LOGINคำโปรย เมื่อยามที่ดวงตาของเขามืดมิดหญิงสาวยินดีที่จะอยู่เคียงข้างเขา แม้จะเป็นได้เพียงตัวแทนสตรีในดวงใจของเขานางก็ยินดี และเมื่อดวงตาทั้งสองข้างของเขากลับมามองเห็นอีกครั้ง ก็ถึงเวลาที่นางต้องจากไป...
View More"มีข่าวใหญ่ ! มีข่าวใหญ่ !"
เสียงของแหล่งข่าวชื่อดังประจำเมืองหลวงแคว้นเจา ควบม้ามาด้วยความเร็วกว่าเสียง ในขณะที่ฟางหรงคุณหนูสี่ตระกูลฟางกำลังนั่งจิบชาอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมไป๋ลู่เซียง โรงเตี๊ยมหรูหราชื่อดัง
หญิงสาวชะเง้อคอมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะจับจ้องที่แหล่งข่าวสำคัญ ในวันนี้นางกำลังรอคอยข่าวของใครบางคนอยู่ ข่าวการตัดสินแพ้ชนะของศึกสงครามในครั้งนี้ดูเหมือนว่าแหล่งข่าวจะเดินทางมาถึงวันนี้และดูเหมือนว่าจะมาเร็วกว่าที่คาดการณ์มากนัก
"ข่าวใหญ่ข่าวดี แคว้นเจาชนะศึกแล้ว"
"เย่ ! ชนะแล้ว ๆ" เมื่อแหล่งข่าวประกาศข่าวใหญ่ผู้คนในเมืองหลวงต่างพากันโห่ร้องด้วยความยินดีที่แคว้นเจาของตนชนะข้าศึกแล้วและชัยชนะครั้งนี้ ความดีความชอบย่อมไม่ใช่ของผู้ใดนอกเสียจากท่านแม่ทัพเว่ยเส้าชิง
"ข่าวใหญ่อีกเรื่อง ! แม่ทัพใหญ่เว่ยเส้าชิงถูกพิษจนทำให้ตาบอด ตอนนี้ยังไม่มีหนทางรักษา หากผู้ใดรักษาตาของท่านแม่ทัพเว่ยให้หายเป็นปกติได้ จะได้รับเงินห้าพันตำลึงทอง"
"หา ท่านแม่ทัพถูกพิษจนตาบอดงั้นหรือ"
"นี่ก็แปลว่า ท่านแม่ทัพกลายเป็นคนพิการแล้วงั้นหรือ" ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะถูกคนข้าง ๆ ก่นด่า
"เจ้าปากเสีย ! คนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง"
"จะรักษาหายได้แน่หรือ พิษของแคว้นเซียงร้ายแรงนักผู้ใดก็รู้" ชายอีกคนที่ยืนฟังอยู่เอ่ยขึ้น
"ร้ายแรงมากหรือ" สตรีผู้หนึ่งที่ยืนถัดออกไปเอ่ยถาม
"ร้ายแรงมากน่ะสิ ! เคยมีคนถูกพิษแล้วไม่เคยมีผู้ใดเอาชีวิตรอดกลับมาได้ หากท่านแม่ทัพเพียงแค่ตาบอดแล้วมีชีวิตรอดอยู่นั่นก็นับว่าสวรรค์คุ้มครองมากแล้ว"
"น่ากลัวนัก"
แซ่ด แซ่ด แซ่ด
เสียงร่ำลือดังกล่าวทำให้หัวใจของฟางหรงตื่นตระหนก มือทั้งสองข้างของนางกอบกุมเข้าหากันก่อนจะถูกบีบจนแน่น เหงื่อที่ไหลซึมออกมาตามซอกนิ้วบ่งบอกว่านางกำลังกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง
"คุณหนูเจ้าคะ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่" ลู่ลู่สาวใช้คนสนิทของหญิงสาวเอ่ยถามนายสาวด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหน้าซีดจนไร้สีเลือด
"ขะ ข้าไม่เป็นไร"
"คุณหนูเจ้าคะ ! หากเป็นเช่นนี้ท่านแม่ทัพ..."
