Masukเขาเคยให้การต้อนรับคณะทูตจากต่างแคว้นต่างดินแดนมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นชนชาติไหนแต่งกายแบบนี้เลย
กำไล ต่างหู สร้อยคอ แหวนที่นิ้ว ล้วนไม่เคยเห็น เขามั่นใจว่าสินค้าจากทั่วทุกดินแดน ที่มีขายในเมืองนี้ล้วนผ่านตาเขามาแล้วทั้งสิ้น
แม้กระทั่งเครื่องบรรณาการก็ล้วนต้องผ่านสายตาเขา ก่อนนำเข้าถวาย ใครที่ต้องการทำการค้ากับวังหลวง ก็ล้วนต้องมานำเสนอกับเขาก่อนทั้งสิ้น
แต่เครื่องประดับที่อยู่บนตัวนาง เขาไม่เคยเห็นมาก่อนแม้แต่ชิ้นเดียว รวมถึงตัวนางด้วย.. เขามองสายเข็มขัดที่นางคาดเอวไว้ คิดว่ามันคงอึดอัดสำหรับคนที่หมดสติอย่างนาง จึงลองผิดลองถูกจนสามารถถอดออกจากเอวคอดกิ่วได้สำเร็จ
จากนั้นจึงพยายามจัดให้นางนอนอยู่ในท่าที่คิดว่าสบายตัวที่สุด
คฤหาสน์กุ้ยอ๋อง
ภายในเรือนรับรองหลังใหญ่ ท่านอ๋องกำลังยืนดูหมอหลวงตรวจชีพจรของสตรีแปลกหน้าด้วยใจจดจ่อ
“อาการนางเป็นอย่างไรท่านหมอหลวง”
“ร่างกายของนางไม่ถูกกับความเย็น จึงทำให้มีไข้ กระหม่อมจะจัดสมุนไพรบำรุงหยินหยางให้นาง หลังจากหายไข้ดีแล้วให้ดื่มสมุนไพรอีกเทียบอย่างต่อเนื่อง ดื่มทุกวันก่อนนอน แล้วอาการแพ้อากาศเย็นของนางก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้าเจออากาศที่เย็นจัดก็ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ส่วนรอยปูดบวมที่ศีรษะกระหม่อมจะจัดยาทาให้ขอรับ ไม่เกินสองวันถึงสามวันก็ยุบเป็นปกติ”
“นางต้องดื่มสมุนไพรไปตลอดชีวิตเลยหรือ” กุ้ยอ๋องถามอย่างสนใจใคร่รู้
“กระหม่อมมีความเห็นว่าควรดื่มต่อเนื่องสักหนึ่งปี จากนั้นก็ดื่มเฉพาะช่วงที่อากาศหนาวจัด ที่สำคัญต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นเข้าไว้ แล้วอาการพวกนี้จะไม่กำเริบ” หมอหลวงนึกแปลกใจ ทำไมท่านอ๋องที่เย็นชาต่อสตรี ต้องเป็นห่วงเป็นใยสตรีผู้นี้นัก แต่ใครจะกล้าก้าวเท้าเข้าไปสอด รังแต่จะหาที่ตายเปล่า ๆ
“ขอบใจท่านหมอหลวงมาก เชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถิด” เขาเรียกให้องครักษ์ไปส่งหมอหลวง แล้วจึงหันมาสนใจกับคนป่วยอีกครั้ง
เขาเรียกสาวใช้ให้มาเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดให้นาง ส่วนเขานั่งจิบน้ำชารออยู่ด้านนอก
“เสร็จแล้วหรือ” เห็นสาวใช้สองคนยกอ่างน้ำออกมาจึงถาม
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าสองคนชื่ออะไร”
“บ่าวชื่อเสี่ยวหลันเจ้าค่ะ”
“ข้าน้อยเสี่ยวซิงเจ้าค่ะ”
“ต่อไปนี้พวกเจ้ามีหน้าที่ดูแลปรนนิบัตินางจนกว่านางจะหายดี”
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” ทั้งสองรับคำพร้อมเพรียง
เขาชี้ไปที่กระเป๋าใบใหญ่ “ของใช้ของนางน่าจะอยู่ในนั้น เจ้านำออกมาจัดให้เป็นระเบียบ ถ้านางฟื้นขึ้นมา อยากได้อะไรจะได้หยิบจับได้สะดวก” นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาแปลกตา แต่ก็ชอบใจ เพราะมันสามารถลากจูงได้โดยไม่ต้องแบกหามให้เมื่อย
