LOGINพูดตามตรง คำพูดของนางไป๋ทำให้หลี่ซู่อวี้รู้สึกคล้อยตามอยู่ไม่น้อยฟังเช่นนี้แล้ว เสิ่นฉางหลิงก็คงยังไม่มีสตรีที่ชอบพออยู่ในใจจริง ๆส่วนเรื่องที่เขายังไม่ประสานั้น หลี่ซู่อวี้ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลยอมรับได้ ถึงอย่างไรจะมีบุรุษคนใดทอดทิ้งภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามาโดยไม่เหลียวแลกัน หากเป็นบุรุษปกติย่อมไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้แน่แต่คืนนั้นเสิ่นฉางหลิงเมามายไม่ได้สติ ต่อให้อยากทำสิ่งใด ก็คงทำไม่ไหวอยู่ดีเมื่อคิดได้เช่นนี้ หลี่ซู่อวี้ก็สามารถเกลี้ยกล่อมตนเองให้สบายใจขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไร รอเสิ่นฉางหลิงกลับมาเมื่อใด นางก็จะต้องรั้งตัวเขาไว้ถามให้กระจ่างสักครั้ง ว่าความจริงเขาคิดอย่างไรกันแน่เมื่อนางไป๋เห็นว่าตนพูดกับหลี่ซู่อวี้ชัดเจนแล้ว ก็กล่าวต่อ “เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไม่ต้องบอกให้คนทางบ้านเดิมเจ้ารู้หรอก ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องระหว่างเจ้าสองสามีภรรยา ผู้อื่นแต่งงานก็ล้วนมีบิดามารดาเป็นผู้ตัดสินใจ ในเมื่อคนอื่นยังอยู่กันได้ราบรื่น แล้วเหตุใดเจ้าถึงจะอยู่ไม่ได้เล่า?”หลี่ซู่อวี้ย่อมเข้าใจความหมายในคำพูดแม่สามีชัดเจน วันหน้าอย่านำเรื่องเหล่านี้มารบกวนอีก และก็ห้ามกลับไปปรับทุกข์กับค
แต่บัดนี้เสิ่นฉางหลิงรู้จักมุ่งมั่นเอาดี ทั้งยังสร้างความดีความชอบจนได้เป็นขุนพลน้อย มีทหารใต้บังคับบัญชาให้ดูแลอย่างแท้จริง นางจึงมองเขาเปลี่ยนไปจากเดิมตอนที่มารดาเอ่ยถึงการแต่งงานครั้งนี้ นางก็นับว่าพึงใจไม่น้อย ถึงอย่างไรสกุลเสิ่นก็กำลังรุ่งเรือง ขอเพียงเสิ่นฉางหลิงมีใจมุมานะสร้างตัว เมื่อมีตระกูลเช่นนี้หนุนหลัง อนาคตย่อมก้าวไกลไร้ขีดจำกัดแต่กลับไม่มีผู้ใดบอกนางว่าเมื่อแต่งเข้ามาแล้วจะต้องพบเจอสภาพเช่นนี้คนเหลวไหลที่แต่ก่อนไม่เคยยี่หระต่อสิ่งใด ทำไมถึงเห็นว่ากิจการทหารสำคัญเหนือสิ่งอื่นในพริบตา หรือเสิ่นฉางหลิงรังเกียจนางถึงเพียงนั้น?หากเขารังเกียจนางจริง มันเป็นเพราะเหตุใดเล่า ทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นเช่นนี้ นางจึงอยากถามแม่สามีให้รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่เดิมทีนางไป๋ตั้งใจจะกลับเรือนตนเองทันที ในใจอัดอั้นโทสะไร้ทางระบาย รู้สึกร้อนรุ่มทรมานราวมีมดไต่ยุบยับอยู่ในอกโดยเฉพาะภาพที่ฮูหยินผู้เฒ่าจูงมือจี้หานอี ยิ่งเห็นก็ยิ่งเคียดแค้นเกินรับไหวครั้นเลื่อนสายตาไปเห็นหลี่ซู่อวี้ทำท่าอยากพูดแต่อึกอักไม่ยอมเอ่ยปาก นางไป๋ก็สูดลมหายใจเข้าลึก ไม่มีเรื่องใดทำให้นางเบาใจไ
