تسجيل الدخول'หลงจงเจี๋ย' บุตรผู้เหลวแหลกของแม่ทัพชายแดนกระโดดถีบขาคู่ ’องค์หญิงเสวี่ยเซียน‘ อย่างไม่ตั้งใจ ทำนางตกน้ำเกือบสู่ขิต จำต้องมาพัวพันกับนางอย่างไม่ทันตั้งตัว และถูกดึงเข้าสู่ชีวิตในราชสำนัก ...ข้าถีบเจ้าแท้ ๆ เจ้าจะมายุ่งกับข้าทำไมกันอีกเนี่ย~~~
عرض المزيدในราชวงศ์หมิง ที่ท้องพระคลังเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง ยุคของฮ่องเต้เจิ้งเหริน... แม้ประชาชนอยู่ดีกินดี แต่ก็ต่างอยู่ด้วยความหวาดระแวงต่อกฎหมาย... ไม่กล้าฝ่าฝืนกฎระเบียบที่เข้มงวดของราชสำนัก เพราะเกรงกลัวบทลงโทษที่เหี้ยมโหด... ฮ่องเต้เจิ้งเหริน ที่มากด้วยความสามารถ แม้ทำให้ปากท้องของชาวประชาอิ่มได้ แต่แลกมากับวิสัยที่ไร้มนุษยธรรม ที่ทุกคำสั่งคือชีวิตและความตาย
ผู้คนต่างได้ยินหนาหูว่า... พระองค์ฆ่าได้แม่กระทั่งสนมที่ใกล้ชิดที่สุด สนมจื่อเสวียน...สนมเอกในดวงใจกลับถูกประทานยาพิษทันทีที่หมดเสน่ห์หา
และข่าวลือพวกนั้นก็แพร่สะพัดทั่วแดน ซึ่งดังไกลมาถึงเมืองที่ติดชายแดนอย่างที่แห่งนี้เช่นกัน
“นี่ จงเจี๋ย! เจ้าก็อายุยี่สิบสามแล้ว จะไม่ไปสอบรับราชการสักหน่อยรึไง” เสียงแหบแห้งของชายแก่ไร้บ้านที่อาศัยอยู่ใน วัดร้างหยิ่นโหยว ของเมือง จางเจียกู่ เอ่ยขึ้น ขณะที่มือเหี่ยวย่นยังคงขยับหมากรุกในมือเดินไปบนกระดานไม้เก่าที่มีแต่คราบเปื้อน เขานั่งอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยดินและเศษฟาง อย่างไม่ได้สนใจจะทำให้รอบข้างนั้นสะอาดขึ้นแม้แต่เพียงน้อย “ไปเพื่ออะไรล่ะเฒ่าถิงจง.. รับใช้ชาติ หรือประดับบารมีครอบครัว น่าสะอิดสะเอียนออก”เจ้าของชื่อจงเจี๋ยแค่นเสียงหัวเราะ ทั้ง ๆ ที่ในปากยังคงเคี้ยวก้านเชอร์รีเอาไว้ เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า... คำถามนั้นชายแก่ตั้งใจถามเขาหรือไม่ เมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าเขา ‘เกลียด’ ครอบครัวตัวเองอย่างกับอะไร จะให้เขาไปทำเพื่อหน้าตาของครอบครัวน่ะหรือ ไม่มีทาง! และการรับใช้ราชสำนักที่เหี้ยมโหดไร้เมตตาก็ยิ่งไปกันใหญ่
“พี่ใหญ่ของเจ้าก็เริ่มเรียนรู้เรื่องการทหาร ส่วนพี่รองของเจ้าก็สอบเข้าราชการในปีนี้ อย่างน้อย ๆ ก็ให้ท่านแม่ทัพใช้เส้นสายพาเข้าไปหายศตำแหน่งเสียหน่อยไม่ดีรึ จะได้มีอนาคต มิเช่นนั้น ข้าว่ามีหวังชาตินี้คงไม่มีโอกาสแต่งเมียเป็นแน่”เฒ่าถิงจงส่ายหน้าด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง และค่อย ๆ จับหมากวางลงตำแหน่งกลางกระดานเป็นเสียง ตึก ดังในความเงียบ ขณะที่ชายชราภายใต้อาภรณ์เก่าขาดยกมุมปากขึ้น หนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ กลับรู้สึกถึงเพียงสายลมที่ไหวเอื่อยที่พัดกระทบหน้าต่างวัด กับความเอ้อละเหยลอยชายของตนเองเท่านั้น “แต่งเมียเรอะ... คิดไม่ยักกะออก” จงเจี๋ยถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกว่างเปล่าเขาไม่รู้แม้แต่ว่าชีวิตของตัวเองมีค่าอะไร อยู่ไปทำไม... แต่งเมียทำไม... หรือจะมีอนาคตไปทำไม... แค่อิ่มท้องไปวัน ๆ และมานั่งคุยเล่นกับตาเฒ่าถิงจงที่วัดร้างนี่ก็ถือว่าสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว...
