Masukเขาเคยให้การต้อนรับคณะทูตจากต่างแคว้นต่างดินแดนมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นชนชาติไหนแต่งกายแบบนี้เลย
กำไล ต่างหู สร้อยคอ แหวนที่นิ้ว ล้วนไม่เคยเห็น เขามั่นใจว่าสินค้าจากทั่วทุกดินแดน ที่มีขายในเมืองนี้ล้วนผ่านตาเขามาแล้วทั้งสิ้น
แม้กระทั่งเครื่องบรรณาการก็ล้วนต้องผ่านสายตาเขา ก่อนนำเข้าถวาย ใครที่ต้องการทำการค้ากับวังหลวง ก็ล้วนต้องมานำเสนอกับเขาก่อนทั้งสิ้น
แต่เครื่องประดับที่อยู่บนตัวนาง เขาไม่เคยเห็นมาก่อนแม้แต่ชิ้นเดียว รวมถึงตัวนางด้วย.. เขามองสายเข็มขัดที่นางคาดเอวไว้ คิดว่ามันคงอึดอัดสำหรับคนที่หมดสติอย่างนาง จึงลองผิดลองถูกจนสามารถถอดออกจากเอวคอดกิ่วได้สำเร็จ
จากนั้นจึงพยายามจัดให้นางนอนอยู่ในท่าที่คิดว่าสบายตัวที่สุด
คฤหาสน์กุ้ยอ๋อง
ภายในเรือนรับรองหลังใหญ่ ท่านอ๋องกำลังยืนดูหมอหลวงตรวจชีพจรของสตรีแปลกหน้าด้วยใจจดจ่อ
“อาการนางเป็นอย่างไรท่านหมอหลวง”
“ร่างกายของนางไม่ถูกกับความเย็น จึงทำให้มีไข้ กระหม่อมจะจัดสมุนไพรบำรุงหยินหยางให้นาง หลังจากหายไข้ดีแล้วให้ดื่มสมุนไพรอีกเทียบอย่างต่อเนื่อง ดื่มทุกวันก่อนนอน แล้วอาการแพ้อากาศเย็นของนางก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้าเจออากาศที่เย็นจัดก็ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ส่วนรอยปูดบวมที่ศีรษะกระหม่อมจะจัดยาทาให้ขอรับ ไม่เกินสองวันถึงสามวันก็ยุบเป็นปกติ”
“นางต้องดื่มสมุนไพรไปตลอดชีวิตเลยหรือ” กุ้ยอ๋องถามอย่างสนใจใคร่รู้
“กระหม่อมมีความเห็นว่าควรดื่มต่อเนื่องสักหนึ่งปี จากนั้นก็ดื่มเฉพาะช่วงที่อากาศหนาวจัด ที่สำคัญต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นเข้าไว้ แล้วอาการพวกนี้จะไม่กำเริบ” หมอหลวงนึกแปลกใจ ทำไมท่านอ๋องที่เย็นชาต่อสตรี ต้องเป็นห่วงเป็นใยสตรีผู้นี้นัก แต่ใครจะกล้าก้าวเท้าเข้าไปสอด รังแต่จะหาที่ตายเปล่า ๆ
“ขอบใจท่านหมอหลวงมาก เชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถิด” เขาเรียกให้องครักษ์ไปส่งหมอหลวง แล้วจึงหันมาสนใจกับคนป่วยอีกครั้ง
เขาเรียกสาวใช้ให้มาเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดให้นาง ส่วนเขานั่งจิบน้ำชารออยู่ด้านนอก
“เสร็จแล้วหรือ” เห็นสาวใช้สองคนยกอ่างน้ำออกมาจึงถาม
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าสองคนชื่ออะไร”
“บ่าวชื่อเสี่ยวหลันเจ้าค่ะ”
“ข้าน้อยเสี่ยวซิงเจ้าค่ะ”
“ต่อไปนี้พวกเจ้ามีหน้าที่ดูแลปรนนิบัตินางจนกว่านางจะหายดี”
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” ทั้งสองรับคำพร้อมเพรียง
เขาชี้ไปที่กระเป๋าใบใหญ่ “ของใช้ของนางน่าจะอยู่ในนั้น เจ้านำออกมาจัดให้เป็นระเบียบ ถ้านางฟื้นขึ้นมา อยากได้อะไรจะได้หยิบจับได้สะดวก” นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาแปลกตา แต่ก็ชอบใจ เพราะมันสามารถลากจูงได้โดยไม่ต้องแบกหามให้เมื่อย
