เข้าสู่ระบบเขาเคยให้การต้อนรับคณะทูตจากต่างแคว้นต่างดินแดนมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเห็นชนชาติไหนแต่งกายแบบนี้เลย
กำไล ต่างหู สร้อยคอ แหวนที่นิ้ว ล้วนไม่เคยเห็น เขามั่นใจว่าสินค้าจากทั่วทุกดินแดน ที่มีขายในเมืองนี้ล้วนผ่านตาเขามาแล้วทั้งสิ้น
แม้กระทั่งเครื่องบรรณาการก็ล้วนต้องผ่านสายตาเขา ก่อนนำเข้าถวาย ใครที่ต้องการทำการค้ากับวังหลวง ก็ล้วนต้องมานำเสนอกับเขาก่อนทั้งสิ้น
แต่เครื่องประดับที่อยู่บนตัวนาง เขาไม่เคยเห็นมาก่อนแม้แต่ชิ้นเดียว รวมถึงตัวนางด้วย.. เขามองสายเข็มขัดที่นางคาดเอวไว้ คิดว่ามันคงอึดอัดสำหรับคนที่หมดสติอย่างนาง จึงลองผิดลองถูกจนสามารถถอดออกจากเอวคอดกิ่วได้สำเร็จ
จากนั้นจึงพยายามจัดให้นางนอนอยู่ในท่าที่คิดว่าสบายตัวที่สุด
คฤหาสน์กุ้ยอ๋อง
ภายในเรือนรับรองหลังใหญ่ ท่านอ๋องกำลังยืนดูหมอหลวงตรวจชีพจรของสตรีแปลกหน้าด้วยใจจดจ่อ
“อาการนางเป็นอย่างไรท่านหมอหลวง”
“ร่างกายของนางไม่ถูกกับความเย็น จึงทำให้มีไข้ กระหม่อมจะจัดสมุนไพรบำรุงหยินหยางให้นาง หลังจากหายไข้ดีแล้วให้ดื่มสมุนไพรอีกเทียบอย่างต่อเนื่อง ดื่มทุกวันก่อนนอน แล้วอาการแพ้อากาศเย็นของนางก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้าเจออากาศที่เย็นจัดก็ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ส่วนรอยปูดบวมที่ศีรษะกระหม่อมจะจัดยาทาให้ขอรับ ไม่เกินสองวันถึงสามวันก็ยุบเป็นปกติ”
“นางต้องดื่มสมุนไพรไปตลอดชีวิตเลยหรือ” กุ้ยอ๋องถามอย่างสนใจใคร่รู้
“กระหม่อมมีความเห็นว่าควรดื่มต่อเนื่องสักหนึ่งปี จากนั้นก็ดื่มเฉพาะช่วงที่อากาศหนาวจัด ที่สำคัญต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นเข้าไว้ แล้วอาการพวกนี้จะไม่กำเริบ” หมอหลวงนึกแปลกใจ ทำไมท่านอ๋องที่เย็นชาต่อสตรี ต้องเป็นห่วงเป็นใยสตรีผู้นี้นัก แต่ใครจะกล้าก้าวเท้าเข้าไปสอด รังแต่จะหาที่ตายเปล่า ๆ
“ขอบใจท่านหมอหลวงมาก เชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถิด” เขาเรียกให้องครักษ์ไปส่งหมอหลวง แล้วจึงหันมาสนใจกับคนป่วยอีกครั้ง
เขาเรียกสาวใช้ให้มาเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดให้นาง ส่วนเขานั่งจิบน้ำชารออยู่ด้านนอก
“เสร็จแล้วหรือ” เห็นสาวใช้สองคนยกอ่างน้ำออกมาจึงถาม
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าสองคนชื่ออะไร”
“บ่าวชื่อเสี่ยวหลันเจ้าค่ะ”
“ข้าน้อยเสี่ยวซิงเจ้าค่ะ”
“ต่อไปนี้พวกเจ้ามีหน้าที่ดูแลปรนนิบัตินางจนกว่านางจะหายดี”
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” ทั้งสองรับคำพร้อมเพรียง