"จะต้องมีทางรักษาเป็นแน่ ! เจ้าให้คนของเราออกประกาศตามหาหมอเทวดาผู้นั้นให้เจอ ข้าจะต้องได้เจอเขา..."
"แต่ท่านผู้นั้นไม่เคยยินยอมรักษาให้ผู้ใดเลยนะเจ้าคะ"
"ไม่... ข้าจะลองดู เจ้าให้คนไปทำตามที่สั่งเถิด"
"เจ้าค่ะคุณหนู"
ฟางหรงพลางเม้มริมฝีปากแน่น ที่ขมับของนางมีเหงื่อซึมออกมา หัวคิ้วขมวดเข้าหากันจนแน่นแสดงให้เห็นถึงความเป็นกังวลใจอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้นางได้รับข่าวลับเฉพาะวงในมาจากกองทัพว่าท่านแม่ทัพเว่ยเส้าชิงถูกพิษ นางจึงให้คนของนางเฝ้าตามหาหมอเทวดาผู้หนึ่งหากแต่ก็ยังไม่เจอข่าวคราวของอีกฝ่าย มาวันนี้ไม่คิดว่าจะได้รับข่าวร้ายเพิ่มเติมว่าอีกฝ่ายถึงขั้นตาบอดแล้ว
หมอเทวดาผู้นั้นอายุไม่มากหากแต่ชอบทำตัวหลบเร้นจากผู้คน ทั้งยังไม่ยินยอมรักษาให้ผู้ใดโดยง่ายเรียกได้ว่าค่อนข้างเย่อหยิ่ง แต่หากถูกใจหรือถูกชะตาก็อาจจะรักษาให้ฟรีโดยไม่คิดเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว แม้ว่าเขาจะเป็นคนค่อนข้างพิลึกหากแต่วิชาแพทย์ล้ำเลิศยิ่ง
ฟางหรงไม่สนใจว่าตนเองจะต้องสูญเสียเงินทองไปมากเท่าใดเพื่อให้คนออกตามหาหมอเทวดาผู้นั้น นางรู้แค่เพียงว่าจะต้องตามหาเขาให้เจอจงได้
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน เมื่อรู้ตัวว่าตนเองออกมาข้างนอกนานแล้วหญิงสาวจึงสั่งให้สาวใช้เตรียมตัวกลับจวน ระหว่างที่รถม้าจอดเทียบยังบริเวณหน้าจวนหญิงสาวก็ต้องแปลกใจเมื่ออยู่ ๆ รถม้าที่มีตราพระราชวังก็มาจอดเทียบยังบริเวณหน้าจวน แม้จะงุนงงอยู่มากหากแต่หญิงสาวก็รีบเร่งฝีเท้าเข้าจวนไป ในขณะนี้เจ้านายภายในจวนต่างพากันออกมาเพื่อเตรียมที่จะรับราชโองการ
ไม่ว่าจะเป็นท่านย่า ท่านแม่ใหญ่ และพี่สาว ก่อนที่ฟางหรงจะก้าวไปคุกเข่าอยู่ด้านหลังสุด ส่วนท่านพ่อและพี่ชายทั้งสองในตอนนี้กำลังเดินทางกลับมาคงใช้เวลาอีกหลายวัน แล้วเหตุใดคนยังมาไม่ถึงหากแต่ราชโองการกลับมาถึงก่อนได้เล่า แม้ฟางหรงจะอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้แต่นางก็ไม่ได้แสดงสีหน้าหรืออาการใด ๆ ออกมาทั้งสิ้น
"มาครบกันแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะประกาศราชโองการ บัดเดี๋ยวนี้"
"เนื่องจากท่านแม่ทัพฟางปินสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมคว้าชัยชนะในสงครามครั้งนี้มาได้สำเร็จ ฝ่าบาทจึงมีราชโองการให้แต่งตั้งท่านแม่ทัพฟางปินเป็นซางกั๋วกง ส่วนคุณชายทั้งสองรับตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพซางเหริน และรองแม่ทัพซางกัว ตามลำดับ พร้อมกับมอบแพรพรรณ เครื่องประดับ ภาพวาดล้ำค่าและอื่น ๆ
