Se connecterหมอดูส่งยิ้มให้ก่อนจะมองหน้าแวนที่นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
“ประเทศนี้เป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษฝ่ายพ่อเจ้านี่ ในบรรดาเพื่อน เจ้าเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดีที่สุด เจ้าไม่พอใจพ่อแม่ที่จับเจ้าคลุมถุงชนกับคนที่ไม่รู้จัก จึงแยกบ้านออกมาอยู่คนเดียว.. แต่เจ้าหนีผู้ชายคนนั้นไม่พ้นหรอกนะ เพราะด้ายแดงของเจ้ากับเขาผูกโยงกันไว้” ธิดาเทพนิ่งเงียบไปชั่ววินาที “..เจ้ากำลังหลบหลู่ข้าอยู่หรือแม่นาง” อมยิ้มขณะถามออกไป
แวนนิ่งเงียบไม่กล้าปริปาก ได้แต่ยอมรับอยู่ในใจด้วยความหวาดหวั่น แอบกลัวหมอดูท่านนี้
“ไม่เป็นไร ข้าบังคับความคิดของเจ้าไม่ได้ แต่เจ้าจำคำของข้าไว้นะ เจ้าเป็นคนแรกที่จะได้แต่งงาน กับผู้ชายที่มีปานแดงที่ติ่งหูด้านขวา เจ้าจะได้เจอกับเขาเมื่อกลับถึงแผ่นดินเกิดของเจ้า เขาจะมารอรับเจ้าพร้อมกับพ่อแม่ของเจ้า.. เมื่อได้เจอเขาแล้วลองคิดดูให้ดี ๆ แล้วจะรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเจ้ารู้จักเขาดี เฮ้อ.. วันนี้ข้าเหนื่อยเหลือเกิน เพราะฝืนบัญชาสวรรค์ดูดวงให้พวกเจ้าสามคน” แล้วเรียกให้พุทธิญานั่งลงแทน
“จะให้ข้าเรียกเจ้าว่ายิปซีหรือกุ้ยถิงดีล่ะ”
“กุ้ยถิงหรือคะ!” พุทธิญาใจหายวาบที่ถูกถาม เพราะมันเป็นชื่อที่ผู้ชายในความฝันคนนั้นเรียกเธอ
“ผู้ล้ำค่าและงามสง่า สามีของเจ้าเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เจ้าเอง”
“สามีหนูเหรอคะ! คุณยายเข้าใจผิดแล้วค่ะ หนูยังโสด ไม่มีแฟน ไม่มีสามี” พุทธิญาโบกมือปฏิเสธเสียงแข็ง สงสัยว่าของเพื่อนทายถูกหมด แต่ทำไมของเธอผิดทันทีที่เริ่มทาย
“ไม่ผิดหรอก ข้ารอเจ้ามานานมาก รอเพื่อจะนำพาเจ้าไปพบสามีที่รักเจ้ายิ่ง ตามคำสัญญาอธิษฐานที่เจ้าเคยมีให้กันต่อหน้าข้า”
“คุณยายจะพาหนูไปไหนคะ หนูไม่ไปด้วยหรอกค่ะ หนูจะอยู่กับเพื่อน ๆ หนู” ใจเธอเต้นรัวด้วยความกลัว เมื่อโยงไปถึงความฝันแปลกประหลาดในช่วงหลายวันนี้
“เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ เจ้าไม่ใช่คนที่นี่ เจ้าเป็นคนอีกที่หนึ่งที่ไกลโพ้นจากเวลานี้มาก เจ้าคือคนของอดีตที่จะถูกกล่าวถึงในอนาคต เมื่อวันเวลาเดินหน้ามาถึงปัจจุบัน”
คำพูดที่ยากจะเข้าใจของหญิงชรา ทำให้พุทธิญาเริ่มปวดหัวด้วยความสับสน มองเพื่อนทั้งสามคนที่ดูอาการหนักยิ่งกว่า
“คุณยายจะบอกอะไรหนูแน่คะ หนูไม่เข้าใจ” แม้ลึก ๆ เธอคิดว่าตัวเองเข้าใจ แต่มันเป็นไปไม่ได้เลย.. เธออาจจะเข้าใจความหมายของท่านผิด ท่านคงหมายความว่าเธอจะเจอกับใครสักคนที่นี่หรือเปล่า ซึ่งเขาก็คือคนรักในชาติก่อนของเธอ