ณ เมือง จางเจียกู่ ที่ตั้งอยู่ทาง เฉียงเหนือของปักกิ่ง เมืองฝั่งชายแดนระหว่างที่ราบภาคกลางและที่ราบสูงมองโกเลีย มีครอบครัวอันจงรักภักดีหนึ่งที่ถือว่า ใกล้ชิดกับฮ่องเต้ไม่แพ้ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลอัครมหาเสนาบดี ซึ่งคือ ‘ตระกูลหลง!’ ตระกูลแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่ดูแลพื้นที่ชายแดนอันสำคัญอันเป็นเสมือนป้อมปราการของแผ่นดิน ซึ่งชื่อเสียงเล่าลืออันน่าเกรงขามของตระกูลนี้ ก็ทำให้ผู้คนต่างยำเกรงตระกูลแม่ทัพไม่ต่างจากเชื้อพระวงศ์ แต่เป็นเรื่องที่น่าสงสารของตระกูล… ที่มีบุตรชายคนที่สามผู้ไม่เอาถ่านเช่นเขา-
-
-
-
-
-
หลงจงเจี๋ยค่อย ๆ ย่องฝีเท้าไปยังข้างประตูจวนแม่ทัพให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเงยหน้าขึ้นไปยังกำแพงหินสูงที่อยู่หลังน้ำตกเทียมภายในจวน ก่อนจะปีนป่ายขึ้นไปด้วยความคล่องแคล่ว ราวกับเป็นแมวที่ฝึกฝีเท้าในการแสดงกายกรรมผาดโผนมาอย่างดี เหนือกำแพงหินที่เรียงเป็นแนวยาวอย่างมั่นคงนั้น เขามองลอดเข้าไปยังเรือนไม้ที่บัดนี้ไฟสลัว แต่ทันทีที่จะกระโดดลงไปนั้นเส้นผมยาว ๆ ของเขากลับเกี่ยวเข้ากับกิ่งมะขามเหนือศีรษะที่ยื่นลงมา “ว๊ากกกก!~กกก!”เสียงกรีดร้องของจงเจี๋ยกึกก้อง เขาร่วงหล่นจากกำแพงสูงสู่พื้นเบื้องล่าง
“ใครอยู่ตรงนั้น!?” พวกทหารเวรแผดเสียง
โครมมม!!! เพียงอึดใจเดียว เปลวไฟจากตะเกียงก็วาบขึ้นในความมืด มือแข็งแรงของทหารสองนายคว้าแขนคุณชายสามไว้แน่น ลากร่างที่ตกลงพื้นออกจากข้างกำแพงไปยังกลางสวนอย่างไม่ปรานี ตุบบ!!! ร่างกายปวกเปียกของ จงเจี๋ย กระแทกลงพื้น และไหลครูดไปกับทางเดิน “คุณชายสาม โปรดอภัย!!!” เสียงขึงขังของพวกทหารเวรดังประสานกัน แต่จากที่รับรู้ได้นั้น จงเจี๋ยก็รู้ดีว่าเจ้าพวกทหารไร้มารยาทผลักให้เขาล้มอย่างตั้งใจแน่ ๆ “อูยย..