ราชโองการเรื่องที่สอง เนื่องด้วยบุตรีตระกูลฟางมีความประพฤติดีงาม ชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือจึงได้พระราชทานสมรสระหว่างบุตรีตระกูลฟางกับท่านแม่ทัพใหญ่เว่ยเส้าชิง โดยกำหนดให้มีพิธีแต่งงานในอีกสามเดือนข้างหน้า จบราชโองการ"
"น้อมรับราชโองการเพคะ !" เป็นฮูหยินผู้เฒ่าที่เข้าไปรับราชโองการด้วยตนเองโดยมีหวังมาหม่าคอยประคองอยู่ข้าง ๆ
"ท่านกงกง ต้องรบกวนท่านแล้ว" ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นถุงเงินหนึ่งถุงใส่มือให้กับกงกงอาวุโสผู้นั้น อีกฝ่ายแย้มยิ้มออกมาพร้อมกับเอ่ยชม
"บุตรีท่านแม่ทัพช่างงดงามสมคำร่ำลือยิ่งนัก" อีกฝ่ายมองไปที่ฟางซินในขณะที่หญิงสาวยิ้มรับหากแต่ดวงตากำลังปริ่มน้ำด้วยความร้อนใจ ก่อนที่จะเดินจากไปนั่งรถม้าที่มีตราของพระราชวัง
เมื่อกงกงอาวุโสผู้นั้นจากไปภายในจวนก็ดูเหมือนจะเริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นในทันที เสียงของคุณหนูใหญ่ฟางซิน ที่มีอายุห่างจากฟางหรงเพียงสามปีร่ำร้องออกมาอย่างไม่สงวนท่าทีอีกต่อไป
"ฮือ ๆ ท่านแม่ ข้าไม่แต่งนะเจ้าคะ ! ท่านก็ได้ยินไม่ใช่หรือท่านแม่ทัพผู้นั้นตาบอดกลายเป็นคนไร้ค่าไร้ประโยชน์ไปแล้ว"
"เจ้าเองก็เคยชื่นชอบเขามิใช่หรือ ใจเย็น ๆ เถิด" เมื่อเห็นว่ามารดาไม่เอ่ยเข้าข้างตน หญิงสาวจึงหันไปเข้าทางฮูหยินผู้เฒ่าที่ดูเหมือนจะรักและเอ็นดูนางมากที่สุด
"ท่านย่า ! ท่านต้องช่วยข้านะเจ้าคะ ข้าไม่แต่ง ! หากว่าเขาไม่พิการก็ว่าไปอย่าง แต่นี่... แต่นี่เขากลายเป็นคนพิการไปแล้วจะให้ข้าแต่งกับเขาได้อย่างไร หากทำเช่นนั้นแล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดได้เล่า !"
"ซินเอ๋อร์เด็กดี ! เจ้าอย่าพึ่งร้องไห้ มิใช่ว่าราชโองการกล่าวว่าแต่งกับบุตรีของตระกูลฟางหรอกหรือ เช่นนั้นย่อมไม่ได้เจาะจงว่าเป็นเจ้า"
"ท่านย่าหมายถึง..." ฟางซินที่ได้ยินผู้เป็นย่าเอ่ยเช่นนั้นดวงตาของนางก็ราวกับทอประกายแห่งความหวังเจิดจ้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ถูกต้อง ! หากเจ้าไม่อยากแต่งกับเว่ยเส้าชิง ก็ให้ฟางหรงแต่งกับเขาไปเสีย" ฟางหรงที่ได้แต่นั่งเงียบมาตลอดได้ยินเช่นนั้นก็ไม่คิดตอบโต้ หากว่าพี่สาวไม่ต้องการก็ดีนางนับว่ายินดีอยู่แล้ว เหตุใดนางจะต้องปฏิเสธไม่สู้รับปากไปเลย !
