LOGINพระราชวังฉางอาน
ภายในห้องทรงงานของจักรพรรดิถังโจว
“กระหม่อมทูลลา” กุ้ยหย่งหมิงยกมือคำนับ
“เจ้าจะไม่อยู่ดื่มเหล้าเป็นเพื่อนข้าก่อนหรือ” บุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรถามอย่างสุขุม
“ไม่ดีกว่า กระหม่อมยังมีงานต้องทำอีกมาก ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองเหมือนฝ่าบาท”
ถังโจวกลั้วหัวเราะ ไม่ได้ถือสากับคำพูดเหน็บแนมของที่ปรึกษาคู่ใจ
“ทุกวันนี้เจ้าน่าจะร่ำรวยยิ่งกว่าฮ่องเต้อย่างข้าเสียอีก” ถังโจวกล่าวกับญาติผู้น้องที่เกิดจากน้องสาวของพระมารดา ที่ท่านรักและเมตตายิ่งกว่าพี่น้องร่วมบิดา เพราะเขาคอยช่วยเหลืองานต่าง ๆ ของราชสำนักโดยไม่เคยหวังลาภยศและสิ่งตอบแทนใด ๆ
แม้แต่ตำแหน่งอ๋องท่านก็ต้องเป็นฝ่ายยัดเยียดให้เอง หรือแม้กระทั่งชายาสักคนสองคน ไม่ว่าจะเป็นลูกขุนนางหรือแม้กระทั่งองค์หญิงทั้งหลาย ท่านก็พยายามยัดเยียดให้ แต่ก็ยังไม่เป็นผล
อ๋องรูปงามนามว่ากุ้ยหย่งหมิงยิ้มมุมปากนิด ๆ “สมบัติเหล่านั้นเป็นของที่บิดากระหม่อมหาไว้ก่อนตาย คนที่รวยคือบิดาของกระหม่อมต่างหาก ทูลลา”
“แล้วเรื่องพระชายาเล่า เมื่อไหร่เจ้าจะตกลงปลงใจสักที หรือที่ข้าเสนอให้ยังไม่ถูกใจ”
ยังไม่ทันก้าวเดิน คำถามของฝ่าบาทก็ดักขาของเขาไว้ก่อน
“พวกนางอาจจะถูกใจฝ่าบาท แต่ยังไม่ถูกใจกระหม่อม”
“เลือกมาก แล้วเจ้าต้องการสตรีแบบไหนเล่า บอกข้ามา ข้าจะเฟ้นหาให้เจ้าเอง”
“ถ้าพบแล้วกระหม่อมจะรีบมาบอกพระองค์เป็นคนแรก ทูลลา” แล้วรีบเดินจากไปก่อนที่จะมีคำพูดอะไรมาขวางไว้อีก
จักรพรรดิถังโจวมองตามร่างสูงสง่าที่เดินจากไป ฟังจากน้ำเสียงก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังหงุดหงิด
นี่เขาไม่อยากแต่งงานถึงเพียงนั้นเชียว สตรีที่เขาแนะนำล้วนเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่งามล่มเมือง งานสตรีก็ชำนาญ กิริยาก็ล้วนอ่อนช้อยน่าทะนุถนอม
ทำไมกัน.. หรือเขาไม่ชอบสตรี!