เขาชี้ไปที่กระเป๋าใบใหญ่ “ของใช้ของนางน่าจะอยู่ในนั้น เจ้านำออกมาจัดให้เป็นระเบียบ ถ้านางฟื้นขึ้นมา อยากได้อะไรจะได้หยิบจับได้สะดวก” นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาแปลกตา แต่ก็ชอบใจ เพราะมันสามารถลากจูงได้โดยไม่ต้องแบกหามให้เมื่อย
เสี่ยวซิงเป็นคนแรกที่เดินไปที่สิ่งนั้น ทำอะไรกับมันอยู่พักใหญ่
“ข้าใช้มันไม่เป็น เจ้าพอจะรู้วิธีหรือไม่” เสี่ยวซิงถามเสี่ยวหลัน
“เปิดไม่ได้หรือ” กุ้ยหย่งหมิงถามเสี่ยวหลันที่กำลังมองรอบ ๆ ของสิ่งนั้น
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง บ่าวไร้ความสามารถเจ้าค่ะ” สาวใช้ยอมรับ
“ช่างเถอะ รอให้นางจัดการเองก็แล้วกัน” เขาลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปดูหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง
เขามองนางอย่างพิจารณาอีกครั้ง ใบหน้ารูปไข่เริ่มมีสีเลือดฝาด หน้าผากกลมมน คิ้วเรียวดกดำโค้งยาวดั่งคันศร ขนตายาวงอนเป็นแพ จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงอวบอิ่มชวนเย้ายวนใจ
แต่ทำไมสีผมของนางจึงมีสีเหมือนสตรีชาวตะวันตก ทั้งที่หน้าตาและการแต่งตัวก็บ่งบอกว่าไม่ใช่
นางไม่เหมือนสตรีจากดินแดนตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่สตรีชาวฉางอานที่ส่วนใหญ่คิ้วบาง ตาเล็กไม่มีชั้น จมูกสั้นไม่ค่อยโด่งเท่าไหร่นัก ริมฝีปากบาง
เขาอยากจะเห็นยามที่นางลืมตาตื่นขึ้นมา อยากเห็นว่านางจะงดงามเพียงใด
“ที่หัวของนางหมั่นทายาด้วยนะ”
“เจ้าค่ะท่านอ๋อง” เสี่ยวหลันและเสี่ยวซิงรับปากพร้อมกัน
“ถ้านางฟื้นแล้วไปเรียกข้าที่ห้องทำงานด้วย”
ห้องทำงานกุ้ยอ๋อง
“อี่เฉิน โต้วฉือ” กุ้ยหย่งหมิงวางบัญชีในมือ รอให้องครักษ์คู่ใจเข้ามาพบ
“ท่านอ๋อง”
“โต้วฉือ พรุ่งนี้เจ้าไปบอกกับเขอเข่อว่าข้าจะไม่ได้ไปที่ร้านอีกหลายอาทิตย์ เรื่องซื้อขายสินค้าให้เขาตัดสินใจได้เลย ส่วนเจ้า พรุ่งนี้ส่งข่าวแบบเดียวกันไปยังร้านค้าทั้งสี่มุมเมืองของเรา ถ้าสุดวิสัยให้แจ้งไปทางเขอเข่อ เสร็จแล้วรีบตามข้าไปที่ท่าเรือ”
“ขอรับท่านอ๋อง”
“อือ...”
เสียงอืออาในลำคอของสตรีบนเตียงนอน ทำให้สองสาวใช้ที่กำลังเติมไฟรีบถลาเข้าไปดู
“แม่นาง รู้สึกตัวแล้วหรือ”
เสียงที่บ่งบอกความยินดีทำให้พุทธิญาลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ รีบลุกขึ้นนั่ง
“แม่นางรู้สึกยังไงบ้าง ท่านหลับไปตั้งสามวัน” คำถามกึ่งคำบอกเล่าเป็นภาษาจีน ทำให้เธอนึกไล่ลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้า มองหญิงสาววัยรุ่นในชุดจีนโบราณสองคนที่ส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ..
