Mag-log inพระราชวังฉางอาน
ภายในห้องทรงงานของจักรพรรดิถังโจว
“กระหม่อมทูลลา” กุ้ยหย่งหมิงยกมือคำนับ
“เจ้าจะไม่อยู่ดื่มเหล้าเป็นเพื่อนข้าก่อนหรือ” บุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรถามอย่างสุขุม
“ไม่ดีกว่า กระหม่อมยังมีงานต้องทำอีกมาก ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองเหมือนฝ่าบาท”
ถังโจวกลั้วหัวเราะ ไม่ได้ถือสากับคำพูดเหน็บแนมของที่ปรึกษาคู่ใจ
“ทุกวันนี้เจ้าน่าจะร่ำรวยยิ่งกว่าฮ่องเต้อย่างข้าเสียอีก” ถังโจวกล่าวกับญาติผู้น้องที่เกิดจากน้องสาวของพระมารดา ที่ท่านรักและเมตตายิ่งกว่าพี่น้องร่วมบิดา เพราะเขาคอยช่วยเหลืองานต่าง ๆ ของราชสำนักโดยไม่เคยหวังลาภยศและสิ่งตอบแทนใด ๆ
แม้แต่ตำแหน่งอ๋องท่านก็ต้องเป็นฝ่ายยัดเยียดให้เอง หรือแม้กระทั่งชายาสักคนสองคน ไม่ว่าจะเป็นลูกขุนนางหรือแม้กระทั่งองค์หญิงทั้งหลาย ท่านก็พยายามยัดเยียดให้ แต่ก็ยังไม่เป็นผล
อ๋องรูปงามนามว่ากุ้ยหย่งหมิงยิ้มมุมปากนิด ๆ “สมบัติเหล่านั้นเป็นของที่บิดากระหม่อมหาไว้ก่อนตาย คนที่รวยคือบิดาของกระหม่อมต่างหาก ทูลลา”
“แล้วเรื่องพระชายาเล่า เมื่อไหร่เจ้าจะตกลงปลงใจสักที หรือที่ข้าเสนอให้ยังไม่ถูกใจ”
ยังไม่ทันก้าวเดิน คำถามของฝ่าบาทก็ดักขาของเขาไว้ก่อน
“พวกนางอาจจะถูกใจฝ่าบาท แต่ยังไม่ถูกใจกระหม่อม”
“เลือกมาก แล้วเจ้าต้องการสตรีแบบไหนเล่า บอกข้ามา ข้าจะเฟ้นหาให้เจ้าเอง”
“ถ้าพบแล้วกระหม่อมจะรีบมาบอกพระองค์เป็นคนแรก ทูลลา” แล้วรีบเดินจากไปก่อนที่จะมีคำพูดอะไรมาขวางไว้อีก
จักรพรรดิถังโจวมองตามร่างสูงสง่าที่เดินจากไป ฟังจากน้ำเสียงก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังหงุดหงิด
นี่เขาไม่อยากแต่งงานถึงเพียงนั้นเชียว สตรีที่เขาแนะนำล้วนเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่งามล่มเมือง งานสตรีก็ชำนาญ กิริยาก็ล้วนอ่อนช้อยน่าทะนุถนอม
ทำไมกัน.. หรือเขาไม่ชอบสตรี!