เสี่ยวซิงเป็นคนแรกที่เดินไปที่สิ่งนั้น ทำอะไรกับมันอยู่พักใหญ่
“ข้าใช้มันไม่เป็น เจ้าพอจะรู้วิธีหรือไม่” เสี่ยวซิงถามเสี่ยวหลัน
“เปิดไม่ได้หรือ” กุ้ยหย่งหมิงถามเสี่ยวหลันที่กำลังมองรอบ ๆ ของสิ่งนั้น
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง บ่าวไร้ความสามารถเจ้าค่ะ” สาวใช้ยอมรับ
“ช่างเถอะ รอให้นางจัดการเองก็แล้วกัน” เขาลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปดูหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง
เขามองนางอย่างพิจารณาอีกครั้ง ใบหน้ารูปไข่เริ่มมีสีเลือดฝาด หน้าผากกลมมน คิ้วเรียวดกดำโค้งยาวดั่งคันศร ขนตายาวงอนเป็นแพ จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงอวบอิ่มชวนเย้ายวนใจ
แต่ทำไมสีผมของนางจึงมีสีเหมือนสตรีชาวตะวันตก ทั้งที่หน้าตาและการแต่งตัวก็บ่งบอกว่าไม่ใช่
นางไม่เหมือนสตรีจากดินแดนตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่สตรีชาวฉางอานที่ส่วนใหญ่คิ้วบาง ตาเล็กไม่มีชั้น จมูกสั้นไม่ค่อยโด่งเท่าไหร่นัก ริมฝีปากบาง
เขาอยากจะเห็นยามที่นางลืมตาตื่นขึ้นมา อยากเห็นว่านางจะงดงามเพียงใด
“ที่หัวของนางหมั่นทายาด้วยนะ”
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” เสี่ยวหลันและเสี่ยวซิงรับปากพร้อมกัน
“ถ้านางฟื้นแล้วไปเรียกข้าที่ห้องทำงานด้วย”
ห้องทำงานกุ้ยอ๋อง
“อี่เฉิน โต้วฉือ” กุ้ยหย่งหมิงวางบัญชีในมือ รอให้องครักษ์คู่ใจเข้ามาพบ
“ท่านอ๋อง”
“โต้วฉือ พรุ่งนี้เจ้าไปบอกกับเขอเข่อว่าข้าจะไม่ได้ไปที่ร้านอีกหลายอาทิตย์ เรื่องซื้อขายสินค้าให้เขาตัดสินใจได้เลย ส่วนเจ้า พรุ่งนี้ส่งข่าวแบบเดียวกันไปยังร้านค้าทั้งสี่มุมเมืองของเรา ถ้าสุดวิสัยให้แจ้งไปทางเขอเข่อ เสร็จแล้วรีบตามข้าไปที่ท่าเรือ”
“ขอรับท่านอ๋อง”
“อือ...”
เสียงอืออาในลำคอของสตรีบนเตียงนอน ทำให้สองสาวใช้ที่กำลังเติมไฟรีบถลาเข้าไปดู
“แม่นาง รู้สึกตัวแล้วหรือ”
เสียงที่บ่งบอกความยินดีทำให้พุทธิญาลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ รีบลุกขึ้นนั่ง
“แม่นางรู้สึกยังไงบ้าง ท่านหลับไปตั้งสามวัน” คำถามกึ่งคำบอกเล่าเป็นภาษาจีน ทำให้เธอนึกไล่ลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้า มองหญิงสาววัยรุ่นในชุดจีนโบราณสองคนที่ส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ..
เธอไม่ได้ฝันเหมือนทุกครั้งใช่ไหม
ตอนนี้มันคือเรื่องจริงใช่ไหม
“ขอน้ำดื่มหน่อยได้ไหม”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวหลันรีบเดินไปเทน้ำสมุนไพรที่ต้มเตรียมไว้ “ดื่มน้ำสมุนไพรก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำนะเจ้าคะ หมอหลวงบอกว่าถ้าท่านหญิงดื่มได้ทุกวันอาการที่เป็นอยู่จะดีขึ้น”
หมอหลวง!... อย่าบอกนะว่าที่นี่คือวังหลวง!