ย” เสียงร้องเบา ๆ โอดออกมายังไม่ทันสิ้นเสียง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่คุ้นเคยก็ก้าวเข้ามาจากอีกฝั่งของปลายทางหิน จงเจี๋ยที่หลับตาปี๋หลี่ตามองช้า ๆ และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ก่อน “แกะหน้ามันออก มันอาจจะเป็นไส้ศึกก็เป็นได้”เสียงขึงขังของ หลงเฉาหาน แม่ทัพผู้เป็นนายใหญ่ของจวนดังขึ้น เหล่าทหารเวรมองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนกรูเข้าไปงัดหน้าของจงเจี๋ยในทันที
“เหวออออ!!!!”จงเจี๋ยโดนแขนกำยำที่เต็มไปด้วยกล้ามล็อกตัว ก่อนมือหยาบของเหล่าทหารนั้นจะจิกลงไปยังกรอบหน้าไร้ที่ติของเขา
“มันเจ็บนะเว้ยหลงเฉาหาน!!!! แยกลูกตัวเองไม่ออกรึไงห๊ะ!” จงเจี๋ยกรีดร้องโหยหวน ผู้เป็นแม่ทัพจึงยกมือขึ้นช้า ๆ อย่างห้ามปรามทหารเวรให้หยุดลงมือ ซึ่งเหล่าทหารเวรกล้ามโตก็ปล่อยร่างแห้ง ๆ ของเด็กหนุ่มและยืนขึ้นตัวตรงอย่างสงบนิ่งทันควัน
“...หยาบคายเช่นนี้ ลูกข้าของแท้แน่นอน… จงเจี๋ย… มีกฎเรือนข้อไหนที่เจ้าทำได้ดีบ้างหา แค่กลับจวนให้ถูกเวลายังทำไม่ได้ แล้วเช่นนี้จะทำการใหญ่ได้อย่างไร” เสียงแหบแห้งของแม่ทัพหลงหมดอาลัยตายอยาก เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วสะบัดชายอาภรณ์สีดำทองอันหรูหราหันหลังเดินไป “ค่อยยังชั่ว” จงเจี๋ยถอนหายใจ แต่ก็ดีใจได้เพียงชั่วครู่ผู้เป็นพ่อก็หยุดเดินและตะโกนออกมา
“โบยสิบไม้แล้วปล่อยไป!” หลงเฉาหานมอบหมายเหล่าทหารเวร ก่อนจะเริ่มเดินอีกครั้งเพื่อกลับไปยังทางที่เต็มไปด้วยแสงไฟ เหลือเพียงลูกชายที่ไม่เอาไหนเริ่มโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง
“หลงเฉาหาน เจ้ามันเลือดเย็น หลงเฉาหานนนนนน!!!!!” และบทลงโทษเล็ก ๆ ของจวนแม่ทัพ ก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัดกลางค่ำคืน-
-
-
-
-
-
-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ- อดีตที่ยากจะลืมเลือน -ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ- ครั้นอดีตเมื่อสิบสองปีก่อน วันที่ยามเย็นปกคลุมด้วยฝุ่นดินที่ลอยฟุ้งขึ้นตามแรงฝีเท้าของเหล่าบุตรชายของแม่ทัพ ท่ามกลางแสงอาทิตย์หม่น กลิ่นดินแห้งคละคลุ้งอยู่ทั่วลานหญ้ากว้างที่ไร้ลมพัด อากาศร้อนอบอ้าวจนเหงื่อไหลซึมตามขมับของเด็กทั้งสามยามนั้น… จงเจี๋ยใช้ไม้ยาวเขี่ยพื้นดินเล่นขณะที่นั่งพักคอยการฝึกรอบถัดไปด้วยใจที่หมองหม่น ทำให้ผู้ที่เฝ้ามองต้องคับข้องใจและเข้ามาขัดจังหวะเสีย
“เจ้าก็เข้ามาฝึกกับพวกข้าสิจงเจี๋ย ไม่เช่นนั้น! หากฝีมือไม่คืบหน้า เจ้าอาจจะโดนท่านพ่อลงโทษเอาได้นะ” ฟู่อาน บุตรชายคนรองของแม่ทัพหลงเอ่ยทัก และหยุดประมือกับเจิงหู่พี่ชายคนโตของพวกเขา “ท่านพี่ทั้งสองฝึกไปเถิด… ข้าฝึกไปก็ไม่เก่งขึ้นหรอก ข้าไม่ได้มีพรสวรรค์แบบพวกท่านเสียหน่อย” จงเจี๋ยที่นั่งยอง ๆ ยังคงเขี่ยไม้ไปบนดินเป็นรูปทรงสะเปะสะปะ และสักพักเขาก็เขวี้ยงไม้เล็ก ๆ นั้นทิ้งไป ก่อนจะเข้าไปนั่งที่ก้อนหินเพื่อพักคอย เมื่อมารดาซึ่งเป็นเมียรองของตระกูลกำชับนักกำชับหนาว่าอย่าทำตัวโดดเด่น เช่นนั้นแล้วเขาจะฝึกไปเพื่อกะไร “งี่เง่านัก เจ้ามันเกียจคร้าน”ฟู่อานส่ายหน้า และผู้เป็นพี่ใหญ่ก็เดินเข้ามาขวาง
“อย่างที่มันบอก... ว่าไม่มีพรสวรรค์ ฝึกไปคงไม่ได้ดีหรอก เจ้าอย่าไปยุ่งกับมันเลย มาฝึกกับข้าเถิด ขยะก็เป็นขยะ จะเจียระไนได้อย่างไร” เจิงหู่แตะไหล่ของน้องรองและดึงเขากลับเข้าไปในวงลานดินจงเจี๋ยได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความร้อนผ่าวขึ้นในอก อารมณ์ที่เคยสงบนิ่งแปรเปลี่ยนเป็นโมโหโทโส มือน้อยกำหมัดแน่นเสียจนปลายเล็บจิกลงที่อุ้งมือ คนตัวเล็กที่สุดลุกขึ้นอย่างหมดความอดทน ก่อนที่จะวิ่งปรี่เข้าไปในลานฝึก แล้วง้างหมัดไปทางหลงเจิงหู่ที่มีกระบี่ไม้อยู่ในมือ
บุตรชายคนโตแห่งตระกูลแม่ทัพดวงตาเบิกโพลงเมื่อเห็นอีกฝ่ายกระโจนเข้ามา แต่เขาก็เบี่ยงหลบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก คนที่ฝึกยุทธอยู่ตลอดจะตามการเคลื่อนไหวของเด็กปวกเปียกอย่างจงเจี๋ยไม่ทันเชียวหรือ “ขยะก็คือขยะ!”เจิงหู่แค่นเสียงในลำคอ และยันเท้าไปยังอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล
ตุบ!!!
