LOGINเขาเคยให้การต้อนรับคณะทูตจากต่างแคว้นต่างดินแดนมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นชนชาติไหนแต่งกายแบบนี้เลย
กำไล ต่างหู สร้อยคอ แหวนที่นิ้ว ล้วนไม่เคยเห็น เขามั่นใจว่าสินค้าจากทั่วทุกดินแดน ที่มีขายในเมืองนี้ล้วนผ่านตาเขามาแล้วทั้งสิ้น
แม้กระทั่งเครื่องบรรณาการก็ล้วนต้องผ่านสายตาเขา ก่อนนำเข้าถวาย ใครที่ต้องการทำการค้ากับวังหลวง ก็ล้วนต้องมานำเสนอกับเขาก่อนทั้งสิ้น
แต่เครื่องประดับที่อยู่บนตัวนาง เขาไม่เคยเห็นมาก่อนแม้แต่ชิ้นเดียว รวมถึงตัวนางด้วย.. เขามองสายเข็มขัดที่นางคาดเอวไว้ คิดว่ามันคงอึดอัดสำหรับคนที่หมดสติอย่างนาง จึงลองผิดลองถูกจนสามารถถอดออกจากเอวคอดกิ่วได้สำเร็จ
จากนั้นจึงพยายามจัดให้นางนอนอยู่ในท่าที่คิดว่าสบายตัวที่สุด
คฤหาสน์กุ้ยอ๋อง
ภายในเรือนรับรองหลังใหญ่ ท่านอ๋องกำลังยืนดูหมอหลวงตรวจชีพจรของสตรีแปลกหน้าด้วยใจจดจ่อ
“อาการนางเป็นอย่างไรท่านหมอหลวง”
“ร่างกายของนางไม่ถูกกับความเย็น จึงทำให้มีไข้ กระหม่อมจะจัดสมุนไพรบำรุงหยินหยางให้นาง หลังจากหายไข้ดีแล้วให้ดื่มสมุนไพรอีกเทียบอย่างต่อเนื่อง ดื่มทุกวันก่อนนอน แล้วอาการแพ้อากาศเย็นของนางก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้าเจออากาศที่เย็นจัดก็ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ส่วนรอยปูดบวมที่ศีรษะกระหม่อมจะจัดยาทาให้ขอรับ ไม่เกินสองวันถึงสามวันก็ยุบเป็นปกติ”
“นางต้องดื่มสมุนไพรไปตลอดชีวิตเลยหรือ” กุ้ยอ๋องถามอย่างสนใจใคร่รู้
“กระหม่อมมีความเห็นว่าควรดื่มต่อเนื่องสักหนึ่งปี จากนั้นก็ดื่มเฉพาะช่วงที่อากาศหนาวจัด ที่สำคัญต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นเข้าไว้ แล้วอาการพวกนี้จะไม่กำเริบ” หมอหลวงนึกแปลกใจ ทำไมท่านอ๋องที่เย็นชาต่อสตรี ต้องเป็นห่วงเป็นใยสตรีผู้นี้นัก แต่ใครจะกล้าก้าวเท้าเข้าไปสอด รังแต่จะหาที่ตายเปล่า ๆ
“ขอบใจท่านหมอหลวงมาก เชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถิด” เขาเรียกให้องครักษ์ไปส่งหมอหลวง แล้วจึงหันมาสนใจกับคนป่วยอีกครั้ง
เขาเรียกสาวใช้ให้มาเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดให้นาง ส่วนเขานั่งจิบน้ำชารออยู่ด้านนอก
“เสร็จแล้วหรือ” เห็นสาวใช้สองคนยกอ่างน้ำออกมาจึงถาม
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าสองคนชื่ออะไร”
“บ่าวชื่อเสี่ยวหลันเจ้าค่ะ”
“ข้าน้อยเสี่ยวซิงเจ้าค่ะ”
“ต่อไปนี้พวกเจ้ามีหน้าที่ดูแลปรนนิบัตินางจนกว่านางจะหายดี”
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” ทั้งสองรับคำพร้อมเพรียง
เขาชี้ไปที่กระเป๋าใบใหญ่ “ของใช้ของนางน่าจะอยู่ในนั้น เจ้านำออกมาจัดให้เป็นระเบียบ ถ้านางฟื้นขึ้นมา อยากได้อะไรจะได้หยิบจับได้สะดวก” นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาแปลกตา แต่ก็ชอบใจ เพราะมันสามารถลากจูงได้โดยไม่ต้องแบกหามให้เมื่อย