กุ้ยหย่งหมิงเดินไปถึงที่จอดรถม้า พยักหน้าให้โต้วฉือกับอี่เฉิน เป็นอันรู้กันว่าหมดธุระแล้ว เดินทางกับคฤหาสน์ได้
“วันนี้ใช้เส้นทางหลังคฤหาสน์ ข้าอยากตรวจดูความเรียบร้อยสักหน่อย”
“ขอรับท่านอ๋อง” องครักษ์ทั้งสองรับคำ รอให้ชายหนุ่มขึ้นไปนั่งในรถม้า เรียบร้อยแล้วจึงประจำที่ คนหนึ่งควบรถม้า อีกคนขี่ม้ารั้งท้าย…
พุทธิญาพยายามที่จะหลับแต่ก็ไม่เป็นผล เธอรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ แสบจมูกไปทั้งโพรง และเริ่มมีไข้สูงเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง ภายในร้อนระอุแต่ภายนอกกลับหนาวจนสั่น
เธอหลับตาพิงกำแพง ล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบผ้าเช็ดหน้ากับขวดน้ำออกมา เทน้ำใส่ผ้าเช็ดหน้าแล้วบิดหมาด โปะลงไปบนใบหน้าของตัวเองเพื่อช่วยลดไข้
“ไหวหรือไม่แม่นาง” ชายหนุ่มที่เฝ้ายามเดินไปถามอาการด้วยความเป็นห่วง อยากให้ถึงเวลาผลัดเวรเร็ว ๆ จะได้รีบพานางไปหาหมอ
“เลิกงานแล้วใช่มั้ย” พุทธิญาเข้าใจแบบนั้น จึงดีดตัวลงจากกระเป๋าที่นั่งอยู่.. แล้วโลกของเธอก็หมุนติ้ว ๆ ก่อนที่มันจะมืดสนิท
“แม่นาง! แม่นาง! เจ้าเป็นอะไร แม่นาง!” เห็นนางล้มหัวกระแทกกับกำแพงต่อหน้าต่อตาก็ตกใจ ทั้งลนลานและทั้งไม่กล้าเข้าไปช่วยนาง.. แต่สุดท้ายก็คุกเข่าลงไปเอามือลองอังที่จมูก ใจของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงลมหายใจ “แม่นางได้ยินข้าไหม แม่นาง”
โต้วฉือกับอี่เฉินเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าแต่ไกล เห็นตั้งแต่ยามเฝ้าคฤหาสน์เดินไปหาสตรีผู้นั้น คุยกับนางก่อนที่นางจะล้มลงไป
“ท่านอ๋อง ข้างหน้าดูเหมือนจะมีเหตุ” อี่เฉินรายงาน
“ที่กำแพงบ้านข้านี่นะหรือ”
“ขอรับ คนของเรากำลังช่วยเหลือนางอยู่”
“เข้าไปดู ใช่กลลวงของศัตรูหรือไม่”
“ขอรับ”
กุ้ยหย่งหมิงมององครักษ์ประจำกายผ่านม่านหน้าต่าง มองสตรีไร้สติที่ถูกคนของตนจับประคองหลัง
นางดูแตกต่างจากคนที่นี่อย่างสิ้นเชิง จึงเพ่งมองด้วยความสนใจมากยิ่งขึ้น ใบหน้าที่ซีดเซียวและหลับสนิทนั้นดูมีเสน่ห์ดึงดูด เรียกความสนใจจากเขาได้มากที่เดียว
“นางเป็นอะไร”
“นางมีไข้ขอรับท่านอ๋อง”
“นางเป็นอะไรกับเจ้า”
“เรียนท่านอ๋อง แม่นางคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกับข้าน้อย นางมาจากดินแดนอื่นและพลัดหลงกับสหาย จึงเข้ามาถามทางไปโรงเตี๊ยม แล้วนางก็ขอนั่งพักสักหน่อย ข้าน้อยเห็นอาการของนางไม่ค่อยดี และนางเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก จึงบอกให้นางนั่งรอข้าน้อยผลัดเวร ตั้งใจว่าจะพานางไปพักที่บ้านพ่อตาแม่ยายของข้าก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้เมียของข้าพานางไปหาโรงเตี๊ยม” ทหารยามนามว่าเสี่ยวหัวเล่าละเอียดยิบ เพราะกลัวจะถูกทำโทษที่ละทิ้งหน้าที่
