LOGINชาติก่อน จางเถา เกิดเป็นลูกอนุจึงไม่มีสิทธิ์เข้ารับราชการ ถูกหลอกให้ต้องสร้างผลงานภายใต้ชื่อพี่ชาย แต่สุดท้ายกลับครอบครัวทรยศ ด้วยความแค้นและความรู้สึกไม่เป็นธรรมก่อนตาย เขาได้เกิดใหม่อีกครั้งในตระกูลสูงส่งในร่างคุณชายเสเพล ซ่งถิงเฟย แต่กลับมีสิ่งที่เรียกตนเองว่าระบบผุดขึ้นมาในหัว บอกว่าเขาอยู่ในนิยายยืมร่างคืนวิญญาณ แล้วยังมอบภารกิจให้ทำพร้อมรางวัลที่ช่วยให้ผ่านอุปสรรคอย่างราบรื่น
View Moreเสียงลมหายใจแผ่วเบาดังสั่นในโพรงหู คล้ายผู้ใดกระซิบอยู่ข้างกาย เสียงนั้นสั่นพร่าและเต็มไปด้วยความกังวล
“คุณชายรอง คุณชายรองได้ยินบ่าวหรือไม่ขอรับ”
เปลือกตาที่หนักราวหินค่อยๆ เปิดออกทีละชั้น ความเจ็บร้าวแล่นผ่านขมับเหมือนคมเข็มร้อยเล่ม เขาครางต่ำอย่างอดกลั้น
ดวงตาที่เพิ่งมองเห็นเลือนรางปรากฏใบหน้าของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดรอคอยด้วยสายตาระทึกเสี้ยวหน้าของบ่าวข้างกายเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ดวงตากลมแดงก่ำ มือทั้งสองกำชายเสื้อแน่น
ซ่งถิงเฟยกะพริบตา แล้วหลับตาลงอีกครั้งเพราะความปวดร้าวที่ศีรษะ
“คุณชายรองฟื้นแล้ว” บ่าวข้างกายรีบประคองศีรษะของเขา ใบหน้าตื่นลนแทบจะร้องไห้
ซ่งถิงเฟยพยายามขยับริมฝีปาก แต่เสียงที่เปล่งออกมาขาดห้วง
“เจ้า… เจ้าเป็นใคร”
มือของเด็กหนุ่มสั่นระริก เหมือนถูกสายฟ้าฟาด
“อะไรนะขอรับ คุณชายรอง… ท่านไม่รู้จักบ่าวแล้วหรือขอรับ บ่าวชื่ออาหยวน เป็นบ่าวคนสนิทของท่านมาตั้งแต่เด็ก”
ก่อนที่ซ่งถิงเฟยจะตอบ เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นจากประตู ผ้าม่านถูกรั้งออกทันที
หญิงวัยกลางคนในชุดแพรปักสีอ่อนพุ่งเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด แต่ยามเห็นเขาลืมตาสายตานั้นก็อ่อนละมุนจนเกือบกลายเป็นน้ำตา
“เฟยเอ๋อร์ ลูกแม่ ฟื้นแล้วจริงๆ” นางทรุดลงนั่งข้างเตียงทันที มือเรียวเย็นเฉียบกุมมือเขาไว้แน่น ปลายนิ้วของนางสั่นเบาๆ ราวกับกลัวว่าหากกะพริบตาหนึ่งครั้ง ลูกชายที่เกือบตายจะหายไปอีก
นางโอบร่างเขาเข้าหาตัวในทันที อ้อมแขนอ่อนโยน แต่แฝงด้วยความหวาดกลัวไม่เสื่อมคลาย
ซ่งถิงเฟยนิ่งงัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแพรไหมและกลิ่นบุหงาอ่อนนั้นมันอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
‘ข้าคือใคร...’
