로그인ประเทศจีน
พุทธิญาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของโรงแรมด้วยความรู้สึกสดชื่นสดใส ไม่มีวี่แววว่าเหน็ดเหนื่อยแม้แต่นิด
วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่เธออยู่ที่นี่ ได้ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง
วันนี้เธอได้นั่งเรือล่องแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำเหลืองในอดีต ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของคนที่นี่มาตั้งแต่โบราณกาล
ถ้าเธอจำไม่ผิดคนไทยก็มีถิ่นกำเนิดจากแถบนี้เหมือนกัน
จึงสรุปเอาเองว่าไทยจีนก็มาจากเทือกเดียวกัน แต่พอแตกหน่อไปอยู่ต่างถิ่นจึงต่างภาษาออกไป
ช่วงบ่ายเธอก็ได้ไปวัดเส้าหลิน เป็นวัดแห่งแรกที่บุกเบิกพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ของผู้ออกบวชจากประเทศอินเดีย เธอและเพื่อน ๆ ชมความงามของงานสถาปัตยกรรมในสมัยโบราณต่าง ๆ ตบท้ายด้วยการชมโชว์กังฟู จนถึงเวลาบ่ายแก่ ๆจึงบอกให้ไกด์หน้าตาหล่อตี๋ ขวัญใจนังปลาหมึกพากลับเข้าที่พัก...
‘กุ้ยถิง เจ้ารู้ตัวหรือไมว่าความงามของเจ้า ในปฐพีนี้หาได้มีใครเสมอเหมือน เจ้างามยิ่งนัก ออกเรือนมาเป็นพระชายาของข้าเถิดนะ’
ชายหนุ่มที่เธอเห็นเป็นเพียงเงารางเลือน ค่อย ๆ เดินเข้ามา เธอพยายามเพ่งมองด้วยความตั้งใจ เพราะอยากเห็นหน้าของเขาชัด ๆ
แต่เธอยิ่งเพ่งมองมากเท่าไหร่ มันก็เหมือนกับการเดินเข้ามาของเขาถอยห่างออกไปทุกก้าว เธอจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินไปหาเขาเอง พยายามซอยเท้าเพื่อให้ทันเขา
“คุณคะ กลับมาก่อน คุณเป็นใคร กลับมาหาฉันก่อน คุณ.. คุณคะ อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน คุณ..” เธอทั้งวิ่งทั้งเรียกจนเหนื่อยหอบ “คุณคะ คุณ”
“เฮ้ย! ยิปซี ละเมออะไรของแกน่ะ” ปลาหมึกเขย่าตัวของเพื่อนรักที่นอนห้องเดียวกัน ด้วยความเป็นห่วงระคนหวาดหวั่น
พุทธิญาลืมตาตื่น แล้วมองหน้าเพื่อนสนิทที่มองจ้องเธออยู่
“ปลาหมึก” เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วดูนาฬิกาที่ข้อมือ “จะหนึ่งทุ่มแล้วเหรอ โทษทีนะฉันเผลอหลับไม่รู้ตัวเลย”
“เธอฝันอะไรเหรอยิปซี เธอเรียกใครให้กลับมาเสียงดังมาก ทำฉันขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย” ปลาหมึกยื่นแขนให้เพื่อนดูเพื่อยืนยัน