กุ้ยอ๋องมองสตรีที่อยู่ในการประคองของเสี่ยวหัว ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกดึงดูด ทำเอาใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมา ละสายตาแทบไม่ลง
“พานางขึ้นมา”
“ท่านอ๋องหมายควา”
“พานางมาขึ้นรถม้า” เขาพูดขัดน้ำเสียงเฉียบขาด
โต้วฉือแปลกใจกับท่าทีของท่านอ๋อง มองสตรีแปลกหน้า..นางงามหมดจดจริง ๆ เขายอมรับกับตัวเอง แล้วรีบอุ้มนางขึ้นรถม้า
แล้วเขาจะวางนางไว้ตรงไหนดีล่ะ ก็ในเมื่อเจ้านายของเขาถือตัวเป็นหนักหนา ไม่นิยมให้ใครนั่งร่วมเกี้ยว
“เจ้าจะอุ้มนางไว้อีกนานไหมโต้วฉือ มองนางอิ่มหรือยัง” เสียงถามราบเรียบมีความขุ่นเคืองผสมอยู่
“ท่านอ๋อง ข้าเพียงแค่แปลกใจเท่านั้น” โต้วฉือร้อนใจหาข้อแก้ตัว
“เมื่อไหร่เจ้าจะส่งนางมาให้ข้าเสียที” อ๋องกุ้ยหันไปมองอี่เฉินที่เปิดประตูรถม้าค้างไว้ “ตกใจอะไรนัก.. ส่งนางมาให้ข้า” เขายื่นมือออกไปรับหญิงสาวจากโต้วฉือ
องครักษ์หนุ่มรีบส่งนางให้ท่านอ๋อง
“เอาของใช้ของนางไปด้วย และให้เจ้านั่นตามไปรับรางวัลกับข้า แล้วไปตามหมอหลวงมาดูอาการของนาง”
“ขอรับท่านอ๋อง” โต้วฉือรับคำสั่งแล้วรีบลงจากรถม้า
กุ้ยหย่งหมิงโอบประคองหญิงสาวแนบกาย ใช้นิ้วปัดลูกผมบางส่วนที่บดบังใบหน้าออก กลิ่นหอมกรุ่นละมุนจมูกจากตัวนาง ทำให้เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอด
เขาเพ่งพิจใบหน้าเรียวได้รูป ยอมรับอย่างไม่มีข้อแม้ว่านางงดงามจับใจ งามจนไร้ที่ติ พิลาสล้ำเหนือคำบรรยาย สะดุดตาสะดุดใจแม้เพียงเห็นแค่หางตา ผิวพรรณของนางผุดผาด เนียนละเอียดไร้จุดด่างดำ แต่ก็แปลกใจกับการแต่งกายแปลกตาของนาง
“ถ้าไม่มีเขาน่าจะเขียนจดหมายติดต่อกับผู้นำชิงไห่ได้ง่ายกว่าพ่ะย่ะค่ะ แต่หมอเกิงต้องมียารักษาแน่ อันที่จริงพิษนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่รักษาได้ แต่ต้องผสมตัวยาให้ได้ตามสูตร วิธีการรักษาจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่ายพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมจนปัญญาเพราะกระหม่อมไม่เก่งเรื่องการรักษาพิษ องค์ชายได้โปรดประทานอภัยให้กระหม่อมด้วย”“แล้วยาล้างพิษที่พระคู่หมั้นกินไปจะมีผลข้างเคียงหรือไม่เจ้าคะท่านหมอหลวง” เสวี่ยสอดปากถามเมื่อได้จังหวะ“นับว่าโชคดีที่ได้ดื่มไป เพราะมันช่วยควบคุมพิษไม่ให้กระจายไปได้อีก ถ้าไม่ได้ดื่มเข้าไปพระคู่หมั้นอาจจะอาการหนักกว่านี้หลายเท่า เพราะร่างกายของสตรีต่างจากบุรุษ”“เจ้ามั่นใจนะว่าเขารักษาพระคู่หมั้นได้”“แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ เพราะครั้งหนึ่งหมอเกิงคนนี้ก็เคยรักษาชีวิตท่านอ๋องเอาไว้เหมือนกัน ครั้งนั้นท่านอ๋องอาการสาหัสกว่านี้นัก แต่หมอเกิงผู้นี้ก็รักษาได้ ตอนที่ท่านอ๋องถูกรับกลับมารักษาตัวต่อในวัง พวกกระหม่อมแทบไม่ได้ทำอะไรมากนัก นอกจากต้มยาบำรุงให้ดื่ม”“รักษาท่านพ่อข้าหรือ”“พ่ะย่ะค่ะ พระคู่หมั้นเคยได้ยินท่านอ๋องพูดถึงบ้างไหม”“เคยสิ ถ้าเป็นไปตามที่ท่านหมอหลวงพูด ท่านหมอผู้