“อีกไม่นานเจ้าจะได้พบกับสามีของเจ้า เขาจะรักและยกย่องเจ้าออกหน้าออกตา จนเป็นที่ครหาของบุรุษ สตรีทั่วแผ่นดินต่างอิจฉาในวาสนาของเจ้า.. พวกเจ้าทั้งสามจดจำคำข้าไว้..เมื่อใดที่แม่นางคนนี้กลับไปสู่ที่ของนาง พวกเจ้าจงยินดีกับนาง อย่ากังวลและทุกข์ใจใด ๆ”
“มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะคุณยาย เรื่องแบบนี้หนูเชื่อไม่ได้จริง ๆ” พุทธิญาคัดค้าน และเพื่อน ๆ ของเธอก็พยักหน้าเห็นด้วย
“โลกใบนี้ยังมีสิ่งที่เจ้าไม่รู้อีกมากมายนัก ข้ามีของสิ่งหนึ่งจะมอบให้เจ้า” หญิงชราเปิดหนังสือไปหน้าอื่นแล้วลูบเบา ๆ แต่กลายเป็นว่ามีหนังสืออีกเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา “ข้ามอบให้เจ้า รับไปสิ”
พวกเธอต่างตกตะลึงกับความอัศจรรย์ใจรอบที่สอง จะบอกว่าท่านเล่นมายากลก็สมจริงเกินไป
“ขอบคุณค่ะคุณยาย” ยิปซีจำใจยื่นมือออกไปรับ
“หมดหน้าที่ของข้าแล้ว ถึงเวลาต้องไปเสียที ขอให้พวกเจ้าทุกคนโชคดีมีความสุขกับวิถีที่สวรรค์กำหนด เชิญ”
ทุกคนยกมือไหว้ลาคุณยายหมอดู แล้วพากันเดินออกจากศาลเจ้าแห่งนั้น แต่ก่อนที่จะเดินพ้นชายคาศาลเจ้า ต่างก็หันกลับไปมองท่านอีกครั้งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงพื้นที่ว่างเปล่า แม้กระทั่งโต๊ะและเก้าอี้ก็ไม่มีให้เห็นแม้แต่ชิ้นเดียว
ภายในห้องพักของยิปซีและปลาหมึก
“มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราวะ” ปลาหมึกถามอย่างหวาดหวั่น จะว่ากลัวก็ไม่เชิง จะว่าทึ่งหรืองงก็ไม่ใช่ ทุกอย่างมันผสมปนเปไปหมด
“แล้วที่ยายเขาทักแกมาน่ะจริงหรือเปล่านังหมึก” ปลาถามขึ้นบ้าง เพราะเรื่องในอดีตที่ท่านทักเพื่อนชายใจหญิงมานั้น เป็นเรื่องที่พวกเธอไม่เคยรู้เลย
“จริงแก เป๊ะเลย แล้วของพวกแกล่ะ ยายเขาพูดเรื่องในอดีตของพวกแกมากกว่าฉันอีก มีตรงบ้างมั้ย”
“เป๊ะมากจนฉันตกใจเลย” แวนตอบ
“ฉันก็เหมือนกัน” ปลาตอบ
“แล้วแกล่ะยิปซี ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาแกจะทำยังไง” ปลาหมึกถามเพื่อนที่คำทำนายแปลกจนเกินจะเชื่อ ฟัง ๆ ไปแล้วเหมือนเรื่องราวลี้ลับมากกว่า
ทุกคนรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ เพราะคำทำนายของเพื่อนเธอน่ากลัวกว่าใครมากที่สุด
“จริงก็จริง ไม่จริงก็ไม่จริง ฉันไม่อยากคิดน่ะเดี๋ยวเที่ยวไม่สนุก” เธอยังร่าเริงเหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไรผิดกับเพื่อน ๆ ที่ดูจะห่วงใยเธอมาก “ทำไมมองหน้าฉันอย่างนั้นล่ะ..พวกแกจะคิดมากไปทำไม ถ้าฉันหายไปจริง ๆ พวกแกก็คิดว่าฉันไปอยู่กับสามีที่รักฉันมาก ยายเขาก็บอกนี่ว่าเขารักและยกย่องฉันมาก แสดงว่าฉันต้องอยู่ดีมีสุข ดังนั้นพวกแกก็เลิกกังวลได้แล้ว” มันจะเป็นอย่างที่คุณยายหมอดูบอกไม่ได้หรอก นี่มันยุคไหนแล้ว ใครจะไปเชื่อเรื่องงมงาย
“แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าแกมีความสุขจริง” ปลาขัดขึ้นเสียงดัง
“ง่ายนิดเดียว ถ้าแกกลับไปคราวนี้แล้วเป็นอย่างที่ยายเขาบอกจริง ๆ ก็แสดงว่าแม่นและเชื่อถือได้” เธอยักคิ้วให้เพื่อน
“ทำเป็นปากดี! แกเพิ่งบอกฉันว่าฝันถึงผู้ชายยุคโบราณตลอด แล้วเขาก็เรียกแกกุ้ยถิง ๆ ด้วย” ปลาหมึกชี้หน้าเพื่อน พูดเสียงสั่นด้วยความกลัวจับใจ
“ฉันขอโทษ.. จริง ๆ ฉันก็แอบกังวลกับเรื่องที่ยายพูดนะ เพราะสองสามอาทิตย์แล้วที่ฉันฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่งมาเรียกฉันว่ากุ้ยถิง ยิ่งหลัง ๆ มานี้ฉันฝันถึงเขาทุกวันเลยนะ ในฝันฉันรู้สึกเลยว่าตัวเองมีความสุขมาก แต่ว่าฉันไม่เคยเห็นหน้าเขาสักครั้งเดียว แล้วนี่แกดูหนังสือที่ยายเขาให้ฉันมา” เธอเปิดหน้าแรกแล้วกางให้เพื่อนดู
ร้านทอผ้าแซ่ปิง“ขอบคุณนายท่าน”“ให้ข้าไปส่งข้างในไหม”“ไม่ต้อง แค่นี้ก็พอแล้ว ข้าไม่อยากให้คนในบ้านแตกตื่น” มะลิปฏิเสธน้ำใจของเจี้ยนคัง“ตามใจ ถ้าอย่างนั้นข้าขอลา”“เดี๋ยวก่อนนายท่าน” มะลิรั้งเขาไว้ด้วยคำพูด “ท่านมีม้าหรือไม่”“ทำไมหรือ”“ข้าเป็นห่วงจำปี ถ้าท่านมีม้าพรุ่งนี้มารับข้าไปหานางหน่อยได้ไหม”“ดูแลตัวเองให้หายก่อนดีกว่า ส่วนเพื่อนของเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่าอ๋องน้อยให้ข้าพาอาสะใภ้ของข้าไปช่วยดูแลนาง”“ถึงอย่างนั้นข้าก็อยากไปอยู่เป็นเพื่อนนางอยู่ดี ได้โปรดเถอะนะนายท่าน ข้าอยากให้นางฟื้นขึ้นมาแล้วเจอกับคนที่คุ้นเคย ไม่ใช่เจอแต่คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้”คำพูดของนางมีเหตุผลพอที่จะให้เจี้ยนคังเริ่มใจอ่อน ในที่สุดเขาก็พยักหน้ารับ“จะให้มารับยามไหนล่ะ”“ถ้าเป็นยามเหม่าจะเช้าไปไหม”“เช้าแน่ ข้าจะมารับเจ้าต้นยามเฉินก็แล้วกัน เตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม ถ้าข้ามาถึงแล้วไม่เห็นเจ้าข้าจะไปทันที” เขาตบท้ายด้วยคำขู่“ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน” หญิงสาวคลี่ยิ้มยินดี ก้มศีรษะกล่าวขอบคุณจากใจก่อนจะบอกลาและกระโดดขาเดียวเข้าไปในบ้าน.....................หมู่บ้านชาวประมง“คารวะอ๋องน้
คำพูดของนางทำให้เขาอึ้งไปเลยทีเดียว นางคิดวิธีนี้มาได้อย่างไร แต่ก็ยอมปล่อยมือตามที่นางขอ“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตรงนี้ถึงกระท่อมของเพื่อนเจ้ามันห่างกันแค่ไหน”“ทราบเจ้าค่ะ แต่ข้ากระโดดเก่งมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไปก่อนนะ”เจี้ยนคังมองหญิงสาวที่กระโดดขาเดียวจากไปด้วยความเร็วที่น่าทึ่งไม่วางตา