จี้หานอีมองสีหน้าของนางไป๋ แม้อีกฝ่ายจะยังคงยิ้มแย้ม แต่ก็ดูออกว่านางไป๋ไม่อยากรับหน้าที่นี้ความจริงเมื่อคืนเสิ่นซื่อพูดเรื่องนี้กับนางแล้ว แต่จี้หานอีขอให้เขาอย่าเอ่ยถึงจี้หานอีไม่ชอบสร้างความลำบากให้ผู้อื่นมาแต่ไหนแต่ไร นางไม่คิดแก่งแย่ง และไม่อยากทำให้ใครต้องเดือดร้อนทั้งบ่าวในโรงครัวก็เป็นคนของนางจริง ๆ หากนางไป๋เข้ามาจัดการแล้วเปลี่ยนคนอีก ก็คงเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาจี้หานอีกำลังจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่นางไป๋กลับรับปากด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเสียก่อน จากนั้นจึงกล่าวกับนางว่า “น้องสะใภ้บำรุงครรภ์ด้วยความวางใจก่อนเถิด คนในโรงครัวของเจ้า ข้าจะไม่แตะต้อง ทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามเดิม ดังเช่นกฎระเบียบที่เจ้าวางไว้”“ยามนี้เจ้าตั้งครรภ์ย่อมสมควรบำรุงร่างกายที่สุด เรื่องอื่นอย่าได้คิดใส่ใจ”จี้หานอีรับฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยความประหลาดใจ หรือเสิ่นซื่อจะตักเตือนนางไป๋ไปแล้ว นางไป๋จึงอยากให้คนทั้งครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองขึ้นมาจริง ๆแต่เรื่องนี้นางไม่เชื่อหรอกฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพอใจกับท่าทีของนางไป๋ แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนติดค้างอีกฝ่าย จึงกล่าวกับนางไป๋ว่า “พักนี้ข้าเห็นสีหน้าเจ้าไม่ค่อย
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยิ้มพลางกล่าว “อาซื่อมาบอกข้าแล้ว เขาเป็นห่วงเจ้า ยามนี้อากาศหนาว จึงไม่อยากให้เจ้าไปคารวะ ข้าเองคิดดูก็เห็นสมควร ร่างกายเจ้าไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยอยู่บ่อย ๆ ไม่มาก็ดี จะได้ไม่กระเทือนถึงเด็กในครรภ์”กล่าวจบ ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็หันไปมองนางไป๋ที่อยู่ด้านข้าง “เจ้าอย่าได้หาว่าข้าลำเอียง หากตอนนั้นอาซู่มาบอกข้า ข้าก็ย่อมละเว้นให้เจ้าเช่นกัน”ใบหน้าของนางไป๋แข็งค้างเล็กน้อย ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเสียดูดีมีเหตุผล แต่ตอนที่นางท้องโย้คอยปรนนิบัติพัดวี ฮูหยินผู้เฒ่าเคยสงสารนางบ้างหรือไม่?แล้วดูจี้หานอีในยามนี้ ริมฝีปากแดง ฟันขาวสะอาด ใบหน้าเปล่งปลั่งมีสีเลือดฝาด นี่เรียกว่าร่างกายไม่แข็งแรงหรือ?นางอดนึกถึงเสิ่นซู่ขึ้นมาไม่ได้ เขามักกล่าวให้ฟังว่าภายในใจมีเพียงนางผู้เดียว ทว่าเมื่อเทียบกับเสิ่นซื่อแล้ว เสิ่นซื่อกลับพูดจริงทำจริง ส่วนเสิ่นซู่ก็เพียงกล่าววาจาหวานซึ้งเพื่อเอาใจนางเท่านั้นนางมีชีวิตมาจนถึงวัยนี้ เพิ่งจะเข้าใจว่าบุรุษผู้หนึ่งรักและทะนุถนอมภรรยาหรือไม่ ย่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขากล่าวถ้อยคำน่าฟังเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าเขาปฏิบัติต่อภรรยาอย่างไรต่างหากตั้งแต่อดีต