“หมึก แกจะเชื่อฉันมั้ย ถ้าฉันบอกว่าฉันฝันเห็นผู้ชายคนนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว ฝันถึงเขาตั้งแต่ก่อนเดินทางมาเที่ยวด้วยซ้ำ ฝันซ้ำ ๆ อยู่แบบนี้ตลอดเลย”
“แล้วแกฝันถึงใครล่ะ”
“ไม่รู้ ฉันไม่รู้จักเขา รู้แต่ว่าเป็นคนจีนแต่งชุดโบราณ ท่านจอมยุทธ์ประมาณนั้น”
“ฉันว่าแกฟุ้งซ่าน จะมาเที่ยวเมืองจีนเลยคิดมากจนเอามาเป็นความฝัน ฟันธง” ปลาหมึกทำท่าสะบัดมือแบบหมอดูชื่อดัง
“ค่ะคุณหมอรัก” พุทธิญาล้อเลียนเพื่อน ลึก ๆ ก็หวั่นไหวแต่ไม่อยากแสดงออกให้เพื่อนเห็น “ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ฉันขอเข้าห้องน้ำแป๊บนะ” แล้วลุกไปเข้าห้องน้ำ สำรวจความเรียบร้อยของหน้าตาและเสื้อผ้า
ออกมาก็เห็นเพื่อน ๆ มารวมตัวกันที่ห้องแล้ว จึงชวนกันลงไปกินข้าวที่ร้านอาหารที่ไกด์แนะนำ…
วันที่ห้าในประเทศจีน ไกด์หนุ่มตี๋พาลูกทัวร์ทั้งสี่ไปเยือนที่หลงเหมิน สือคูหรือถ้ำผาประตูมังกร ซึ่งมีงานเขียนโบราณ งานประติมากรรม และศิลาจารึกเรื่องราวต่าง ๆ มากมายนับหมื่นผลงาน
เที่ยวเมืองลั่วหยางซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในห้าอันเก่าแก่ของประเทศจีน เป็นเมืองหลวงในสมัยโบราณถึงเจ็ดสมัยด้วยกัน และปิดท้ายด้วยการไปสักการะกวนหลิน หรือสุสานขุนพลกวนอู ซึ่งคนจีนเปรียบท่านเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม
วันที่หก พวกเธอได้ไปเที่ยวที่กำแพงเมืองโบราณ ที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ที่มีขนาดยาวและกว้างมากขนาดเอารถสามคันไปวิ่งบนกำแพงได้ ไปดูศาลไคฟงของท่านเปาบุ้นจิ้น และปิดทริปวันนี้ด้วยการเดินเที่ยวตลาดใกล้ ๆ กับโรงแรมที่พัก
“ขอบคุณมากนะคะคุณเฉิน พรุ่งนี้พบกันค่ะ” พุทธิญาพูดภาษาจีนกลางกับไกด์เมื่อเขาส่งพวกเธอลงที่ตลาด
“พรุ่งนี้พบกันครับ ยิปซี พวกคุณชอบดูดวงมั้ย ถ้าชอบผมขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปในซอยเล็ก ๆ นั้น เดินตรงเข้าไปสักพักจะเจอศาลเจ้า ที่นั่นมีหมอดูเป็นหญิงชราที่ดูหมอแม่นมาก ใคร ๆ ก็เรียกเธอว่าธิดาเทพ”
“จริงเหรอคะคุณเฉิน ฉันไม่ได้ดูดวงมานานแล้วค่ะ อยากลองเหมือนกัน” พุทธิญากล่าวอย่างกระตือรือร้น เพื่อให้คนที่แนะนำรู้สึกดีไปด้วย
“จริงครับ แต่ผมไม่รับรองนะว่าป้าเขาจะดูให้พวกคุณหรือเปล่า”
“ทำไมล่ะคุณเฉิน” พุทธิญาสงสัย
