เข้าสู่ระบบพุทธิญามองสิ่งแปลกตารอบ ๆ ตัวด้วยความแปลกใจ.. ทำไมมีตลาดแบบนี้ในสวนหย่อมของสนามบิน เธอมองผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดโบราณ นึกสงสัยว่าพวกเขาคงมาถ่ายซีรีส์กัน แต่ก็ไม่เห็นทีมงานกองถ่ายเลยสักคน
เธอมองหาทีมงานกองถ่าย แต่ก็ไม่ลืมที่จะมองตามคุณยายหมอดูที่เดินอยู่ข้างหน้า เธอพยายามหลบหลีกผู้คนที่พลุกพล่าน และรู้สึกประหม่าแกมหวาดหวั่นเมื่อมีสายตาหลายสิบคู่มองดูเธอแปลก ๆ และซุบซิบใส่กัน..
แล้วความคิดหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในหัวสมองของเธอทันที
“ดวงของเจ้าไม่ใช่คนที่นี่ เจ้าเป็นคนที่มาจากอดีต”
พุทธิญารีบมองหาคุณยายหมอดูด้วยหัวใจที่เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เพื่อจะถามท่านให้รู้เรื่อง.. แต่ข้างหน้าเธอไม่มีท่านอยู่แล้ว มีแต่คนที่แต่งตัวแปลก ๆ เดินสวนกันไปมา
น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาที่ลูกตา แต่ก็อดกลั้นไม่ให้มันไหลออกมา ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา เธอลากกระเป๋าใบใหญ่ที่เปรียบเสมือนเพื่อนของเธอในตอนนี้ไปตามทาง พยายามแยกตัวออกจากผู้คนเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นจุดเด่น
จนออกห่างจากความวุ่นวาย เธอยังเดินไปเรื่อย ๆ ตามทางเล็ก ๆ ที่ติดกับกำแพงอิฐสูงท่วมหัว แต่เดินมาตั้งไกลแล้วก็ยังไม่พ้นกำแพงนี้สักที
เธอเริ่มรู้สึกตัวว่าหนาวขึ้นมาก จึงหยุดเดินแล้วติดกระดุมเสื้อคลุมให้เรียบร้อย อาการแพ้อากาศและอาการปวดหัวกำลังเล่นงานเธอหนักขึ้น จึงหยิบยาแก้แพ้และแก้ปวด กับน้ำที่เหลืออยู่เกือบเต็มขวดในกระเป๋าสะพายออกมากิน
เรียบร้อยแล้วจึงเริ่มต้นเดินต่อไป เดินไปได้สักพักก็พบผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ในช่องกำแพง เมื่อเห็นชุดที่เขาสวมจึงเดาว่าเขาอาจจะเป็นทหารเฝ้ายาม
อาการไข้ที่เริ่มหนักขึ้นทำให้เธอตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขา
“เอ่อ..ขอโทษนะคะ ขอฉันนั่งพักที่นี่สักครู่ได้มั้ย” เธอชี้ที่พื้นด้านหน้าขณะพูดกับเขาด้วยภาษาจีนกลาง ไม่มั่นใจสักนิดว่าเขาจะเข้าใจหรือเปล่า
“ไม่ได้หรอกแม่นาง ที่นี่เป็นคฤหาสน์ของท่านอ๋อง ไม่ใช่ศาลาริมทางที่ใครจะมานั่งก็ได้” ชายคนนั้นตอบสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงห้วนห้าวไร้ความเป็นมิตร
อยากจะบ้าตาย ฉันหลุดมาอยู่ยุคนี้ได้ยังไงกันนะ ทำไมมีคนแล้งน้ำใจเช่นนี้หนอ.. เธอคิดในใจ
แล้วน้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาราวทำนบพัง ความอัดอั้นบวกกับอาการไข้ที่เป็นอยู่ ทำให้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง
“เจ้าเป็นอะไร ทำไมต้องร้องไห้ด้วยเล่า” ชายหนุ่มตกใจจนหน้าซีด เขายังไม่ได้ทำอะไรนางสักนิด แต่นางก็มาร้องไห้โฮอยู่ตรงหน้าแบบนี้ นึกอยากจะไล่ก็ไล่ไม่ลง สุดท้ายก็ยอมใจอ่อน “เงียบได้แล้วแม่นาง ถ้าอยากจะนั่งพักก็เชิญ แต่อย่านานนักล่ะ เพราะถ้าเจ้านายของข้ามาเห็นเข้า เกรงว่าศีรษะของข้ากับเจ้าอาจจะไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดิม”
พุทธิญาตกใจกับเรื่องที่ได้ยิน
อะไรกันหนักหนา ไม่พอใจก็ตัดหัว ไม่พอใจก็ฆ่า นี่มันยุคไหนกันวะ
หัวเธอหมุนติ้ว อาการปวดหัวกำเริบหนักเข้าไปอีก รู้สึกถึงแรงเต้นของเส้นเลือดในสมองจนต้องนิ่วหน้า รีบปาดน้ำตาทิ้งแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากตรงนั้น เพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ใคร
“นั่นเจ้าจะไปไหน ไม่นั่งพักก่อนเหรอ” ชายหนุ่มยังมีแก่ใจวิ่งออกมาดักหน้าแล้วถามอย่างมีน้ำใจ
“ขอบคุณท่านมาก แต่ข้าไม่รบกวนท่านดีกว่า”
ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา แม้สีหน้าของเธอจะดูซีดเซียวอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับการตกแต่งไว้อย่างสวยงามรับกับใบหน้าเหลือเกิน สรุปแล้วเธอเป็นสาวงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว
“แล้วเจ้าจะไปที่ไหน เจ้ามาจากไหน ทำไมแต่งตัวไม่เหมือนคนที่นี่ เจ้าเป็นชาวตะวันตกเหรอ แล้วทำไมเจ้าถึงพูดภาษาของเราได้”
“ข้าไม่ใช่ชาวตะวันตก แต่เป็นคนสยาม ดินแดนสยามอยู่ทางทิศใต้ของดินแดนแห่งนี้ มาเที่ยวที่นี่ครั้งแรก แต่ตอนนี้พลัดหลงกับสหายหากันไม่เจอ”
“ข้าไม่รู้จักดินแดนสยามของเจ้าหรอก แต่หน้าตาเจ้าไม่สู้ดีนัก นั่งพักสักครู่แล้วค่อยเดินทางต่อเถิด” เขาแสดงความมีน้ำใจ
“ข้าไม่อยากทำให้เจ้าเดือดร้อน ช่วยบอกฉันหน่อยได้มั้ยว่าแถวนี้มีโรงแรมไหม..ข้าหมายถึงโรงเตี๊ยมน่ะ” เธอแปลกใจตัวเองมากที่พูดคุยตอบโต้ได้คล่องปาก และสามารถฟังภาษาจีนยุคโบราณของเขาได้แตกฉานจนน่าอัศจรรย์
“บอกไปเจ้าก็ไปไม่ถูกหรอก เอาอย่างนี้ดีไหม รอให้ข้าผลัดเวรยามก่อน แล้วข้าจะพาแม่นางไปที่บ้าน ไม่ต้องตกใจ ๆ ที่บ้านข้ามีเมียและลูกอยู่ด้วย บ้านแม่ยายพ่อตาข้าก็อยู่ใกล้ ๆ กัน เจ้าก็ไปนอนที่บ้านพวกท่าน บ้านข้าอยู่ท้ายคฤหาสน์ท่านอ๋องนี่เอง ท่านอ๋องแบ่งปันที่ดินให้พวกเราบ่าวไพร่ได้อาศัยอยู่” เขารีบบอกให้นางเข้าใจ เมื่อเห็นนางมองเขาด้วยความไม่ไว้ใจ
“ข้าเกรงใจ แค่บอกทางไปโรงเตี๊ยมก็พอ” ถึงจะรู้สึกดีที่เจอคนมีน้ำใจแต่เธอก็ไม่กล้าไว้วางใจใคร