กุ้ยหย่งหมิงเดินไปถึงที่จอดรถม้า พยักหน้าให้โต้วฉือกับอี่เฉิน เป็นอันรู้กันว่าหมดธุระแล้ว เดินทางกับคฤหาสน์ได้
“วันนี้ใช้เส้นทางหลังคฤหาสน์ ข้าอยากตรวจดูความเรียบร้อยสักหน่อย”
“ขอรับท่านอ๋อง” องครักษ์ทั้งสองรับคำ รอให้ชายหนุ่มขึ้นไปนั่งในรถม้า เรียบร้อยแล้วจึงประจำที่ คนหนึ่งควบรถม้า อีกคนขี่ม้ารั้งท้าย…
พุทธิญาพยายามที่จะหลับแต่ก็ไม่เป็นผล เธอรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ แสบจมูกไปทั้งโพรง และเริ่มมีไข้สูงเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง ภายในร้อนระอุแต่ภายนอกกลับหนาวจนสั่น
เธอหลับตาพิงกำแพง ล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบผ้าเช็ดหน้ากับขวดน้ำออกมา เทน้ำใส่ผ้าเช็ดหน้าแล้วบิดหมาด โปะลงไปบนใบหน้าของตัวเองเพื่อช่วยลดไข้
“ไหวหรือไม่แม่นาง” ชายหนุ่มที่เฝ้ายามเดินไปถามอาการด้วยความเป็นห่วง อยากให้ถึงเวลาผลัดเวรเร็ว ๆ จะได้รีบพานางไปหาหมอ
“เลิกงานแล้วใช่มั้ย” พุทธิญาเข้าใจแบบนั้น จึงดีดตัวลงจากกระเป๋าที่นั่งอยู่.. แล้วโลกของเธอก็หมุนติ้ว ๆ ก่อนที่มันจะมืดสนิท
“แม่นาง! แม่นาง! เจ้าเป็นอะไร แม่นาง!” เห็นนางล้มหัวกระแทกกับกำแพงต่อหน้าต่อตาก็ตกใจ ทั้งลนลานและทั้งไม่กล้าเข้าไปช่วยนาง.. แต่สุดท้ายก็คุกเข่าลงไปเอามือลองอังที่จมูก ใจของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงลมหายใจ “แม่นางได้ยินข้าไหม แม่นาง”
โต้วฉือกับอี่เฉินเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าแต่ไกล เห็นตั้งแต่ยามเฝ้าคฤหาสน์เดินไปหาสตรีผู้นั้น คุยกับนางก่อนที่นางจะล้มลงไป
“ท่านอ๋อง ข้างหน้าดูเหมือนจะมีเหตุ” อี่เฉินรายงาน
“ที่กำแพงบ้านข้านี่นะหรือ”
“ขอรับ คนของเรากำลังช่วยเหลือนางอยู่”
“เข้าไปดู ใช่กลลวงของศัตรูหรือไม่”
“ขอรับ”
กุ้ยหย่งหมิงมององครักษ์ประจำกายผ่านม่านหน้าต่าง มองสตรีไร้สติที่ถูกคนของตนจับประคองหลัง
นางดูแตกต่างจากคนที่นี่อย่างสิ้นเชิง จึงเพ่งมองด้วยความสนใจมากยิ่งขึ้น ใบหน้าที่ซีดเซียวและหลับสนิทนั้นดูมีเสน่ห์ดึงดูด เรียกความสนใจจากเขาได้มากที่เดียว
“นางเป็นอะไร”
“นางมีไข้ขอรับท่านอ๋อง”
“นางเป็นอะไรกับเจ้า”
“เรียนท่านอ๋อง แม่นางคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกับข้าน้อย นางมาจากดินแดนอื่นและพลัดหลงกับสหาย จึงเข้ามาถามทางไปโรงเตี๊ยม แล้วนางก็ขอนั่งพักสักหน่อย ข้าน้อยเห็นอาการของนางไม่ค่อยดี และนางเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก จึงบอกให้นางนั่งรอข้าน้อยผลัดเวร ตั้งใจว่าจะพานางไปพักที่บ้านพ่อตาแม่ยายของข้าก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้เมียของข้าพานางไปหาโรงเตี๊ยม” ทหารยามนามว่าเสี่ยวหัวเล่าละเอียดยิบ เพราะกลัวจะถูกทำโทษที่ละทิ้งหน้าที่