เขามองหน้าเธอแล้วส่งยิ้มให้ “เพราะป้าเขาจะเลือกดูให้บางคนเท่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเปล่านะครับ..” แล้วขยับหน้าไปใกล้ ๆ ยกมือป้องปากอย่างมีมารยาท “ผมยังได้ยินเขาลือกันว่าป้าเขาอยู่แบบนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว” กระซิบกับเธอเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยินด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พุทธิญายิ้มอ่อน ๆ แล้วส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะคุณเฉิน คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น”
“แต่เธอไม่ใช่คน ป้าเขาเป็นธิดาเทพนะครับ” เขายืนยันเสียงแข็ง
ยิปซีไม่อยากค้านเพราะเกรงว่าจะเสียมารยาท “โอเคค่ะฉันจะลองไปตามที่คุณแนะนำ แต่เธอคงไม่เลือกฉันหรอก” เธอพูดติดตลก
“ผมหวังว่าคุณจะถูกเลือกนะครับ” แล้วบอกลาเธอกับคนอื่น ๆ ก่อนจากไป
เมื่อเฉินเดินจากไปแล้ว พุทธิญาจึงเดินนำหน้าเพื่อน ๆไปตามซอกซอยต่าง ๆไม่ได้สนใจซอยที่เขาแนะนำเลยสักนิด เพราะถ้าเป็นอย่างที่เขาพูดจริง เธอคงไม่ได้ดูดวงกับธิดาเทพท่านนั้นแน่
ก็เธอทั้งไม่เชื่อและไม่ใช่คนจีน ท่านคงไม่ดูให้เธอ
“หุย! คนจีนนี่เขากินอะไรกันแปลก ๆ เนอะแก กินโหดยิ่งกว่าบ้านเราอีก ดูสิ ตะขาบ หนอน แมลงอะไรนั่น โอ๊ย! ไม่ไหวแล้ว รีบไปจากตรงนี้เถอะพวกแก ฉันจะตายอยู่แล้ว” พุทธิญาทนไม่ไหวจริง ๆ กับสิ่งที่เห็น
เธอไม่ใช่ผู้หญิงจุกจิกเรื่องการกินสักเท่าไหร่ แต่แบบนี้เธอรับไม่ได้จริง ๆ...
หลังจากที่ออกมาจากตลาดแล้ว ทุกคนก็เห็นพ้องว่าเดินกลับโรงแรมดีกว่า ตอนนี้จึงลงเอยที่คาเฟ่ภายในโรงแรม เพื่อหาเครื่องดื่มเย็น ๆ แก้กระหาย
“กาแฟที่นี่สู้กาแฟเย็นบ้านเรายังไม่ได้เลย” พุทธิญาเจ้าเดิมบ่นพึมพำ เธอไม่ใช่คนขี้เหนียว แต่เมื่อเสียเงินแสนแพงไปแล้วก็ต้องได้ของดีรสชาติถูกลิ้น “แต่ก็คงอร่อยของบ้านเขาแหละ ฉันเรื่องมากเอง”
“ทนกินไปก่อนเถอะยิปซี อีกสามวันก็ได้กลับบ้านเราแล้ว” แวนพูดปลอบ แล้วยกน้ำชาที่รสชาติเข้มมากสำหรับคนไทยอย่างเธอ แต่เมื่อกลืนลงคอไปแล้วกลับรู้สึกชุ่มคอดีเหลือเกิน จึงชักชวนให้เพื่อนคนอื่นได้ลิ้มชิมรสกันบ้าง
“ข้าไม่ได้ทำอย่างนั้นนะขอรับท่านหญิง ข้าบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่เชื่อก็ค้นตัวข้าได้เลย”“หุบปาก!” องค์เซียนตวาดลั่นด้วยความโมโห ก็เขาเห็นกับตาและเขามั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาดด้วย“ท่านนั่นแหละที่หุบปาก แล้วก็ปล่อยเขาด้วย” จินลี่ฮัวโมโหใส่บุรุษวัยกลางคน“ท่านหญิง” เสวี่ยกระตุกแขนของคุณหนู ใช้สายตาตำหนิจริงจัง “ทำไมท่านไม่ตรวจดูก่อนว่ามีอะไรหายไปจริงหรือเปล่า”“ข้ามั่นใจว่าไม่มี แต่ข้าจะตรวจดูก่อนก็ได้” หญิงสาวเหลือบมองบุรุษที่เข้ามาวุ่นวายไม่เข้าเรื่อง แล้วคลำไปที่ผ้ารัดเอวบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นลุงมองอาการคลำตามตัวของอีกฝ่ายโดยไม่แสดงอาการ เพราะกำลังเคืองนางที่เชื่อใจโจรมากกว่าเขา“..กำไลหยกที่ข้าซื้อให้ท่านแม่หายไปแล้วเสวี่ย” สีหน้าหาเรื่องเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ดวงตารื้นด้วยน้ำตา พยายามคลำตามตัวอีกรอบ“แล้วถุงเงินเล่า”“ช่างถุงเงินมันเถิด กำไลต่างหากที่สำคัญ”“แสดงว่านายท่านผู้นั้นพูดจริงสิเจ้าคะ” เสวี่ยกระซิบไม่เบานักกุ้ยจินลี่ฮัวหันขวับไปทางเขา น้ำตาที่รื้นดวงตาไหลปริ่มออกมาเป็นทาง แล้วเดินตึง ๆ ไปเกือบประชิด เงยขึ้นมองหน้าเขาแล้วหลุบลงมองคนที่ถูกเขาจองจำ“เจ้าขโมยกำไลหยกข้า
อาไต้เอ่ยถึงช่างแกะสลักหยกชื่อดังแห่งอาณาจักรฉางอานที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเขาผู้นั้นเคยถูกจักรพรรดิเรียกตัวไปพบเพื่อแกะสลักหยกพระราชทานให้แก่ประเทศอาคันตุกะที่นำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย“ข้าก็คิดเหมือนเจ้า แต่กำไลหยกวงนั้นดูด้อยค่าไปเลยเมื่อเทียบกับความงดงามของนาง” อาขุ่ยมองสตรีนางนั้นแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ผลัวะ!มือใหญ่ของอาไต้ฟาดใส่ศีรษะของอาขุ่ยเพื่อให้เขาได้สติ ถลึงตาใส่อย่างตำหนิ“นางเป็นใคร เจ้าเป็นใคร อย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย ทำงานของเราดีกว่าถ้าไม่อยากอดตาย”อาขุ่ยลูบหลังศีรษะที่ถูกตบเต็มแรงด้วยสีหน้าเจ็บปวด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธคนที่ทำให้เจ็บ“เจ้าหรือข้าดี”“ข้าดีกว่า” อาไต้รับอาสา สำหรับเขาแล้วความสวยไม่ได้สำคัญไปกว่าปากท้อง ผิดกับเพื่อนที่มักจะหลงใหลกับความงามของสตรีอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่แสดงออกถึงขั้นเพ้อแบบนี้ “เราค่อย ๆ ตามนางไปก่อน รอจนสบโอกาสแล้วค่อยลงมือ”“ตกลง”จอมโจรจากนอกเมืองที่แต่งตัวดีตบตาชาวบ้านนัดแนะกัน แล้วแยกย้ายกันทำหน้าที่ หนึ่งคนเดินนำหน้าสตรีที่หมายตา ส่วนอีกคนเดินตามหลัง ทิ้งระยะแบบที่ไม่น่าสงสัย แอบมองทุกการเคลื่อนไหวอยู่ห่าง ๆเกือบ ๆ ครึ