เสี่ยวซิงเป็นคนแรกที่เดินไปที่สิ่งนั้น ทำอะไรกับมันอยู่พักใหญ่
“ข้าใช้มันไม่เป็น เจ้าพอจะรู้วิธีหรือไม่” เสี่ยวซิงถามเสี่ยวหลัน
“เปิดไม่ได้หรือ” กุ้ยหย่งหมิงถามเสี่ยวหลันที่กำลังมองรอบ ๆ ของสิ่งนั้น
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง บ่าวไร้ความสามารถเจ้าค่ะ” สาวใช้ยอมรับ
“ช่างเถอะ รอให้นางจัดการเองก็แล้วกัน” เขาลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปดูหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง
เขามองนางอย่างพิจารณาอีกครั้ง ใบหน้ารูปไข่เริ่มมีสีเลือดฝาด หน้าผากกลมมน คิ้วเรียวดกดำโค้งยาวดั่งคันศร ขนตายาวงอนเป็นแพ จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงอวบอิ่มชวนเย้ายวนใจ
แต่ทำไมสีผมของนางจึงมีสีเหมือนสตรีชาวตะวันตก ทั้งที่หน้าตาและการแต่งตัวก็บ่งบอกว่าไม่ใช่
นางไม่เหมือนสตรีจากดินแดนตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่สตรีชาวฉางอานที่ส่วนใหญ่คิ้วบาง ตาเล็กไม่มีชั้น จมูกสั้นไม่ค่อยโด่งเท่าไหร่นัก ริมฝีปากบาง
เขาอยากจะเห็นยามที่นางลืมตาตื่นขึ้นมา อยากเห็นว่านางจะงดงามเพียงใด
“ที่หัวของนางหมั่นทายาด้วยนะ”
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” เสี่ยวหลันและเสี่ยวซิงรับปากพร้อมกัน
“ถ้านางฟื้นแล้วไปเรียกข้าที่ห้องทำงานด้วย”
ห้องทำงานกุ้ยอ๋อง
“อี่เฉิน โต้วฉือ” กุ้ยหย่งหมิงวางบัญชีในมือ รอให้องครักษ์คู่ใจเข้ามาพบ
“ท่านอ๋อง”
“โต้วฉือ พรุ่งนี้เจ้าไปบอกกับเขอเข่อว่าข้าจะไม่ได้ไปที่ร้านอีกหลายอาทิตย์ เรื่องซื้อขายสินค้าให้เขาตัดสินใจได้เลย ส่วนเจ้า พรุ่งนี้ส่งข่าวแบบเดียวกันไปยังร้านค้าทั้งสี่มุมเมืองของเรา ถ้าสุดวิสัยให้แจ้งไปทางเขอเข่อ เสร็จแล้วรีบตามข้าไปที่ท่าเรือ”
“ขอรับท่านอ๋อง”
“อือ...”
เสียงอืออาในลำคอของสตรีบนเตียงนอน ทำให้สองสาวใช้ที่กำลังเติมไฟรีบถลาเข้าไปดู
“แม่นาง รู้สึกตัวแล้วหรือ”
เสียงที่บ่งบอกความยินดีทำให้พุทธิญาลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ รีบลุกขึ้นนั่ง
“แม่นางรู้สึกยังไงบ้าง ท่านหลับไปตั้งสามวัน” คำถามกึ่งคำบอกเล่าเป็นภาษาจีน ทำให้เธอนึกไล่ลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้า มองหญิงสาววัยรุ่นในชุดจีนโบราณสองคนที่ส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ..
เธอไม่ได้ฝันเหมือนทุกครั้งใช่ไหม
ตอนนี้มันคือเรื่องจริงใช่ไหม
“ขอน้ำดื่มหน่อยได้ไหม”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวหลันรีบเดินไปเทน้ำสมุนไพรที่ต้มเตรียมไว้ “ดื่มน้ำสมุนไพรก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำนะเจ้าคะ หมอหลวงบอกว่าถ้าท่านหญิงดื่มได้ทุกวันอาการที่เป็นอยู่จะดีขึ้น”
หมอหลวง!... อย่าบอกนะว่าที่นี่คือวังหลวง!