แต่เรื่องราวก็อาจจะไม่ง่าย เมื่อผู้ใดในเมืองหลวงต่างก็รู้ดี ท่านแม่ทัพเว่ยเส้าชิงมีใจให้คุณหนูใหญ่ฟางซินมานาน แม้จะไม่ค่อยได้พบหน้าหากแต่ยามช่วงวันเวลาสำคัญของหญิงสาวก็มักจะมีของขวัญส่งมาจากชายแดนมอบให้กับนางเสมอ
ฟางซินนับได้ว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่ง มีบุรุษมากมายหมายปองหากแต่ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าท่านแม่ทัพฟางปินหวงแหนบุตรสาวยิ่งนัก และผู้คนก็รับรู้ได้ถึงการมีตัวตนของคุณหนูสี่ฟางหรงน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หญิงสาวไม่ชอบงานสังคม ไม่เข้าร่วมงานรื่นเริง ทำให้ผู้คนในเมืองหลวงรู้จักมักคุ้นเพียงว่าฟางซินคือบุตรีของท่านแม่ทัพฟางปิน
ส่วนฟางหรงเป็นเพียงน้องสาวที่ไร้ตัวตน ฟางหรงเดิมทีเกิดจากฮูหยินใหญ่คนแรกโดยที่นางมีฝาแฝดนั่นก็คือคุณชายสามฟางลู่แต่ในยามที่คลอดทั้งคู่ออกมามารดาเกิดเสียเลือดมากทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมาเพียงไม่นาน หลังจากที่มารดาจากไปไม่นาน บิดาก็พาสตรีนางหนึ่งเข้ามาในจวน สตรีนางนั้นอุ้มบุตรของนางเข้ามาในจวน โดยมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุมากกว่าฟางลู่และฟางหรงถึงสามปี และเด็กผู้ชายตัวเล็กที่อายุมากกว่านางและพี่ชายถึงสองปี นั่นเป็นต้นเหตุให้ฟางหรงต้องกลายมาเป็นคุณหนูสี่จากที่จะต้องเป็นคุณหนูใหญ่ ด้วยความที่มีอายุน้อยกว่าผู้ใดในบรรดาพี่น้องสี่คน
นั่นมิได้หมายความว่าบิดาของนางแอบมีสตรีและลูกนอกสมรสถึงสองคนลับหลังมารดาของนางหรอกหรือ ไม่ต้องอธิบายก็พอเข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นแม้ว่าในตอนนั้นฟางหรงจะอายุยังน้อยแต่ก็เติบโตมาเพราะมีหวังมาหม่าคนสนิทของท่านย่าเป็นคนเลี้ยงดู แต่เพราะนางมีนิสัยค่อนข้างดื้อรั้นและไม่ได้เก่งกาจเท่ากับพี่สาว ความรักและความเอ็นดูจากท่านย่าจึงค่อย ๆ ลดน้อยลงเรื่อย ๆ
หลังจากที่ตลอดมา ความสำคัญทั้งหมดล้วนถูกทุ่มเทไปที่พี่สาว ราวกับว่านางค่อย ๆ ไร้ตัวตนในจวนตระกูลฟางลงเรื่อย ๆ ทำให้ฟางหรงกลายเป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยมีปากมีเสียง นางไม่ได้เอาใจเก่งเช่นพี่สาวและมารดา ถึงกระนั้นท่านย่าก็ไม่ได้ใจร้ายกับนางเกินไปส่วนแบ่งต่าง ๆ ล้วนได้รับอย่างสม่ำเสมอเพียงแต่ลดหลั่นลงไปตามวาจาของฮูหยินใหญ่ก็เท่านั้น
"หรงเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ ! เจ้าเป็นอันใดไปเหตุใดจึงเงียบ ย่าถามเจ้าได้ยินหรือไม่ !"
