Mag-log inพุทธิญามองสิ่งแปลกตารอบ ๆ ตัวด้วยความแปลกใจ.. ทำไมมีตลาดแบบนี้ในสวนหย่อมของสนามบิน เธอมองผู้คนที่แต่งตัวด้วยชุดโบราณ นึกสงสัยว่าพวกเขาคงมาถ่ายซีรีส์กัน แต่ก็ไม่เห็นทีมงานกองถ่ายเลยสักคน
เธอมองหาทีมงานกองถ่าย แต่ก็ไม่ลืมที่จะมองตามคุณยายหมอดูที่เดินอยู่ข้างหน้า เธอพยายามหลบหลีกผู้คนที่พลุกพล่าน และรู้สึกประหม่าแกมหวาดหวั่นเมื่อมีสายตาหลายสิบคู่มองดูเธอแปลก ๆ และซุบซิบใส่กัน..
แล้วความคิดหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในหัวสมองของเธอทันที
“ดวงของเจ้าไม่ใช่คนที่นี่ เจ้าเป็นคนที่มาจากอดีต”
พุทธิญารีบมองหาคุณยายหมอดูด้วยหัวใจที่เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เพื่อจะถามท่านให้รู้เรื่อง.. แต่ข้างหน้าเธอไม่มีท่านอยู่แล้ว มีแต่คนที่แต่งตัวแปลก ๆ เดินสวนกันไปมา
น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาที่ลูกตา แต่ก็อดกลั้นไม่ให้มันไหลออกมา ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามา เธอลากกระเป๋าใบใหญ่ที่เปรียบเสมือนเพื่อนของเธอในตอนนี้ไปตามทาง พยายามแยกตัวออกจากผู้คนเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นจุดเด่น
จนออกห่างจากความวุ่นวาย เธอยังเดินไปเรื่อย ๆ ตามทางเล็ก ๆ ที่ติดกับกำแพงอิฐสูงท่วมหัว แต่เดินมาตั้งไกลแล้วก็ยังไม่พ้นกำแพงนี้สักที
เธอเริ่มรู้สึกตัวว่าหนาวขึ้นมาก จึงหยุดเดินแล้วติดกระดุมเสื้อคลุมให้เรียบร้อย อาการแพ้อากาศและอาการปวดหัวกำลังเล่นงานเธอหนักขึ้น จึงหยิบยาแก้แพ้และแก้ปวด กับน้ำที่เหลืออยู่เกือบเต็มขวดในกระเป๋าสะพายออกมากิน
เรียบร้อยแล้วจึงเริ่มต้นเดินต่อไป เดินไปได้สักพักก็พบผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ในช่องกำแพง เมื่อเห็นชุดที่เขาสวมจึงเดาว่าเขาอาจจะเป็นทหารเฝ้ายาม
อาการไข้ที่เริ่มหนักขึ้นทำให้เธอตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขา
“เอ่อ..ขอโทษนะคะ ขอฉันนั่งพักที่นี่สักครู่ได้มั้ย” เธอชี้ที่พื้นด้านหน้าขณะพูดกับเขาด้วยภาษาจีนกลาง ไม่มั่นใจสักนิดว่าเขาจะเข้าใจหรือเปล่า
“ไม่ได้หรอกแม่นาง ที่นี่เป็นคฤหาสน์ของท่านอ๋อง ไม่ใช่ศาลาริมทางที่ใครจะมานั่งก็ได้” ชายคนนั้นตอบสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงห้วนห้าวไร้ความเป็นมิตร
อยากจะบ้าตาย ฉันหลุดมาอยู่ยุคนี้ได้ยังไงกันนะ ทำไมมีคนแล้งน้ำใจเช่นนี้หนอ.. เธอคิดในใจ
แล้วน้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาราวทำนบพัง ความอัดอั้นบวกกับอาการไข้ที่เป็นอยู่ ทำให้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง
“เจ้าเป็นอะไร ทำไมต้องร้องไห้ด้วยเล่า” ชายหนุ่มตกใจจนหน้าซีด เขายังไม่ได้ทำอะไรนางสักนิด แต่นางก็มาร้องไห้โฮอยู่ตรงหน้าแบบนี้ นึกอยากจะไล่ก็ไล่ไม่ลง สุดท้ายก็ยอมใจอ่อน “เงียบได้แล้วแม่นาง ถ้าอยากจะนั่งพักก็เชิญ แต่อย่านานนักล่ะ เพราะถ้าเจ้านายของข้ามาเห็นเข้า เกรงว่าศีรษะของข้ากับเจ้าอาจจะไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดิม”
พุทธิญาตกใจกับเรื่องที่ได้ยิน
อะไรกันหนักหนา ไม่พอใจก็ตัดหัว ไม่พอใจก็ฆ่า นี่มันยุคไหนกันวะ
หัวเธอหมุนติ้ว อาการปวดหัวกำเริบหนักเข้าไปอีก รู้สึกถึงแรงเต้นของเส้นเลือดในสมองจนต้องนิ่วหน้า รีบปาดน้ำตาทิ้งแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากตรงนั้น เพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ใคร
“นั่นเจ้าจะไปไหน ไม่นั่งพักก่อนเหรอ” ชายหนุ่มยังมีแก่ใจวิ่งออกมาดักหน้าแล้วถามอย่างมีน้ำใจ
“ขอบคุณท่านมาก แต่ข้าไม่รบกวนท่านดีกว่า”
ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา แม้สีหน้าของเธอจะดูซีดเซียวอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับการตกแต่งไว้อย่างสวยงามรับกับใบหน้าเหลือเกิน สรุปแล้วเธอเป็นสาวงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลยทีเดียว
“แล้วเจ้าจะไปที่ไหน เจ้ามาจากไหน ทำไมแต่งตัวไม่เหมือนคนที่นี่ เจ้าเป็นชาวตะวันตกเหรอ แล้วทำไมเจ้าถึงพูดภาษาของเราได้”
“ข้าไม่ใช่ชาวตะวันตก แต่เป็นคนสยาม ดินแดนสยามอยู่ทางทิศใต้ของดินแดนแห่งนี้ มาเที่ยวที่นี่ครั้งแรก แต่ตอนนี้พลัดหลงกับสหายหากันไม่เจอ”
“ข้าไม่รู้จักดินแดนสยามของเจ้าหรอก แต่หน้าตาเจ้าไม่สู้ดีนัก นั่งพักสักครู่แล้วค่อยเดินทางต่อเถิด” เขาแสดงความมีน้ำใจ
“ข้าไม่อยากทำให้เจ้าเดือดร้อน ช่วยบอกฉันหน่อยได้มั้ยว่าแถวนี้มีโรงแรมไหม..ข้าหมายถึงโรงเตี๊ยมน่ะ” เธอแปลกใจตัวเองมากที่พูดคุยตอบโต้ได้คล่องปาก และสามารถฟังภาษาจีนยุคโบราณของเขาได้แตกฉานจนน่าอัศจรรย์
“บอกไปเจ้าก็ไปไม่ถูกหรอก เอาอย่างนี้ดีไหม รอให้ข้าผลัดเวรยามก่อน แล้วข้าจะพาแม่นางไปที่บ้าน ไม่ต้องตกใจ ๆ ที่บ้านข้ามีเมียและลูกอยู่ด้วย บ้านแม่ยายพ่อตาข้าก็อยู่ใกล้ ๆ กัน เจ้าก็ไปนอนที่บ้านพวกท่าน บ้านข้าอยู่ท้ายคฤหาสน์ท่านอ๋องนี่เอง ท่านอ๋องแบ่งปันที่ดินให้พวกเราบ่าวไพร่ได้อาศัยอยู่” เขารีบบอกให้นางเข้าใจ เมื่อเห็นนางมองเขาด้วยความไม่ไว้ใจ
“ข้าเกรงใจ แค่บอกทางไปโรงเตี๊ยมก็พอ” ถึงจะรู้สึกดีที่เจอคนมีน้ำใจแต่เธอก็ไม่กล้าไว้วางใจใคร
“บอกไปก็เกรงว่าเจ้าจะไปไม่ถูก รอข้านะหนึ่งชั่วยามได้หรือไม่ แล้วข้าจะพาไป”
เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู แปลกใจตัวเองที่รู้ว่าหนึ่งชั่วยามของเขาเท่ากับสองชั่วโมง.. เท่ากับเธอต้องรอเกือบหกโมงเย็น
“..ก็ได้” รอก็รอ เพราะเธอก็ไม่รู้จะไปไหนจริง ๆ เงินของสมัยนี้ก็ไม่มี มีแต่สร้อยคอกับแหวนอีกสองวงหนักอย่างละสลึง และกำไลข้อมือหนักสี่บาท สมัยนี้เขาใช้ทองแลกเปลี่ยนกันหรือเปล่าเธอก็ไม่รู้อีก