เสี่ยวซิงเป็นคนแรกที่เดินไปที่สิ่งนั้น ทำอะไรกับมันอยู่พักใหญ่
“ข้าใช้มันไม่เป็น เจ้าพอจะรู้วิธีหรือไม่” เสี่ยวซิงถามเสี่ยวหลัน
“เปิดไม่ได้หรือ” กุ้ยหย่งหมิงถามเสี่ยวหลันที่กำลังมองรอบ ๆ ของสิ่งนั้น
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง บ่าวไร้ความสามารถเจ้าค่ะ” สาวใช้ยอมรับ
“ช่างเถอะ รอให้นางจัดการเองก็แล้วกัน” เขาลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปดูหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง
เขามองนางอย่างพิจารณาอีกครั้ง ใบหน้ารูปไข่เริ่มมีสีเลือดฝาด หน้าผากกลมมน คิ้วเรียวดกดำโค้งยาวดั่งคันศร ขนตายาวงอนเป็นแพ จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงอวบอิ่มชวนเย้ายวนใจ
แต่ทำไมสีผมของนางจึงมีสีเหมือนสตรีชาวตะวันตก ทั้งที่หน้าตาและการแต่งตัวก็บ่งบอกว่าไม่ใช่
นางไม่เหมือนสตรีจากดินแดนตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่สตรีชาวฉางอานที่ส่วนใหญ่คิ้วบาง ตาเล็กไม่มีชั้น จมูกสั้นไม่ค่อยโด่งเท่าไหร่นัก ริมฝีปากบาง
เขาอยากจะเห็นยามที่นางลืมตาตื่นขึ้นมา อยากเห็นว่านางจะงดงามเพียงใด
“ที่หัวของนางหมั่นทายาด้วยนะ”
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” เสี่ยวหลันและเสี่ยวซิงรับปากพร้อมกัน
“ถ้านางฟื้นแล้วไปเรียกข้าที่ห้องทำงานด้วย”
ห้องทำงานกุ้ยอ๋อง
“อี่เฉิน โต้วฉือ” กุ้ยหย่งหมิงวางบัญชีในมือ รอให้องครักษ์คู่ใจเข้ามาพบ
“ท่านอ๋อง”
“โต้วฉือ พรุ่งนี้เจ้าไปบอกกับเขอเข่อว่าข้าจะไม่ได้ไปที่ร้านอีกหลายอาทิตย์ เรื่องซื้อขายสินค้าให้เขาตัดสินใจได้เลย ส่วนเจ้า พรุ่งนี้ส่งข่าวแบบเดียวกันไปยังร้านค้าทั้งสี่มุมเมืองของเรา ถ้าสุดวิสัยให้แจ้งไปทางเขอเข่อ เสร็จแล้วรีบตามข้าไปที่ท่าเรือ”
“ขอรับท่านอ๋อง”
“อือ...”
เสียงอืออาในลำคอของสตรีบนเตียงนอน ทำให้สองสาวใช้ที่กำลังเติมไฟรีบถลาเข้าไปดู
“แม่นาง รู้สึกตัวแล้วหรือ”
เสียงที่บ่งบอกความยินดีทำให้พุทธิญาลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ รีบลุกขึ้นนั่ง
“แม่นางรู้สึกยังไงบ้าง ท่านหลับไปตั้งสามวัน” คำถามกึ่งคำบอกเล่าเป็นภาษาจีน ทำให้เธอนึกไล่ลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้า มองหญิงสาววัยรุ่นในชุดจีนโบราณสองคนที่ส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ..
เธอไม่ได้ฝันเหมือนทุกครั้งใช่ไหม
ตอนนี้มันคือเรื่องจริงใช่ไหม
“ขอน้ำดื่มหน่อยได้ไหม”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวหลันรีบเดินไปเทน้ำสมุนไพรที่ต้มเตรียมไว้ “ดื่มน้ำสมุนไพรก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำนะเจ้าคะ หมอหลวงบอกว่าถ้าท่านหญิงดื่มได้ทุกวันอาการที่เป็นอยู่จะดีขึ้น”
หมอหลวง!... อย่าบอกนะว่าที่นี่คือวังหลวง!