ที่ที่เธออยู่กับทหารยามคนนั้น คือข้างกำแพงคฤหาสน์ท่านอ๋องไหนสักอ๋องนี่แหละ แม้จะปวดหัวแทบระเบิด แต่เธอก็จำคำพูดของทหารยามคนนั้นได้แม่น..
เธอค่อย ๆ ดื่มน้ำสมุนไพรจนหมด แล้วต่อด้วยน้ำเปล่าอีกหนึ่งอึก
“เอ่อ.. ขอถามเจ้าหน่อย ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหน”
“ที่นี่คือคฤหาสน์กุ้ยอ๋องเจ้าค่ะ ท่านอ๋องเป็นคนช่วยแม่นางเอาไว้ และเรียกให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการของท่าน แล้วสั่งให้พวกเราดูแลปรนนิบัติท่านให้ดีที่สุด” เสี่ยวหลันตอบ
“ขอบคุณแม่นางทั้งสองมาก ๆ ที่ดูแลข้าอย่างดี” พุทธิญากล่าวอย่างซาบซึ้งใจ
“พวกเราเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ท่านไม่ต้องพูดกับพวกเราดีขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ” สองสาวรีบคุกเข่าลงตรงหน้า พูดด้วยเสียงสั่นรัว เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยินแล้วเอาไปรายงานต่อท่านอ๋อง
“ทำไมจะไม่ได้เล่า” ถามไปแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในยุคสองพันอีกแล้ว แต่เธอหลุดมาอยู่ในยุคเก่าคร่ำครึยุคไหนก็ยังไม่รู้
เสวี่ยรีบปล่อยมือแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว “หม่อมฉันผิดไปแล้ว ขอประทานอภัยด้วยเพคะองค์ชาย” นางย่อกายกล่าวอย่างสำนึกผิด แล้วเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาอ้อนวอน “ได้โปรดให้หม่อมฉันเข้าไปหาคุณหนูเถิดเพคะ หม่อมฉันเป็นห่วงนางเหลือเกินเพคะ”“ดูอย่างเดียวเท่านั้นนะเสวี่ย ห้ามปริปากแม้แต่นิดเดียว ถ้าจะคุยให้ออกไปคุยกันข้างนอก รับปากสิ”“เพคะ”ได้ยินดังนั้นองค์เซียนจึงเล่าสิ่งที่ได้เห็นมากับตาให้สาวใช้คนสนิทของคนรักฟัง แล้วจึงพานางเข้าไปดูให้เห็นกับตาด้วยอีกคนสิ่งที่เห็นทำให้เสวี่ยแทบเป็นลมล้มทั้งยืน นางยกมือปิดปากแน่นเมื่อเห็นใบหน้าที่แก่ชราของคุณหนู น้ำตาไหลพรากอย่างกับทำนบพัง แล้วรีบหมุนตัวก้าวยาว ๆ ออกไปจากห้องเมื่อเห็นคนบนเตียงขยับตัวองค์เซียนไม่ได้ตามสาวใช้ออกไปในทันที เขายืนมองร่างบางบนเตียงที่พลิกตัวช้า ๆ พร้อมกับอาการนิ่วหน้าและสูดปากอย่างเจ็บปวด... แต่ใจของเขาเจ็บปวดยิ่งกว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..หรือว่านางโดนยาพิษจริง ๆปล่อยเอาไว้ไม่ได้แล้ว เขาจะต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้ เขายืนมองจนแน่ใจว่านางไม่ตื่นขึ้นมา จึงเดินออกไปจากห้องด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ................