ยังไม่ทันเอื้อนเอ่ยคำถาม หมอเฒ่าผู้หนึ่งก็ขยับเข้ามาคลำชีพจร คิ้วขาวขมวดเข้าหากันก่อนคลายออก
“คุณชายตกจากที่สูง ช้ำในพอประมาณ แต่ไม่ถึงชีวิตส่วนอาการความจำเลอะเลือน เกรงว่าจะใช้เวลา หากฝืนคิดมากอาจทำให้อาการทรุดได้ ทุกอย่างให้ค่อยเป็นค่อยไป ” พูดจบหมอเฒ่าก็เหลือบตามองซ่งถิงเฟย ราวรู้ว่าคุณชายรองยังตกใจไม่หาย
“เฟยเอ๋อร์ ลูกยังจำแม่ได้หรือไม่” ลี่ซูหงลูบแก้มลูกเบาๆ
ซ่งถิงเฟยชะงัก เขาก้มสายตาลงต่ำ ซ่อนความสับสนที่ประดังเข้ามาจนแทบกลั้นไม่อยู่ ก่อนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“ข้าไม่รู้ ไม่รู้ว่าใครเป็นใครทั้งนั้น”
มือที่กุมเขาอยู่แข็งเกร็งไปในทันที ลี่ซูหงหน้าเผือดลง แต่ก็รีบกดความหวาดหวั่นไว้
หมอผู้นั้นถอนหายใจหนักรอบหนึ่ง “ก็อย่างที่ข้าบอก อาการเช่นนี้พบได้เมื่อกระทบกระเทือนศีรษะ ต้องใช้เวลารักษา”
“ข้า… อยากพักสักครู่ ขอได้หรือไม่” ซ่งถิงเฟยหลับตาแผ่วๆ พลางกดเสียงต่ำ
ซ่งฮูหยินผ่อนลมหายใจออกอย่างอ่อนแรง
“ได้สิ ลูกพักเถิด” นางผละออกไปทิ้งไว้เพียงสายตาห่วงใย อาหยวนถอยหลังก้าวหนึ่งแล้วโค้งตัว ดวงตายังแดงเรื่อที่ตนดูแลคุณชายรองซ่งได้ไม่ดีพอ
เมื่อทุกคนเงียบลง ซ่งถิงเฟยหลับตา แต่หัวใจเต้นรัวระรัวแล้วความทรงจำของใครบางคนก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในความทรงจำ
ในวันสอบเคอจวี่ ชายในชุดบัณฑิตออกจากสนามสอบหน้าพระที่นั่งหลังจากทำข้อสอบเสร็จแล้ว เขานั่งรถม้ากลับไปยังบ้านสกุลจาง แล้วพบชายอีกคนที่หน้าละม้ายคล้ายกันยืนรอต้อนรับอยู่กลางห้องโถง
“สอบได้หรือไม่”
“ข้ามั่นใจว่าทำได้ดีขอรับ” เขาตอบพี่ชายต่างมารดาด้วยน้ำเสียงสุภาพ เพราะตนเป็นลูกที่เกิดจากอนุภรรยา ตามกฎหมายต้าซ่งจึงไม่มีสิทธิ์สอบเข้ารับราชการ จึงทำได้เพียงสนับสนุนพี่ชายเท่านั้น
“หากเจ้าสอบผ่าน ข้าจะให้เจ้าช่วยงานข้าโดยตรง เจ้าจะมีที่ยืนในจวนแห่งนี้ในตำแหน่งผู้ช่วยของข้า” จางจิ้งยวนพูดประโยคนี้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น มือที่วางบนไหล่น้องชายหนักแน่น ให้ความรู้สึกพึ่งพิงได้
จางเถายืนมองพี่ชายด้วยดวงตาชื้น ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความตื้นตัน หากเขาได้ดีมารดาของเขาก็จะมีชีวิตสุขสบายขึ้น
“พี่ใหญ่ ท่านะให้ข้าช่วยงานท่านจริงหรือ”
“เจ้าก็รู้ ในจวนนี้นอกจากข้าแล้วไม่มีใครดีกับเจ้า” จางจิ้งยวนหัวเราะเบาๆ สีหน้าอ่อนโยน มารดาของจางเถาเป็นญาติผู้น้องของมารดาเขา
เดิมทีลู่อี้ซินมารดาของจางเถาก็ติดตามมารดาของตนเข้ามาในเรือน แต่ลู่ชิงเหยามารดาของเขาเล่าว่านางยั่วยวนบิดาจึงได้เลื่อนขั้นมาเป็นอนุ ทั้งที่ความเป็นจริงจางหู่ต่างหากที่ขืนใจมารดาของเขา