“บอกไปก็เกรงว่าเจ้าจะไปไม่ถูก รอข้านะหนึ่งชั่วยามได้หรือไม่ แล้วข้าจะพาไป”
เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู แปลกใจตัวเองที่รู้ว่าหนึ่งชั่วยามของเขาเท่ากับสองชั่วโมง.. เท่ากับเธอต้องรอเกือบหกโมงเย็น
“..ก็ได้” รอก็รอ เพราะเธอก็ไม่รู้จะไปไหนจริง ๆ เงินของสมัยนี้ก็ไม่มี มีแต่สร้อยคอกับแหวนอีกสองวงหนักอย่างละสลึง และกำไลข้อมือหนักสี่บาท สมัยนี้เขาใช้ทองแลกเปลี่ยนกันหรือเปล่าเธอก็ไม่รู้อีก
ซู้ด...ไม่ไหวแล้ว เธอคิดต่อไม่ไหวแล้ว เพราะปวดหัวมากขึ้นทุกที แสบจมูกคัดจมูกไปหมด จึงตัดสินใจลากกระเป๋าไปพิงกับกำแพงแล้วใช้นั่งแทนเก้าอี้ พิงหลังกับกำแพงให้ได้ท่าที่สบายที่สุดแล้วเริ่มนวดขมับให้คลายปวด
ถ้าได้นอนสักหน่อยอาการอาจจะดีขึ้น คิดได้ดังนั้นจึงหลับตาลง
“ข้าปวดหัวมาก ขอนอนพักระหว่างรอเจ้าหน่อยนะ”
ร้านทอผ้าแซ่ปิง“ขอบคุณนายท่าน”“ให้ข้าไปส่งข้างในไหม”“ไม่ต้อง แค่นี้ก็พอแล้ว ข้าไม่อยากให้คนในบ้านแตกตื่น” มะลิปฏิเสธน้ำใจของเจี้ยนคัง“ตามใจ ถ้าอย่างนั้นข้าขอลา”“เดี๋ยวก่อนนายท่าน” มะลิรั้งเขาไว้ด้วยคำพูด “ท่านมีม้าหรือไม่”“ทำไมหรือ”“ข้าเป็นห่วงจำปี ถ้าท่านมีม้าพรุ่งนี้มารับข้าไปหานางหน่อยได้ไหม”“ดูแลตัวเองให้หายก่อนดีกว่า ส่วนเพื่อนของเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่าอ๋องน้อยให้ข้าพาอาสะใภ้ของข้าไปช่วยดูแลนาง”“ถึงอย่างนั้นข้าก็อยากไปอยู่เป็นเพื่อนนางอยู่ดี ได้โปรดเถอะนะนายท่าน ข้าอยากให้นางฟื้นขึ้นมาแล้วเจอกับคนที่คุ้นเคย ไม่ใช่เจอแต่คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้”คำพูดของนางมีเหตุผลพอที่จะให้เจี้ยนคังเริ่มใจอ่อน ในที่สุดเขาก็พยักหน้ารับ“จะให้มารับยามไหนล่ะ”“ถ้าเป็นยามเหม่าจะเช้าไปไหม”“เช้าแน่ ข้าจะมารับเจ้าต้นยามเฉินก็แล้วกัน เตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม ถ้าข้ามาถึงแล้วไม่เห็นเจ้าข้าจะไปทันที” เขาตบท้ายด้วยคำขู่“ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน” หญิงสาวคลี่ยิ้มยินดี ก้มศีรษะกล่าวขอบคุณจากใจก่อนจะบอกลาและกระโดดขาเดียวเข้าไปในบ้าน.....................หมู่บ้านชาวประมง“คารวะอ๋องน้
คำพูดของนางทำให้เขาอึ้งไปเลยทีเดียว นางคิดวิธีนี้มาได้อย่างไร แต่ก็ยอมปล่อยมือตามที่นางขอ“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตรงนี้ถึงกระท่อมของเพื่อนเจ้ามันห่างกันแค่ไหน”“ทราบเจ้าค่ะ แต่ข้ากระโดดเก่งมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไปก่อนนะ”เจี้ยนคังมองหญิงสาวที่กระโดดขาเดียวจากไปด้วยความเร็วที่น่าทึ่งไม่วางตา