จงเจี๋ยกระแทกลงกับพื้น ทั้ง ๆ ที่มือยังคงกำหมัดแน่น
“ท่านพี่ ทะเลาะกันเช่นนี้เราจะโดนลงโทษหรือไม่” ฟู่อานร้องเสียงหลง เขากังวลเมื่อเห็นน้องต่างแม่กลิ้งหลุนไปตามทาง
คนตัวเล็กสุดเขาได้แต่มองกลับไปอย่างแค้นใจ และสายตาที่เกรี้ยวโกรธนั้นก็ทำให้พี่คนโตรู้สึกรำคาญใจนัก “อยู่ในที่ฝึกยุทธมันก็ต้องมีบาดเจ็บบ้าง เช่นนั้นเราจะโดนลงโทษได้อย่างไร” พี่ใหญ่หัวเราะร่วน ก่อนจะใช้กระบี่ไม้ฟาดไปเต็มหลังของจงเจี๋ยที่ไม่มีสิ่งใดป้องกันตัว ฟ่าบ!!! “โอ๊ยย! ท่านพี่เจิงหู่ ให้อภัยข้าเถิด ข้าจะไม่ง้างหมัดใส่ท่านอีกแล้ว”จงเจี๋ยน้ำตาคลอ ขณะที่มือยังคงกำแน่น แต่แล้วเขาก็คุกเข่าก้มหัวให้กับพี่ใหญ่อย่างไม่เต็มใจนัก
“ไอ้ขยะ! ลุกขึ้นมาสู้ต่อสิ ไอ้ลูกเมียน้อย ลุกขึ้นมา!!” หลงเจิงหู่ยังคงฟาดน้องชายคนเล็กต่อไปเรื่อย ๆ อย่างระบายความอึดอัดที่อยู่ภายใน “เหม็นหน้ามันจริง ๆ” ตุบ… ตุบ… ตุบ… ตุบ… “...ท่านพี่…” ฟู่อานหันซ้ายหันขวา ก่อนจะวิ่งไปดูลาดเลาให้กับพี่ชายเพราะกลัวจะถูกลงโทษจงเจี๋ยทรุดลงแทบเท้าของผู้เป็นพี่ อย่างตระหนักถึงชะตาชีวิตที่แสนบอบช้ำไม่ต่างจากร่างกายที่บาดเจ็บ เขาไม่ได้มีความสำคัญอะไรสำหรับใครเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเกิดมาในตระกูลที่มีเกียรติแค่ไหน แต่กลับเป็นลูกของเมียรองที่ไร้ซึ่งความสำคัญ ต้องอยู่อย่างไร้ตัวตนเช่นนี้
หลังเงากำแพงวังกว้างใหญ่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ ว่าราชบุตรเขยผู้ไม่แน่ใจว่าจะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ และไม่รู้เลยว่างานอภิเษกกับองค์หญิงนั้นจะมีต่อไปหรือไม่ กำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมบึง หลงเจียง ใกล้กับประตูอู่ อย่างรู้สึกเหมือนอกหักอยู่เพียงลำพัง อีกไม่นาน... เขาจะออกจากกำแพงวังไป แต่ขณะนี้นั้นยังอยู่ในช่วงขาไร้เรี่ยวแรง และหมดอาลัยตายอยาก. เมื่อสองชั่วยามก่อน เขาได้พบกับ จางซินหยาง บุรุษผู้มีไมตรีกับเซียนเซียนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม ที่ศาลาในเขตพระราชฐานชั้นใน “ได้ยินนางกำนัลเล่าลือว่า เจ้าเดินหมากรุกเก่งที่สุดในวังหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็ต้องสยบให้กับวิถีการเ
เซียนเซียนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมช้า ๆ ในห้องที่มืดสลัว นางเดินไปจุดเทียนเบื้องข้างแท่นบรรทม ก่อนจะค่อย ๆ เสด็จช้า ๆ ออกจากห้อง พระหัตถ์บางผลักบานประตูไม้สลักเปิดออก ก่อนมู่อินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหน้าห้องบรรทมจะสะดุ้งน้อย ๆ “ยามไฮ่แล้ว... ทรงไม่บรรทมหรือเพคะ” มู่อินที่นั่งท่วงท่าผ่อนคลายยืดหลังตรงช้า ๆ “ข้านอนไม่หลับ เลยจะไปห้องพระอักษร หาหนังสืออ่านเล่นเสียหน่อย” ร่างบางตอบนางกำนัล ก่อนจะเสด็จหันนำไปก่อน นางกำนัลเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม เพื่อไปถวายการปรนนิบัติ มู่อินค่อย ๆ จุดไฟบนเชิงเทียนตั้งพื้นตามจุดต่าง ๆ ในห้องทรงอักษรให้สว่างไสว ขณะองค์หญิงผู้งามสง่านั้นเยื้องย่างไปที่ชั้นหนังสือไม้สลักสูงตระหง่าน พระหัตถ์เลือกหนังสือที่เรียงรายบนนั้น ก่อนนางจะหยุดชะงัก ....เมื่อทอดพระเนตรไปเห็