เมื่อเสิ่นซื่อกล่าวจบ เขาก็ก้มหน้าลงจุมพิตจี้หานอีจุมพิตนั้นทั้งเนิ่นนานและอ่อนหวาน จี้หานอีถูกจูบจนมึนงงไปหมดเมื่อนางได้สติกลับคืนมาอย่างเลือนราง ก็ไม่รู้ว่าถูกเสิ่นซื่ออุ้มมาวางบนเตียงและกดไว้ใต้ร่างตั้งแต่เมื่อใดครั้นได้ยินเสียงครางอู้อี้ดังมาจากคนตรงหน้า แล้วยังเห็นสีหน้าอดกลั้นกับเม็ดเหงื่อบาง ๆ บนหน้าผากของเสิ่นซื่อ จี้หานอีก็เข้าใจทันที นางอยากหัวเราะเหลือเกิน และสุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมาจริง ๆเสิ่นซื่อมองจี้หานอีปราดหนึ่ง เห็นนางหัวเราะจนตาหยี เขาชะงักงันเล็กน้อย ก่อนบีบแก้มนางเบา ๆ แล้วใช้แขนยันกายลุกออกจากตัวนาง บอกให้นางนอนก่อน ส่วนเขาจะไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์และอาบน้ำจี้หานอีมองแผ่นหลังของเสิ่นซื่อที่เดินออกไปด้วยความรีบร้อน ก่อนจะซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มพร้อมกับหัวเราะคิกคักเมื่อเสิ่นซื่อกลับมาอีกครั้ง ร่างกายก็สะอาดสดชื่น เขาชำเลืองมองจี้หานอีพร้อมเลิกคิ้ว รู้ดีว่าเมื่อครู่นางหัวเราะเรื่องใด จึงรวบตัวนางมากอดไว้แล้วถามว่า “น่าขันถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”จี้หานอีรีบส่ายหน้า “ไม่ได้น่าขันถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ…”เสิ่นซื่อหลับตาลง กล่าวเสียงทุ้มว่า “ข้าบอกท่านแม่แล้ว ช่วงที
นี่เป็นครั้งแรกที่นางตั้งครรภ์ นับว่าเป็นลูกคนแรก เมื่อครั้งเพิ่งแต่งงานกับเซี่ยอวี้เหิง นางเองก็เคยเฝ้ารอที่จะตั้งครรภ์เช่นกัน แต่ภายหลังกลับรู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่มีลูกกับเขาบัดนี้ในที่สุดนางก็ตั้งครรภ์แล้ว ภายในใจจึงบังเกิดความรู้สึกอัศจรรย์ นางเฝ้ารอการถือกำเนิดของเด็กคนนี้เหลือเกินจี้หานอีค่อย ๆ คัดลอกพระคัมภีร์อย่างเชื่องช้า นางนั่งอยู่บนตั่งหลัวฮั่น มีเสื้อคลุมสีน้ำเงินไพลินพาดบนหัวไหล่ เรือนผมยาวสลวยรวบต่ำไว้ด้านหลังตรึงด้วยปิ่นเงินหนึ่งเล่ม ภายใต้แสงโคมที่ขับเน้นเรือนร่างอรชรให้ดูงดงามเสิ่นซื่อก้าวเข้ามาพร้อมไอหนาวที่ติดอยู่บนร่าง ด้วยเกรงว่าความเย็นบนกายตนจะทำให้จี้หานอีไม่อยากเข้าใกล้ เขาจึงยืนผิงไฟอยู่ข้างเตาครู่หนึ่ง ถึงค่อยเดินเข้าไปหานางจี้หานอีวางพู่กันลง กำลังจะลุกขึ้น แต่กลับถูกเสิ่นซื่อกดตัวไว้ เขาโน้มกายลงช้อนร่างนางขึ้นมาในอ้อมแขน ก่อนนั่งลงตรงตำแหน่งที่นางนั่งอยู่เมื่อครู่เสิ่นซื่อมองพระคัมภีร์ที่จี้หานอีคัดลอกไว้บนโต๊ะเตี้ยเบื้องหน้า ลายมืออ่อนช้อยงดงาม ทุกตัวอักษรเขียนด้วยความตั้งใจอย่างเป็นระเบียบเขาก้มหน้ามองคนในอ้อมแขนพลางถาม “ดีขึ้นบ้างหรือไม่?”