จนกระทั่งมองเห็นว่าร่างบางเริ่มแรงแผ่วจึงก้าวเท้าตามไปประกบด้านหลัง ทิ้งระยะห่างประมาณสองก้าวยาว ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร กระทั่งนางยืนนิ่งแล้วค่อย ๆ วางเท้าข้างที่เจ็บลงบนพื้นพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ“ให้ข้าช่วยไหม”“ว้าย! โอ๊ย..” หญิงสาวสะดุ้งตกใจเสียงทุ้มจากด้านหลัง เผลอก้าวเท้าหนีจนทำตัวเองเจ็บ ตามมาด้วยอาการเขินอายจนร้อนฉ่าไปทั้งตัว เมื่อถูกคนตัวใหญ่อุ้มเอาไว้อีกครั้งและก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคง “ขะ ๆ ข้า ๆ เดิน ๆ เองได้ ปล่อยข้าลงเถอะ”“ข้าไม่อยากเสียเวลา ป่านนี้นายท่านของข้าคงเป็นกังวลแล้ว รีบไปกันดีกว่า”“ท่านก็นำไปก่อนสิเจ้าคะ เดี๋ยวข้ากระโดดตามไปเอง”“หยุดพูดก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วโยนเจ้ากลับเข้าไปอยู่กับงูในป่าเหมือนเดิม” คนขู่กระตุกยิ้มบางเบาเมื่อคำขู่ใช้ได้ผล……………
“แล้วถ้าดูแลได้ไม่ดีเล่า” หย่งเฟิงถามเผื่อเอาไว้“ก็อย่างที่ข้าบอก อาการของนางถือว่าสาหัสมากเพราะโดนผึ้งต่อยถึงสองรอบ อาการแพ้พิษอาจทำให้นางชัก และอาจจะหยุดหายใจได้ขอรับ”“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก” หย่งเฟิงหยิบเงินก้อนหนึ่งมอบให้หมอ “พอหรือไม่”“มากเกินไปขอรับ”“เอาไปเถอะ ถ้าเจอคนป่วยที่ไม่มีเงินก็ช่วยรักษาให้พวกเขาบ้างก็แล้วกัน”“ขอบคุณนายท่าน ข้าจะแวะมาดูอาการให้นางทุกวัน แต่ถ้าตกดึกอาการนางน่าเป็นห่วงก็ไปตามข้าได้ตลอดนะขอรับ”“ขอบใจท่านมาก”“นายท่านขอรับ คือว่า..”“พูดมาเถอะ ถ้าเกี่ยวกับคนป่วยก็ไม่ต้องเกรงใจ”“ข้าขอละลาบละล้วงถาม นายท่านเป็นอะไรกับนางขอรับ”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “มันเกี่ยวกับการรักษาด้วยเหรอท่านหมอ”“เกี่ยวสิขอรับ คือนางต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ ปอดนางจะบวมน้ำเอาง่าย ๆ ถ้านายท่านเป็นคนอื่นข้าในฐานะหมอจะจัดการเรื่องนี้เอง”“เจี้ยนคัง” อ๋องน้อยเรียกองครักษ์เสียงเครียดเมื่อจบคำพูดของหมอวัยกลางคน เพราะเพิ่งนึกได้ว่าเพื่อนสนิทของคนเจ็บหายไป “ปิงปิงเพื่อนของนาง ข้าไม่แน่ใจว่ายังหลงอยู่ในป่าหรือเปล่า รีบไปตามหานางเดี๋ยวนี้เลย” แล้วบอกทิศทางที่เดินเข
“ข้าว่าไม่ดีหรอก เราควรไปตามหานางตอนนี้ดีกว่า หรือไม่ก็ลองถามชาวบ้านพวกนั้นดู นางเพิ่งจะฟื้นไข้นะ ถ้าเกิดไปเป็นลมอยู่ในป่าจะทำยังไง”มะลิได้แต่มองตามร่างใหญ่ที่เดินไปหาชาวบ้านที่กำลังหาหอยเหล่านั้นทีละคน สักพักก็เดินหน้านิ่วกลับมา“มีคนหนึ่งบอกว่าเห็นนางเดินไปทางนั้น น่าจะเข้าไปหาของป่าอย่างที่เจ้าคิดไว้นั่นแหละ”“แล้วจะเอาอย่างไร”“ตามไปดูสิ เขาบอกว่านางไปนานแล้วนะ ตั้งแต่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่คนเดียว แล้วตอนนี้คนอื่น ๆ หาหอยได้เต็มกระบุงแล้ว แต่นางยังไม่กลับมาแบบนี้ เจ้าไม่เป็นห่วงเพื่อนบ้างหรือ ถ้าเจ้าไม่ไปข้าไปคนเดียวก็ได้”“ไปก็ไปเจ้าค่ะ” มะลิเห็นความห่วงใยที่เขามีต่อเพื่อนก็ไม่ลังเล รีบเดินตามคนใจร้อนไปทันที“ป่าทึบขนาดนี้นางยังกล้าเข้ามา จิตใจนางทำด้วยดีหมีหรืออย่างไร” เขาเริ่มบ่นอย่างไม่พอใจเมื่อเข้าสู่เขตป่าได้ไม่นาน“นางต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนะเจ้าคะ ไม่ได้เกิดมามั่งมีเช่นท่าน” มะลิประชดใส่คนที่ขี้บ่นเกินเหตุ เพราะนางยังไม่รู้สึกว่าป่านี้รกทึบอย่างที่เขาว่าตรงไหนเลย“ทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือเอาไปเลี้ยงคนอื่นหมด ข้ารู้นะว่านางเอาเงินไปทำอะไร”“ก็นางเป็นคนจิตใจดี นางกำพร้าพ่อแม
“ก็ตามที่ข้าน้อยบอก อาการของนางดีขึ้นมากแล้ว”“ข้าอยากไปดูให้เห็นกับตา พาข้าไปหานางได้ไหม”“ไม่ได้เจ้าค่ะ”“ทำไม”“มันไม่เหมาะสมนี่เจ้าคะ และข้าน้อยก็ไม่อยากมีปัญหากับจำปีด้วย”“ก็บอกนางไปว่าข้าตามไปเอาน้ำผึ้งก็ได้ และห้ามเจ้าบอกความรู้สึกของข้าให้นางรู้เด็ดขาด เพราะข้าจะบอกกับนางเอง”“ข้าพาท่านไปด้วยไม่ได้จริง ๆ แต่ถ้าท่านอ๋องน้อยจะแอบตามไปข้าก็จนปัญญา เพราะข้าไม่รู้ไม่เห็น”ใบหน้าถมึงทึงค่อยยิ้มได้เมื่อได้ยินดังนั้น “ขอบใจ”“ห้ามพลั้งปากบอกจำปีเด็ดขาดนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นนางคงโกรธข้ามาก”“ข้าไม่พลาดหรอก เจ้านั่นแหละที่ควรระวังปากเอาไว้ พูดเก่งเหลือเกิน” พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป “ข้าไปก่อนนะ”“แล้วไม่ไปด้วยกันหรือเจ้าคะ”“เจ้าไม่ต้องมาสนใจหรอก” ก็นางบอกให้แอบไป เขาก็จะทำให้มันเหมือนจริงไปเลย“อะไรของเขา” มะลิบ่นเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อเตรียมอาหารไปฝากจำปีด้วย....................หลังจากแยกกับหญิงสาวแล้วกุ้ยหย่งเฟิงก็เดินเข้าตรอกเล็ก ๆ เพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตา ตั้งใจจะไปที่ร้านขายยาที่จำได้ว่าอยู่ใกล้ ๆ กับปากตรอก เพื่อหาซื้อยาที่ดีที่สุดสำหรับรักษาคนโดนผึ้งต่อย“เรื
ตลาดนานาชาติ“เดินให้มันเร็ว ๆ หน่อยสิเพ่ยจู ทำตัวเหมือนใกล้จะตายไปได้”“ข้าเดินมาหลายร้านแล้วนะเจ้าคะคุณหนู” สาวรับใช้วัยสิบเจ็ดพูดกับคุณหนูที่นั่งรออย่างสบายใจอยู่ในเพิงหลังหนึ่ง ปล่อยให้นางต้องเดินหาน้ำผึ้งกับเมล็ดกาแฟคั่วไปทั่วทุกร้านตั้งแต่ทิศเหนือจรดใต้ ทิศตะวันออกจรดตะวันตกอยู่คนเดียว“แล้วได้มาไหม”“ยังไม่ได้เจ้าค่ะ”“งั้นก็เดินต่อไปจนกว่าจะได้ของมา ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”“ขอข้านั่งพักสักครู่นะเจ้าคะคุณหนู”“ห้ามพักจนกว่าจะได้ของที่ข้าต้องการ ไปสิ!” ไป๋หลานตะคอกใส่สาวใช้อย่างหมดความอดทน ไม่สนว่าใครจะผ่านมาได้ยิน เพราะพวกมันไม่ใช่ชนชั้นสูงที่นางต้องให้เกียรติ หรือกลุ่มคนที่นางต้องทำการค้าร่วมด้วย“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้ผู้ต่ำต้อยจำต้องทนฝืนความเมื่อยล้าของขาแข้ง รีบวิ่งไปจากนายสาวผู้เอาแต่ใจ…………………..กุ้ยหย่งเฟิงรีบลุกจากที่นั่งเมื่อสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลมองเห็นเพื่อนสนิทของคนที่ตั้งใจจะมาหาเดินออกมาจากบ้านของนาง“แม่นาง”“เรียกข้าหรือ..ท่านนั่นเอง” จากคำถามเปลี่ยนเป็นแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายถนัดตา “ข้าชื่อปิงปิง หรือจะเรียกมะลิเหมือนที่จำปีเรียกก็ได้นะ”“แม่นางปิงปิง ข้าชื่อหย่
เขาเคยได้รับจดหมายลับแบบนี้มาแล้วสามครั้ง และทุกครั้งก็เป็นจริง เขาไม่เคยผิดหวังกับการให้ข่าวของบุคคลผู้นี้ ด้วยความอยากจะรู้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร จึงส่งคนสนิทออกไปติดตามข่าว จึงทำให้รู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือท่านกฤษณะ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นภารตะนั่นเอง แต่ก็ไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับคนของตัวเอง“ท่านจ
“ดอกไม้บางดอกพิษร้ายเกินตัว ข้าเกรงว่าจะต้องระวังกันมากกว่าเดิม ดังนั้นข้าจะไม่ทำตามที่ท่านบอก จนกว่าจะได้ส่งนางขึ้นฝั่งที่ภารตะเรียบร้อยแล้ว” จอห์นมองหน้าสหายรักด้วยสายตานิ่งลึก “หลังจากนั้นข้าจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่านางคือนายหญิงของท่าเรือแห่งนี้”“ก็ดีเหมือนกัน” เอียนกล่าวลาเมื่อเห็นหลินโม่วเดินมา
เขาผละออกจากร่างอุ่น แล้วเอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้าคมคายไร้ที่ติพร้อมกับรอยยิ้ม“ลาก่อนยอดรักของข้า” พูดจบก็คว้าจอกไวน์แดงที่ยังมีฟองลอยเอ่อขึ้นมาดื่ม แล้วกลืนลงคอพร้อมกับน้ำตาก่อนที่ทุกอย่างจะอับแสงกลายเป็นมืดมิด ลอยด์เห็นใบหน้าของเอียนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก และมีน้ำตาไหลออกมา....................
ณ อีกฟากหนึ่งของเรือเฉาไม่คิดเลยว่าเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งเค่อ กลุ่มโจรไคกุจะจับคนสำคัญของเรือลำนี้ไว้ได้ทั้งหมด ทันใดนั้นเขาก็คิดว่าต้องมีหนอนบ่อนไส้ และคนนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากคนที่กำลังจับตามอง แต่นางทำได้อย่างไร ทำไมถึงคลาดสายตาคนของเขาไปได้“ได้ข่าวว่าเจ้าฆ่าคนเก่งที่สุดของข้าไป ฝีมือของเจ้าไม่