ร่างบางที่นอนหลับสะดุ้งตื่น หรี่ตามองไปที่เงาร่างใหญ่กลางแสงเทียนสลัว“ท่านพี่..” นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง รู้สึกเจ็บตามข้อตามกระดูกแปลก ๆ พิกล แต่ก็ฝืนเอาไว้ “ท่านกลับมานานแล้วหรือ”เสียงหวาน ๆ นั่นคือเสียงของนางแน่แท้ แต่ทำไมใบหน้านั้นถึงเปลี่ยนเป็นหญิงชราเช่นนั้นเล่า เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่.. นางยังไม่รู้ตัวสินะ เขารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าไปหานาง“ข้ากลับมาถึงสักพักแล้ว”“ท่านพี่กินข้าวหรือยัง”“ยังเลย”“หิวไหม ข้าจะรีบบอกให้เสวี่ยเตรียมสำรับนะ”เขารีบเดินเข้าไปหานางแล้วจับให้นอนลง ไม่อยากให้นางเดินออกไป ไม่อยากให้คนอื่นเห็นนางในสภาพนี้ และที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดคือไม่อยากให้นางรู้ตัว“เจ้าดูเหมือนไม่ค่อยมีแรงนะเป่าเป้ย ไม่สบายหรือ” ใบหน้าชราภาพเหมือนสตรีอายุอานามประมาณห้าหกสิบของนางยังดูงดงาม แต่อะไรที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ เมื่อยามอิ่วนางยังเป็นเป่าเป้ยวัยสิบหกของเขาอยู่เลย แล้วทำไมเวลาแค่หนึ่งชั่วยามกว่า ๆ นางถึงเปลี่ยนไป“ท่านพี่ดูออกด้วยหรือ”“เจ้าเป็นเมียรักของข้านะ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร บอกข้ามาให้หมดว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง”“รู้สึกอ่อนเพลี
องค์เซียนมองสตรีรูปงามตรงหน้าอย่างใช้ความคิด..เขาไม่ชอบนิสัยของนางแต่ก็ไม่อยากทำให้พระบิดาเจ็บช้ำใจ จึงตัดสินใจไม่เปิดปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เขาจะทนให้ถึงที่สุดก่อนก็แล้วกัน“ที่กระหม่อมไม่พอใจนางเพราะนางดูถูกกระหม่อมว่าอัปลักษณ์ต่างหาก เรื่องอื่นกระหม่อมไม่ได้เอามาใส่ใจด้วยซ้ำ”คิ้วพาดเฉียงของจักรพรรดิถังโจวกระตุกเข้าหากัน แววตาเป็นกังวลในตอนแรกเปลี่ยนเป็นดุดันขณะมองไปที่พระชายา“เจ้าพูดเช่นนั้นจริงหรือฮองเฮา” เสียงของเขาเคร่งเครียดพอ ๆ กับใบหน้า “ถ้าเจ้าพูดเช่นนั้นจริงข้าจะไม่พอใจมาก” เขาบอกกับสตรีที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา น้ำตาคลอเบ้า“หม่อมฉัน..” น้ำตาของนางเริ่มหลั่งริน “หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าองค์ชายนะเพคะฝ่าบาท ที่พูดออกไปแบบนั้นก็แค่อยากเตือนสติองค์ชายเท่านั้น”มุมปากองค์เซียนกระตุกเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้านิ่งฟังคำแก้ตัวของนางต่อ“เตือนสติอย่างไร” ฝ่าบาทซักต่อ“หม่อมฉันแค่เตือนองค์เซียนเรื่องความรับผิดชอบต่อบัลลังก์ในอนาคต แต่องค์เซียนไม่ฟังหม่อมฉันบ้างเลย หม่อมฉันยอมรับเพคะว่าโมโห คำพูดก็เลยอาจจะฟังห้วน ๆ ไปบ้างตามอารมณ์ แต่ได้โปรดเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะว่าหม่อมฉันไม่มีเจต