“แล้วถ้าไม่หายเล่า” นางอยากรู้ว่าเขาคิดอย่างไร จึงย้ำถามคำถามเดิม “ท่านจะรับได้ไหม จะรักข้าเหมือนเดิมไหม” น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกไปทางหางตา ตามด้วยเสียงสะอื้นเบา ๆ“เจ้าถามแบบนี้เพราะขวัญเสีย ข้าจะไม่โกรธเจ้าก็แล้วกัน”“ทำไมท่านถึงโกรธข้าเล่า”“เพราะเจ้าดูถูกหัวใจของข้า.. เจ้าคิดว่าที่ข้ารักเจ้าเพราะรูปโฉมเพียงอย่างเดียวกระนั้นหรือ.. ไม่ใช่หรอกนะเป่าเป้ย ข้ารักผม ปาก ตา จมูก รอยยิ้ม เสียงใส ๆ อก เอว สะโพก เท้า จิตใจที่บริสุทธิ์ คำพูดที่ซื่อตรง ทุกอย่างที่เป็นเจ้าทั้งหมดนี้ต่างหากที่ข้ารัก ข้าจะรักเจ้าคนเดียวไปจนแก่เฒ่าด้วยกัน”“แต่ตอนนี้ข้าแก่กว่าท่านแล้วนะ” มือเล็กข้างที่ไม่ได้ถูกกุมเอื้อมขึ้นลูบใบหน้าตนเองด้วยความรู้สึกทุกข์ระทมองค์เซียนดึงมือของนางมาจูบเพราะไม่อยากให้นางรู้สึกหดหู่กับใบหน้าที่เปลี่ยนไป“ถ้าเปลี่ยนกัน คนที่เป็นแบบนี้คือข้าเจ้าจะยังรักข้าไหม”“รักสิ” นางตอบแบบไม่ลังเล ดึงมือออกจากการเกาะกุมไปลูบตรงหน้าผากที่มีรอยย่นเส้นเล็ก ๆ สองเส้นพาดขวาง “เพราะข้ารักท่านตอนที่ท่านเป็นท่านลุงของข้าแล้วนี่”“เจ้ายังรักข้าได้แล้วทำไมข้าจะรักเจ้าไม่ได้เล่า”“แม้ข้าจะแก่หง่อมกว่าท่านอย่างน
“คุณหนู!” เสวี่ยตาเบิกโตด้วยความตกใจ ทำตัวไม่ถูก เมื่อเห็นคุณหนูของตนอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด ๆ อยากไปตามหาองค์ชายแต่ก็ไม่กล้าทิ้งนางไว้ตามลำพัง จะเรียกหาขันทีหนิวหรือนางกำนัลคนอื่น ๆ ก็กลัวพวกเขาจะตกใจกับสภาพของนาง “ข้าจะทำอย่างไรดีคุณหนู ข้าจะทำอย่างไรดี”กุ้ยจินลี่ฮัวฝืนยิ้มให้สาวใช้ที่เริ่มน้ำตาแตก อาการของนางเริ่มหนักขึ้นจนน่ากลัวนางรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ภายในกระอักกระอ่วนไปหมด หัวใจเต้นเร็ว กระดูกยิ่งเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ นางไม่ได้ป่วย แต่นางต้องโดนยาพิษอะไรสักอย่างแน่“หยิบยาให้ข้าหน่อย ในลิ้นชักชั้นแรกนั่น” นางนึกขึ้นได้ว่าหลินโม่วเคยให้ยาล้างพิษและยาจำเป็นอื่น ๆ กับนางไว้หลายตัวเสวี่ยรีบวิ่งไปที่ลิ้นชักข้างผนัง ดึงลิ้นชักชั้นแรกที่เต็มไปด้วยยาออกมาทั้งชั้น แล้วนำไปกลับให้คนบนเตียงเลือก.. เห็นนางไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะยกมือ ได้แต่นอนพิงหัวเตียงพร้อมเลือดสด ๆ ที่ทะลักออกมาไม่หยุดก็ยิ่งขวัญเสีย น้ำตาไหลอาบแก้ม“ฮือ ๆ ยาขวดไหนเจ้าคะคุณหนู” ละล่ำละลักถามพร้อมกับน้ำตานองหน้า“สีขาวเชือกแดง อ้วก!” เลือดสด ๆ ไหลทะลัก ยิ่งทำให้นางทรมาน เจ็บร้าวไปทั่วร่างกายคล้ายถูกเข็มทิ่มแทงเสวี่ยรีบเช็ดน้ำ