จนกระทั่งมองเห็นว่าร่างบางเริ่มแรงแผ่วจึงก้าวเท้าตามไปประกบด้านหลัง ทิ้งระยะห่างประมาณสองก้าวยาว ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร กระทั่งนางยืนนิ่งแล้วค่อย ๆ วางเท้าข้างที่เจ็บลงบนพื้นพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ“ให้ข้าช่วยไหม”“ว้าย! โอ๊ย..” หญิงสาวสะดุ้งตกใจเสียงทุ้มจากด้านหลัง เผลอก้าวเท้าหนีจนทำตัวเองเจ็บ ตามมาด้วยอาการเขินอายจนร้อนฉ่าไปทั้งตัว เมื่อถูกคนตัวใหญ่อุ้มเอาไว้อีกครั้งและก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคง “ขะ ๆ ข้า ๆ เดิน ๆ เองได้ ปล่อยข้าลงเถอะ”“ข้าไม่อยากเสียเวลา ป่านนี้นายท่านของข้าคงเป็นกังวลแล้ว รีบไปกันดีกว่า”“ท่านก็นำไปก่อนสิเจ้าคะ เดี๋ยวข้ากระโดดตามไปเอง”“หยุดพูดก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วโยนเจ้ากลับเข้าไปอยู่กับงูในป่าเหมือนเดิม” คนขู่กระตุกยิ้มบางเบาเมื่อคำขู่ใช้ได้ผล……………
“แล้วถ้าดูแลได้ไม่ดีเล่า” หย่งเฟิงถามเผื่อเอาไว้“ก็อย่างที่ข้าบอก อาการของนางถือว่าสาหัสมากเพราะโดนผึ้งต่อยถึงสองรอบ อาการแพ้พิษอาจทำให้นางชัก และอาจจะหยุดหายใจได้ขอรับ”“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก” หย่งเฟิงหยิบเงินก้อนหนึ่งมอบให้หมอ “พอหรือไม่”“มากเกินไปขอรับ”“เอาไปเถอะ ถ้าเจอคนป่วยที่ไม่มีเงินก็ช่วยรักษาให้พวกเขาบ้างก็แล้วกัน”“ขอบคุณนายท่าน ข้าจะแวะมาดูอาการให้นางทุกวัน แต่ถ้าตกดึกอาการนางน่าเป็นห่วงก็ไปตามข้าได้ตลอดนะขอรับ”“ขอบใจท่านมาก”“นายท่านขอรับ คือว่า..”“พูดมาเถอะ ถ้าเกี่ยวกับคนป่วยก็ไม่ต้องเกรงใจ”“ข้าขอละลาบละล้วงถาม นายท่านเป็นอะไรกับนางขอรับ”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “มันเกี่ยวกับการรักษาด้วยเหรอท่านหมอ”“เกี่ยวสิขอรับ คือนางต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ ปอดนางจะบวมน้ำเอาง่าย ๆ ถ้านายท่านเป็นคนอื่นข้าในฐานะหมอจะจัดการเรื่องนี้เอง”“เจี้ยนคัง” อ๋องน้อยเรียกองครักษ์เสียงเครียดเมื่อจบคำพูดของหมอวัยกลางคน เพราะเพิ่งนึกได้ว่าเพื่อนสนิทของคนเจ็บหายไป “ปิงปิงเพื่อนของนาง ข้าไม่แน่ใจว่ายังหลงอยู่ในป่าหรือเปล่า รีบไปตามหานางเดี๋ยวนี้เลย” แล้วบอกทิศทางที่เดินเข