“ฝ่าบาทต้องการพบองค์ชายเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีวัยกลางคนรายงานทันทีองค์เซียนถอนหายใจหนักหน่วงเพราะพอจะเดาได้ว่าเรื่องอะไร และไม่ได้อยากจะไปสักนิด แต่ก็อยากรู้ว่าบิดาจะพูดว่าอย่างไรบ้าง“ออกไปรอข้างนอกก่อน”“องค์ชายควรรีบไปพบฝ่าบาทนะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหนิวเตือน“ข้ารู้แล้ว”“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหนิวยอมถอยออกไปชายหนุ่มกลับไปในห้องอาบน้ำ เห็นคนรักทำหน้าฉงนอยู่ตรงข้างอ่างอาบน้ำก็นึกสงสัย“มีอะไรหรือ”“ข้ากำลังสงสัยว่าเสวี่ยผสมน้ำปรุงผิดขวดเพคะท่านพี่ ข้าให้นางใส่กลิ่นที่พี่โจเซฟเอามาให้พร้อมกับครีมอาบน้ำเพราะข้าชอบกลิ่นนั้น แต่นางเอาขวดไหนมาใส่กันนี่ กลิ่นหอมแรงแบบนี้ข้าไม่คุ้นเอาเสียเลย” นางมองไปที่ชั้นวางน้ำปรุงหลากหลายสิบขวด ซึ่งล้วนแต่เป็นของขวัญจากตำหนักอื่นแทบทั้งสิ้น“ผสมใหม่ก็ได้นี่”“แต่ท่านพี่จะอาบแล้วนี่นา”“ยังไม่ได้อาบหรอก ข้าต้องรีบไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อก่อน”“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถิดเพคะ” การที่ฝ่าบาทตามให้ไปเข้าเฝ้าแบบนี้แสดงว่าต้องมีเรื่องสำคัญแน่นอน นางจึงรีบไล่ให้เขาไป“ข้าจะรีบกลับมานะ ระหว่างนี้เจ้าก็อาบน้ำรอท่าไปก่อน แล้วเราค่อยกินข้าวพร้อมกันดีไหม”“ดีเพคะ”เขาจูบนางหนึ่งทีแ
“ที่เจ้าร้องไห้เพราะกลัวว่าจะมีลูกให้ข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ..” เขาคลี่ยิ้มอ่อนโยนเมื่อนางพยักหน้ายอมรับ กรีดเส้นผมที่ตกมาปิดบังใบหน้าเปื้อนน้ำตาทัดกับซอกหู “ข้ายอมรับว่าอยากมีลูกกับเจ้ามาก และอยากมีหลาย ๆ คนด้วย แต่ถ้าเจ้าไม่สามารถมีให้ข้าได้ข้าก็ไม่คิดจะต่อว่าเจ้าสักคำ อย่าเสียใจไปเลยนะ เพราะจะช้าหรือเร็วข้าก็มั่นใจว่าเจ้าจะต้องมีลูกให้ข้าแน่นอน”“แล้วถ้าข้าตั้งท้องลูกของท่านไม่ได้เล่า”“ต้องได้สิ เจ้าบอกให้ข้ามองโลกในแง่ดี คิดแต่เรื่องดี ๆ ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเจ้าถึงคิดแต่เรื่องแย่ ๆ เล่า”“ท่านก็รู้ว่าทำไม”“แต่มารดาของเจ้าก็ให้กำเนิดเจ้ากับพี่ชายออกมา เจ้าเพิ่งจะสิบหก ถ้าต้องรอถึงสิบปีก็ยังไม่สายเกินไปไม่ใช่หรือ แต่ก็ไม่แน่หรอกนะ เจ้าอาจจะมีลูกให้ข้าถึงสิบคนเลยก็ได้ใครจะรู้”หญิงสาวมองใบหน้ายิ้มละมุนของคนรัก ดึงมือใหญ่มากุมไว้“ท่านรอได้แน่นะ”“แน่สิ รอไปอีกหน่อยก็ดีเหมือนกัน ให้หน้าข้าหายเป็นปกติก่อนเราค่อยมีลูกด้วยกัน เพราะข้าก็ไม่อยากให้ลูกเกิดมาเห็นความอัปลักษณ์ของข้านักหรอก” เขายกเอาเรื่องหน้ามาอ้างเพื่อให้นางสบายใจขึ้น“ท่านพี่ไม่ใช่คนอัปลักษณ์เสียหน่อย และข้าเชื่อว่าลูกก็คิด