ที่ที่เธออยู่กับทหารยามคนนั้น คือข้างกำแพงคฤหาสน์ท่านอ๋องไหนสักอ๋องนี่แหละ แม้จะปวดหัวแทบระเบิด แต่เธอก็จำคำพูดของทหารยามคนนั้นได้แม่น..
เธอค่อย ๆ ดื่มน้ำสมุนไพรจนหมด แล้วต่อด้วยน้ำเปล่าอีกหนึ่งอึก
“เอ่อ.. ขอถามเจ้าหน่อย ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหน”
“ที่นี่คือคฤหาสน์กุ้ยอ๋องเจ้าค่ะ ท่านอ๋องเป็นคนช่วยแม่นางเอาไว้ และเรียกให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการของท่าน แล้วสั่งให้พวกเราดูแลปรนนิบัติท่านให้ดีที่สุด” เสี่ยวหลันตอบ
“ขอบคุณแม่นางทั้งสองมาก ๆ ที่ดูแลข้าอย่างดี” พุทธิญากล่าวอย่างซาบซึ้งใจ
“พวกเราเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ท่านไม่ต้องพูดกับพวกเราดีขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ” สองสาวรีบคุกเข่าลงตรงหน้า พูดด้วยเสียงสั่นรัว เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยินแล้วเอาไปรายงานต่อท่านอ๋อง
“ทำไมจะไม่ได้เล่า” ถามไปแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในยุคสองพันอีกแล้ว แต่เธอหลุดมาอยู่ในยุคเก่าคร่ำครึยุคไหนก็ยังไม่รู้
“ถ้าไม่มีเขาน่าจะเขียนจดหมายติดต่อกับผู้นำชิงไห่ได้ง่ายกว่าพ่ะย่ะค่ะ แต่หมอเกิงต้องมียารักษาแน่ อันที่จริงพิษนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่รักษาได้ แต่ต้องผสมตัวยาให้ได้ตามสูตร วิธีการรักษาจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่ายพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมจนปัญญาเพราะกระหม่อมไม่เก่งเรื่องการรักษาพิษ องค์ชายได้โปรดประทานอภัยให้กระหม่อมด้วย”“แล้วยาล้างพิษที่พระคู่หมั้นกินไปจะมีผลข้างเคียงหรือไม่เจ้าคะท่านหมอหลวง” เสวี่ยสอดปากถามเมื่อได้จังหวะ“นับว่าโชคดีที่ได้ดื่มไป เพราะมันช่วยควบคุมพิษไม่ให้กระจายไปได้อีก ถ้าไม่ได้ดื่มเข้าไปพระคู่หมั้นอาจจะอาการหนักกว่านี้หลายเท่า เพราะร่างกายของสตรีต่างจากบุรุษ”“เจ้ามั่นใจนะว่าเขารักษาพระคู่หมั้นได้”“แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ เพราะครั้งหนึ่งหมอเกิงคนนี้ก็เคยรักษาชีวิตท่านอ๋องเอาไว้เหมือนกัน ครั้งนั้นท่านอ๋องอาการสาหัสกว่านี้นัก แต่หมอเกิงผู้นี้ก็รักษาได้ ตอนที่ท่านอ๋องถูกรับกลับมารักษาตัวต่อในวัง พวกกระหม่อมแทบไม่ได้ทำอะไรมากนัก นอกจากต้มยาบำรุงให้ดื่ม”“รักษาท่านพ่อข้าหรือ”“พ่ะย่ะค่ะ พระคู่หมั้นเคยได้ยินท่านอ๋องพูดถึงบ้างไหม”“เคยสิ ถ้าเป็นไปตามที่ท่านหมอหลวงพูด ท่านหมอผู้