ที่ที่เธออยู่กับทหารยามคนนั้น คือข้างกำแพงคฤหาสน์ท่านอ๋องไหนสักอ๋องนี่แหละ แม้จะปวดหัวแทบระเบิด แต่เธอก็จำคำพูดของทหารยามคนนั้นได้แม่น..
เธอค่อย ๆ ดื่มน้ำสมุนไพรจนหมด แล้วต่อด้วยน้ำเปล่าอีกหนึ่งอึก
“เอ่อ.. ขอถามเจ้าหน่อย ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหน”
“ที่นี่คือคฤหาสน์กุ้ยอ๋องเจ้าค่ะ ท่านอ๋องเป็นคนช่วยแม่นางเอาไว้ และเรียกให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการของท่าน แล้วสั่งให้พวกเราดูแลปรนนิบัติท่านให้ดีที่สุด” เสี่ยวหลันตอบ
“ขอบคุณแม่นางทั้งสองมาก ๆ ที่ดูแลข้าอย่างดี” พุทธิญากล่าวอย่างซาบซึ้งใจ
“พวกเราเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ท่านไม่ต้องพูดกับพวกเราดีขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ” สองสาวรีบคุกเข่าลงตรงหน้า พูดด้วยเสียงสั่นรัว เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยินแล้วเอาไปรายงานต่อท่านอ๋อง
“ทำไมจะไม่ได้เล่า” ถามไปแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในยุคสองพันอีกแล้ว แต่เธอหลุดมาอยู่ในยุคเก่าคร่ำครึยุคไหนก็ยังไม่รู้
“อย่าประมาทนะอ๋องน้อย ถึงหมอหลวงบอกว่าอีกยี่สิบวันจะคลอดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแบบนั้นเสมอไปนะ ดีไม่ดีอาจจะคลอดวันนี้พรุ่งนี้เลยก็ได้ เราเตรียมชื่อเอาไว้ก่อนดีกว่า” บิดาแย้งจริงจังแล้วหันไปมองภรรยา “เจ้าว่าหลานเราชื่ออะไรดียิปซี”“ข้าอยากได้ชื่อไทย ๆ ท่านพี่ ถ้าเป็นหลานชายข้าจะให้เขาชื่อเสือ ถ้าเป็นหลานสาวข้าอยากจะให้นางชื่อบัว”“บัว หมายถึงดอกบัวน่ะหรือ”“เจ้าค่ะ”“เพราะดีนะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้หลานชายข้าชื่อเหล่าหู ถ้าเป็นหลานสาวจะให้ชื่อเหลียนฮวา เจ้าว่าดีไหม”“แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าคิดนะท่านพี่ เขาเรียกว่าเลียนแบบ” นางหัวเราะสามี“ก็ชื่อที่เจ้าเลือกมามันถูกใจข้านัก บุรุษต้องยิ่งใหญ่ดั่งเสือ สตรีก็ต้องงดงามดั่งดอกบัว พวกเจ้าเห็นด้วยกับข้าไหม” อ๋องกุ้ยหันไปขอความเห็นจากลูกชายและลูกสะใภ้สองสามีภรรยาพยักหน้ารับพร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มองหน้ากันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุขจำปียื่นมือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะไปดึงมือสามีและกุมไว้ “ขอบคุณท่านมากที่รักข้า พาข้ามาพบกับครอบครัวที่งดงามเช่นนี้” แล้วหันไปส่งความรู้สึกผ่านทางดวงตาที่เปล่งประกายไปด้วยความรัก ขยับปากพูดเบา ๆ ให้เขาได้รับรู้ “ข้
