로그인ประเทศจีน
พุทธิญาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของโรงแรมด้วยความรู้สึกสดชื่นสดใส ไม่มีวี่แววว่าเหน็ดเหนื่อยแม้แต่นิด
วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่เธออยู่ที่นี่ ได้ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง
วันนี้เธอได้นั่งเรือล่องแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำเหลืองในอดีต ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของคนที่นี่มาตั้งแต่โบราณกาล
ถ้าเธอจำไม่ผิดคนไทยก็มีถิ่นกำเนิดจากแถบนี้เหมือนกัน
จึงสรุปเอาเองว่าไทยจีนก็มาจากเทือกเดียวกัน แต่พอแตกหน่อไปอยู่ต่างถิ่นจึงต่างภาษาออกไป
ช่วงบ่ายเธอก็ได้ไปวัดเส้าหลิน เป็นวัดแห่งแรกที่บุกเบิกพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ของผู้ออกบวชจากประเทศอินเดีย เธอและเพื่อน ๆ ชมความงามของงานสถาปัตยกรรมในสมัยโบราณต่าง ๆ ตบท้ายด้วยการชมโชว์กังฟู จนถึงเวลาบ่ายแก่ ๆจึงบอกให้ไกด์หน้าตาหล่อตี๋ ขวัญใจนังปลาหมึกพากลับเข้าที่พัก...
‘กุ้ยถิง เจ้ารู้ตัวหรือไมว่าความงามของเจ้า ในปฐพีนี้หาได้มีใครเสมอเหมือน เจ้างามยิ่งนัก ออกเรือนมาเป็นพระชายาของข้าเถิดนะ’
ชายหนุ่มที่เธอเห็นเป็นเพียงเงารางเลือน ค่อย ๆ เดินเข้ามา เธอพยายามเพ่งมองด้วยความตั้งใจ เพราะอยากเห็นหน้าของเขาชัด ๆ
แต่เธอยิ่งเพ่งมองมากเท่าไหร่ มันก็เหมือนกับการเดินเข้ามาของเขาถอยห่างออกไปทุกก้าว เธอจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินไปหาเขาเอง พยายามซอยเท้าเพื่อให้ทันเขา
“คุณคะ กลับมาก่อน คุณเป็นใคร กลับมาหาฉันก่อน คุณ.. คุณคะ อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน คุณ..” เธอทั้งวิ่งทั้งเรียกจนเหนื่อยหอบ “คุณคะ คุณ”
“เฮ้ย! ยิปซี ละเมออะไรของแกน่ะ” ปลาหมึกเขย่าตัวของเพื่อนรักที่นอนห้องเดียวกัน ด้วยความเป็นห่วงระคนหวาดหวั่น
พุทธิญาลืมตาตื่น แล้วมองหน้าเพื่อนสนิทที่มองจ้องเธออยู่
“ปลาหมึก” เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วดูนาฬิกาที่ข้อมือ “จะหนึ่งทุ่มแล้วเหรอ โทษทีนะฉันเผลอหลับไม่รู้ตัวเลย”
“เธอฝันอะไรเหรอยิปซี เธอเรียกใครให้กลับมาเสียงดังมาก ทำฉันขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย” ปลาหมึกยื่นแขนให้เพื่อนดูเพื่อยืนยัน
“หมึก แกจะเชื่อฉันมั้ย ถ้าฉันบอกว่าฉันฝันเห็นผู้ชายคนนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว ฝันถึงเขาตั้งแต่ก่อนเดินทางมาเที่ยวด้วยซ้ำ ฝันซ้ำ ๆ อยู่แบบนี้ตลอดเลย”
“แล้วแกฝันถึงใครล่ะ”
“ไม่รู้ ฉันไม่รู้จักเขา รู้แต่ว่าเป็นคนจีนแต่งชุดโบราณ ท่านจอมยุทธ์ประมาณนั้น”
“ฉันว่าแกฟุ้งซ่าน จะมาเที่ยวเมืองจีนเลยคิดมากจนเอามาเป็นความฝัน ฟันธง” ปลาหมึกทำท่าสะบัดมือแบบหมอดูชื่อดัง
“ค่ะคุณหมอรัก” พุทธิญาล้อเลียนเพื่อน ลึก ๆ ก็หวั่นไหวแต่ไม่อยากแสดงออกให้เพื่อนเห็น “ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ฉันขอเข้าห้องน้ำแป๊บนะ” แล้วลุกไปเข้าห้องน้ำ สำรวจความเรียบร้อยของหน้าตาและเสื้อผ้า