ซู้ด...ไม่ไหวแล้ว เธอคิดต่อไม่ไหวแล้ว เพราะปวดหัวมากขึ้นทุกที แสบจมูกคัดจมูกไปหมด จึงตัดสินใจลากกระเป๋าไปพิงกับกำแพงแล้วใช้นั่งแทนเก้าอี้ พิงหลังกับกำแพงให้ได้ท่าที่สบายที่สุดแล้วเริ่มนวดขมับให้คลายปวด
ถ้าได้นอนสักหน่อยอาการอาจจะดีขึ้น คิดได้ดังนั้นจึงหลับตาลง
“ข้าปวดหัวมาก ขอนอนพักระหว่างรอเจ้าหน่อยนะ”
“..พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมนางอีก วันนี้ข้าขอลา” มันเจ็บปวดจนยากที่จะแกล้งฝืนทำเป็นยิ้มออกไป เอียนจึงตัดสินใจกล่าวลาจอห์นพยักหน้ารับคำลา มองจนอีกฝ่ายลับสายตาออกไปจากห้องจึงถอนหายใจแรง เขาเองก็รู้สึกลำบากใจไม่น้อยกับรักสามเศร้าครั้งนี้ แต่เขาไม่ใช่คนดี ไม่ใช่ผู้เสียสละ ไม่ใช่บาทหลวงผู้ทรงศีล จึงไม่อยากรู้สึกผิดกับการกระทำที่ตัดสินใจทำลงไป……………..ใบหน้าที่พยายามปั้นยิ้มเต็มที่ เริ่มเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดเมื่อพ้นประตูห้องของนายใหญ่ออกมา มือเรียวยาวเกาะเอาไว้กับขอบเรือเพื่อประคองตัวเองให้มีแรงก้าวเดิน“ท่านเอียน” ลอยด์เดินออกมาจากในเรือ เห็นอาการผิดปกติของเจ้านายผู้เป็นที่รักก็รีบถลาเข้าไปช่วยเหลือ“ไม่ต้อง”น้ำตาของชายหนุ่มวัยสิบแปดปีเอ่อขึ้นมาทันทีที่ถูกอีกฝ่ายชักแขนหนี“ให้ข้าช่วยท่านเถิดนะ” พยายามกลั้นก้อนสะอื้นและกล่าวออกไปอย่างเอาใจ“ไม่จำเป็น ข้าช่วยตัวเองได้” กล่าวจบเอียนก็ฝืนใจเดินจากไป เขาจะต้องใจแข็งกับลอยด์ให้ได้ จะได้จบ ๆ กันไปสักที“ข้ารู้ว่าท่านหมดอาลัยในตัวข้าแล้ว แต่การกระทำของท่านยิ่งทำให้ข้าเกลียดมันมากยิ่งขึ้น ถ้าข้าพลั้งเผลอทำอะไรลงไป ก็จงรู้เอาด้วยว่าท่านนั่นแหละคือต้นเหต
หญิงสาวคลี่ยิ้มกว้างส่งให้เขา “เขียนเสร็จแล้วท่านช่วยเป็นธุระจัดส่งให้หน่อยนะจอห์น” “หลินโม่ว มันจะมากไปแล้วนะ” ก็จะทำให้อยู่หรอก เพียงแต่แกล้งทำเสียงข่มขู่ไปอย่างนั้นเอง“ก็ท่านทำได้ง่ายกว่าข้านี่ จะฝากหัวหน้าจั๊วส่งก็โดนบ่นแล้วบ่นอีกอยู่นั่นแหละ กว่าจะรับจดหมายจากข้าได้หูของข้านี่ชาไปหมด” นางยกมือตบที่ใบหูทั้งสองข้างเบา ๆปากเล็ก ๆ ที่ขยับขึ้นลงประกอบกับท่าทางที่นางกระทำนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก จอห์นมองอย่างพอใจและสุดท้ายก็ก้าวเข้าไปประชิด โอบร่างอรชรแนบอก“เจ้าน่ารักเกินไปแล้วนะหลินโม่ว ต่อไปนี้ข้าขอสั่งห้ามไม่ให้ยิ้มแบบนี้กับคนอื่นอีก โดยเฉพาะกับเอียน จงถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วยล่ะ”ร่างโปร่งระหงเต็มไปด้วยความแข็งแรงแบบสาวชาวป่า ที่ต่างกับสาวเมืองหลวงแสนอ้อนแอ้น ค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายที่แข็งขืนซุกซบกับร่างหนา“ข้ามีความสุขเหลือเกินที่ได้ยินท่านพูดแบบนี้.. แต่ท่านจะไม่ใจแคบไปหน่อยหรือ ที่ไม่ให้ข้ายิ้มกับผู้อื่นเลย”“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะคิดอย่างไร เพราะเจ้าเป็นของข้าแล้ว เจ้าก็ควรรักและภักดีต่อข้าผู้เดียวเท่านั้น ห้ามปันใจให้ใครอื่นอีก”“ท่านใจแคบจริง ๆ ด้วย” นา