“ข้าแต่งงานแล้ว ข้าต้องไว้หนวดไว้เครานะ ยิ่งมีเมียสวย มีลูกสาวก็ต้องไว้ให้ยาวกว่าปกติ”“ท่านนี่ตลกนัก ชอบทำให้ข้าหัวเราะอยู่เรื่อย”“ข้าพูดจริง ๆ นะ ถ้าเจ้าคลอดลูกชายข้าจะไว้หนวดแต่พองามให้สมกับความงามของเจ้า แต่ถ้าข้ามีลูกสาวข้าจะไว้ยาวให้ถึงอกเลย ตามความงามของเจ้ากับลูกรวมกัน”“ตามใจท่านเลยเจ้าค่ะ ครั้งนี้จะไม่โกนก็ได้นะ”“ไม่ ครั้งนี้ข้าจะยอมโกนไปก่อน เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าหงุดหงิดตอนกำลังท้อง” เขาตอบอย่างเอาใจและมีแผนแอบแฝง“พี่เฟิงน่ารักเสมอ”“เจ้าต้องตอบแทนความรักของข้าให้มาก ๆ ด้วย”“เจ้าค่ะ ข้าจะมีลูกให้ท่านหลาย ๆ คนดีไหม อย่างที่ท่านพ่อบอก ชายห้าหญิงห้าเข้าตำราพญามังกร ร่ำรวย รุ่งเรือง เฟื่องฟู”“ดีสิ เพราะการมีลูกหลาย ๆ คนนั่นหมายถึงว่า..” เขาโน้มหน้าไปชิดหูนาง “ข้าจะได้ระเริงรักกับเจ้าบ่อย ๆ”หญิงสาวถลึงตาใส่คนรัก “พูดอะไรของท่านเนี่ย คนอื่นมาได้ยินเข้าจะว่าอย่างไร”“เขาก็คงเอาไปนินทาว่าท่านอ๋องน้อยหลงเมีย หรือไม่ก็ท่านอ๋องน้อยมักมากในกาม ถึงมีลูกดกหัวปีท้ายปี” เขาขยิบตาให้นางเมื่อพูดจบ “แต่ถ้ามีใครได้ยินสิ่งที่ข้ากระซิบกับเจ้า พวกนั้นก็คงเป็นเหล่าองครักษ์หรือไม่ก็บิดาของข้
แต่ผ่านไปเพียงสองชั่วยาม ความคิดของนางก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อหมอหลวงแห่งพระราชสำนักยืนยันหนักแน่นว่านางกำลังตั้งท้องอ่อน ๆ ได้ประมาณครึ่งเดือนไม่ถึงครึ่งเดือนต่อมา ของขวัญแสดงความยินดีจากทั่วทุกสารทิศก็ถูกทยอยนำมามอบให้ไม่ขาดสาย บ่าวรับใช้ต่างช่วยกันจัดเก็บจนหลังขดหลังแข็งส่วนตัวนางนั้นก็เอาแต่นอนเพราะอาการแพ้ท้องอย่างหนัก ทั้งหน้ามืด วิงเวียน อาเจียนสามเวลาหลังอาหาร ที่พอกินได้ก็มีแต่อาหารอ่อน ๆ ประเภทน้ำซุป ต้องทนทรมานอยู่ถึงสี่เดือนถึงจะกลับมากินได้เป็นปกติ.............................หลายเดือนผ่านไป“จำปี เจ้าอยู่ไหน”เสียงเรียกทุ้มหูแต่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ทำให้สตรีท้องโตใกล้คลอด ที่นอนอยู่บนพื้นหญ้าภายในสวนดอกไม้ค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก“ข้าอยู่นี่” ขานรับสามีทั้งที่ยังมองไม่เห็นตัวเขาหย่งเฟิงหมุนตัวไปทางด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงตอบรับของภรรยา เดินไปตามทิศทางเสียงจนเจอตัวนาง“ทำไมถึงทำหน้ามุ่ยอย่างนั้นเล่าพี่เฟิง”“เจ้านี่มันดื้อนัก ข้าสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามออกจากเรือนเด็ดขาดจนกว่าข้าจะกลับมาถึงไม่ใช่หรือ” เขาเท้าเอวยืนค้ำหัวภรรยาที่นั่งตัวกลมอยู่กับพื้น“พ