คนถูกตำหนิหันไปส่งยิ้มกว้างให้อดีตพ่อบ้านที่ดูแลคฤหาสน์หลังนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อสามีด้วยความรักและซื่อสัตย์ ตอนนี้เขาได้ปลดประจำการแล้ว แต่เพราะไม่มีครอบครัวดูแล นางกับสามีจึงรับอุปการะเลี้ยงดูและให้มีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด“ข้ายังไม่อยากให้นางแต่งงานนี่ท่านพ่อบ้าน”“โธ่พระชายา เป็นสตรีถ้าอายุเกินสิบแปดไปแล้วยังไม่ออกเรือน มันจะกลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านได้นะ”“อย่าเพิ่งทำหน้าเศร้าแบบนั้นสิ” นางโบกมือไล่ให้คนดูแลท่านพ่อบ้านออกไป แล้วไปนั่งใกล้ ๆ เขา “ข้าเข้าใจความห่วงใยของท่านพ่อบ้านดี แต่ข้ากับสามียังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้กันเลย แต่ถ้ามีคุณชายบ้านไหนมาทาบทามพวกเราก็ไม่คิดจะปฏิเสธเหมือนกัน”“แต่ที่มาทาบทามล้วนถูกปฏิเสธกลับไปทุกราย”“ก็เราไม่อยากบังคับจิตใจลูกสาวของเรานี่ เราอยากให้นางแต่งงานกับคนที่นางรักมากกว่าความเหมาะสม เราอยากให้นางมีความสุขกับชีวิตคู่เหมือนเราสองคนก็เท่านั้น”“ส่วนใหญ่ก็ไม่มีคู่ไหนเริ่มต้นจากความรักกันหรอกนะพระชายา พออยู่ด้วยกันไปพวกเขาก็รักกันเอง”“รักแต่ไม่หมดทั้งหัวใจ พวกเขาล้วนมีอนุกันเกือบทั้งนั้น ข้าไม่ต้องการแบบนั้น ท่านอ๋องเองก็เช่นกัน” กุ้ยถิงในวัยห้าสิบสี่ปีแ
“อือ..” คนถูกชมพยักหน้าคล้อยตาม “ข้าก็เพิ่งจะรู้วันนี้เองว่าตัวเองเป็นคนเช่นไร เจ้าช่างปราดเปรื่องนัก รู้จักข้าดีกว่าตัวข้าอีก” พูดจบก็ลุกจากที่นั่งแล้วกางแขนออก “ข้าจะนอนแล้ว ช่วยปรนนิบัติข้าที”“เพคะ” สตรีทั้งสองคลี่ยิ้มกว้างด้วยความยินดี รีบเดินเข้าไปช่วยปลดเสื้อตัวนอกให้องค์ชายว่าที่รัชทายาทเมื่อชุดถูกปลดไปจากตัวจนเหลือเพียงชุดตัวในสีขาว องค์ชายก็เดินไปขึ้นเตียงแล้วเอนตัวนอน“หม่อมฉันดับไฟนะเพคะ” นางกำนัลอวี้เอ่ยขึ้น“ไม่ต้องหรอก ถ้าดับไฟแล้วพวกเจ้าจะปรนนิบัติข้าลำบาก พวกเจ้ามานั่งตรงนี้มา” องค์ชายตบที่นั่งข้างกายทั้งสองฝั่งที่นอน“เพคะ” สตรีรูปร่างอรชรขานรับแล้วรีบไปนั่งกันคนละฝั่ง“ไม่ต้อง” องค์เซียนยกมือห้ามเมื่อนางทั้งสองทำท่าจะปลดชุดบนตัว “พวกเจ้าช่วยนวดให้ข้าหน่อย เจ้านวดด้านซ้าย ส่วนเจ้านวดด้านขวา ห้ามหยุดแม้ข้าจะหลับไปแล้วก็ตาม ถ้าข้าตื่นมาแล้วไม่เห็นพวกเจ้านวดอยู่ ข้าจะทำโทษพวกเจ้าให้หนัก” สั่งเสร็จเขาก็หลับตาลงทันที แต่ริมฝีปากกลับประดับด้วยรอยยิ้ม ขบขันเมื่อได้เห็นสีหน้าร้อนรนของพวกนาง‘คิดว่าเอาสตรีมาล่อหม่อมฉันแล้วหม่อมฉันจะหลงกลหรือเสด็จพ่อ หึ ๆ ๆ’ .......