เสวี่ยรีบปล่อยมือแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว “หม่อมฉันผิดไปแล้ว ขอประทานอภัยด้วยเพคะองค์ชาย” นางย่อกายกล่าวอย่างสำนึกผิด แล้วเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาอ้อนวอน “ได้โปรดให้หม่อมฉันเข้าไปหาคุณหนูเถิดเพคะ หม่อมฉันเป็นห่วงนางเหลือเกินเพคะ”“ดูอย่างเดียวเท่านั้นนะเสวี่ย ห้ามปริปากแม้แต่นิดเดียว ถ้าจะคุยให้ออกไปคุยกันข้างนอก รับปากสิ”“เพคะ”ได้ยินดังนั้นองค์เซียนจึงเล่าสิ่งที่ได้เห็นมากับตาให้สาวใช้คนสนิทของคนรักฟัง แล้วจึงพานางเข้าไปดูให้เห็นกับตาด้วยอีกคนสิ่งที่เห็นทำให้เสวี่ยแทบเป็นลมล้มทั้งยืน นางยกมือปิดปากแน่นเมื่อเห็นใบหน้าที่แก่ชราของคุณหนู น้ำตาไหลพรากอย่างกับทำนบพัง แล้วรีบหมุนตัวก้าวยาว ๆ ออกไปจากห้องเมื่อเห็นคนบนเตียงขยับตัวองค์เซียนไม่ได้ตามสาวใช้ออกไปในทันที เขายืนมองร่างบางบนเตียงที่พลิกตัวช้า ๆ พร้อมกับอาการนิ่วหน้าและสูดปากอย่างเจ็บปวด... แต่ใจของเขาเจ็บปวดยิ่งกว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..หรือว่านางโดนยาพิษจริง ๆปล่อยเอาไว้ไม่ได้แล้ว เขาจะต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้ เขายืนมองจนแน่ใจว่านางไม่ตื่นขึ้นมา จึงเดินออกไปจากห้องด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ................
ร่างบางที่นอนหลับสะดุ้งตื่น หรี่ตามองไปที่เงาร่างใหญ่กลางแสงเทียนสลัว“ท่านพี่..” นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง รู้สึกเจ็บตามข้อตามกระดูกแปลก ๆ พิกล แต่ก็ฝืนเอาไว้ “ท่านกลับมานานแล้วหรือ”เสียงหวาน ๆ นั่นคือเสียงของนางแน่แท้ แต่ทำไมใบหน้านั้นถึงเปลี่ยนเป็นหญิงชราเช่นนั้นเล่า เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่.. นางยังไม่รู้ตัวสินะ เขารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าไปหานาง“ข้ากลับมาถึงสักพักแล้ว”“ท่านพี่กินข้าวหรือยัง”“ยังเลย”“หิวไหม ข้าจะรีบบอกให้เสวี่ยเตรียมสำรับนะ”เขารีบเดินเข้าไปหานางแล้วจับให้นอนลง ไม่อยากให้นางเดินออกไป ไม่อยากให้คนอื่นเห็นนางในสภาพนี้ และที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดคือไม่อยากให้นางรู้ตัว“เจ้าดูเหมือนไม่ค่อยมีแรงนะเป่าเป้ย ไม่สบายหรือ” ใบหน้าชราภาพเหมือนสตรีอายุอานามประมาณห้าหกสิบของนางยังดูงดงาม แต่อะไรที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ เมื่อยามอิ่วนางยังเป็นเป่าเป้ยวัยสิบหกของเขาอยู่เลย แล้วทำไมเวลาแค่หนึ่งชั่วยามกว่า ๆ นางถึงเปลี่ยนไป“ท่านพี่ดูออกด้วยหรือ”“เจ้าเป็นเมียรักของข้านะ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร บอกข้ามาให้หมดว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง”“รู้สึกอ่อนเพลี
