FAZER LOGINจี้หานอีจึงกระซิบด้วยเสียงแหบพร่าอีกครั้งว่า "เมื่อวานท่านแม่เรียกข้าไปพบ บอกว่าอยากอุ้มลูกของข้าไปเลี้ยงดู เมื่อครู่ข้าจึงฝันถึงเรื่องนี้..."กล่าวพลางจี้หานอีก็ค่อย ๆ ช้อนตามองสีหน้าของเสิ่นซื่ออย่างระมัดระวัง นางทำได้เพียงอาศัยช่วงเวลาที่เสิ่นซื่ออ่อนโยนที่สุดเพื่อหยั่งเชิงดูท่าทีของเขาเท่านั้นเรื่องนี้ถูกเก็บกดไว้ในก้นบึ้งหัวใจของจี้หานอีมานับตั้งแต่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเอ่ยปาก หากเสิ่นซื่อมีความคิดเช่นนี้ด้วย นางก็คงไม่อยากให้กำเนิดเด็กคนนี้เป็นแน่ที่นี่คือจวนสกุลเสิ่น นางย่อมไม่อาจขัดขวางความต้องการของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ทว่าเรื่องจะให้กำเนิดบุตรหรือไม่ นางยังพอตัดสินใจเองได้เสิ่นซื่อก้มหน้าลงมองใบหน้าของจี้หานอี เมื่อเห็นดวงตาคู่นั้นของนางคล้ายมีหยดน้ำตาเอ่อคลอ ทอประกายระยิบระยับดั่งดวงดารา กอปรกับร่องรอยของพิษไข้ยิ่งขับเน้นให้นางดูน่าทะนุถนอมจับใจ ต่อให้เป็นภูเขาน้ำแข็งก็คงต้องยอมละลายให้นางในเวลานี้เสิ่นซื่อมองดูด้วยความปวดใจ คิ้วเรียวคู่นั้นขมวดมุ่น ใบหน้าขาวผ่องน่าทะนุถนอม เขาโน้มตัวลงจุมพิตหว่างคิ้วของนางพลางทอดถอนใจ "ป่วยไข้ถึงเพียงนี้แล้ว ยังมีแก่ใจมาคิดเรื่องพวกนี้อ
ทางด้านเสิ่นซื่อเมื่อกลับมาถึงเรือน ก็พบว่าภายในเรือนเงียบสงัด บรรดาสาวใช้ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ห้องด้านในเหลือเพียงสาวใช้คอยปรนนิบัติอยู่คนเดียวเท่านั้นเมื่อก่อนที่เรือนแห่งนี้ บรรดาสาวใช้พอทำงานเสร็จก็ต้องถอยออกไปรออยู่ด้านนอก ภายในเรือนแทบไม่เหลือสาวใช้คอยเฝ้า ทว่าบัดนี้เมื่อจี้หานอีย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ภายในเรือนจึงดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างจี้หานอีกำลังหลับสนิท แต่ก็รับรู้ได้ถึงความเย็นวาบที่มากระทบกายเพียงครู่ ก่อนจะถูกรวบตัวเข้าไปในอ้อมกอด กลิ่นหอมอันแสนคุ้นเคยโชยมาแตะจมูก ครั้นลืมตาขึ้นก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีดำขลับคู่หนึ่งพอดีเสิ่นซื่อยังคงสวมใส่ชุดขุนนาง ซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นอายของตำราและน้ำหมึก ร่างของจี้หานอีอ่อนระทวย ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะพูดคำใด แต่เมื่อเห็นว่าเสิ่นซื่อกลับมาแล้ว ก็พลันบังเกิดความอุ่นใจ นางหลับตาลงอีกครั้งด้วยความสะลึมสะลือ ทว่ามือกลับจับชายแขนเสื้อของเสิ่นซื่อแผ่วเบา คล้ายไม่อยากให้เขาจากไปนี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นซื่อได้เห็นจี้หานอีมีสภาพอ่อนเปลี้ยเช่นนี้ ความจริงร่างกายของจี้หานอีนับว่าแข็งแรงดีมาตลอด จึงเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นนางล้มป่วยจริง ๆ ซ้ำยังเ