“แล้วถ้าไม่หายเล่า” นางอยากรู้ว่าเขาคิดอย่างไร จึงย้ำถามคำถามเดิม “ท่านจะรับได้ไหม จะรักข้าเหมือนเดิมไหม” น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกไปทางหางตา ตามด้วยเสียงสะอื้นเบา ๆ“เจ้าถามแบบนี้เพราะขวัญเสีย ข้าจะไม่โกรธเจ้าก็แล้วกัน”“ทำไมท่านถึงโกรธข้าเล่า”“เพราะเจ้าดูถูกหัวใจของข้า.. เจ้าคิดว่าที่ข้ารักเจ้าเพราะรูปโฉมเพียงอย่างเดียวกระนั้นหรือ.. ไม่ใช่หรอกนะเป่าเป้ย ข้ารักผม ปาก ตา จมูก รอยยิ้ม เสียงใส ๆ อก เอว สะโพก เท้า จิตใจที่บริสุทธิ์ คำพูดที่ซื่อตรง ทุกอย่างที่เป็นเจ้าทั้งหมดนี้ต่างหากที่ข้ารัก ข้าจะรักเจ้าคนเดียวไปจนแก่เฒ่าด้วยกัน”“แต่ตอนนี้ข้าแก่กว่าท่านแล้วนะ” มือเล็กข้างที่ไม่ได้ถูกกุมเอื้อมขึ้นลูบใบหน้าตนเองด้วยความรู้สึกทุกข์ระทมองค์เซียนดึงมือของนางมาจูบเพราะไม่อยากให้นางรู้สึกหดหู่กับใบหน้าที่เปลี่ยนไป“ถ้าเปลี่ยนกัน คนที่เป็นแบบนี้คือข้าเจ้าจะยังรักข้าไหม”“รักสิ” นางตอบแบบไม่ลังเล ดึงมือออกจากการเกาะกุมไปลูบตรงหน้าผากที่มีรอยย่นเส้นเล็ก ๆ สองเส้นพาดขวาง “เพราะข้ารักท่านตอนที่ท่านเป็นท่านลุงของข้าแล้วนี่”“เจ้ายังรักข้าได้แล้วทำไมข้าจะรักเจ้าไม่ได้เล่า”“แม้ข้าจะแก่หง่อมกว่าท่านอย่างน
“คุณหนู!” เสวี่ยตาเบิกโตด้วยความตกใจ ทำตัวไม่ถูก เมื่อเห็นคุณหนูของตนอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด ๆ อยากไปตามหาองค์ชายแต่ก็ไม่กล้าทิ้งนางไว้ตามลำพัง จะเรียกหาขันทีหนิวหรือนางกำนัลคนอื่น ๆ ก็กลัวพวกเขาจะตกใจกับสภาพของนาง “ข้าจะทำอย่างไรดีคุณหนู ข้าจะทำอย่างไรดี”กุ้ยจินลี่ฮัวฝืนยิ้มให้สาวใช้ที่เริ่มน้ำตาแตก อาการของนางเริ่มหนักขึ้นจนน่ากลัวนางรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ภายในกระอักกระอ่วนไปหมด หัวใจเต้นเร็ว กระดูกยิ่งเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ นางไม่ได้ป่วย แต่นางต้องโดนยาพิษอะไรสักอย่างแน่“หยิบยาให้ข้าหน่อย ในลิ้นชักชั้นแรกนั่น” นางนึกขึ้นได้ว่าหลินโม่วเคยให้ยาล้างพิษและยาจำเป็นอื่น ๆ กับนางไว้หลายตัวเสวี่ยรีบวิ่งไปที่ลิ้นชักข้างผนัง ดึงลิ้นชักชั้นแรกที่เต็มไปด้วยยาออกมาทั้งชั้น แล้วนำไปกลับให้คนบนเตียงเลือก.. เห็นนางไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะยกมือ ได้แต่นอนพิงหัวเตียงพร้อมเลือดสด ๆ ที่ทะลักออกมาไม่หยุดก็ยิ่งขวัญเสีย น้ำตาไหลอาบแก้ม“ฮือ ๆ ยาขวดไหนเจ้าคะคุณหนู” ละล่ำละลักถามพร้อมกับน้ำตานองหน้า“สีขาวเชือกแดง อ้วก!” เลือดสด ๆ ไหลทะลัก ยิ่งทำให้นางทรมาน เจ็บร้าวไปทั่วร่างกายคล้ายถูกเข็มทิ่มแทงเสวี่ยรีบเช็ดน้ำ