ออกมาก็เห็นเพื่อน ๆ มารวมตัวกันที่ห้องแล้ว จึงชวนกันลงไปกินข้าวที่ร้านอาหารที่ไกด์แนะนำ…
วันที่ห้าในประเทศจีน ไกด์หนุ่มตี๋พาลูกทัวร์ทั้งสี่ไปเยือนที่หลงเหมิน สือคูหรือถ้ำผาประตูมังกร ซึ่งมีงานเขียนโบราณ งานประติมากรรม และศิลาจารึกเรื่องราวต่าง ๆ มากมายนับหมื่นผลงาน
เที่ยวเมืองลั่วหยางซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในห้าอันเก่าแก่ของประเทศจีน เป็นเมืองหลวงในสมัยโบราณถึงเจ็ดสมัยด้วยกัน และปิดท้ายด้วยการไปสักการะกวนหลิน หรือสุสานขุนพลกวนอู ซึ่งคนจีนเปรียบท่านเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม
วันที่หก พวกเธอได้ไปเที่ยวที่กำแพงเมืองโบราณ ที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ที่มีขนาดยาวและกว้างมากขนาดเอารถสามคันไปวิ่งบนกำแพงได้ ไปดูศาลไคฟงของท่านเปาบุ้นจิ้น และปิดทริปวันนี้ด้วยการเดินเที่ยวตลาดใกล้ ๆ กับโรงแรมที่พัก
“ขอบคุณมากนะคะคุณเฉิน พรุ่งนี้พบกันค่ะ” พุทธิญาพูดภาษาจีนกลางกับไกด์เมื่อเขาส่งพวกเธอลงที่ตลาด
“พรุ่งนี้พบกันครับ ยิปซี พวกคุณชอบดูดวงมั้ย ถ้าชอบผมขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปในซอยเล็ก ๆ นั้น เดินตรงเข้าไปสักพักจะเจอศาลเจ้า ที่นั่นมีหมอดูเป็นหญิงชราที่ดูหมอแม่นมาก ใคร ๆ ก็เรียกเธอว่าธิดาเทพ”
“จริงเหรอคะคุณเฉิน ฉันไม่ได้ดูดวงมานานแล้วค่ะ อยากลองเหมือนกัน” พุทธิญากล่าวอย่างกระตือรือร้น เพื่อให้คนที่แนะนำรู้สึกดีไปด้วย
“จริงครับ แต่ผมไม่รับรองนะว่าป้าเขาจะดูให้พวกคุณหรือเปล่า”
“ทำไมล่ะคุณเฉิน” พุทธิญาสงสัย
เขามองหน้าเธอแล้วส่งยิ้มให้ “เพราะป้าเขาจะเลือกดูให้บางคนเท่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเปล่านะครับ..” แล้วขยับหน้าไปใกล้ ๆ ยกมือป้องปากอย่างมีมารยาท “ผมยังได้ยินเขาลือกันว่าป้าเขาอยู่แบบนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว” กระซิบกับเธอเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยินด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พุทธิญายิ้มอ่อน ๆ แล้วส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะคุณเฉิน คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น”
“แต่เธอไม่ใช่คน ป้าเขาเป็นธิดาเทพนะครับ” เขายืนยันเสียงแข็ง
ยิปซีไม่อยากค้านเพราะเกรงว่าจะเสียมารยาท “โอเคค่ะฉันจะลองไปตามที่คุณแนะนำ แต่เธอคงไม่เลือกฉันหรอก” เธอพูดติดตลก
“ผมหวังว่าคุณจะถูกเลือกนะครับ” แล้วบอกลาเธอกับคนอื่น ๆ ก่อนจากไป
เมื่อเฉินเดินจากไปแล้ว พุทธิญาจึงเดินนำหน้าเพื่อน ๆไปตามซอกซอยต่าง ๆไม่ได้สนใจซอยที่เขาแนะนำเลยสักนิด เพราะถ้าเป็นอย่างที่เขาพูดจริง เธอคงไม่ได้ดูดวงกับธิดาเทพท่านนั้นแน่
ก็เธอทั้งไม่เชื่อและไม่ใช่คนจีน ท่านคงไม่ดูให้เธอ
“หุย! คนจีนนี่เขากินอะไรกันแปลก ๆ เนอะแก กินโหดยิ่งกว่าบ้านเราอีก ดูสิ ตะขาบ หนอน แมลงอะไรนั่น โอ๊ย! ไม่ไหวแล้ว รีบไปจากตรงนี้เถอะพวกแก ฉันจะตายอยู่แล้ว” พุทธิญาทนไม่ไหวจริง ๆ กับสิ่งที่เห็น
เธอไม่ใช่ผู้หญิงจุกจิกเรื่องการกินสักเท่าไหร่ แต่แบบนี้เธอรับไม่ได้จริง ๆ...