“เป๋าฮื้อน้ำแดงก็ดีต่อสุขภาพ เจ้าสองคนต้องกินเยอะ ๆ นะ”“ขอบคุณท่านพ่อ” อ๋องน้อยคลี่ยิ้มพึงพอใจกับการเอาใจใส่ของบิดา“เอาใจใส่เมียเจ้าให้มาก ๆ หน่อยสิอ๋องน้อย” บิดาคีบเป๋าฮื้อให้ลูกชายบ้าง “แล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย เจ้ามีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ต้องรับผิดชอบนะ” แล้วคีบเป๋าฮื้อชิ้นใหญ่อีกชิ้นเอาใจลูกสะใภ้ เพราะหวังจะให้นางมีหลานตัวน้อยให้เขาในเร็ววันจำปีเห็นเป๋าฮื้อแล้วอยากจะเขี่ยทิ้งให้พ้น ๆ ถ้วยข้าว รู้สึกขยะแขยงกลิ่นคาวที่แรงติดจมูกอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ปกติก็ชอบเอามาทำโจ๊กกินเวลาจับได้ในทะเล แต่เพราะเกรงใจพ่อสามีมาก นางจึงจำใจคีบมาใส่ปากแล้วฝืนใจเคี้ยวให้แหลกสักนิดเพื่อจะกลืนได้สะดวกแต่ความพยายามของนางล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่เริ่มกัดคำแรก นางรีบปิดปากแล้ววิ่งออกไปจากห้อง อาเจียนเอาของในปากในท้องออกจนหมด“เป็นอะไรจำปี ไม่สบายหรือเปล่า” กุ้ยหย่งเฟิงที่วิ่งตามภรรยาออกมาช่วยลูบหลังแล้วถามอย่างเป็นห่วง“ข้าปกติดีพี่เฟิง จนกระทั่งถึงตอนกินเป๋าฮื้อนั่นแหละ มันเหม็นคาวมากจนข้าทนไม่ไหว” นางตอบสามีเสียงหอบน้อย ๆ“มันถูกปรุงสุกแล้วนะ ไม่เหม็นคาวเลยสักนิด”“แต่ข้าเหม็นจริง ๆ นะ กลิ่
อ๋องน้อยมองภรรยาที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่สนใจตนแม้แต่นิด แต่ถ้าจะพูดให้ถูกนางคงอายคนรับใช้ที่มายืนรอรับใช้อยู่มากกว่า เพราะวันนี้เขากับนางต่างก็หรรษากันมากจนลืมเวลา จึงได้กินข้าวเช้ากับเที่ยงรวมเป็นมื้อเดียวกัน.. เขาคลี่ยิ้มละมุนด้วยความขันระคนเอ็นดู หันไปสะบัดมือไล่ให้คนรับใช้ทั้งสองคนออกไปจากห้อง“หิวมากเลยหรือจำปี”“เจ้าค่ะ”“เงยหน้ามองข้าสักนิดแล้วค่อยตอบก็ได้นะ”หญิงสาวเหลือบมองสามี เหลือบมองไปทางซ้ายขวาไม่เห็นมีใครก็รู้สึกโล่งอก จึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสบายใจมากขึ้น วางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะ“ข้าอึดอัดแทบแย่” นางเริ่มบ่นให้เขาฟัง “ข้าไม่ชอบเลยที่มีคนอื่นอยู่ด้วย มันทำให้ข้ากินข้าวไม่อร่อย”เขากลั้วหัวเราะ “ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก”“จริงนะพี่เฟิง บ่าวรับใช้ของท่านทำข้าประหม่าไปหมด” นางยืนยันเสียงแข็ง เริ่มหยิบตะเกียบคีบอาหารใส่ปากตัวเองอีกครั้ง.. “หือ” เลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นคำถามเมื่อเขาเอาแต่มองจ้องยิ้ม ๆ ไม่ยอมพูดอะไร แล้วคีบเกี๊ยวนึ่งชิ้นสุดท้ายที่รสชาติถูกปากมากที่สุดยื่นให้เขา “อร่อยมากเลย ข้ายกชิ้นสุดท้ายให้ท่าน”เขาจับมือที่คีบเกี๊ยวให้กลับไปที่ปากของนาง “อร่อยก็กินให้หมด”หญิงสาว