เธอไม่ได้ฝันเหมือนทุกครั้งใช่ไหม
ตอนนี้มันคือเรื่องจริงใช่ไหม
“ขอน้ำดื่มหน่อยได้ไหม”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวหลันรีบเดินไปเทน้ำสมุนไพรที่ต้มเตรียมไว้ “ดื่มน้ำสมุนไพรก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำนะเจ้าคะ หมอหลวงบอกว่าถ้าท่านหญิงดื่มได้ทุกวันอาการที่เป็นอยู่จะดีขึ้น”
หมอหลวง!... อย่าบอกนะว่าที่นี่คือวังหลวง!
ที่ที่เธออยู่กับทหารยามคนนั้น คือข้างกำแพงคฤหาสน์ท่านอ๋องไหนสักอ๋องนี่แหละ แม้จะปวดหัวแทบระเบิด แต่เธอก็จำคำพูดของทหารยามคนนั้นได้แม่น..
เธอค่อย ๆ ดื่มน้ำสมุนไพรจนหมด แล้วต่อด้วยน้ำเปล่าอีกหนึ่งอึก
“เอ่อ.. ขอถามเจ้าหน่อย ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหน”
“ที่นี่คือคฤหาสน์กุ้ยอ๋องเจ้าค่ะ ท่านอ๋องเป็นคนช่วยแม่นางเอาไว้ และเรียกให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการของท่าน แล้วสั่งให้พวกเราดูแลปรนนิบัติท่านให้ดีที่สุด” เสี่ยวหลันตอบ
“ขอบคุณแม่นางทั้งสองมาก ๆ ที่ดูแลข้าอย่างดี” พุทธิญากล่าวอย่างซาบซึ้งใจ
“พวกเราเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ท่านไม่ต้องพูดกับพวกเราดีขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ” สองสาวรีบคุกเข่าลงตรงหน้า พูดด้วยเสียงสั่นรัว เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยินแล้วเอาไปรายงานต่อท่านอ๋อง
“ทำไมจะไม่ได้เล่า” ถามไปแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในยุคสองพันอีกแล้ว แต่เธอหลุดมาอยู่ในยุคเก่าคร่ำครึยุคไหนก็ยังไม่รู้
“ข้าไม่ได้ทำอย่างนั้นนะขอรับท่านหญิง ข้าบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่เชื่อก็ค้นตัวข้าได้เลย”“หุบปาก!” องค์เซียนตวาดลั่นด้วยความโมโห ก็เขาเห็นกับตาและเขามั่นใจว่าไม่ได้ตาฝาดด้วย“ท่านนั่นแหละที่หุบปาก แล้วก็ปล่อยเขาด้วย” จินลี่ฮัวโมโหใส่บุรุษวัยกลางคน“ท่านหญิง” เสวี่ยกระตุกแขนของคุณหนู ใช้สายตาตำหนิจริงจัง “ทำไมท่านไม่ตรวจดูก่อนว่ามีอะไรหายไปจริงหรือเปล่า”“ข้ามั่นใจว่าไม่มี แต่ข้าจะตรวจดูก่อนก็ได้” หญิงสาวเหลือบมองบุรุษที่เข้ามาวุ่นวายไม่เข้าเรื่อง แล้วคลำไปที่ผ้ารัดเอวบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นลุงมองอาการคลำตามตัวของอีกฝ่ายโดยไม่แสดงอาการ เพราะกำลังเคืองนางที่เชื่อใจโจรมากกว่าเขา“..