ความรู้สึกของข้าที่มีต่อเขาไม่เหมือนกับท่านเลยสักนิด เพราะกับท่านอ๋องข้าแค่หลงใหลเท่านั้น แต่กับท่าน..ข้านั้นหลงรักหมดหัวใจ“ไม่เหมือนหรอก” นางตอบออกไปเพียงสั้น ๆ ไม่กล้าเอ่ยความคิดในใจออกไปหัวใจของเขาปวดร้าวคล้ายโดนกรีด ที่แท้เขาคือคนที่เหมาะสมจะช่วยนางเท่านั้น แต่ไม่ใช่คนที่นางรู้สึกว่าชอบเหมือนเช่นบุรุษผู้นั้น“แน่ใจแล้วหรือ ทำไมเจ้าไม่คิดให้นานอีกสักนิดก่อนที่จะตอบออกมา”คิ้วเรียวเหมาะเจาะกับใบหน้าขมวดเข้าหากัน“ท่านต้องการอะไรจากข้ากันแน่จอห์น พอข้าไม่ตอบก็รบเร้าให้ข้าตอบ พอข้าตอบไปแล้วก็รบเร้าให้ข้าคิดทบทวนให้นาน ตกลงท่านต้องการรู้อะไรกันแน่ บอกให้ข้าเข้าใจแน่ชัดกว่านี้ได้ไหม ข้าเดาใจท่านไม่ถูกจริง ๆ” ถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ“ข้ารู้คำตอบแล้ว ดื่มน้ำแล้วนอนพักเสีย” เขาหอบหัวใจที่ปวดร้าวออกไปจากห้อง เมื่อจัดการให้นางนอนลงเสร็จแล้วถ้านางชอบเขาบ้างสักนิด นางคงไม่หงุดหงิดใส่เขา……………..สองวันแล้วที่เขาไม่ยอมคุยเล่นกับนาง จะพูดก็เฉพาะตอนที่นางถามเท่านั้น เข้ามาป้อนข้าวป้อนยาให้นางวันละสามเวลา เสร็จแล้วก็เดินจากไป“ออกมาทำไม กลับเข้าไปพักผ่อนเดี๋ยวนี้”หลังอาหารเย็นของวันที่สาม
“ข้าก็แค่สงสัยเท่านั้น เพราะปกติท่านจะไม่ให้ผู้อื่นวุ่นวายอยู่รอบ ๆ ตัวท่าน”“ยกเว้นคนที่ฉลาดและมีไหวพริบอย่างอาจู พอมีอาจูคอยรับใช้ใกล้ตัว ข้าก็เริ่มรู้สึกว่าขาดเขาไม่ได้ และโมโหมากจนต้องลงทุนเดินมาหาเจ้าถึงที่นี่ เมื่อเขาถูกทำร้ายเพราะความหึงหวงจากคนของเจ้า แต่เมื่อเจ้าบอกว่าได้ทำโทษมันแล้วข้าก็สบายใจ” เขาดื่มไวน์ในแก้วทีเดียวจนหมดแล้วลุกขึ้น “ข้าไปก่อนนะ”……………….“จอห์น”“หือ” เสียงที่ดังมาจากในห้องนอน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังนั่งทำงานรีบขานรับแล้วลุกไปดู“ยามใดแล้ว”“เจ้าจะถามทำไม จะกี่โมงกี่ยามเจ้าก็ต้องนอนพักอยู่ดี”“ข้ารู้ ท่านช่วยพยุงข้าขึ้นจากที่นอนหน่อยได้ไหม”เห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของนางก็รู้ว่าคงจะเจ็บปวดไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลที่หน้า ที่ข้อมือหรือที่ข้อศอก“เจ้าจะลุกไปไหน เจ็บอยู่ไม่ใช่หรือ”“ข้าจะคืนที่นอนให้ท่านไงเล่า รบกวนท่านปูที่นอนให้ข้าหน่อยเถิดนะ วันนี้ข้าทำเองไม่ไหวจริง ๆ”“ถ้าทำไม่ได้ก็ปิดปากให้สนิท และนอนหลับไปเสีย ไม่ต้องห่วงเรื่องที่นอนของข้า ข้ามีปัญญาหาที่หลับนอนเองได้”“แต่ข้าเกรงใจท่านนี่นา” ใบหน้าบอบช้ำเศร้าสลดอย่างรู้สึกผิด“เจ้าน่าจะคิดอย่างนี้ตั้งแต่ก่อน
