LOGIN“นวด...ของข้าสิ” เซียวอ๋องเกลี่ยริมฝีปากของเธอเบาๆ “ใช้ปากของเจ้านวดนะ เอาให้สุดฝีมือเลย อยากรู้นักว่าจะปากดีสักแค่ไหน” นางเอกเรื่องอื่นทะลุมิติเข้าวัง ไม่ก็ทะลุมิติมาเจอพระเอกหล่อๆ แต่ชะตาของหนูทะลุมิติมาอยู่ซ่อง วาสนาของอีสาวนักสู้จริงๆ ลลิตา สาวออฟฟิศฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองอยู่ในหอหยกเขียว หอนางโลมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง รับจ๊อบดีดพิณตะแหง่วๆ กล่อมแขก หากินไปเรื่อย เสียงเพี้ยนจัดจนไปสะกิดต่อมรำคาญของเซียวอ๋อง อ๋องจอมโหด ดุอย่างกับยักษ์มาร อ่ะ... งั้นหนีไปเต้นลำไยก็ดันไปเตะตาท่านชายอวิ๋นหลงอีก งุ้ย... ปวดหัวว้อย...
View More**คำเตือน**
-นิยายนามปากกา ศศิชา เป็นนิยาย PWP สำนวนอีโรติก -ไม่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี -เรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องแต่ง ไม่มีตัวละครอยู่จริงและแสดงถึงความกระหายด้านมืดของตัวละคร โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านมี ebook ขายที่เว็บ m*b นะคะ กดค้นหานามปากกา ศศิชา ได้เลยจ้า
เสียงม่านแพรกระพือตามสายลมดังแผ่วเบา แสงเทียนสลัวส่องลอดผ่านผ้าสีแดงฉานที่ปกคลุมห้องไว้ กลิ่นกำยานหอมอบอวลชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในความฝัน ทว่าร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลักกลับรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งอยู่ในฝันร้ายเสียมากกว่า
ช่วยด้วย... ใครก็ได้ช่วยด้วย...
“ดูนางสิ โดนโจรปล้นมารึไงเนี่ย”
“รีบเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเร็วเข้า ไปเจออะไรมานะ ฝุ่นเปรอะเต็มตัวเลย”
เสียงพูดคุยจ่อกแจ่กดังรอบตัว ลลิตาอยากจะลืมตา อยากจะเปล่งเสียงออกมาแต่มันช่างยากลำบาก ทั้งปากทั้งจมูกมีฝุ่นผงติดเต็มไปหมด เนื้อตัวก็เจ็บแปลบ คันยิบๆ เมื่อมีคนช่วยเช็ดหน้าให้ ลลิตาถึงได้หายใจคล่องขึ้น
ลลิตาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทัศนียภาพตรงหน้าทำให้หัวใจเธอเต้นระรัว เธอไม่ได้อยู่ในห้องพักเล็กๆ ของอพาร์ตเมนต์ใจกลางเมืองอีกต่อไปแล้ว ผนังไม้หนาหนัก ฝ้าเพดานฉลุลวดลายแบบจีนแท้ ผ้าปูเตียงปักลวดลายวิจิตร และร่างของหญิงสาวหลายคนที่รายล้อมเธออยู่
"นางฟื้นแล้ว!" เสียงหนึ่งดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจโล่งอกของใครหลายคน