“ออกไป! หลงจงเจี๋ย” สุรเสียงหวานดุกว่าครั้งไหน แม้เป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของอีกคนที่อยู่ภายในห้องบีบรัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบ ๆ วงแขนแกร่งค่อย ๆ ทอดถอนออกจากร่างบางช้า ๆ “เจ้าเป็นอย่างไร หายใจปรกติหรือไม่ เจ็บแผลไหม” เสียงร่างสูงอ่อนโยน แต่กลับไม่ได้ดูห่วงใยในสายพระเนตรของอีกฝ่าย องค์หญิงส่ายพระพักตร์ด้วยความสับสน ก่อนจะตรัสออกมาอีกครั้ง “ออกไป... ก่อนข้าจะเรียกให้ทหารมาจับเจ้า...” สุรเสียงนั้นแหบแห้ง และแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนต่ออีกฝ่าย ความกลัวของร่างสูง....จู่ ๆ ก็กล
ยามสายของวันใหม่ภายในตำหนัก ฮู่เมิ่ง นั้น อากาศเย็นอย่างประหลาด เมื่อสายลมเหนือพัดพาเอาอุณหภูมิที่ต่ำลงมาเยือนอย่างช้า ๆ ลมอ่อนนั้นพัดเอากิ่งไม้ของต้นเม่ยฮวากระทบกันจนเกิดเสียง ใบและดอกของมันเริ่มร่วงหล่นลง ราวกับบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงได้จะมาเยือนในอีกไม่นาน ธารน้ำไหลใสเบื้องหน้าตำหนักสงบนิ่ง มันสะท้อนภาพผืนฟ้าสีอ่อนที่เงียบเหงา ไม่มีเสียงนกร้อง หรือเสียงหัวเราะของนางกำนัลคนใด มีเพียงเสียงผ้าสีดำขลิบเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เหล่านางกำนัลเหล่านั้นขยับกาย ทุกคนในตำหนัก ฮู่เมิ่ง ล้วนอยู่ใน...อาภรณ์ไว้ทุกข์... รวมถึงทุกคนทั่วทั้งวังหลวง... “ยินดีที่ได้รู้จัก... ท่านจางซินหยาง ได้ยินชื่อท่านมานาน แต่ไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักเป็นกิจจะ ถือว่าข้ามีบุญแล้วในวันนี้” เจิงหู่คารวะบุรุษใบหน้าสวยในอาภรณ์เนื้อละเอียดอย่างสำรวมท่าที เกราะของเขากระเพื่อมน้อย ๆ แต่กลับดังกว่าทุกทีในบรรยากาศที่เงียบฉี่ “ได้รู้จักบุตรของแม่ทัพใหญ่อย่างท่านก็เป็นเกียรติ” จางซินหยางประสานมือแสดงความเคารพกลับตามมารยาท บุรุษทั้งสองจิบชากันอย
และแล้วบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของนางจนได้ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตากับเขาที่ก้าวเข้ามาเบื้องหน้า 
“
เมื่อถึงยามซวี เกี้ยววิจิตรสองหลังได้ถูกเจี้ยวฝูร่างกายกำยำแบกไปตามทางเดินหินของพระราชวังฝ่ายใน หลังหนึ่งสีขาววิจิตรด้วยลายเมฆเงิน และอีกหลังหนึ่งสีดำสนิทประณีต ดำเนินสู่ตำหนัก เฉียนชิงกง ที่ใช่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในค่ำคืนนี้  
“หม่อมฉัน/กระหม่อมผิดไปแล้ว ขอทรงประทานอภัยโทษเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ” พวกบ่าวไพร่ได้แต่ก้มหน้าก้มตาอย่างกลัวความผิด แต่ละคนหน้าซีดเผือกคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าพระมารดาของแผ่นดินภ

















