึ่งชิ้นสุดท้ายที่รสชาติถูกปากมากที่สุดยื่นให้เขา “อร่อยมากเลย ข้ายกชิ้นสุดท้ายให้ท่าน”เขาจับมือที่คีบเกี๊ยวให้กลับไปที่ปากของนาง “อร่อยก็กินให้หมด”หญิงสาว
“ไม่” นางรีบปฏิเสธทันควัน ร้อนวาบด้วยความอับอายไปทั้งใบหน้า“ไม่อาบก็ไม่อาบ” เขายอมตามใจนาง พาเดินออกจากห้องอาบน้ำไปที่เตียงนอน“ท่านจะทำอะไรอีก” หญิงสาวรีบดันร่างหนาที่ขึ้นคร่อมร่างตน“เจ้าคงลืมไปแล้วว่าพูดอะไรไว้”“พูดอะไร” นางชักสีหน้างุนงง“หึ! คนเรานะ” อ๋องน้อยทำเป็นค้อนใส่ภรรยา “ใครกันที่บอกว่าวันนี้จะชดเชยให้ข้า”คนถูกทวงถามมองสามีตาโต “นี่ท่านจะทวงกันแต่เช้าแบบนี้เลยหรือ”“อือฮึ” สามีพยักหน้ายอมรับด้วยท่าทางยียวนนิด ๆ แล้วพลิกตัวลงไปนอนแผ่บนเตียง “จัดการชดเชยมาให้ข้าเสียดี ๆ” ในเมื่อพูดดี ๆ ขอดี ๆ แล้วลีลาเยอะนัก เขาก็จะเล่นบทเอาแต่ใจแบบนี้แหละ“พี่เฟิงเจ้าขา”“ไม่ต้องมาทำเสียงอ้อน ข้าไม่ยอมหลงกลเจ้าหรอก”“ฮึ!” นางกระฟัดกระเฟียด เชิดปากอย่างมีแง่งอนเมื่อถูกเขาจับไต๋ได้ “ท่านใจร้ายนัก”“เจ้าต่างหากที่ใจร้าย มีสามีที่ไหนบ้างที่อยากมีอะไรกับเมียตัวเองแล้วต้องมาอ้อนวอนขอแบบข้า”คำถามของสามีทำให้นางครุ่นคิดอยู่สักพัก “ข้าคิดว่าน่าจะมีนะ”“ไม่มีหรอกทูนหัว เรื่องแบบนี้เขาไม่มีความอดทนกันหรอก ถ้าอยากแล้วต้องได้ปลดปล่อย”“จริงหรือเจ้าคะ” นางลังเลไม่อยากเชื่อ มองเขาอย่างจับผิด“ไม่อย่าง
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับกุ้ยหย่งหมิง แต่เขาก็ทนอยู่โดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ และวันนี้เป็นวันแรกที่เขาเริ่มยิ้มด้วยใจที่เป็นสุข เพราะพรุ่งนี้เขาจะได้เดินทางกลับไปหายอดรักยอดเสน่หาที่แสนคิดถึงแล้ว.. ถึงแม้ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ในการเดินทาง แต่ออกเดินทางหนึ่งวันระยะเวลาก็สั้นลงหนึ่งวัน ก
“หมายความว่าเจ้า..ให้ข้าสั่งประหารนางหรือ” กุ้ยอ๋องถามย้ำอวี่หมิ่งฟู่ที่มาทวงความยุติธรรมแทนพี่ชายพุทธิญามองหน้าคนรักด้วยความรู้สึกน้อยใจอยู่ลึก ๆ แต่เธอก็อยากรู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป จึงเงียบและฟังอย่างสงบไม่มีการโต้แย้งทั้งสิ้น รอให้จบเรื่องแล้วค่อยโวยวายก็ยังไม่สาย
เรือนหลักพุทธิญาเปิดประตูเข้าห้องอย่างเบามือเพราะคิดว่าคนรักหลับแล้ว แต่เธอคิดผิด เพราะเขายังนั่งอยู่ที่เดิม แต่เปลี่ยนจากสำรับอาหารเป็นกาน้ำเมาแทน เขามองเธอเพียงแวบเดียว แล้วหันไปสนใจกับกาน้ำเมาที่ถือค้างไว้ในมือต่อเธอยืนมองเขาอยู่ช
“ท่านอ๋องอย่าทำแบบนั้น อย่าเพิ่งเอานางไป” ยิปซีห้ามเสียงหลงต่อให้หญิงสาวคนนี้ร้ายกับเธอมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าคนเพราะเรื่องแค่นี้ เธอเขย่าแขนชายหนุ่มแล้วอ้อนวอนขอ และห้ามองครักษ์ฉีที่ยื้อยุดร่างอวี่หมิ่งฟู่กับสาวใช้ของนาง“