หญิงสาวรอบตัวแต่งกายด้วยชุดแพรโปร่งบาง เนื้อผ้าแนบไปกับเรือนร่างเผยให้เห็นทรวดทรงงดงาม เส้นผมดำขลับม้วนเป็นทรงสูงปักปิ่นทองระยับ ทุกคนล้วนงดงามราวกับภาพวาด ทว่าดวงตาคู่งามเหล่านั้นฉายแววเข้มแข็ง ใช้ชีวิตผ่านโลกมาไม่น้อย
“ยังไม่ต้องรีบลุก นอนลงไปก่อนเถอะแม่หนู”
“โอย...” ลลิตาพยายามขยับตัว แต่ศีรษะปวดหนึบเหมือนถูกทุบด้วยก้อนหิน เธอพยายามเปล่งเสียง แต่สิ่งที่หลุดออกมากลับเป็นเสียงแหบพร่า
“เอ้าๆ ดื่มน้ำก่อนค่อยพูด”
พี่สาวคนสวยยื่นถ้วยน้ำให้ ลลิตาคว้าไปดื่มรวดเดียวจนหมด เธอต้องซัดน้ำไปเต็มๆ ถึงสามถ้วยใหญ่ๆ ถึงได้สดชื่นขึ้น
“ขอบคุณนะคะ ฉันนึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว”
"เอ๊ะ นางพูดอะไรน่ะ?" หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปมองสหายข้างกาย
"หรือว่านางจะมาจากต่างแดน " อีกคนกระซิบเบาๆ
ลลิตากะพริบตาปริบ ๆ ฟังไม่ออกเลยว่าคนพวกนี้พูดอะไร แต่จากน้ำเสียงและสีหน้า เธอเดาได้ว่ากำลังเป็นที่จับตามอง ลลิตามองไปรอบๆ ต่างฝ่ายต่างงุนงง เธอลองหลับตาแล้วลืมตาขึ้นช้าๆ แต่ทุกอย่างรอบตัวดูแปลกไปหมด
ข้างตัว... มีผู้หญิงหลายคน ใบหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เธอคุ้นตาในภาพวาดจากหนังสือที่เคยอ่าน เสียงพูดดังขึ้นรอบตัว แต่มันไม่เหมือนกับภาษาที่ลลิตารู้จักแม้แต่น้อย… หัวเธอร้อนจี๊ดไปหมด คำพูดของพวกนางเหมือนเสียงนกที่เธอไม่เคยได้ยิน เพราะทุกคำไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้เลย…
ลลิตาพยายามเอ่ยอะไรออกไป แต่มันก็ออกมาเป็นเสียงแปลกๆ ชวนให้ตกใจและไม่เข้าใจในสิ่งที่พูดออกไป...
เกิดอะไรขึ้น? ที่นี่ที่ไหน? แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
กระทั่งวันเวลาผ่านไปสามปีจะว่าเร็วก็เร็ว จะว่าช้าก็ช้า... ลลิตานั่งมองมือของตนเองที่เปื้อนกลิ่นสมุนไพรและน้ำมันหอม พลางหลับตาลงอย่างเงียบงัน มีจดหมายที่ท่านชายอวิ๋นหลงเขียนมาอวดว่าลูกชายคนที่สองจากเมียคนที่สามคลอดแล้ว จดหมายนั้นเต็มไปด้วยมิตรภาพถึงน้องสาวอย่างลลิตา ทำให้เธอหลุดยิ้มได้ทุกครั้งที่ได้อ่านจดหมายของท่านชายส่วนเซียวอ๋อง...