หลังจากที่ออกมาจากตลาดแล้ว ทุกคนก็เห็นพ้องว่าเดินกลับโรงแรมดีกว่า ตอนนี้จึงลงเอยที่คาเฟ่ภายในโรงแรม เพื่อหาเครื่องดื่มเย็น ๆ แก้กระหาย
“กาแฟที่นี่สู้กาแฟเย็นบ้านเรายังไม่ได้เลย” พุทธิญาเจ้าเดิมบ่นพึมพำ เธอไม่ใช่คนขี้เหนียว แต่เมื่อเสียเงินแสนแพงไปแล้วก็ต้องได้ของดีรสชาติถูกลิ้น “แต่ก็คงอร่อยของบ้านเขาแหละ ฉันเรื่องมากเอง”
“ทนกินไปก่อนเถอะยิปซี อีกสามวันก็ได้กลับบ้านเราแล้ว” แวนพูดปลอบ แล้วยกน้ำชาที่รสชาติเข้มมากสำหรับคนไทยอย่างเธอ แต่เมื่อกลืนลงคอไปแล้วกลับรู้สึกชุ่มคอดีเหลือเกิน จึงชักชวนให้เพื่อนคนอื่นได้ลิ้มชิมรสกันบ้าง
“ถ้าข้าบอกว่ายังไม่มี เจ้าจะติดต่อให้ข้าหรือ” จำปีเริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายละลาบละล้วงจนเกินงาม แต่ก็ยังพูดจายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร“เปล่า ๆ” เพ่ยจูรีบโบกมือปฏิเสธ ทำหน้าเลิกลั่กเมื่อเห็นสายตาเอาเรื่องของบุรุษข้าง ๆ “ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนสวยมาก หน้าตาคมคายไร้ที่ติ ไม่มีคนรักมันแปลกไปหน่อย”“ขอบคุณที่ชมเจ้าค่ะ” จำปีน้อมศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มสดใส“ข้าไปก่อนนะ” เพ่ยจูไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีจึงบอกลาและเดินจากไปดื้อ ๆ“ข้าก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน” เจี้ยนคังบอกลาจำปีและเดินไปทิศทางเดียวกับหญิงสาวที่เขาก็จำได้ว่านางเป็นใคร เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้ายตรอกวันนั้นเขาก็ได้เห็นและได้ยินเหมือนกัน และรู้ว่าคุณหนูของนางไปที่คฤหาสน์หลายครั้งติดต่อกัน จึงสงสัยว่าการมาซื้อซาลาเปาของนางในครั้งนี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง....................คฤหาสน์ประมุขฉีไป๋หลานผลักสาวใช้เข้าไปในห้องนอนแล้วรีบปิดประตูด้วยมือของตัวเอง“เป็นอย่างไรบ้าง ได้เรื่องไหม”“เจ้าค่ะคุณหนู ทั้งตลาดมีร้านซาลาเปาเพียงร้านเดียวที่คนขายเป็นสตรีชาวหลอหูเจ้าค่ะ” เพ่ยจูตอบคำถามตามที่ได้รับมอบหมายให้ไปสืบ แล้วยื่นห่อกระดาษที่ห่อซาลาเปาให้คุณ