เสวี่ยรีบปล่อยมือแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว “หม่อมฉันผิดไปแล้ว ขอประทานอภัยด้วยเพคะองค์ชาย” นางย่อกายกล่าวอย่างสำนึกผิด แล้วเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาอ้อนวอน “ได้โปรดให้หม่อมฉันเข้าไปหาคุณหนูเถิดเพคะ หม่อมฉันเป็นห่วงนางเหลือเกินเพคะ”“ดูอย่างเดียวเท่านั้นนะเสวี่ย ห้ามปริปากแม้แต่นิดเดียว ถ้าจะคุยให้ออกไปคุยกันข้างนอก รับปากสิ”“เพคะ”ได้ยินดังนั้นองค์เซียนจึงเล่าสิ่งที่ได้เห็นมากับตาให้สาวใช้คนสนิทของคนรักฟัง แล้วจึงพานางเข้าไปดูให้เห็นกับตาด้วยอีกคนสิ่งที่เห็นทำให้เสวี่ยแทบเป็นลมล้มทั้งยืน นางยกมือปิดปากแน่นเมื่อเห็นใบหน้าที่แก่ชราของคุณหนู น้ำตาไหลพรากอย่างกับทำนบพัง แล้วรีบหมุนตัวก้าวยาว ๆ ออกไปจากห้องเมื่อเห็นคนบนเตียงขยับตัวองค์เซียนไม่ได้ตามสาวใช้ออกไปในทันที เขายืนมองร่างบางบนเตียงที่พลิกตัวช้า ๆ พร้อมกับอาการนิ่วหน้าและสูดปากอย่างเจ็บปวด... แต่ใจของเขาเจ็บปวดยิ่งกว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..หรือว่านางโดนยาพิษจริง ๆปล่อยเอาไว้ไม่ได้แล้ว เขาจะต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้ เขายืนมองจนแน่ใจว่านางไม่ตื่นขึ้นมา จึงเดินออกไปจากห้องด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ................
ร่างบางที่นอนหลับสะดุ้งตื่น หรี่ตามองไปที่เงาร่างใหญ่กลางแสงเทียนสลัว“ท่านพี่..” นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง รู้สึกเจ็บตามข้อตามกระดูกแปลก ๆ พิกล แต่ก็ฝืนเอาไว้ “ท่านกลับมานานแล้วหรือ”เสียงหวาน ๆ นั่นคือเสียงของนางแน่แท้ แต่ทำไมใบหน้านั้นถึงเปลี่ยนเป็นหญิงชราเช่นนั้นเล่า เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่.. นางยังไม่รู้ตัวสินะ เขารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าไปหานาง“ข้ากลับมาถึงสักพักแล้ว”“ท่านพี่กินข้าวหรือยัง”“ยังเลย”“หิวไหม ข้าจะรีบบอกให้เสวี่ยเตรียมสำรับนะ”เขารีบเดินเข้าไปหานางแล้วจับให้นอนลง ไม่อยากให้นางเดินออกไป ไม่อยากให้คนอื่นเห็นนางในสภาพนี้ และที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดคือไม่อยากให้นางรู้ตัว“เจ้าดูเหมือนไม่ค่อยมีแรงนะเป่าเป้ย ไม่สบายหรือ” ใบหน้าชราภาพเหมือนสตรีอายุอานามประมาณห้าหกสิบของนางยังดูงดงาม แต่อะไรที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ เมื่อยามอิ่วนางยังเป็นเป่าเป้ยวัยสิบหกของเขาอยู่เลย แล้วทำไมเวลาแค่หนึ่งชั่วยามกว่า ๆ นางถึงเปลี่ยนไป“ท่านพี่ดูออกด้วยหรือ”“เจ้าเป็นเมียรักของข้านะ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร บอกข้ามาให้หมดว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง”“รู้สึกอ่อนเพลี