ผ่านไปอึดใจใหญ่ ในที่สุดท่านหมอหลวงก็ปล่อยมือออก ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสั่งให้คนภายในห้องถอยออกไปทั้งหมด กระทั่งบ่าวไพร่ข้างกายก็ยังถูกไล่ออกไป ก่อนถามอย่างตรงไปตรงมา “นางสามารถมีทายาทได้หรือไม่?”เมื่อจี้หานอีได้ยินประโยคนั้น สองมือก็พลันกำเข้าหากันแน่นขึ้นไม่นานนัก เสียงของท่านหมอหลวงจากด้านนอกก็ตอบว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดวางใจ ร่างกายของฮูหยินไร้ซึ่งอันตราย พื้นฐานสุขภาพนับว่าดีเยี่ยม เพียงมีอาการปราณและโลหิตพร่องไปบ้างเล็กน้อย แต่ไม่กระทบต่อการให้กำเนิดทายาทแน่นอนขอรับ”เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ฟังคำตอบ ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงสั่งให้คนไปส่งท่านหมอหลวงเซี่ย ก่อนจะหันกลับมาปรายตามองม่านกั้นเตียงอีกปราดหนึ่ง สุดท้ายก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวการที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมาเยือนแล้วก็จากไปเช่นนี้ จี้หานอีย่อมเข้าใจเจตนาของหญิงชราดี คงไม่พ้นรู้สึกว่าช่วงนี้นางล้มป่วยบ่อยเกินไปนั่นเองแต่นางเพิ่งจะล้มป่วยจริง ๆ ครั้งนี้ครั้งเดียว ส่วนหลายครั้งก่อนหน้าล้วนเป็นข้ออ้างที่เสิ่นซื่อกล่าวต่อฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเองทั้งสิ้น แม่นมฟางเดินเข้ามาหาจี้หานอีพลางปลอบว่าอย่าได
แม่นมฟางย่อมมองออกเช่นกันว่า บ่าวไพร่ในจวนแห่งนี้อยู่ในกำมือของนางไป๋แทบทั้งหมด บรรดาผู้ดูแลก็ล้วนเชื่อฟังนางไป๋ บัดนี้มีเพียงโรงครัวที่ฮูหยินรองดูแลอยู่เท่านั้น ที่มือของนางไป๋เอื้อมไปไม่ถึงการที่นางไป๋มาเยือนยามนี้ แปดในสิบส่วนคงเป็นเพราะได้ยินข่าวคราวบางอย่าง จึงคิดมาสืบดูว่าฮูหยินรองตั้งครรภ์แล้วใช่หรือไม่แต่อย่างไรนางไป๋ก็เป็นถึงฮูหยินใหญ่ประจำจวน ทั้งยังจัดการเรื่องราวมากมายภายในจวน แม่นมฟางจึงปฏิบัติต่อนางไป๋ด้วยความเกรงอกเกรงใจ โดยบอกเพียงว่าฮูหยินรองป่วยด้วยไข้ลมหนาว ไม่สะดวกให้เข้าพบ กว่าจะหาทางเชิญกลับไปได้ก็เล่นเอาเหนื่อยทีเดียวเมื่อนางไป๋เดินออกมาจากเรือนซงเฮ่อ สีหน้าก็พลันเรียบเฉย เมื่อเห็นว่าคนของเรือนซงเฮ่อระแวดระวังถึงเพียงนี้ หรือว่าจะตั้งครรภ์แล้วจริง ๆ แต่จงใจปิดบังไว้กันแน่พูดตามตรง นางไป๋เองก็บอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร ได้แต่นึกถึงคำพูดของจี้หานอีเมื่อคราวก่อน คนครอบครัวเดียวกันต้องแก่งแย่งกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?กอปรกับตอนนี้น้องชายนางยังไม่ถูกปล่อยตัวออกมา หากถูกคุมขังไว้สักครึ่งค่อนปีจริง ๆ ตอนปล่อยตัวออกมาก็คาดว่าคงมีสภาพไม่เหมือนคนแล้ว นางไป๋จึงไม่กล้