จำปีเดินจนเกือบจะเป็นวิ่งตามชายหนุ่มที่ก้าวเท้ายาว ๆ ไปทางชายหาด “ข้าจะเกลียดคนดี ๆ ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ได้อย่างไรเล่า”เท้าใหญ่ที่เดินหนีวกกลับไปหาหญิงสาวแล้วยืนขวางหน้า บังนางจากแสงแดดด้วยร่างที่สูงใหญ่กว่าได้อย่างเหมาะเจาะ“ถ้าอย่างนั้นมาปลูกต้นรักกับข้าเลยไหม”“ท่าน!..” จำปีอ้ำอึ้งทำตัวไม่ถูกนอกจากใจเต้นแรงกับคำถามจู่โจมของเขา“ข้าเป็นคนมือเย็นเท้าเย็นแต่ใจไม่ได้เย็นตามหรอกนะ ภายใต้ความสุขุมข้าซ่อนความดื้อรั้นเอาแต่ใจเอาไว้มากพอสมควร ทางที่ดีรีบตอบคำถามของข้าก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนดีกว่า”“ท่านมีภรรยาหรือไม่ ถ้ามีข้าขอปฏิเสธ แต่ถ้าไม่มีข้าก็ยินดีเปิดใจ” นางตอบอย่างตรงไปตรงมา เพราะคิดว่าถึงเวลาที่ต้องคิดเรื่องมีครอบครัวสักที และเขาก็เข้ามาได้ถูกจังหวะพอดี……………….คฤหาสน์ประมุขฉี“ท่านปู่ต้องการพบข้าด่วน มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”“นั่งลงสิ” ผู้เฒ่าฉีกล่าวกับหลานสาวและมองใบหน้างามเพริศพริ้งนั้นด้วยความรู้สึกหนักใจแต่ไม่แสดงออกให้เห็น “อ๋องน้อยเป็นอย่างไรบ้าง หลายวันที่เจ้าเทียวไปหาเขา เขาดีกับเจ้าหรือเปล่า”ไป๋หลานหลบสายตาจากผู้เป็นปู่ แสร้งหยิบกาน้ำชารินใส่ถ้วยเพื่อหลบจากสายตามากประสบกา
หญิงสาวได้แต่ขบฟัน มองหน้าที่หลับตาลงอย่างขัดเคืองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แม้อยากจะเดินไปผลักไสเขาออกไปจากกระท่อมแต่ก็ยังไร้เรี่ยวแรงจะทำถึงขนาดนั้น จึงเอนตัวลงนอนแล้วมองเขาไม่กะพริบตาด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน แล้วด้วยความเพลียหรือฤทธิ์ยาก็ไม่แน่ใจ ทำให้นางค่อย ๆ หลับไปไม่รู้ตัวกุ้ยหย่งเฟิงค่อย ๆ ลืมตาเมื่อได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอที่บอกให้รู้ว่าหญิงสาวหลับแล้ว คลี่ยิ้มละมุนเมื่อเห็นใบหน้าที่กระทบกับแสงสว่างของตะเกียง แล้วลุกออกไปจากกระท่อม ยืดเส้นยืดสายด้วยการฝึกเพลงดาบริมชายหาด....................ร้านทอผ้าแซ่ปิง“มะลิอยู่ไหน”“ย้อมผ้าอยู่หลังบ้านกระมัง” สามีตอบคำถามภรรยาที่เพิ่งกลับมาจากตลาด “ลูกเราไปสร้างเรื่องอะไรไว้อีกหรือเย็น” และถามต่ออย่างใส่ใจเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของนาง“เปล่าหรอกพี่ฉู แต่ข้าอยากรู้ว่านางรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า”สามีดึงมือภรรยาไปนั่งลงที่โต๊ะแล้วรินน้ำชาให้นาง “ดื่มน้ำชาให้ชื่นใจแล้วเล่าให้ข้าฟังว่าเรื่องอะไร”สตรีชาวหลอหูจิบน้ำชาที่สามีรินให้ครึ่งถ้วยก็วางลง “ข้าไปซื้อปลาที่ร้านพี่เสียง แล้วข้าก็ได้ยินมาว่าจำปีมีคนรักแล้ว”ปิงฉูคลี่ยิ้มกว้างอย่างยินดีกับข่