กำไลหยกที่ข้าซื้อให้ท่านแม่หายไปแล้วเสวี่ย” สีหน้าหาเรื่องเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ดวงตารื้นด้วยน้ำตา พยายามคลำตามตัวอีกรอบ“แล้วถุงเงินเล่า”“ช่างถุงเงินมันเถิด กำไลต่างหากที่สำคัญ”“แสดงว่านายท่านผู้นั้นพูดจริงสิเจ้าคะ” เสวี่ยกระซิบไม่เบานักกุ้ยจินลี่ฮัวหันขวับไปทางเขา น้ำตาที่รื้นดวงตาไหลปริ่มออกมาเป็นทาง แล้วเดินตึง ๆ ไปเกือบประชิด เงยขึ้นมองหน้าเขาแล้วหลุบลงมองคนที่ถูกเขาจองจำ“เจ้าขโมยกำไลหยกข้า
อาไต้เอ่ยถึงช่างแกะสลักหยกชื่อดังแห่งอาณาจักรฉางอานที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเขาผู้นั้นเคยถูกจักรพรรดิเรียกตัวไปพบเพื่อแกะสลักหยกพระราชทานให้แก่ประเทศอาคันตุกะที่นำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย“ข้าก็คิดเหมือนเจ้า แต่กำไลหยกวงนั้นดูด้อยค่าไปเลยเมื่อเทียบกับความงดงามของนาง” อาขุ่ยมองสตรีนางนั้นแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ผลัวะ!มือใหญ่ของอาไต้ฟาดใส่ศีรษะของอาขุ่ยเพื่อให้เขาได้สติ ถลึงตาใส่อย่างตำหนิ“นางเป็นใคร เจ้าเป็นใคร อย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย ทำงานของเราดีกว่าถ้าไม่อยากอดตาย”อาขุ่ยลูบหลังศีรษะที่ถูกตบเต็มแรงด้วยสีหน้าเจ็บปวด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธคนที่ทำให้เจ็บ“เจ้าหรือข้าดี”“ข้าดีกว่า” อาไต้รับอาสา สำหรับเขาแล้วความสวยไม่ได้สำคัญไปกว่าปากท้อง ผิดกับเพื่อนที่มักจะหลงใหลกับความงามของสตรีอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่แสดงออกถึงขั้นเพ้อแบบนี้ “เราค่อย ๆ ตามนางไปก่อน รอจนสบโอกาสแล้วค่อยลงมือ”“ตกลง”จอมโจรจากนอกเมืองที่แต่งตัวดีตบตาชาวบ้านนัดแนะกัน แล้วแยกย้ายกันทำหน้าที่ หนึ่งคนเดินนำหน้าสตรีที่หมายตา ส่วนอีกคนเดินตามหลัง ทิ้งระยะแบบที่ไม่น่าสงสัย แอบมองทุกการเคลื่อนไหวอยู่ห่าง ๆเกือบ ๆ ครึ