กุ้ยอ๋องมองสตรีที่อยู่ในการประคองของเสี่ยวหัว ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกดึงดูด ทำเอาใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมา ละสายตาแทบไม่ลง
“พานางขึ้นมา”
“ท่านอ๋องหมายควา”
“พานางมาขึ้นรถม้า” เขาพูดขัดน้ำเสียงเฉียบขาด
โต้วฉือแปลกใจกับท่าทีของท่านอ๋อง มองสตรีแปลกหน้า..นางงามหมดจดจริง ๆ เขายอมรับกับตัวเอง แล้วรีบอุ้มนางขึ้นรถม้า
แล้วเขาจะวางนางไว้ตรงไหนดีล่ะ ก็ในเมื่อเจ้านายของเขาถือตัวเป็นหนักหนา ไม่นิยมให้ใครนั่งร่วมเกี้ยว
“เจ้าจะอุ้มนางไว้อีกนานไหมโต้วฉือ มองนางอิ่มหรือยัง” เสียงถามราบเรียบมีความขุ่นเคืองผสมอยู่
“ท่านอ๋อง ข้าเพียงแค่แปลกใจเท่านั้น” โต้วฉือร้อนใจหาข้อแก้ตัว
“เมื่อไหร่เจ้าจะส่งนางมาให้ข้าเสียที” อ๋องกุ้ยหันไปมองอี่เฉินที่เปิดประตูรถม้าค้างไว้ “ตกใจอะไรนัก.. ส่งนางมาให้ข้า” เขายื่นมือออกไปรับหญิงสาวจากโต้วฉือ
องครักษ์หนุ่มรีบส่งนางให้ท่านอ๋อง
“เอาของใช้ของนางไปด้วย และให้เจ้านั่นตามไปรับรางวัลกับข้า แล้วไปตามหมอหลวงมาดูอาการของนาง”
“ขอรับท่านอ๋อง” โต้วฉือรับคำสั่งแล้วรีบลงจากรถม้า
กุ้ยหย่งหมิงโอบประคองหญิงสาวแนบกาย ใช้นิ้วปัดลูกผมบางส่วนที่บดบังใบหน้าออก กลิ่นหอมกรุ่นละมุนจมูกจากตัวนาง ทำให้เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอด
เขาเพ่งพิจใบหน้าเรียวได้รูป ยอมรับอย่างไม่มีข้อแม้ว่านางงดงามจับใจ งามจนไร้ที่ติ พิลาสล้ำเหนือคำบรรยาย สะดุดตาสะดุดใจแม้เพียงเห็นแค่หางตา ผิวพรรณของนางผุดผาด เนียนละเอียดไร้จุดด่างดำ แต่ก็แปลกใจกับการแต่งกายแปลกตาของนาง
“อย่าประมาทนะอ๋องน้อย ถึงหมอหลวงบอกว่าอีกยี่สิบวันจะคลอดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแบบนั้นเสมอไปนะ ดีไม่ดีอาจจะคลอดวันนี้พรุ่งนี้เลยก็ได้ เราเตรียมชื่อเอาไว้ก่อนดีกว่า” บิดาแย้งจริงจังแล้วหันไปมองภรรยา “เจ้าว่าหลานเราชื่ออะไรดียิปซี”“ข้าอยากได้ชื่อไทย ๆ ท่านพี่ ถ้าเป็นหลานชายข้าจะให้เขาชื่อเสือ ถ้าเป็นหลานสาวข้าอยากจะให้นางชื่อบัว”“บัว หมายถึงดอกบัวน่ะหรือ”“เจ้าค่ะ”“เพราะดีนะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้หลานชายข้าชื่อเหล่าหู ถ้าเป็นหลานสาวจะให้ชื่อเหลียนฮวา เจ้าว่าดีไหม”“แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าคิดนะท่านพี่ เขาเรียกว่าเลียนแบบ” นางหัวเราะสามี“ก็ชื่อที่เจ้าเลือกมามันถูกใจข้านัก บุรุษต้องยิ่งใหญ่ดั่งเสือ สตรีก็ต้องงดงามดั่งดอกบัว พวกเจ้าเห็นด้วยกับข้าไหม” อ๋องกุ้ยหันไปขอความเห็นจากลูกชายและลูกสะใภ้สองสามีภรรยาพยักหน้ารับพร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มองหน้ากันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุขจำปียื่นมือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะไปดึงมือสามีและกุมไว้ “ขอบคุณท่านมากที่รักข้า พาข้ามาพบกับครอบครัวที่งดงามเช่นนี้” แล้วหันไปส่งความรู้สึกผ่านทางดวงตาที่เปล่งประกายไปด้วยความรัก ขยับปากพูดเบา ๆ ให้เขาได้รับรู้ “ข้