“ข้าได้ยินคนในตลาดคุยกันว่าลูกชายของท่านมีคนรัก อยู่กินด้วยกันแล้วด้วย”“โธ่เอ๊ย ข้าก็นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายที่ไหนเสียอีก”“ท่านไม่ตกใจเลยหรือ”“มีอะไรให้น่าตกใจเล่าหลินโม่ว ลูกเฟิงของข้าเป็นผู้ชายนะ จะมีคนรักก็ไม่เห็นแปลกอะไร ว่าแต่ข่าวลือที่เจ้าได้ยินมานั้น บอกด้วยหรือเปล่าว่าคนรักของลูกชายข้าเป็นบุรุษหรือสตรี”“พี่ยิปซี!” หลินโม่วคลึงขมับเมื่อได้ยินคำถาม“แบบนี้แสดงว่าเป็นสตรีสินะ”“ลูกชายท่านชอบบุรุษหรือ”“ต้องชอบสตรีสิ”“แล้วทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”“มีข่าวลือว่าลูกเฟิงของข้าไม่ยอมแต่งงานเพราะชอบเพศเดียวกัน”หลินโม่วทุบอกที่อัดอั้นด้วยความโมโห เพราะเรื่องที่ได้ยินจากปากของพี่สาวร่วมสาบานหนักกว่าเรื่องที่ตัวเองได้ยินมาเสียอีก“บ้าไปแล้ว ๆ ๆ ใครกันเป็นคนปล่อยข่าวลือเลว ๆ แบบนี้”“ไม่ต้องโมโหไปหรอกหลินโม่ว เสียสุขภาพเปล่า ๆ”“ท่านไม่โกรธบ้างหรือพี่ยิปซี”“เพราะข้ามั่นใจว่าลูกเฟิงของข้าไม่เป็นแบบนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าจะโกรธไปทำไม”“จิตใจของท่านช่างประเสริฐนัก ถ้าเป็นข้าคงจบไม่สวยแน่”ยิปซีหรือกุ้ยถิงคลี่ยิ้มละมุน “แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่าคนรักของลูกเฟิงข้าคือผู้ใด เจ้าพอจะได้ยินชื่อแซ่นางมาบ
ร้านทอผ้าแซ่ปิง“ขอบคุณนายท่าน”“ให้ข้าไปส่งข้างในไหม”“ไม่ต้อง แค่นี้ก็พอแล้ว ข้าไม่อยากให้คนในบ้านแตกตื่น” มะลิปฏิเสธน้ำใจของเจี้ยนคัง“ตามใจ ถ้าอย่างนั้นข้าขอลา”“เดี๋ยวก่อนนายท่าน” มะลิรั้งเขาไว้ด้วยคำพูด “ท่านมีม้าหรือไม่”“ทำไมหรือ”“ข้าเป็นห่วงจำปี ถ้าท่านมีม้าพรุ่งนี้มารับข้าไปหานางหน่อยได้ไหม”“ดูแลตัวเองให้หายก่อนดีกว่า ส่วนเพื่อนของเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่าอ๋องน้อยให้ข้าพาอาสะใภ้ของข้าไปช่วยดูแลนาง”“ถึงอย่างนั้นข้าก็อยากไปอยู่เป็นเพื่อนนางอยู่ดี ได้โปรดเถอะนะนายท่าน ข้าอยากให้นางฟื้นขึ้นมาแล้วเจอกับคนที่คุ้นเคย ไม่ใช่เจอแต่คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้”คำพูดของนางมีเหตุผลพอที่จะให้เจี้ยนคังเริ่มใจอ่อน ในที่สุดเขาก็พยักหน้ารับ“จะให้มารับยามไหนล่ะ”“ถ้าเป็นยามเหม่าจะเช้าไปไหม”“เช้าแน่ ข้าจะมารับเจ้าต้นยามเฉินก็แล้วกัน เตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม ถ้าข้ามาถึงแล้วไม่เห็นเจ้าข้าจะไปทันที” เขาตบท้ายด้วยคำขู่“ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน” หญิงสาวคลี่ยิ้มยินดี ก้มศีรษะกล่าวขอบคุณจากใจก่อนจะบอกลาและกระโดดขาเดียวเข้าไปในบ้าน.....................หมู่บ้านชาวประมง“คารวะอ๋องน้