คนถูกตำหนิหันไปส่งยิ้มกว้างให้อดีตพ่อบ้านที่ดูแลคฤหาสน์หลังนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อสามีด้วยความรักและซื่อสัตย์ ตอนนี้เขาได้ปลดประจำการแล้ว แต่เพราะไม่มีครอบครัวดูแล นางกับสามีจึงรับอุปการะเลี้ยงดูและให้มีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด“ข้ายังไม่อยากให้นางแต่งงานนี่ท่านพ่อบ้าน”“โธ่พระชายา เป็นสตรีถ้าอายุเกินสิบแปดไปแล้วยังไม่ออกเรือน มันจะกลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านได้นะ”“อย่าเพิ่งทำหน้าเศร้าแบบนั้นสิ” นางโบกมือไล่ให้คนดูแลท่านพ่อบ้านออกไป แล้วไปนั่งใกล้ ๆ เขา “ข้าเข้าใจความห่วงใยของท่านพ่อบ้านดี แต่ข้ากับสามียังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้กันเลย แต่ถ้ามีคุณชายบ้านไหนมาทาบทามพวกเราก็ไม่คิดจะปฏิเสธเหมือนกัน”“แต่ที่มาทาบทามล้วนถูกปฏิเสธกลับไปทุกราย”“ก็เราไม่อยากบังคับจิตใจลูกสาวของเรานี่ เราอยากให้นางแต่งงานกับคนที่นางรักมากกว่าความเหมาะสม เราอยากให้นางมีความสุขกับชีวิตคู่เหมือนเราสองคนก็เท่านั้น”“ส่วนใหญ่ก็ไม่มีคู่ไหนเริ่มต้นจากความรักกันหรอกนะพระชายา พออยู่ด้วยกันไปพวกเขาก็รักกันเอง”“รักแต่ไม่หมดทั้งหัวใจ พวกเขาล้วนมีอนุกันเกือบทั้งนั้น ข้าไม่ต้องการแบบนั้น ท่านอ๋องเองก็เช่นกัน” กุ้ยถิงในวัยห้าสิบสี่ปีแ
“อือ..” คนถูกชมพยักหน้าคล้อยตาม “ข้าก็เพิ่งจะรู้วันนี้เองว่าตัวเองเป็นคนเช่นไร เจ้าช่างปราดเปรื่องนัก รู้จักข้าดีกว่าตัวข้าอีก” พูดจบก็ลุกจากที่นั่งแล้วกางแขนออก “ข้าจะนอนแล้ว ช่วยปรนนิบัติข้าที”“เพคะ” สตรีทั้งสองคลี่ยิ้มกว้างด้วยความยินดี รีบเดินเข้าไปช่วยปลดเสื้อตัวนอกให้องค์ชายว่าที่รัชทายาทเมื่อชุดถูกปลดไปจากตัวจนเหลือเพียงชุดตัวในสีขาว องค์ชายก็เดินไปขึ้นเตียงแล้วเอนตัวนอน“หม่อมฉันดับไฟนะเพคะ” นางกำนัลอวี้เอ่ยขึ้น“ไม่ต้องหรอก ถ้าดับไฟแล้วพวกเจ้าจะปรนนิบัติข้าลำบาก พวกเจ้ามานั่งตรงนี้มา” องค์ชายตบที่นั่งข้างกายทั้งสองฝั่งที่นอน“เพคะ” สตรีรูปร่างอรชรขานรับแล้วรีบไปนั่งกันคนละฝั่ง“ไม่ต้อง” องค์เซียนยกมือห้ามเมื่อนางทั้งสองทำท่าจะปลดชุดบนตัว “พวกเจ้าช่วยนวดให้ข้าหน่อย เจ้านวดด้านซ้าย ส่วนเจ้านวดด้านขวา ห้ามหยุดแม้ข้าจะหลับไปแล้วก็ตาม ถ้าข้าตื่นมาแล้วไม่เห็นพวกเจ้านวดอยู่ ข้าจะทำโทษพวกเจ้าให้หนัก” สั่งเสร็จเขาก็หลับตาลงทันที แต่ริมฝีปากกลับประดับด้วยรอยยิ้ม ขบขันเมื่อได้เห็นสีหน้าร้อนรนของพวกนาง‘คิดว่าเอาสตรีมาล่อหม่อมฉันแล้วหม่อมฉันจะหลงกลหรือเสด็จพ่อ หึ ๆ ๆ’ .......