“ข้าแต่งงานแล้ว ข้าต้องไว้หนวดไว้เครานะ ยิ่งมีเมียสวย มีลูกสาวก็ต้องไว้ให้ยาวกว่าปกติ”“ท่านนี่ตลกนัก ชอบทำให้ข้าหัวเราะอยู่เรื่อย”“ข้าพูดจริง ๆ นะ ถ้าเจ้าคลอดลูกชายข้าจะไว้หนวดแต่พองามให้สมกับความงามของเจ้า แต่ถ้าข้ามีลูกสาวข้าจะไว้ยาวให้ถึงอกเลย ตามความงามของเจ้ากับลูกรวมกัน”“ตามใจท่านเลยเจ้าค่ะ ครั้งนี้จะไม่โกนก็ได้นะ”“ไม่ ครั้งนี้ข้าจะยอมโกนไปก่อน เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าหงุดหงิดตอนกำลังท้อง” เขาตอบอย่างเอาใจและมีแผนแอบแฝง“พี่เฟิงน่ารักเสมอ”“เจ้าต้องตอบแทนความรักของข้าให้มาก ๆ ด้วย”“เจ้าค่ะ ข้าจะมีลูกให้ท่านหลาย ๆ คนดีไหม อย่างที่ท่านพ่อบอก ชายห้าหญิงห้าเข้าตำราพญามังกร ร่ำรวย รุ่งเรือง เฟื่องฟู”“ดีสิ เพราะการมีลูกหลาย ๆ คนนั่นหมายถึงว่า..” เขาโน้มหน้าไปชิดหูนาง “ข้าจะได้ระเริงรักกับเจ้าบ่อย ๆ”หญิงสาวถลึงตาใส่คนรัก “พูดอะไรของท่านเนี่ย คนอื่นมาได้ยินเข้าจะว่าอย่างไร”“เขาก็คงเอาไปนินทาว่าท่านอ๋องน้อยหลงเมีย หรือไม่ก็ท่านอ๋องน้อยมักมากในกาม ถึงมีลูกดกหัวปีท้ายปี” เขาขยิบตาให้นางเมื่อพูดจบ “แต่ถ้ามีใครได้ยินสิ่งที่ข้ากระซิบกับเจ้า พวกนั้นก็คงเป็นเหล่าองครักษ์หรือไม่ก็บิดาของข้
แต่ผ่านไปเพียงสองชั่วยาม ความคิดของนางก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อหมอหลวงแห่งพระราชสำนักยืนยันหนักแน่นว่านางกำลังตั้งท้องอ่อน ๆ ได้ประมาณครึ่งเดือนไม่ถึงครึ่งเดือนต่อมา ของขวัญแสดงความยินดีจากทั่วทุกสารทิศก็ถูกทยอยนำมามอบให้ไม่ขาดสาย บ่าวรับใช้ต่างช่วยกันจัดเก็บจนหลังขดหลังแข็งส่วนตัวนางนั้นก็เอาแต่นอนเพราะอาการแพ้ท้องอย่างหนัก ทั้งหน้ามืด วิงเวียน อาเจียนสามเวลาหลังอาหาร ที่พอกินได้ก็มีแต่อาหารอ่อน ๆ ประเภทน้ำซุป ต้องทนทรมานอยู่ถึงสี่เดือนถึงจะกลับมากินได้เป็นปกติ.............................หลายเดือนผ่านไป“จำปี เจ้าอยู่ไหน”เสียงเรียกทุ้มหูแต่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ทำให้สตรีท้องโตใกล้คลอด ที่นอนอยู่บนพื้นหญ้าภายในสวนดอกไม้ค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก“ข้าอยู่นี่” ขานรับสามีทั้งที่ยังมองไม่เห็นตัวเขาหย่งเฟิงหมุนตัวไปทางด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงตอบรับของภรรยา เดินไปตามทิศทางเสียงจนเจอตัวนาง“ทำไมถึงทำหน้ามุ่ยอย่างนั้นเล่าพี่เฟิง”“เจ้านี่มันดื้อนัก ข้าสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามออกจากเรือนเด็ดขาดจนกว่าข้าจะกลับมาถึงไม่ใช่หรือ” เขาเท้าเอวยืนค้ำหัวภรรยาที่นั่งตัวกลมอยู่กับพื้น“พ