คำพูดของนางทำให้เขาอึ้งไปเลยทีเดียว นางคิดวิธีนี้มาได้อย่างไร แต่ก็ยอมปล่อยมือตามที่นางขอ“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตรงนี้ถึงกระท่อมของเพื่อนเจ้ามันห่างกันแค่ไหน”“ทราบเจ้าค่ะ แต่ข้ากระโดดเก่งมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไปก่อนนะ”เจี้ยนคังมองหญิงสาวที่กระโดดขาเดียวจากไปด้วยความเร็วที่น่าทึ่งไม่วางตา จนกระทั่งมองเห็นว่าร่างบางเริ่มแรงแผ่วจึงก้าวเท้าตามไปประกบด้านหลัง ทิ้งระยะห่างประมาณสองก้าวยาว ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร กระทั่งนางยืนนิ่งแล้วค่อย ๆ วางเท้าข้างที่เจ็บลงบนพื้นพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ“ให้ข้าช่วยไหม”“ว้าย! โอ๊ย..” หญิงสาวสะดุ้งตกใจเสียงทุ้มจากด้านหลัง เผลอก้าวเท้าหนีจนทำตัวเองเจ็บ ตามมาด้วยอาการเขินอายจนร้อนฉ่าไปทั้งตัว เมื่อถูกคนตัวใหญ่อุ้มเอาไว้อีกครั้งและก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคง “ขะ ๆ ข้า ๆ เดิน ๆ เองได้ ปล่อยข้าลงเถอะ”“ข้าไม่อยากเสียเวลา ป่านนี้นายท่านของข้าคงเป็นกังวลแล้ว รีบไปกันดีกว่า”“ท่านก็นำไปก่อนสิเจ้าคะ เดี๋ยวข้ากระโดดตามไปเอง”“หยุดพูดก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วโยนเจ้ากลับเข้าไปอยู่กับงูในป่าเหมือนเดิม” คนขู่กระตุกยิ้มบางเบาเมื่อคำขู่ใช้ได้ผล……………
“ท่านหญิงต้องการอาบน้ำ หรือว่าจะกินมื้อค่ำก่อนเจ้าคะ”“ขออาบน้ำก่อนดีกว่า ขอน้ำอุ่นกว่าทุกครั้งหน่อยนะ” เธออ้อมแอ้มตอบออกไป แล้วรีบลงไปรวบเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมา“ได้เจ้าค่ะ”รออยู่ครู่ใหญ่ ๆ สาวใช้ก็เข้ามาบอกว่าเตรียมน้ำให้เรียบร้อยแล้ว
ผู้ติดตามทั้งสี่ที่นั่งคุยกันอยู่อีกโต๊ะใกล้ ๆ กัน ลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เมื่อเห็นอวี่หย่วนเจี่ยเข้ามาแทะโลมท่านหญิงถึงที่โต๊ะ“พวกเจ้านั่งลงเถิด” เธอหันไปพูดกับผู้ติดตาม ส่งสายตาบอกพวกเขาว่าไม่เป็นไร“ความงามของแม่นางทำให้ใคร ๆ ก็อยากยื่นมือทำความรู้จ
“ท่าเรือแห่งนี้ยาวสุดลูกหูลูกตามาก เดินทั้งวันก็คงไม่สุดท่า” เธอหันไปคุยกับเสี่ยวหลัน “ถ้าท่านหญิงเดินแบบนี้สองวันก็คงไม่ทั่วเจ้าค่ะ”&nbs
“ถ้าเป็นแบบนั้นข้าคงยอมไม่ได้ ข้าไม่อยากให้มือนุ่ม ๆ ของเจ้าต้องสากระคายเพราะจับมีดจับกระทะ” เขาทำตากรุ้มกริ่มใส่นาง เรื่องอะไรจะให้ว่าที่ชายาของเขาไปเป็นนางก้นครัว “ข้าจะให้พ่อบ้านติดประกาศรับพ่อครัวชาวเซียนหลัวให้เจ้าโดยเฉพาะ”“ไม่ต้อง เรื่องแค่นี้ข้าทำได้สบ