"จะ เจ้าคะ หลานแล้วแต่ท่านย่าเจ้าค่ะ"
"ดี ! เจ้าเองก็ไม่ต้องนึกน้อยใจไป ถือเสียว่าใบหน้าเช่นนี้ของเจ้าโชคดีมากแล้วที่ได้เป็นถึงฮูหยินเอกท่านแม่ทัพใหญ่ แม้ว่าเขาจะตาบอดหากแต่ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะพอมีทางรักษา เรื่องสินเดิมย่าย่อมไม่ให้เจ้าน้อยหน้าผู้ใด สินเดิมของมารดาเจ้าในคลังย่าก็เก็บไว้ให้เจ้ากับพี่ชายเป็นอย่างดีอย่าได้ห่วง"
"ขอบคุณท่านย่าที่เมตตาเจ้าค่ะ" ฟางหรงไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เมื่อนางบรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็ทำได้เพียงเงียบไม่จำเป็นต้องโวยวายอีก
ในขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวถึงสินเดิมของมารดาฟางหรง ในใจของฮูหยินใหญ่ลี่ซื่อกับฟางซินผู้เป็นบุตรสาวก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปมาด้วยความริษยา ผู้ใดจะไม่รู้ว่าหนานตงซูฮูหยินเอกคนเดิมมารดาของฟางลู่และฟางหรงเดิมทีร่ำรวยมากเพียงใด อีกฝ่ายบ้านเดิมเป็นถึงคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นเจามีเหมืองทองคำนับสิบแห่งในกำมือ ทั้งยังผูกขาดการค้าอีกหลายอย่าง หลายปีที่ผ่านมานางแม่ลูกแอบลอบนำสินเดิมในคลังนั้นออกมาใช้จ่ายไม่น้อย รวมถึงกิจการบางส่วนที่ขอสามีโดยแอบอ้างว่าเด็กทั้งสองยังเล็กนางจะเป็นผู้ดูแลให้เองนั่นอีก หากว่าฮูหยินผู้เฒ่าตรวจสอบก็จะต้องรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน นางจึงคิดวางแผนว่าหากสามีกลับมาในครั้งนี้จะต้องปรึกษากับอีกฝ่ายให้รู้เรื่อง อย่างไรเงินทองที่นำมาใช้จ่ายแล้วก็ย่อมไม่มีทางคืนและกิจการที่ยึดมาครอบครองก็ย่อมไม่คืนเช่นเดียวกัน อย่างไรคุณชายสามก็ยังต้องอยู่ที่ตระกูลฟางนับว่านางต้องดูแลให้ก่อนอยู่ดี
ฟางหรงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็พบว่านางอยู่บนเตียงสีขาวสะอาด หญิงสาวพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นหากแต่ลู่ลู่สาวใช้คนสนิทเปิดประตูเข้ามาพบเข้าพอดี"คุณหนูท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ""อื้ม ท่านแม่ทัพเป็นเช่นไรบ้าง" ลู่ลู่ถอนหายใจนายสาวของเขายามที่ฟื้นขึ้นมาก็ถามหาท่านแม่ทัพทันที เหตุใดจึงห่วงใยผู้อื่นมากกว่าตนเองเช่นนี้นะ"ท่านหมอเทวดากำลังรักษาอยู่เจ้าค่ะ"
ฟางหรงกำลังพยุงชายหนุ่มเข้าเรือนหากแต่ได้ยินเสียงใครบางคนเอะอะโวยวายอยู่ด้านหน้าจวน"เหตุใดที่นี่จึงได้เงียบยิ่งนัก" ถังซานชะเง้อคอมองออกไปก่อนจะพบกับหมอเทวดาเจียงซือหลิว"ท่านหมอ ! ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรขอรับ""อั๊ยยะ ! ไม่ใช่ว่ามีคนกล่าวว่าท่านแม่ทัพเว่ยเส้าชิงผู้ยิ่งใหญ่ถูกพิษหรอกหรือ""ซือหลิวหรือ !""