องค์เซียนมองสตรีรูปงามตรงหน้าอย่างใช้ความคิด..เขาไม่ชอบนิสัยของนางแต่ก็ไม่อยากทำให้พระบิดาเจ็บช้ำใจ จึงตัดสินใจไม่เปิดปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เขาจะทนให้ถึงที่สุดก่อนก็แล้วกัน“ที่กระหม่อมไม่พอใจนางเพราะนางดูถูกกระหม่อมว่าอัปลักษณ์ต่างหาก เรื่องอื่นกระหม่อมไม่ได้เอามาใส่ใจด้วยซ้ำ”คิ้วพาดเฉียงของจักรพรรดิถังโจวกระตุกเข้าหากัน แววตาเป็นกังวลในตอนแรกเปลี่ยนเป็นดุดันขณะมองไปที่พระชายา“เจ้าพูดเช่นนั้นจริงหรือฮองเฮา” เสียงของเขาเคร่งเครียดพอ ๆ กับใบหน้า “ถ้าเจ้าพูดเช่นนั้นจริงข้าจะไม่พอใจมาก” เขาบอกกับสตรีที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา น้ำตาคลอเบ้า“หม่อมฉัน..” น้ำตาของนางเริ่มหลั่งริน “หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าองค์ชายนะเพคะฝ่าบาท ที่พูดออกไปแบบนั้นก็แค่อยากเตือนสติองค์ชายเท่านั้น”มุมปากองค์เซียนกระตุกเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้านิ่งฟังคำแก้ตัวของนางต่อ“เตือนสติอย่างไร” ฝ่าบาทซักต่อ“หม่อมฉันแค่เตือนองค์เซียนเรื่องความรับผิดชอบต่อบัลลังก์ในอนาคต แต่องค์เซียนไม่ฟังหม่อมฉันบ้างเลย หม่อมฉันยอมรับเพคะว่าโมโห คำพูดก็เลยอาจจะฟังห้วน ๆ ไปบ้างตามอารมณ์ แต่ได้โปรดเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะว่าหม่อมฉันไม่มีเจต
“ท่านจะเริ่มอีกแล้วหรือจอห์น” คนที่ถูกเล้าโลมถามเสียงสั่น“ไม่ได้หรือ”“กลับเรือก่อนดีกว่า”“ไม่ ข้าอยากมีเวลาอยู่กับเจ้าในนี้อีกนาน ๆ” เขาเริ่มรุกหนักขึ้นเพื่อให้เสียงบ่นของนางเปลี่ยนเป็นเสียงครวญครางแทน“จอห์น” นางเหนื่อยใจกับความมักมากของเขาจริง ๆ แต่จะโทษเขาฝ่ายเดียวได้อย่างไร ในเมื่อนางก็ปรารถ
“ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก เดี๋ยวเขาจะได้ใจ” มือใหญ่ดันหลังนางให้เดินต่อไปเมื่อนางทำท่าจะหยุด“จอห์น”“ข้าพูดทำไมไม่เชื่อฟัง”“ข้าไม่ได้ไม่เชื่อฟังท่านนะ ข้าแค่ต้องการจะบอกท่านว่าตอนนี้ข้าหิวข้าวมากต่างหากเล่า” ท้องเล็ก ๆ ของนางเริ่มส่งเสียงร้อง “ข้าจะไปเตรียมน้ำให้ท่านล้างตัวล้างเท้า แต่ข้าขอกินข้าวสัก
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่”“สนุกนักใช่ไหมที่ทำให้ข้ากลายเป็นบ้าได้ขนาดนี้” เขารีบดันบานประตูที่กำลังจะปิดใส่หน้า แล้วเดินเข้าไปในห้อง ปิดประตูลงกลอนด้วยมือตัวเอง “เจ้าร้องไห้หรือ ข้าทำเจ้าเจ็บตรงไหนเจ้าถึงร้องไห้” เมื่อได้เห็นน้ำตาเม็ดโตไหลเป็นสายน้ำตามแก้มนวล ใจที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเ
นางตอบสนองอย่างไร้เดียงสา แต่ก็เร้าใจยิ่งนัก มือใหญ่ลูบคลำไปทั่วร่างละมุน ผงกหัวขึ้นมามองอย่างหลงใหลมองหน้าที่แดงก่ำด้วยอารมณ์พิศวาส และเริ่มจูบนางใหม่ตั้งแต่หน้าผาก ไล่ลงมาที่เปลือกตา แก้ม จมูก นิ่งนานอยู่ที่เรียวปากบางอย่างดูดดื่ม ชิมรสหวานในโพรงปากของนางอย่างเรียกร้อง มือใหญ่เอื้อมไปยกเรียวขาบ




![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