จางเถาก้มหน้า ปลายนิ้วกำชายเสื้อแน่นเพื่อกลั้นความสุขที่เอ่อล้นในอก
จากนั้นภาพความทรงจำก็ตัดไปยังวันประกาศผลสอบ จางจิ้งยวนได้เป็นจอหงวน เสียงสรรเสริญดังก้องทุกตรอกซอย แต่จางเถาเป็นเพียงเงาที่ซ่อนอยู่หลังม่าน
ไม่อาจแม้แต่ยืนอยู่ใกล้พี่ชายในวันเกียรติยศนั้นจางจิ้งยวนเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเดินไปหาน้องชายที่เรือนรอง จางเถาออกมาต้อนรับพี่ชายพร้อมกับแผนงานที่พี่ชายอยากได้
“แผนงานนี้ข้าเป็นคนคิดทั้งหมด ขอมอบให้พี่ใหญ่ขอรับ” เขายื่นหนังสือกลยุทธ์ให้แก่พี่ชาย ด้านในคือแผนงานขจัดภัยแล้ง
จางจิ้งยวนเปิดอ่านคร่าวๆ ก็ยิ้มแก้มปริ ขอบใจน้องชายกับของขวัญชิ้นนี้ ที่เขาจะใช้สร้างผลงาน
“มีเจ้าอยู่ข้างๆ ข้าไม่ผิดหวังเลยสักครั้ง ขอบใจมากนะน้องรอง” เขาตบไหล่น้องชาย
ภาพความรักของพี่น้องแต่ในสายตาคนนอกมันกลับชัดเจนว่านั่นเป็นเพียงการหลอกใช้เท่านั้น
วันนั้นเป็นวันที่จางเถายิ้มให้พี่ชายด้วยหัวใจบริสุทธิ์ที่สุด และเป็นวันที่ชะตากรรมของเขาถูกตัดสินแล้วโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด
จากนั้นภาพความทรงจำนี้ก็เลือนหายไป ซ่งถิงเฟยนอนกุมศีรษะ หากเขาคือคุณชายรองซ่ง แล้วจางเถาในความทรงจำคือใคร
“ปวดหัว ปวดหัวเหลือเกิน” เขาพึมพำออกมา
ความทรงจำที่ไหลเข้ามาทีละนิด ไม่ใช่เรื่องของตนเองแม้แต่น้อย ก่อนที่มือจะปัดไปโดนถ้วยยาที่วางอยู่ตกแตก
อาหยวนรีบวิ่งเข้ามาดูด้วยสีหน้าห่วงใย
“คุณชายเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ”
“อาหยวน” เขาเรียกชื่อบ่าวที่อ่อนวัยกว่าตน แล้วพยายามหายใจช้าๆ ตั้งสติ
“เจ้าเล่าเรื่องของข้าที ว่าข้าคือใคร แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” เขาพูดแล้วหลับตาลง ไม่อยากเค้นสมองออกมาอีก
“คุณชายคือคุณชายรองของจวนป๋อ นามว่าซ่งถิงเฟย ปีนี้อายุย่างเข้ายี่สิบ ที่ท่านตกหลังคาเพราะว่าปีนขึ้นไปช่วยแมวให้คุณหนูโจวขอรับ” อาหยวนเล่าด้วยสีหน้าที่ยังคงกังวลกับอาการของเจ้านาย
ซ่งถิงเฟยไม่คุ้นกับสิ่งที่บ่าวคนสนิทเล่าเลยแม้แต่น้อย เหมือนว่าเขาไม่ใช่เจ้าของร่าง ราวกับว่าตนเป็นคนอื่นที่มายืมร่างคืนวิญญาณ
“เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าอยากพักผ่อน” เขาโบกมือเบาๆ อาหยวนตึงถอยออกไปตามคำสั่ง
คุณชายรองซ่งลืมตาขึ้น ความทรงจำเขาเต็มไปด้วยความทรงจำของจางเถา ไม่ใช่ซ่งถิงเฟย
“ข้าไม่ใช่ซ่งถิงเฟย... ข้าคือจางเถางั้นหรือ” เขาพึมพำออกมา
[ยืมร่างคืนวิญญาณสำเร็จ ระบบเปิดใช้งาน ]