เขาคลี่ยิ้มกว้าง มองใบหน้าแดงระเรื่อกับแววตาเอียงอายนั้นด้วยสายตาเปี่ยมรัก “เป่าเป้ยของข้า ข้ารักเจ้ามากเหลือเกินรู้ไหม”“เพคะ” นางตอบแล้วมองตามร่างใหญ่ที่ค่อย ๆ คุกเข่าลงตรงหน้า เผยอปากรับจูบของเขา โรมรันพันตูกันด้วยปลายลิ้นอย่างดูดดื่ม...ใบหน้าคมคายโน้มต่ำไปหาอกเต่งตึง หยอกเย้าเพียงเล็กน้อยก็เลื่อนต่ำลงไปอีก.. ใจนางเต้นรัวเมื่อริมฝีปากของเขานาบลงบนเนินเนื้อ พรมจูบอย่างอ่อนโยนก่อนจะฉกชิม...นางหลับตาพริ้ม ดื่มด่ำความเสียวซ่านที่นางชอบมากเป็นพิเศษ ก่อนจะลืมตาและมองการกระทำของเขา ยิ่งเห็นก็ยิ่งเร่าร้อน สั่นกระเส่าไปทั่วทุกรูขุมขนองค์เซียนยืนขึ้นเต็มความสูงเมื่อทำให้คนรักมีอารมณ์ร่วมได้อีกครั้ง ขยับตัวเข้าใกล้ร่างบาง แทรกแก่นกายอุ่นเข้าไปเยือนในบึงพิศวาสของนาง... สองมือรั้งสะโพกงอนงาม ขยับให้รับกับสะโพกสอบของเขาไม่เบานัก แต่ก็ไม่หนักและรุนแรงจนเกินไป เสียงร้องครางอย่างมีความสุขจากปากของนางทำให้อารมณ์เขาเตลิด ขยับสะโพกหนักหน่วงกว่าเดิม ส่งเสียงครางกระเส่าดังขึ้นเรื่อย ๆ มันทั้งเสียวทั้งซ่าน สุขสันต์ยากจะบรรยายเขายกร่างบางขึ้นมาอุ้ม จูบอย่างหลงใหลใคร่รักแล้วโยกร่างบางขึ้นลงรับกับสะโพก
เขาเคยได้รับจดหมายลับแบบนี้มาแล้วสามครั้ง และทุกครั้งก็เป็นจริง เขาไม่เคยผิดหวังกับการให้ข่าวของบุคคลผู้นี้ ด้วยความอยากจะรู้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร จึงส่งคนสนิทออกไปติดตามข่าว จึงทำให้รู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือท่านกฤษณะ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นภารตะนั่นเอง แต่ก็ไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับคนของตัวเอง“ท่านจ
“ดอกไม้บางดอกพิษร้ายเกินตัว ข้าเกรงว่าจะต้องระวังกันมากกว่าเดิม ดังนั้นข้าจะไม่ทำตามที่ท่านบอก จนกว่าจะได้ส่งนางขึ้นฝั่งที่ภารตะเรียบร้อยแล้ว” จอห์นมองหน้าสหายรักด้วยสายตานิ่งลึก “หลังจากนั้นข้าจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่านางคือนายหญิงของท่าเรือแห่งนี้”“ก็ดีเหมือนกัน” เอียนกล่าวลาเมื่อเห็นหลินโม่วเดินมา
เขาผละออกจากร่างอุ่น แล้วเอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้าคมคายไร้ที่ติพร้อมกับรอยยิ้ม“ลาก่อนยอดรักของข้า” พูดจบก็คว้าจอกไวน์แดงที่ยังมีฟองลอยเอ่อขึ้นมาดื่ม แล้วกลืนลงคอพร้อมกับน้ำตาก่อนที่ทุกอย่างจะอับแสงกลายเป็นมืดมิด ลอยด์เห็นใบหน้าของเอียนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก และมีน้ำตาไหลออกมา....................
ณ อีกฟากหนึ่งของเรือเฉาไม่คิดเลยว่าเวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งเค่อ กลุ่มโจรไคกุจะจับคนสำคัญของเรือลำนี้ไว้ได้ทั้งหมด ทันใดนั้นเขาก็คิดว่าต้องมีหนอนบ่อนไส้ และคนนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากคนที่กำลังจับตามอง แต่นางทำได้อย่างไร ทำไมถึงคลาดสายตาคนของเขาไปได้“ได้ข่าวว่าเจ้าฆ่าคนเก่งที่สุดของข้าไป ฝีมือของเจ้าไม่