“ข้าว่าไม่ดีหรอก เราควรไปตามหานางตอนนี้ดีกว่า หรือไม่ก็ลองถามชาวบ้านพวกนั้นดู นางเพิ่งจะฟื้นไข้นะ ถ้าเกิดไปเป็นลมอยู่ในป่าจะทำยังไง”มะลิได้แต่มองตามร่างใหญ่ที่เดินไปหาชาวบ้านที่กำลังหาหอยเหล่านั้นทีละคน สักพักก็เดินหน้านิ่วกลับมา“มีคนหนึ่งบอกว่าเห็นนางเดินไปทางนั้น น่าจะเข้าไปหาของป่าอย่างที่เจ้าคิดไว้นั่นแหละ”“แล้วจะเอาอย่างไร”“ตามไปดูสิ เขาบอกว่านางไปนานแล้วนะ ตั้งแต่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่คนเดียว แล้วตอนนี้คนอื่น ๆ หาหอยได้เต็มกระบุงแล้ว แต่นางยังไม่กลับมาแบบนี้ เจ้าไม่เป็นห่วงเพื่อนบ้างหรือ ถ้าเจ้าไม่ไปข้าไปคนเดียวก็ได้”“ไปก็ไปเจ้าค่ะ” มะลิเห็นความห่วงใยที่เขามีต่อเพื่อนก็ไม่ลังเล รีบเดินตามคนใจร้อนไปทันที“ป่าทึบขนาดนี้นางยังกล้าเข้ามา จิตใจนางทำด้วยดีหมีหรืออย่างไร” เขาเริ่มบ่นอย่างไม่พอใจเมื่อเข้าสู่เขตป่าได้ไม่นาน“นางต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนะเจ้าคะ ไม่ได้เกิดมามั่งมีเช่นท่าน” มะลิประชดใส่คนที่ขี้บ่นเกินเหตุ เพราะนางยังไม่รู้สึกว่าป่านี้รกทึบอย่างที่เขาว่าตรงไหนเลย“ทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือเอาไปเลี้ยงคนอื่นหมด ข้ารู้นะว่านางเอาเงินไปทำอะไร”“ก็นางเป็นคนจิตใจดี นางกำพร้าพ่อแม
“ก็ตามที่ข้าน้อยบอก อาการของนางดีขึ้นมากแล้ว”“ข้าอยากไปดูให้เห็นกับตา พาข้าไปหานางได้ไหม”“ไม่ได้เจ้าค่ะ”“ทำไม”“มันไม่เหมาะสมนี่เจ้าคะ และข้าน้อยก็ไม่อยากมีปัญหากับจำปีด้วย”“ก็บอกนางไปว่าข้าตามไปเอาน้ำผึ้งก็ได้ และห้ามเจ้าบอกความรู้สึกของข้าให้นางรู้เด็ดขาด เพราะข้าจะบอกกับนางเอง”“ข้าพาท่านไปด้วยไม่ได้จริง ๆ แต่ถ้าท่านอ๋องน้อยจะแอบตามไปข้าก็จนปัญญา เพราะข้าไม่รู้ไม่เห็น”ใบหน้าถมึงทึงค่อยยิ้มได้เมื่อได้ยินดังนั้น “ขอบใจ”“ห้ามพลั้งปากบอกจำปีเด็ดขาดนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นนางคงโกรธข้ามาก”“ข้าไม่พลาดหรอก เจ้านั่นแหละที่ควรระวังปากเอาไว้ พูดเก่งเหลือเกิน” พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป “ข้าไปก่อนนะ”“แล้วไม่ไปด้วยกันหรือเจ้าคะ”“เจ้าไม่ต้องมาสนใจหรอก” ก็นางบอกให้แอบไป เขาก็จะทำให้มันเหมือนจริงไปเลย“อะไรของเขา” มะลิบ่นเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อเตรียมอาหารไปฝากจำปีด้วย....................หลังจากแยกกับหญิงสาวแล้วกุ้ยหย่งเฟิงก็เดินเข้าตรอกเล็ก ๆ เพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตา ตั้งใจจะไปที่ร้านขายยาที่จำได้ว่าอยู่ใกล้ ๆ กับปากตรอก เพื่อหาซื้อยาที่ดีที่สุดสำหรับรักษาคนโดนผึ้งต่อย“เรื