ตำหนักสือกุยหลง“ขันทีหนิว”“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”“ส่านเตี้ยนอยู่ข้างนอกหรือไม่ เรียกเขามาพบข้าที”“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ขันทีหนิวผู้มีหน้าที่รับใช้ใกล้ชิดองค์ชายตอบรับแล้วค่อย ๆ ถอยหลังออกไปจากห้องบรรทม ไม่นานองครักษ์คนสนิทก็เดินเข้ามาในห้อง“องค์ชาย” ส่านเตี้ยนยกมือทำความเคารพเจ้านายที่ติดตามรับใช้กันมาถึงยี่สิบห้าปี“ตั้งแต่กลับเข้ามาอยู่ในวังหลวง ข้าไม่ค่อยได้เห็นหน้าเจ้าเลยนะ” องค์เซียนรินน้ำชายื่นให้ผู้ติดตามคนสนิทที่โตกว่าสองปี“ขอบพระทัยองค์ชาย”“นั่งสิ”“ขอบพระทัยองค์ชาย” องครักษ์นั่งลงบนเก้าอี้หยกตัวกลมตามที่อีกฝ่ายชี้นำ แล้วจิบชาลงคอหนึ่งอึก “องค์ชายต้องการพบข้า มีเรื่องอะไรให้ข้าทำหรือเปล่า”“พรุ่งนี้ข้าอยากออกไปขี่ม้าสักหน่อย อยากให้เจ้าติดตามไปด้วย”“ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกให้ขันทีเตรียมตัว”“ไม่ต้องบอกใครทั้งนั้น แค่เจ้ากับข้าเท่านั้นก็พอ” คนกล่าวอมยิ้มนิด ๆ เมื่อพูดจบเป็นเดือนแล้วที่เขาคิดถึงดรุณีน้อยนางหนึ่งไม่สร่างซา พรุ่งนี้เขาจะไปที่ทุ่งดอกเบญจมาศอีกครั้ง ถ้าครั้งนี้เขาได้พบกับนางที่นั่นอีก เขาจะถือว่าเป็นบุพเพ และจะเอานางมาเป็นของตัวเองให้ได้แต่ถ้าไม่พบ..เขาจะตัดใจให้ลืม
วันต่อมา“ท่านหญิง วันนี้ท่านก็จะออกไปอีกหรือเจ้าคะ” เสวี่ยถามคุณหนูขณะมวยผมให้นาง“ไปสิ เมื่อวานข้ายังไม่ได้กินเสี่ยวหลงเปากับเต้าทึงร้อนเลยนี่นา พี่จิ้งกับพี่หลิงคงเสียใจแย่ที่ข้าไม่ได้กินอาหารที่พวกเขาเตรียมให้ วันนี้ข้าต้องไปกินเพื่อขอโทษพวกเขา”“แล้วถ้าเจอนายท่านผู้นั้นอีกเล่า ท่านหญิงจะทำอย่างไร”“อย่าพูดถึงเขาได้ไหม พูดแล้วข้าก็โมโหนัก” นางโมโหและก็อายมากด้วย แค่คิดก็ร้อนวาบไปทั้งใบหน้าเพียะ!“ท่านหญิง! จะตบหน้าตัวเองทำไม” สาวใช้เอ็ดตะโรไม่พอใจ “เมื่อวานก็ครั้งหนึ่งแล้ว”“ก็ข้าอายนี่ ข้าถึงต้องตบหน้าตัวเองให้เจ็บ สติจะได้กลับมา” นางสารภาพอย่างไม่ปิดบัง“ท่านชอบบุรุษผู้นั้นหรือท่านหญิง” เสวี่ยกระซิบกระซาบเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน ท่าทางเต็มไปด้วยความกังวล“ข้าเนี่ยนะจะชอบบุรุษคราวพ่อคนนั้น” ท่านหญิงน้อยแสยะปากอย่างรับไม่ได้ “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าแต่งงานตอนอายุมากแล้ว กว่าจะมีพี่ชายข้าก็ต้องรอถึงเก้าปี กว่าจะมีข้าก็อีกสี่ปี ถ้าเป็นครอบครัวอื่นคงมีหลานมีเหลนกันไปแล้ว แล้วเจ้าคิดว่าตาลุงนั่นจะเป็นอย่างไร ข้าว่าลูกเขากับข้าคงอายุไล่ ๆ กันแล้ว”“แต่บุรุษท่านนั้นรูปงามมากนะ ดูสง่ามีร