หลังเสิ่นซื่อได้ยินคำพูดของแม่นมฟางก็ชะงักงัน สายตาตวัดมองไปที่แม่นมฟางทันทีแม่นมฟางรีบกล่าวต่อ "บ่าวดูแล้ว ฮูหยินอาจตั้งครรภ์ก็เป็นได้เจ้าค่ะ"เมื่อแม่นมฟางพูดจบ ภายในห้องก็พลันเงียบงันในทันใดจี้หานอีเองก็เงยหน้าขึ้นมองแม่นมฟาง รู้สึกคลื่นเหียนอย่างรุนแรง ทั้งยังเวียนศีรษะ หรือว่านางจะตั้งครรภ์จริง ๆ ?ในอดีตมารดาก็เคยบอกเล่าเรื่องราวตอนตั้งครรภ์ให้นางรับฟัง อาการก็เป็นดั่งเช่นที่แม่นมฟางกล่าวมาไม่มีผิดมือของเสิ่นซื่อที่กอบกุมอยู่บนท่อนแขนของจี้หานอีพลันกระชับแน่นขึ้น ก่อนจะรีบสั่งให้คนไปตามท่านหมอประจำจวนมาโดยเร็วไม่นานนักท่านหมอประจำจวนก็เร่งรุดมาถึง เสิ่นซื่อโอบกอดจี้หานอี ภายในใจนึกตึงเครียดขึ้นมาเช่นกันหากจี้หานอีตั้งครรภ์จริง ๆ ตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกยินดีมากนัก กลับรู้สึกว่าออกจะเร็วเกินไปด้วยซ้ำเขากับจี้หานอีแต่งงานกันมาเพียงสองเดือน บัดนี้เพิ่งได้ลิ้มรสความสุนทรีย์ของสามีภรรยา จี้หานอีกลับมาตั้งครรภ์เสียแล้ว สำหรับเขา เรื่องนี้ช่างรวดเร็วเกินไปเขาจ้องมองท่านหมอประจำจวนผู้จับชีพจรเสร็จแล้วก็ปล่อยมือออก ขณะถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ "ตั้งครรภ์หรือไม่?"ท่านหมอประจำจวน
เรื่องนี้จะโทษเขาก็ไม่ได้ เป็นจี้หานอีที่ยั่วยวนก่อน ทั้งกอดเอวทั้งคล้องคอ ซ้ำยังแนบเรือนร่างอันอ่อนนุ่มเข้าหาอีก คืนนี้หากไม่ได้ใช้ท่านี้สักหน่อยคงไม่ได้แล้วเขาคลายมือที่วางอยู่บนแผ่นหลังของจี้หานอี ปล่อยให้นางกอดตนเองไว้ด้วยความตกใจ เสิ่นซื่อเลื่อนมือดึงสาบเสื้อนางออก อาภรณ์ประจำช่วงวสันตฤดูนั้นบางเบา เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่อง เสิ่นซื่อก้มหน้าลงไปครอบครองมันทันทีฉากกั้นด้านข้างสะท้อนเงาร่างของคนทั้งสองทาบทับกัน เรือนร่างอรชรนั่งอยู่บนกายเสิ่นซื่อ แว่วเสียงจี้หานอีร้องว่าเหนื่อยล้าดังมาเป็นระยะ จากนั้นก็เป็นเสิ่นซื่อที่คอยประคองเอวนางไว้ไม่ยอมให้หยุดพักตอนที่เรื่องราวยุติลง ทั้งร่างของจี้หานอีก็เหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรงนางอยากอาละวาด และระเบิดอารมณ์ใส่เสิ่นซื่อ ภายในใจรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งเมื่อครู่เสิ่นซื่อเพียงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าแลดูสูงศักดิ์สง่างาม เสื้อผ้าบนกายก็ยังสวมใส่ครบถ้วน ทว่านางกลับถูกเขาปลดเปลื้องอาภรณ์จนหลุดลุ่ย ซ้ำยังบังคับให้นางเป็นฝ่ายขยับ หากไม่ขยับเขาก็จะฟาดฝ่ามือลงมาที่สะโพกนาง ยิ่งคิดก็ยิ่งอับอาย กระทั่งตอนนี้นางก็ยังไม่อยากปรายตามองเสิ่นซื่อสักนิดเส