ตลาดนานาชาติ“เดินให้มันเร็ว ๆ หน่อยสิเพ่ยจู ทำตัวเหมือนใกล้จะตายไปได้”“ข้าเดินมาหลายร้านแล้วนะเจ้าคะคุณหนู” สาวรับใช้วัยสิบเจ็ดพูดกับคุณหนูที่นั่งรออย่างสบายใจอยู่ในเพิงหลังหนึ่ง ปล่อยให้นางต้องเดินหาน้ำผึ้งกับเมล็ดกาแฟคั่วไปทั่วทุกร้านตั้งแต่ทิศเหนือจรดใต้ ทิศตะวันออกจรดตะวันตกอยู่คนเดียว“แล้วได้มาไหม”“ยังไม่ได้เจ้าค่ะ”“งั้นก็เดินต่อไปจนกว่าจะได้ของมา ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”“ขอข้านั่งพักสักครู่นะเจ้าคะคุณหนู”“ห้ามพักจนกว่าจะได้ของที่ข้าต้องการ ไปสิ!” ไป๋หลานตะคอกใส่สาวใช้อย่างหมดความอดทน ไม่สนว่าใครจะผ่านมาได้ยิน เพราะพวกมันไม่ใช่ชนชั้นสูงที่นางต้องให้เกียรติ หรือกลุ่มคนที่นางต้องทำการค้าร่วมด้วย“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้ผู้ต่ำต้อยจำต้องทนฝืนความเมื่อยล้าของขาแข้ง รีบวิ่งไปจากนายสาวผู้เอาแต่ใจ…………………..กุ้ยหย่งเฟิงรีบลุกจากที่นั่งเมื่อสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลมองเห็นเพื่อนสนิทของคนที่ตั้งใจจะมาหาเดินออกมาจากบ้านของนาง“แม่นาง”“เรียกข้าหรือ..ท่านนั่นเอง” จากคำถามเปลี่ยนเป็นแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายถนัดตา “ข้าชื่อปิงปิง หรือจะเรียกมะลิเหมือนที่จำปีเรียกก็ได้นะ”“แม่นางปิงปิง ข้าชื่อหย่
เขาผละออกจากร่างอุ่น แล้วเอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้าคมคายไร้ที่ติพร้อมกับรอยยิ้ม“ลาก่อนยอดรักของข้า” พูดจบก็คว้าจอกไวน์แดงที่ยังมีฟองลอยเอ่อขึ้นมาดื่ม แล้วกลืนลงคอพร้อมกับน้ำตาก่อนที่ทุกอย่างจะอับแสงกลายเป็นมืดมิด ลอยด์เห็นใบหน้าของเอียนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก และมีน้ำตาไหลออกมา....................
ณ อีกฟากหนึ่งของเรือเฉาไม่คิดเลยว่าเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งเค่อ กลุ่มโจรไคกุจะจับคนสำคัญของเรือลำนี้ไว้ได้ทั้งหมด ทันใดนั้นเขาก็คิดว่าต้องมีหนอนบ่อนไส้ และคนนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากคนที่กำลังจับตามอง แต่นางทำได้อย่างไร ทำไมถึงคลาดสายตาคนของเขาไปได้“ได้ข่าวว่าเจ้าฆ่าคนเก่งที่สุดของข้าไป ฝีมือของเจ้าไม่
ถึงจะรักและหึงหวงเขามากเพียงใด นางก็มิอาจทำลายการค้าของเขาได้ลงคอ สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาสบายใจได้ก็คือพยักหน้า ยอมรับให้ฟาติมาเดินทางไปด้วย .................... “เจ้าไม่เสียใจแน่นะหลินโม่ว” ค่ำคืนนั้นบนเตียงหลังใหญ่ คนรักนอนคุยกันอย่างแนบชิดถึงความในใจ “เสียใจทำไ
“ข้าอยู่โดยไม่มีพระจันทร์กับดาวไม่ได้หรอก เพราะข้าไม่ชอบความร้อนของพระอาทิตย์” เขาดึงร่างบอบบางที่ผละหนีเข้ามากอดแนบอก เมื่อนางทำท่าจะเง้างอน “แต่ทุกวันนี้ข้ารู้สึกว่าพระจันทร์มันเย็นเกินไป ยามกลางคืนข้าจึงจำเป็นต้องมีเจ้าข้างกาย เจ้าคือความอบอุ่นในยามหนาวเหน็บ คือความสดชื่นในยามเหนื่อยล้า เจ้าคอยม