ตำหนักสือกุยหลง“ขันทีหนิว”“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”“ส่านเตี้ยนอยู่ข้างนอกหรือไม่ เรียกเขามาพบข้าที”“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ขันทีหนิวผู้มีหน้าที่รับใช้ใกล้ชิดองค์ชายตอบรับแล้วค่อย ๆ ถอยหลังออกไปจากห้องบรรทม ไม่นานองครักษ์คนสนิทก็เดินเข้ามาในห้อง“องค์ชาย” ส่านเตี้ยนยกมือทำความเคารพเจ้านายที่ติดตามรับใช้กันมาถึงยี่สิบห้าปี“ตั้งแต่กลับเข้ามาอยู่ในวังหลวง ข้าไม่ค่อยได้เห็นหน้าเจ้าเลยนะ” องค์เซียนรินน้ำชายื่นให้ผู้ติดตามคนสนิทที่โตกว่าสองปี“ขอบพระทัยองค์ชาย”“นั่งสิ”“ขอบพระทัยองค์ชาย” องครักษ์นั่งลงบนเก้าอี้หยกตัวกลมตามที่อีกฝ่ายชี้นำ แล้วจิบชาลงคอหนึ่งอึก “องค์ชายต้องการพบข้า มีเรื่องอะไรให้ข้าทำหรือเปล่า”“พรุ่งนี้ข้าอยากออกไปขี่ม้าสักหน่อย อยากให้เจ้าติดตามไปด้วย”“ถ้าอย่างนั้นข้าจะบอกให้ขันทีเตรียมตัว”“ไม่ต้องบอกใครทั้งนั้น แค่เจ้ากับข้าเท่านั้นก็พอ” คนกล่าวอมยิ้มนิด ๆ เมื่อพูดจบเป็นเดือนแล้วที่เขาคิดถึงดรุณีน้อยนางหนึ่งไม่สร่างซา พรุ่งนี้เขาจะไปที่ทุ่งดอกเบญจมาศอีกครั้ง ถ้าครั้งนี้เขาได้พบกับนางที่นั่นอีก เขาจะถือว่าเป็นบุพเพ และจะเอานางมาเป็นของตัวเองให้ได้แต่ถ้าไม่พบ..เขาจะตัดใจให้ลืม
วันต่อมา“ท่านหญิง วันนี้ท่านก็จะออกไปอีกหรือเจ้าคะ” เสวี่ยถามคุณหนูขณะมวยผมให้นาง“ไปสิ เมื่อวานข้ายังไม่ได้กินเสี่ยวหลงเปากับเต้าทึงร้อนเลยนี่นา พี่จิ้งกับพี่หลิงคงเสียใจแย่ที่ข้าไม่ได้กินอาหารที่พวกเขาเตรียมให้ วันนี้ข้าต้องไปกินเพื่อขอโทษพวกเขา”“แล้วถ้าเจอนายท่านผู้นั้นอีกเล่า ท่านหญิงจะทำอย่างไร”“อย่าพูดถึงเขาได้ไหม พูดแล้วข้าก็โมโหนัก” นางโมโหและก็อายมากด้วย แค่คิดก็ร้อนวาบไปทั้งใบหน้าเพียะ!“ท่านหญิง! จะตบหน้าตัวเองทำไม” สาวใช้เอ็ดตะโรไม่พอใจ “เมื่อวานก็ครั้งหนึ่งแล้ว”“ก็ข้าอายนี่ ข้าถึงต้องตบหน้าตัวเองให้เจ็บ สติจะได้กลับมา” นางสารภาพอย่างไม่ปิดบัง“ท่านชอบบุรุษผู้นั้นหรือท่านหญิง” เสวี่ยกระซิบกระซาบเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน ท่าทางเต็มไปด้วยความกังวล“ข้าเนี่ยนะจะชอบบุรุษคราวพ่อคนนั้น” ท่านหญิงน้อยแสยะปากอย่างรับไม่ได้ “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าแต่งงานตอนอายุมากแล้ว กว่าจะมีพี่ชายข้าก็ต้องรอถึงเก้าปี กว่าจะมีข้าก็อีกสี่ปี ถ้าเป็นครอบครัวอื่นคงมีหลานมีเหลนกันไปแล้ว แล้วเจ้าคิดว่าตาลุงนั่นจะเป็นอย่างไร ข้าว่าลูกเขากับข้าคงอายุไล่ ๆ กันแล้ว”“แต่บุรุษท่านนั้นรูปงามมากนะ ดูสง่ามีร