“ไม่” นางรีบปฏิเสธทันควัน ร้อนวาบด้วยความอับอายไปทั้งใบหน้า“ไม่อาบก็ไม่อาบ” เขายอมตามใจนาง พาเดินออกจากห้องอาบน้ำไปที่เตียงนอน“ท่านจะทำอะไรอีก” หญิงสาวรีบดันร่างหนาที่ขึ้นคร่อมร่างตน“เจ้าคงลืมไปแล้วว่าพูดอะไรไว้”“พูดอะไร” นางชักสีหน้างุนงง“หึ! คนเรานะ” อ๋องน้อยทำเป็นค้อนใส่ภรรยา “ใครกันที่บอกว่าวันนี้จะชดเชยให้ข้า”คนถูกทวงถามมองสามีตาโต “นี่ท่านจะทวงกันแต่เช้าแบบนี้เลยหรือ”“อือฮึ” สามีพยักหน้ายอมรับด้วยท่าทางยียวนนิด ๆ แล้วพลิกตัวลงไปนอนแผ่บนเตียง “จัดการชดเชยมาให้ข้าเสียดี ๆ” ในเมื่อพูดดี ๆ ขอดี ๆ แล้วลีลาเยอะนัก เขาก็จะเล่นบทเอาแต่ใจแบบนี้แหละ“พี่เฟิงเจ้าขา”“ไม่ต้องมาทำเสียงอ้อน ข้าไม่ยอมหลงกลเจ้าหรอก”“ฮึ!” นางกระฟัดกระเฟียด เชิดปากอย่างมีแง่งอนเมื่อถูกเขาจับไต๋ได้ “ท่านใจร้ายนัก”“เจ้าต่างหากที่ใจร้าย มีสามีที่ไหนบ้างที่อยากมีอะไรกับเมียตัวเองแล้วต้องมาอ้อนวอนขอแบบข้า”คำถามของสามีทำให้นางครุ่นคิดอยู่สักพัก “ข้าคิดว่าน่าจะมีนะ”“ไม่มีหรอกทูนหัว เรื่องแบบนี้เขาไม่มีความอดทนกันหรอก ถ้าอยากแล้วต้องได้ปลดปล่อย”“จริงหรือเจ้าคะ” นางลังเลไม่อยากเชื่อ มองเขาอย่างจับผิด“ไม่อย่าง
“ข้าพอมีเงินรูปีอยู่บ้าง ไม่ต้องรบกวนท่านจอห์นหรอก” เอียนรีบเอ่ยขึ้นพร้อมกับลุกจากที่นั่ง“ไหนท่านบอกว่าไม่มีเงินรูปี” นางชักสีหน้าสงสัย“มีน้อยก็เหมือนไม่มี แต่ถ้าซื้อโรตีอย่างเดียวข้าก็พอจะมีอยู่บ้าง” เอียนขยิบตาใส่นาง “ข้าฝากท่านจอห์นไว้กับท่านด้วยนะท่านหญิงฟาติมา อีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามข้าจะกลับ
“ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก เดี๋ยวเขาจะได้ใจ” มือใหญ่ดันหลังนางให้เดินต่อไปเมื่อนางทำท่าจะหยุด“จอห์น”“ข้าพูดทำไมไม่เชื่อฟัง”“ข้าไม่ได้ไม่เชื่อฟังท่านนะ ข้าแค่ต้องการจะบอกท่านว่าตอนนี้ข้าหิวข้าวมากต่างหากเล่า” ท้องเล็ก ๆ ของนางเริ่มส่งเสียงร้อง “ข้าจะไปเตรียมน้ำให้ท่านล้างตัวล้างเท้า แต่ข้าขอกินข้าวสัก
เขาเริ่มตามหาอาจูอีกครั้งจนได้มาเจอกับเฉา เมื่อสอบถามก็ได้ความว่ายังไม่เจอชายหนุ่มเลย ทั้งสองจึงร่วมกันตามหาจนได้เจอกับจอห์น“เห็นอาจูหรือยัง”“ไม่เห็นเลยขอรับท่านจอห์น”“ไปไหนของนางนะ” จอห์นเผลอสบถออกมาอย่างลืมตัว“ท่านจอห์นหมายถึงใครหรือขอรับ” อาจั๊วขมวดคิ้วสงสัย ได้ยินชัดเจนที่เขาเอ่ยคำว่านาง“ข
“จะไปไหน” แต่จอห์นระวังอยู่แล้ว จึงดักหน้านางเอาไว้ได้ทันที่หน้าประตูพอดี“ข้าจะไปอยู่กับเอียนให้สมใจท่านไงเล่า”“ข้าพูดสักคำหรือว่าอนุญาตให้เจ้าไปอยู่กับมัน” ฤทธิ์รักแรงหึงทำให้เขามองข้ามการให้เกียรติศัตรูหัวใจ คำที่ใช้แทนตัวอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนจากเขาเป็นมันอย่างไม่รู้ตัว “เจ้าเป็นของข้าแล้ว จำไม่ได้