“นั่นเสียงใคร” เขาพึมพำ แต่ร่างกายที่ยังบอบช้ำขยับตัวไม่ไหว
[ข้าคือระบบของนิยาย ยืมร่างคืนวิญญาณ ท่านคือตัวประกอบที่ตายอย่างอนาถในนิยาย ได้รับโอกาสให้เกิดใหม่ในร่างของพระรองของเรื่อง]
“ระบบหรือ ระบบคือสิ่งใด แล้วนิยายอะไรกัน”
[เอาเป็นว่าข้ามาช่วยท่าน]
ซ่งถิงเฟยงุนงง ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดศีรษะ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ระบบพูดกับเขา
‘หรือว่า นี่คือเสียงสวรรค์ที่จะนำทางให้ข้า’
********************
ประตูใหญ่ของจวนปิดลงเบื้องหลัง ซ่งถิงเฟยย่างก้าวเข้าสู่ลานบ้าน เมิ่งฉีและอาหยวนที่เดินตามหลังมารีบนำหีบข้าวของเข้าไปเก็บในเรือน อดน้ำตาคลอดไม่ได้เมื่อกลับมาเหยียบโจวโหวอีกครั้งท่านโหวและภรรยายืนข้างบุตรชายคนโต รอต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่” ชายหนุ่มที่ผ่ายผมลงทักทายครอบครัวของตน“เฟยเอ๋อร์ เจ้าไปตั้งเป็นปี แม่คิดถึงแทบแย่” ลี่ซูหงเดินไปสวมกอดบุตรชายคนรองในขณะที่ซ่งเซ่าจือเอามือตบไหล่บุตรชายหนักๆ“ทำงานสำเร็จลุล่วงดีนัก ฮ่องเต้ชื่นชมไปทั่วราชสำนัก จวนโหวเราภูมิใจที่สุด”ซ่งถิงเฟยกำลังจะทักทายพี่ชาย ก่อนจะเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดเรียบหรูเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม ผิวพรรณงดงาม สุขุมอ่อนหวาน มือเรียวประคองท้องที่เริ่มนูนอย่างเห็นได้ชัด“นางคือ...” แม้จะพอเดาได้ว่าต้องเป็นภรรยาของพี่ชาย แต่อีกใจก็เจ็บปวด เกรงว่าจะเป็นอนุของบิดา“นี่หลิวชิงอวี้ พี่สะใภ้ของเจ้า” ซ่งเถียนเวยแนะนำอย่างภาคภูมิใจ แล้วประคองภรรยาให้เดินเข้ามาซ่งถิงเฟยอึ้งไปชั่วขณะ
ซ่งถิงเฟยยืนมองทิศที่รถม้าของไป๋เหมี่ยวเอ๋อร์ไปจนลับสายตา แต่รอยยิ้มบนริมฝีปากกลับไม่จางลงแม้แต่น้อย เขาหลุบตาลงนิดหนึ่ง รอยยิ้มที่ไม่เคยให้ใครเห็นชัดเจนเช่นนั้นเผยออกมาอย่างไม่ทันระวังภาพของไป๋เหมี่ยวเอ๋อร์ผุดขึ้นมาในหัวเขาอย่างต่อเนื่อง ยามที่นางยื่นชามโจ๊กให้ชาวบ้านด้วยมือเล็กๆ ที่สั่นเพราะความเหนื่อย ยามที่นางยิ้มให้เด็กๆ ที่เดินมาขอบคุณ รวมถึงยามที่นางเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาที่ทั้งอ่อนโยนและแน่วแน่จนเขาไม่อาจลืมได้เลย“หากต้องเลือกคู่ชีวิตสักคนก็คงเป็นนางเท่านั้น” เขาเผลอพึมพำออกมาเบาๆเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นกะทันหันในหัว เขาชะงักไปเล็กน้อย[ภารกิจสำเร็จ ค้นพบคู่แท้แห่งโชคชะตา มอบรางวัลแผนที่ตำแหน่งแหล่งน้ำใต้ดิน ]ซ่งถิงเฟยรู้สึกว่าเขาได้รับวาสนาใหญ่ ระบบมอบรางวัลที่เอื้อประโยชน์แก่เขาทั้งนั้น ทุกภารกิจมีรางวัลที่สามารถนำไปใช้เพื่อทำภารกิจอื่น เหมือนภารกิจสร้างขึ้นเพื่อจงใจมอบโชคให้แก่เขามากกว่า“ดีเลย หากมีแผนที่นี้ข้าก็จะใช้เพื่อค้นหาแหล่งน้ำใต้ สามารถสร้างบ่อน้ำถาวรและคลองส่งน้ำได้อย่างปลอดภัย”