ตั้งแต่วันนั้น... ทั้งเธอและเซียวอ๋องต่างก็ไม่เคยพบหน้ากันอีก แต่ก็พอได้ยินข่าวคราวของพระองค์อยู่เนืองๆ ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบ ลลิตาเข้าใจดีหลายวันต่อมาเซียวอ๋องนั่งบนชั้นสองของภัตตาคาร อยู่ห่างจากร้านชิงเหอฟางที่ลลิตาเปิดสาขาอยู่ในย่านพลุกพล่านของเมืองหลวง เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ นั่งมองร้านเครื่องสำอางของลลิตาอย่างเหม่อลอยลลิตาสวยโดดเด่นท่ามกลางฝูงชนที่เดินไปมาผ่านหน้าร้านเสมอ เธอดูสุขสบายดี ทำงานคล่องแคล่ว ค้าขายจนกลายเป็นมหาเศรษฐีนีที่แม้แต่ขุนนางยังต้องเกรงใจ และเป็นแม่หญิงที่เผยแพร่ความรู้จนการทำเครื่องสำอางแพร่หลาย กลายเป็นสิน
ลลิตาเห็นแววตาที่กลับมามีประกายเหล่านั้น เธอจึงเริ่มต่อยอดธุรกิจ ให้พวกอดีตคณิกาสามารถนำสินค้าไปขายต่อได้ โดยแบ่งกำไรจากยอดขายอย่างเป็นธรรม หลายคนเริ่มเก็บเงินได้พอที่จะกลับบ้านเกิด ไปตั้งตัวใหม่ในฐานะแม่ค้าบางคนขายเก่งจนร่ำรวย เปิดร้านของตนเอง และกลายเป็นเครือข่ายกระจายสินค้าของลลิตาทั่วทั้งแคว้นจากห้องเล็กๆ หลังร้าน กลายเป็นศูนย์ส่งสินค้าจากพี่สาวไม่กี่คน กลายเป็นชุมชนของหญิงสาวที่ลุกขึ้นยืนด้วยสองเท้าชื่อของ “หลันลี่ฮวา” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของหญิงคณิกาที่เคยงดงามในหอหยกเขียวอีกต่อไปแต่มันกลายเป็น สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ถูกกล่าวถึงสินค้าเธอโด่งดังไปถึงต่างแคว้นลลิตาไม่เพียงขายเครื่องสำอาง แต่เธอขายความหวัง และศักดิ์ศรีที่ถูกพรากไปจากผู้หญิงจำนวนมาก ให้กลับคืนมาในรูปแบบที่ไม่มีใครกล้าลบล้างได้อีกต่อไป---------------ซิงซิงได้เป็นคนโปรดของท่านขุนนางอยู่ประมาณครึ่งปี ความรุ่งโรจน์ของนางก็อยู่ได้ไม่นาน ขุนนางคนนั้นมีความเบื่อหน่ายเร็วพอๆ ก
“ข้าทำให้ท่านอ๋องผิดหวังแล้ว... ตั้งแต่วันนั้น ข้าก็ไม่ได้พบท่านอ๋องอีกเลยเจ้าค่ะ”“เอาเถอะ ข้าเชื่อว่าเขาเองก็คิดถึงเจ้าไม่แพ้ข้าแน่นอน หากมีโอกาสข้าจะแวะมาเยี่ยมเจ้า ขอให้เจ้าโชคดี ลี่ฮวา หากฟ้าลิขิตให้เราพบกันอีกครั้ง ข้าหวังว่าจะได้เห็นเจ้าที่ยิ้มจากหัวใจให้ข้า ไม่ใช่เพราะต้องฝืน”“ฮิๆ นั่นเขาเรียกว่ายิ้มการค้าเจ้าค่ะ ริจะเป็นแม่ค้าแล้วจะไม่ยิ้มได้อย่างไร”“เถียงเก่งนัก หากต้องการให้ข้าช่วยเหลือก็จงติดต่อไป อย่าได้ลังเล”“ข้าจะพยายามไม่ให้มีวันนั้นเจ้าค่ะ”“เขียนจดหมายหาข้าบ้าง อย่าได้เงียบหายไป อย่างน้อยข้าได้สบายใจว่าเจ้าสุขสบายดี” เขาดีดนิ้วใส่หน้าผาก ก่อนจะหันหลังจากไปอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของชา และคำพูดสุดท้ายที่ยังอ้อยอิ่งในอากาศ ลลิตาออกไปโบกมือส่งหลังจากไถ่ตัวเองออกจากหอหยกเขียว ลลิตารู้ดีว่าผู้หญิงอย่างเธอในยุคนี้ไม่มีทางรอด หากไม่ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองเมื่อเริ่มจากร้านเสริมสวยเล็กๆ ข้างตลาดในย่านกลางเมือง