“เก็บสัมภาระของเจ้าเอาไว้ให้เรียบร้อย เมื่อเดินทางถึงท่าเรือบริเตนก็จงจากไปอย่างเงียบ ๆ นี่คือความหวังดีสุดท้ายที่ข้าจะมอบให้เจ้า”เสียงพูดที่แผ่วเบาแต่ชัดเจน ดังเข้ามาในหูของจอห์นที่เดินเกือบจะถึงห้องของหมอตู้ ซึ่งแบ่งห้องนอนและห้องพยาบาลเอาไว้อย่างเป็นสัดส่วนแต่เสียงที่เขาได้ยินนั้นไม่ใช่เสียงของหมอตู้ แต่เป็นเสียงของเอียนดังนั้นเท้าที่กำลังจะก้าวผ่านบานประตูที่ปิดสนิทเอาไว้จึงหยุดนิ่งแค่หน้าห้อง ยืนฟังการสนทนาของบุคคลภายในเงียบ ๆ“..ท่านรักมันมากหรือเอียน” ลอยด์มองชายที่ตัวเองด้วยสายตาเจ็บปวด“อย่าหยาบคาย ข้าไม่เคยสั่งสอนให้เจ้าทำตัวแบบนี้”“ข้าก็พูดแบบนี้กับทุกคนที่มายุ่งกับท่าน แล้วทำไมครั้งนี้ท่านถึงต้องโกรธ หรือเพราะท่านรักไอ้เด็กที่ชื่ออาจูคนนั้นมาก” ลอยด์เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังอาจู“หยุดปากสามหาวของเจ้าเดี๋ยวนี้นะลอยด์ ข้าจะรักจะชอบใครเจ้าไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวาย เจ้าเป็นบ่าว ข้าเป็นนาย เจ้าลืมไปแล้วหรือ”“ข้าไม่เคยลืมว่าข้านั้นเป็นแค่เด็กเร่ร่อนที่ท่านเก็บมาอุปถัมภ์ค้ำชู ท่านเป็นนายข้าก็จำได้เสมอไม่ต้องมาตอกย้ำ แต่ผิดด้วยหรือที่บ่าวอย่างข้าตัดรอนนายด้วยความเสียใจสุดแสน เ
หญิงสาวที่วิ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าประตู หันไปมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าแดงก่ำ“ข้าไม่นิยมกอดกับบุรุษหรอกนะท่านเอียน เพราะข้าชอบสตรีมากกว่า” แล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว“หึ.. หึ ๆ.. ฮา ๆ ๆ...” เอียนค่อย ๆ เปล่งเสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ยกมือข้างที่ได้สัมผัสกับเอวคอดกิ่วขึ้นมาดูเหมือนของล้ำค่า “ต่อให้รู้ว่าเจ้าเป็นสตรี ข้าก็ยังชอบเจ้าไม่เปลี่ยน ชอบมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ” แล้วแนบฝ่ามือนั้นลงบนอก……………..คนตัวใหญ่ที่นอนหนุนแขนตัวเองเล่นอยู่บนเตียงคลี่ยิ้ม เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยดังใกล้เข้ามา แล้วแกล้งทำเป็นหลับเหมือนตอนที่นางออกไป ไม่นานเกินรอก็ได้ยินเสียงหายใจหอบถี่ที่ข้างเตียง“ยังไม่ตื่นอีกหรือ” เสียงกังวานพึมพำเบา ๆเป็นเวลาเดียวกับที่เขาค่อย ๆ หรี่ตาแอบมอง และสิ่งที่ปรากฏในม่านตาพร่า ๆ ก็ทำให้เขาถึงกับลืมตาเต็มที่ ทะลึ่งพรวดขึ้นจากที่นอน“หน้าเจ้าไปโดนอะไรมาหลินโม่ว!!”ดวงตาเรียวดั่งตากวางเบิกโตด้วยความตกใจ “ทะ..ทะ..ท่าน!”“ข้าถามว่าหน้าเจ้าไปโดนอะไรมา! ตอบข้าสิ!!” จอห์นตะเบ็งเสียงใส่นางอย่างโมโหที่นางไม่ยอมตอบสักที “มือเจ้าก็โดนด้วยหรือ” เขาลุกจากเตียงแล้วเดินสำ