องค์เซียนมองสตรีรูปงามตรงหน้าอย่างใช้ความคิด..เขาไม่ชอบนิสัยของนางแต่ก็ไม่อยากทำให้พระบิดาเจ็บช้ำใจ จึงตัดสินใจไม่เปิดปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เขาจะทนให้ถึงที่สุดก่อนก็แล้วกัน“ที่กระหม่อมไม่พอใจนางเพราะนางดูถูกกระหม่อมว่าอัปลักษณ์ต่างหาก เรื่องอื่นกระหม่อมไม่ได้เอามาใส่ใจด้วยซ้ำ”คิ้วพาดเฉียงของจักรพรรดิถังโจวกระตุกเข้าหากัน แววตาเป็นกังวลในตอนแรกเปลี่ยนเป็นดุดันขณะมองไปที่พระชายา“เจ้าพูดเช่นนั้นจริงหรือฮองเฮา” เสียงของเขาเคร่งเครียดพอ ๆ กับใบหน้า “ถ้าเจ้าพูดเช่นนั้นจริงข้าจะไม่พอใจมาก” เขาบอกกับสตรีที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา น้ำตาคลอเบ้า“หม่อมฉัน..” น้ำตาของนางเริ่มหลั่งริน “หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าองค์ชายนะเพคะฝ่าบาท ที่พูดออกไปแบบนั้นก็แค่อยากเตือนสติองค์ชายเท่านั้น”มุมปากองค์เซียนกระตุกเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้านิ่งฟังคำแก้ตัวของนางต่อ“เตือนสติอย่างไร” ฝ่าบาทซักต่อ“หม่อมฉันแค่เตือนองค์เซียนเรื่องความรับผิดชอบต่อบัลลังก์ในอนาคต แต่องค์เซียนไม่ฟังหม่อมฉันบ้างเลย หม่อมฉันยอมรับเพคะว่าโมโห คำพูดก็เลยอาจจะฟังห้วน ๆ ไปบ้างตามอารมณ์ แต่ได้โปรดเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะว่าหม่อมฉันไม่มีเจต
“ข้ามีความสุขจนจะสำลักอยู่แล้วหย่งหมิงที่รัก แล้วท่านเล่า” สุดท้ายแล้วคนที่คิดเอาไว้ว่าจะเล่นงานสามีด้วยกามาจนลืมไม่ลง ก็กลายเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามอย่างหอบสะท้าน เพราะถูกเขาสำเร็จความใคร่ให้หลายครั้งหลายคราจนแทบอ่อนแรง“เจ้าอิ่มแล้วหรือ” เห็นใบหน้าชื้นเหงื่อของนางพยักหงึก ๆ เขาก็คลี่ยิ้มกว้าง “ถ้าเจ้าอ
“ข้ารับปากแล้วไม่เคยลืม ต่อไปนี้ชีวิตของข้าจะมีเพียงเจ้าเป็นภรรยาคนเดียวเท่านั้น ข้าขอสัญญาต่อหน้าภาพวาดของบิดามารดา ถ้าข้าผิดคำพูดขอให้ข้าไม่ตายดี”“อย่าพูดแบบนี้นะ!” ใบหน้างามซีดเผือดขณะที่เอามือปิดปากของเขาไว้ “ต่อให้ท่านผิดคำพูดข้าก็ไม่ยอมให้ท่านตายหรอก ท่านต้องอยู่ต่อไปจนแก่ตายเท่านั้นจำเอาไว้
แต่.. คิ้วบาง ๆ ที่ขึ้นไม่เป็นระเบียบขมวดเข้าหากันเมื่อฉุกใจคิดขึ้นมา แล้วท่านหญิงฟาติมาให้สาวใช้ไปตามพวกเขามาพบทำไมหรือว่าเรื่องนี้เป็นแผนของนาง!“ท่านหญิงให้คนไปตามข้ามาทำไมขอรับ” เขาไม่เก็บความสงสัยเอาไว้ให้หนักใจ เปิดปากถามอย่างตรงไปตรงมา“มันสำคัญด้วยหรือว่าเรื่องอะไร ในเมื่อตอนนี้มีเรื่องที่
“ถนอมนางด้วย อย่าทำให้นางเจ็บแม้แต่ปลายนิ้ว” หัวหน้าโจรสั่งลูกน้องที่ถนัดใช้แต่กำลังทั้งสอง“อย่าเอานางลงไปจากเรือ ไม่อย่างนั้นเราจะได้เห็นดีกัน” จอห์นประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น นัยน์ตาเป็นประกายดุดัน มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือฟาติมาให้รอดพ้นจากจอมโจรให้ได้ขณะนั้นเองที่นักรบรับจ้างทุกคนก็เข้ามารว