บทส่งท้ายหลังจากตัดสินใจแน่วแน่ ลลิตาก็ไถ่ตัวเองออกจากหอหยกเขียวด้วยเงินที่สะสมมาในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา พวกรุ่นพี่ในหอหยกเขียวต่างร้องห่มร้องไห้ อวยพรให้เธอโชคดี จะมีก็แต่ซิงซิงที่ปรบมือดีใจลลิตาเลือกเช่าห้องเล็กๆ ริมถนนสายหนึ่งในเมือง และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นร้านเสริมสวยสำหรับสตรี ไม่ใช่แค่แต่งหน้าแต่งผม แต่เป็นสถานที่ที่ผู้หญิงธรรมดาจะได้รู้สึกว่างาม งดงามอย่างที่พวกเธอเป็นร้านเล็กๆ บนถนนรองซึ่งเคยเงียบเหงา บัดนี้กลับกลายเป็นที่สะดุดตาของผู้คน ป้ายไม้ที่เขียนว่า “ชิงเหอฟาง” หรือ ห้องงามสงบ แขวนไว้หน้าร้าน มีภาพดอกเหมยเบ่งบานเคียงคำว่า “เสริมงามให้ใจ งามได้ไม่ว่าชนชั้น”ลลิตาในชุดผ้าฝ้ายเรียบแต่สะอาดสะอ้าน ผูกผมขึ้นสูงอย่างคล่องแคล่ว กำลังใช้แปรงถ่านไม้แต่งคิ้วให้หญิงชราเจ้าของร้านเย็บผ้าข้างๆ“เพียงปรับปลายคิ้วขึ้นหน่อย ท่านก็จะดูสดใสขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”หญิงชราส่องกระจกทองเหลืองก่อนจะหัวเราะเสียงใส &
บทที่ 12 เอากันริมธาร“เจ้าคงจะไม่เคยออกนอกเมืองเลยสินะ”“เพคะ” หลังจากเสพสวาทจนอิ่มเอมใจ ลลิตาเอนกายนั่งพิงอยู่ในอ้อมแขนกำยำ ทอดสายตามองท้องทุ่งอย่างสุขใจ“เจ้ามีความสุขหรือไม
“ไหนๆ ก็มีพื้นที่เหลือเฟือ เปิดร้านเสริมสวยซะเลยดีกว่า”เมื่อนึกได้ก็ลงมือทันที ลลิตาก็เดินตรงเข้าไปหาแม่เล้าอย่างมั่นใจ หลังจากได้ห้องพักสุดหรูมาครอบครอง เธอก็เริ่มมีความคิดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้... เธอจะขอเปิด “ร้านเสริมสวย” ให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที"ท่า
ลลิตากำยาไว้ในมือแน่น รู้ดีว่าการปฏิเสธไม่ใช่ทางเลือก เธอไม่มีที่ไป ไม่มีญาติ ไม่มีหนทางแต่สิ่งหนึ่งที่ยังมีอยู่คือ “ใจ” ของเธอเธอจะทำทุกอย่างเพื่ออยู่รอด โดยไม่ต้องขายร่างกาย ลลิตาเชื่อว่ายังมีทางอื่น… ทางของตัวเธอเองแต่จะทำอย่างไรเล่า...
สุดยอดเลย...ลลิตากระพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อ สาวใช้ข้างตัวจึงรีบกระซิบว่า "ห้องนี้เป็นห้องพิเศษ ถ้าแขกคนไหนกระเป๋าหนักก็เปิดห้องนี้สุขสันต์กับคณิกาที่ถูกใจได้ คืนหนึ่งต้องจ่ายถึงสามพันตำลึง! แต่ท่านอ๋องช่างใจกว้างนัก จ่ายล่วงหน้าไว้ให้พี่ใช้นอนเล่นหนึ่งปีเต็ม"ลลิตาสำลัก