ข้าเอง เส้าชิงไม่นึกว่าเจ้าจะมีสภาพเช่นนี้ได้""เจ้ายังปากสุนัขเช่นเดิม" เว่ยเส้าชิงเอ่ยขึ้น ในขณะที่ฟางหรงรู้สึกทั้งตกใจและดีใจ ทั้งยังไม่คิดว่าคนทั้งสองจะรู้จักกันดูเหมือนว่าจะรู้จักกันดีเสียด้วย"ก็ใครใช้ให้ข้าเป็นสหายของเจ้าเล่า !""หึ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกพิษ" เว่ยเส้าชิงเป็นสหายของหมอเทวดาเจียงซือหลิวความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ค่อนข้างซับซ้อน หากจะให้บอกเล่าคงยาวสามวันสามคืน"มีคนตามหาข้าให้ทั่วทั้งยังกล่าวว่า ไม่ว่าจะเสียเงินทองมากเท่าใดก็จะพาข้ามารักษาท่านแม่ทัพเว่ยเส้าชิงให้ได้น่ะสิ !""ผู้ใดกัน""คนของนางกล่าวว่าเป็นคุณหนูตระกูลฟาง คนรักของเจ้างั้นหรือ !" เจียงซือหลิวเอ่ยถามด้วยความอยากรู
ฟางหรงขยับมานั่งที่ขอบเตียงในขณะที่ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วนั่งซ้อนร่างบางที่ด้านหลัง ความใกล้ชิดเช่นนี้ทำเอาหญิงสาวถึงกับเกิดอาการใจเต้นแรงอย่างไม่อาจหักห้ามได้ตึกตัก ตึกตัก ตึกตักเว่ยเส้าชิงยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเพราะประสาทสัมผัสที่เป็นเลิศของเขายิ่งทำให้ชายหนุ่มได้ยินเสียงเต้นของหัวใจหญิงสาวชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ฟางหรงก็นั่งนิ่งให้เขาเช็ดผมของนางโดยที่ทั้งสองไม่มีการสนทนาใด ๆ ต่อกันก่อนที่เว่ยเส้าชิงจะโน้มตัวลงไปใกล้กับใบหูของนางพร้อมกับกระซิบหยอกเย้า
เว่ยฮูหยินและแม่ทัพเว่ยหมิงผู้เป็นสามีลุกขึ้นมาจัดพิธีมงคลให้กับบุตรชายและลูกสะใภ้ เพราะคำเรียกร้องที่ชายหนุ่มให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้หญิงสาวตกเป็นข่าวเสียหาย แม้ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าทั้งคู่ก็จะต้องแต่งงานกันตามราชโองการจริง ๆ แล้วก็ตามพิธีไหว้ฟ้าดินถูกจัดขึ้นเล็ก ๆ เพียงแค่คนในครอบครัวและสหายไม่กี่คนของชายหนุ่มที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งยังทำพิธียกน้ำชาในครั้งเดียวเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าหญิงสาวได้รับการยอมรับแล้วแม้ว่าฟางหรงจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่มาก แต่คำพูดของเว่ยฮูหยินก็ทำให้นางฉุกคิดได้หลายอย่าง ในขณะที่อีกฝ่ายสางผมพร้อมกับอวยพรให้นางในห้องเมื่อเช้านี้"หรงเอ๋อร์ แม่รู้ว่าเจ้าลำบากใจอีกทั้งความรักและความจริงใจของเจ้าที่มีต่อเส้าชิงนั้นเป็นเรื่องจริง แม่เพียงแต่หวังให้เจ้าไขว่คว้าความสุขที่มีให้มากที่สุดและแม่ขอให้ความดีงามของเจ้าจงส่งผลตอบแทนให้เจ้ามีแต่ความสุขนะลูก""ขอบคุณท่านแม่มากเจ้าค่ะ""ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้น สะใภ้ที่ข้ายอมรับจะมีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น !" ฟางหรงที่ได้ยินคำมั่นของแม่สามีเช่นนั้น มันทำให้หญิงสา