เช้าวันนั้น หลังจากการแจกจ่ายต้นกล้าและกำกับงานซ่อมเขื่อน ซ่งถิงเฟยกลับมาที่ค่ายด้วยเสื้อผ้าที่เปื้อนดินและเหงื่อ แต่สีหน้ากลับดูสดใสไม่แสดงความเหน็ดเหนื่อยไป๋เหมี่ยวเอ๋อร์ยืนมองอยู่ห่างๆ เห็นภาพนั้นก็รู้สึกประทับใจ ไม่คิดเลยว่าผู้ที่มีชื่อเสียงเรื่องสตรีจะกลายเป็นคนที่พึ่งพาได้ขนาดนี้ ทั้งยังทำงานรวดเร็ว เด็ดขาด และจริงใจต่อชาวบ้านยิ่งกว่าใครที่นางเคยพบมาเสี่ยวหมี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เป็นฝ่ายกระซิบก่อน“คุณหนูเจ้าคะ ใต้เท้าซ่งดูไม่เหมือนคนเสเพลอย่างที่คนเขาพูดกันเลยนะเจ้าคะ” นางพูดพลางมองไปทางซ่งถิงเฟยด้วยดวงตาเป็นประกาย“ท่านทำงานจริงจัง ทั้งยังเห็นแก่ชาวบ้าน หากคุณหนูคิดจะ... เอ่อ สานสัมพันธ์ ข้าก็จะสนับสนุนเจ้าค่ะ”ไป๋เหมี่ยวเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อยกับคำพูดตรงไปตรงมาของสาวใช้ แต่ก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่ได้“เจ้าพูดอะไรน่ะ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเองที่ตักเตือนข้าไม่ให้ใกล้ชิดกับเขา”“ตอนนั้นก็ตอนนั้น ตอนนี้ก็ตอนนี้ คุณหนูไม่สังเกตหรือว่าใต้เท้าซ่งเองก็สนใจในตัวท่านไม่น้อย
เนินเขาทางเหนือของเมือง ซ่งถิงเฟยกับหลี่เฟิ่งจั๋วเดินนำกลุ่มทหารและคนของผู้ว่าการมณฑลไปตามลำน้ำที่แห้งผาก สภาพพื้นดินแตกระแหงเป็นทางยาว“ด้านทิศเหนือแม่น้ำสาขาเคยไหลผ่าน แต่เหมือนน้ำถูกกั้นตรงโค้งหินนั้น” หลี่เฟิ่งจั๋วยกกระดานแผนที่ขึ้นเทียบกับสภาพพื้นที่จริง“จุดนี้มีความต่างระดับมากพอ หากเปิดทางให้น้ำจากเขามาไหลผ่านได้ จะกระจายไปยังทุ่งนาแถบตะวันตกทั้งหมด แต่ต้องขุดลอกช่องทางนี้ให้ลึกขึ้นอีกสามฉื่อ[1] และกว้างอีกสองจั้ง” ซ่งถิงเฟยย่อตัวลง ลูบพื้นดินแห้งด้วยปลายนิ้ว“ใต้เท้าต้องการแรงงานมากพอสมควร หากแต่ชาวบ้านหลายคนอ่อนแรง”“ประกาศว่าใครมีแรงช่วยขุด ข้าจะให้ธัญพืชเป็นค่าแรง” ซ่งถิงเฟยลุกขึ้นปัดฝุ่น หลี่เฟิ่งจั๋วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“เป็นการช่วยกันทั้งสองฝ่าย ชาวบ้านมีอาหาร แรงงานก็มีคนเพิ่ม ไม่ใช่การบังคับใช้แรงงาน แต่เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างเต็มใจ คิดได้ดีมาก”ซ่งถิงเฟยพยักหน้ารับคำชม แล้วกวาดตามองรอบๆ อย่างจริงจัง “เราจะเริ่มขุดตั้งแต่ตอนนี้ ทหารที่พอมีแรงให้ช่วยเริ่มก่อน ช