“เป๋าฮื้อน้ำแดงก็ดีต่อสุขภาพ เจ้าสองคนต้องกินเยอะ ๆ นะ”“ขอบคุณท่านพ่อ” อ๋องน้อยคลี่ยิ้มพึงพอใจกับการเอาใจใส่ของบิดา“เอาใจใส่เมียเจ้าให้มาก ๆ หน่อยสิอ๋องน้อย” บิดาคีบเป๋าฮื้อให้ลูกชายบ้าง “แล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย เจ้ามีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ต้องรับผิดชอบนะ” แล้วคีบเป๋าฮื้อชิ้นใหญ่อีกชิ้นเอาใจลูกสะใภ้ เพราะหวังจะให้นางมีหลานตัวน้อยให้เขาในเร็ววันจำปีเห็นเป๋าฮื้อแล้วอยากจะเขี่ยทิ้งให้พ้น ๆ ถ้วยข้าว รู้สึกขยะแขยงกลิ่นคาวที่แรงติดจมูกอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ปกติก็ชอบเอามาทำโจ๊กกินเวลาจับได้ในทะเล แต่เพราะเกรงใจพ่อสามีมาก นางจึงจำใจคีบมาใส่ปากแล้วฝืนใจเคี้ยวให้แหลกสักนิดเพื่อจะกลืนได้สะดวกแต่ความพยายามของนางล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่เริ่มกัดคำแรก นางรีบปิดปากแล้ววิ่งออกไปจากห้อง อาเจียนเอาของในปากในท้องออกจนหมด“เป็นอะไรจำปี ไม่สบายหรือเปล่า” กุ้ยหย่งเฟิงที่วิ่งตามภรรยาออกมาช่วยลูบหลังแล้วถามอย่างเป็นห่วง“ข้าปกติดีพี่เฟิง จนกระทั่งถึงตอนกินเป๋าฮื้อนั่นแหละ มันเหม็นคาวมากจนข้าทนไม่ไหว” นางตอบสามีเสียงหอบน้อย ๆ“มันถูกปรุงสุกแล้วนะ ไม่เหม็นคาวเลยสักนิด”“แต่ข้าเหม็นจริง ๆ นะ กลิ่
อ๋องน้อยมองภรรยาที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่สนใจตนแม้แต่นิด แต่ถ้าจะพูดให้ถูกนางคงอายคนรับใช้ที่มายืนรอรับใช้อยู่มากกว่า เพราะวันนี้เขากับนางต่างก็หรรษากันมากจนลืมเวลา จึงได้กินข้าวเช้ากับเที่ยงรวมเป็นมื้อเดียวกัน.. เขาคลี่ยิ้มละมุนด้วยความขันระคนเอ็นดู หันไปสะบัดมือไล่ให้คนรับใช้ทั้งสองคนออกไปจากห้อง“หิวมากเลยหรือจำปี”“เจ้าค่ะ”“เงยหน้ามองข้าสักนิดแล้วค่อยตอบก็ได้นะ”หญิงสาวเหลือบมองสามี เหลือบมองไปทางซ้ายขวาไม่เห็นมีใครก็รู้สึกโล่งอก จึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสบายใจมากขึ้น วางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะ“ข้าอึดอัดแทบแย่” นางเริ่มบ่นให้เขาฟัง “ข้าไม่ชอบเลยที่มีคนอื่นอยู่ด้วย มันทำให้ข้ากินข้าวไม่อร่อย”เขากลั้วหัวเราะ “ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก”“จริงนะพี่เฟิง บ่าวรับใช้ของท่านทำข้าประหม่าไปหมด” นางยืนยันเสียงแข็ง เริ่มหยิบตะเกียบคีบอาหารใส่ปากตัวเองอีกครั้ง.. “หือ” เลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นคำถามเมื่อเขาเอาแต่มองจ้องยิ้ม ๆ ไม่ยอมพูดอะไร แล้วคีบเกี๊ยวนึ่งชิ้นสุดท้ายที่รสชาติถูกปากมากที่สุดยื่นให้เขา “อร่อยมากเลย ข้ายกชิ้นสุดท้ายให้ท่าน”เขาจับมือที่คีบเกี๊ยวให้กลับไปที่ปากของนาง “อร่อยก็กินให้หมด”หญิงสาว
“ไม่” นางรีบปฏิเสธทันควัน ร้อนวาบด้วยความอับอายไปทั้งใบหน้า“ไม่อาบก็ไม่อาบ” เขายอมตามใจนาง พาเดินออกจากห้องอาบน้ำไปที่เตียงนอน“ท่านจะทำอะไรอีก” หญิงสาวรีบดันร่างหนาที่ขึ้นคร่อมร่างตน“เจ้าคงลืมไปแล้วว่าพูดอะไรไว้”“พูดอะไร” นางชักสีหน้างุนงง“หึ! คนเรานะ” อ๋องน้อยทำเป็นค้อนใส่ภรรยา “ใครกันที่บอกว่าวันนี้จะชดเชยให้ข้า”คนถูกทวงถามมองสามีตาโต “นี่ท่านจะทวงกันแต่เช้าแบบนี้เลยหรือ”“อือฮึ” สามีพยักหน้ายอมรับด้วยท่าทางยียวนนิด ๆ แล้วพลิกตัวลงไปนอนแผ่บนเตียง “จัดการชดเชยมาให้ข้าเสียดี ๆ” ในเมื่อพูดดี ๆ ขอดี ๆ แล้วลีลาเยอะนัก เขาก็จะเล่นบทเอาแต่ใจแบบนี้แหละ“พี่เฟิงเจ้าขา”“ไม่ต้องมาทำเสียงอ้อน ข้าไม่ยอมหลงกลเจ้าหรอก”“ฮึ!” นางกระฟัดกระเฟียด เชิดปากอย่างมีแง่งอนเมื่อถูกเขาจับไต๋ได้ “ท่านใจร้ายนัก”“เจ้าต่างหากที่ใจร้าย มีสามีที่ไหนบ้างที่อยากมีอะไรกับเมียตัวเองแล้วต้องมาอ้อนวอนขอแบบข้า”คำถามของสามีทำให้นางครุ่นคิดอยู่สักพัก “ข้าคิดว่าน่าจะมีนะ”“ไม่มีหรอกทูนหัว เรื่องแบบนี้เขาไม่มีความอดทนกันหรอก ถ้าอยากแล้วต้องได้ปลดปล่อย”“จริงหรือเจ้าคะ” นางลังเลไม่อยากเชื่อ มองเขาอย่างจับผิด“ไม่อย่าง
หลินโม่วจูงมือกุ้ยถิงวิ่งไปทั่วทุกร้านในตลาด ชิมทุกอย่างที่แปลกตาพร้อมกับบรรยายสรรพคุณเมื่อรู้รสชาติของสมุนไพรที่เป็นส่วนผสม“เจ้าเก่งเรื่องสมุนไพรมากเลยนะ” ถ้ากลับถึงบ้านแล้วไม่ลืม จะให้นางลองดื่มชาที่องค์หญิงมอบให้ อยากรู้จังว่านางจะรู้สรรพคุณของชานั้นมั้ย“ใช่สิ อย่าลืมว่าพ่อข้าเป็นหมอเทวดานะพี่
“เจ้าคิดอะไรอยู่” คล้อยหลังกุ้ยอ๋องไปแล้วอี่เฉินจึงกระซิบถามเพื่อน“เจ้าจะมีความสุขคนเดียว แล้วทิ้งให้ข้านอนเดียวดายหรือไง” สีหน้าเรียบเฉยถามกลับ แล้วจึงเดินตามเจ้านายออกไปอี่เฉินรีบเดินเคียงคู่ “ก็เห็นนอนคนเดียวมาตั้งสามสิบปี นึกว่าจะไม่สนใจแต่งภรรยาน่ะสิ” ตอบกลับเบา ๆ“ข้าก็มีเลือดเนื้อเหมือนเจ้
“เจ้าค่ะ วันนี้ยิปนัดจอห์นมาดื่มน้ำชาด้วยกัน” นางรีบยกมือปิดปากของสามี “ฟังให้จบก่อนสิคะ ยิปคิดว่าเราอาจมีวิธีที่จะทำให้หลินโม่วตัดใจจากท่านได้”“อย่างไรหรือ” ความไม่พอใจเปลี่ยนเป็นความสงสัย“ก็เมื่อคืนตอนที่ไปเที่ยวงานศาลเจ้าด้วยกัน...” นางเริ่มเล่าเรื่องที่ได้เจอกับจอห์นให้สามีฟังอย่างละเอียด เมื
“แต่ข้า..ข้าอาจจะไม่ใช่ภรรยาที่ดี” เสียงของนางบ่งบอกความลังเลไม่ปิดบัง“ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องเป็นภรรยาที่ดีแน่ เพราะเจ้าดูแลพระชายาอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง แล้วทำไมเจ้าถึงดูแลสามีของตัวเองไม่ได้ ต่อให้เจ้าดูแลข้าไม่ดีเหมือนดูแลพระชายา ข้าก็จะไม่โกรธเจ้าแม้แต่น้อยเ พราะข้าดูแลตัวเองได้ ขอแค่เจ้ารับปาก







