INICIAR SESIÓN ได้โอกาสจากสวรรค์ครานี้ นางจะต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ แก้แค้นทุกคนที่เคยทำไม่ดีกับนางให้สาสมใจ
Ver másร่างกายหนักอึ้ง ราวกับมีก้อนหินมาถ่วงให้จมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำอันแสนเย็นยะเยือก ความทรงจำในวันวานพรั่งพรูเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน มีทั้งความสุขและความเศร้าระคนกัน น่าแปลกที่นางไม่รู้สึกเสียดายชีวิตนี้ หากย้อนกลับไปอีกครั้ง นางก็ยังเลือกที่จะทำเหมือนเดิม
แต่สิ่งที่น่าผิดหวังสำหรับนางมากที่สุด เห็นจะเป็นการเลือกเส้นทางชีวิตผิด ใครบอกเล่าว่าความรักจะคงอยู่ยืนยาว คำสัญญาจะคงอยู่ตลอดไป คำพูดพวกนั้นล้วนเหลวไหลสิ้นดี หากเป็นเช่นนั้นจริง คนผู้นั้นจะกล้าทรยศนางหรือ? เขากล้าทรยศนางด้วยการรับอนุเข้ามาในจวน บีบคั้นนางทุกทางให้ไม่เหลือจุดยืน คำว่ารักที่เขาเคยมอบให้ บัดนี้กลายเป็นของคนอื่น คำสัญญาที่เขาเคยกล่าว กลายเป็นน้ำลายที่ฟุ้งกระจายอยู่กลางอากาศ ดูไร้ค่าและไม่มีผู้ใดมองเห็น ในวันที่ลูกของนางป่วยหนัก คนเป็นพ่อกลับไม่เหลียวแล เพราะมัวแต่ไปสนใจภรรยาใหม่ จนสุดท้ายลูกของนางก็สิ้นใจ โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าผู้เป็นพ่อ ความเจ็บปวดครั้งนี้ มันยากเกินจะรับไหว นี่นางแต่งงานกับคนหรือว่าปีศาจร้ายกันแน่! เหตุใดเขาจึงได้กล้าทำเช่นนี้กับนางและลูกได้ลงคอ? หากวันเวลาสามารถย้อนคืนได้จริงๆ นางอยากย้อนกลับไปก่อนที่จะได้แต่งงานกับเขา นางอยากเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองใหม่ และเอาคืนทุกคนที่เคยทำไม่ดีกับนาง สวรรค์ ได้โปรดให้โอกาสนางอีกสักครั้งเถอะ! ร่างกายที่เคยหนักอึ้ง บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเบาบางคล้ายกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ ให้สัมผัสผ่อนคลายราวกับนอนอยู่บนปุยเมฆที่ทั้งนุ่มและอุ่นสบาย ไม่รู้สึกหนาวเหน็บเหมือนก่อนหน้านี้ ในความฝันนางเห็นมารดาที่จากไปแล้วมายืนรอรับ อีกฝ่ายส่งยิ้มให้นางเหมือนที่เคยทำ มือนุ่มแนบลงบนแก้มสีระเรื่อของนาง สัมผัสอ่อนโยนจากมารดา ทำเจียงซู่น้ำตาคลอหน่วย คิดถึงเหลือเกิน! แต่แล้วภาพทุกอย่างก็กลายเป็นภาพลวงตา เจียงซู่กำลังยืนหันหน้าให้กับหุบเหวลึก เบื้องหลังมีสามีกับอนุคนใหม่กำลังไล่ต้อนมาติดๆ พวกเขาชี้ปลายคมดาบมาที่ตัวนาง เจียงซู่ส่ายหน้าทั้งน้ำตา ตอนนี้นางต้องเลือกแล้วว่าจะตายด้วยคมดาบจากสามี หรือกระโดดลงไปตายในเหวลึกแห่งนี้ ไม่มีเวลาให้ตัดสินใจนาน ไม่ว่าจะเลือกทางใด สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี เจียงซู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงไปในห้วงเหวที่ทั้งมืดมิดและไร้แสงสว่างส่องนำทาง.... พรึ่บ! เสียงนกกระพือปีกปลุกให้ใครบางคนที่นอนหลับใหลเป็นเวลานานตื่นขึ้นมา เปลือกตาสีขาวค่อยๆ ขยับ พลันเบิกโพลงเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่แสนคุ้นเคย " ซู่เอ๋อร์! " หญิงชราเขย่าแขนหลานสาวผู้เป็นที่รักเบาๆ น้ำเสียงแหบแห้งตามวัยเอ่ยเรียกด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าหวานหันตามเสียงเรียก ครั้นเห็นใบหน้าของบุคคลอันเป็นที่รัก หยาดน้ำตามากมายก็พลันไหลริน " ท่านย่า! " เจียงซู่โผกอดท่านย่า พร้อมกับเรียกอีกฝ่ายซ้ำๆ ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปต่อหน้าต่อตาเหมือนกับมารดา " เป็นอะไรไป เหตุใดจึงร้องไห้หนักเช่นนี้ ใครทำอะไรเจ้างั้นหรือ? " ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามหลานสาวที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ มือเหี่ยวย่นลูบแผ่นหลังเล็กปลอบประโลม พลางหันหน้าไปมองสาวใช้ของหลานสาวทั้งสองคน พวกนางทุกคนต่างพากันส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรคุณหนู ใช้เวลาพักใหญ่กว่าเจียงซู่จะสงบลงได้ ครั้นได้สติกลับมา นางก็รู้ได้ทันทีว่า...นี่ไม่ใช่ความฝัน มันคือเรื่องจริง นางย้อนเวลากลับมาตอนอายุสิบเจ็ด เมื่อครั้งยังอยู่กับท่านย่าที่เรือนเล็กในชนบท แต่น่าเสียดายที่นางไม่ได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่มารดายังมีชีวิตอยู่ หากมิเช่นนั้นนางคงรู้สึกปลาบปลื้มใจมากกว่านี้ เจียงซู่ เป็นบุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมพิธีการ มารดาของนางป่วยตายตั้งแต่นางอายุได้เพียงแปดขวบ ครานั้นเป็นช่วงที่นางกำลังอ่อนไหว ซ้ำร้ายบิดายังรับภรรยาใหม่เข้ามาในจวน ทั้งที่มารดาของนางเพิ่งตายไป นั่นคือจุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างนางกับบิดา นับตั้งแต่นั้นเจียงซู่ก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าวไม่เคารพผู้ใหญ่ ที่นางแสดงออกเช่นนั้นก็เพื่อเรียกร้องความสนใจจากบิดา พอท่านย่าที่อยู่ชนบททราบข่าว ก็มารับตัวเจียงซู่ไปเลี้ยงดู ท่านย่าคอยอบรมสั่งสอนเจียงซู่จนกลายเป็นเด็กที่มีความคิดริอ่าน จากอารมณ์ร้อนหุนหันพลันแล่นก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเรียบนิ่ง เจียงซู่ในชาติก่อนไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้ใด เพราะคิดว่าหากตนเองไม่ไปสร้างความเดือนร้อนให้ผู้อื่นก่อน คนผู้นั้นก็คงไม่กล้ามาทำร้ายนาง แต่ที่ไหนได้...นางกลับคิดผิด ต่อให้นางยอมปล่อยวาง ก็ใช่ว่าผู้อื่นจะยอมทำเช่นนาง ในเมื่อมีโอกาสได้กลับคืนมาในร่างนี้อีกครั้ง มิสู้ประจันหน้ากันสักตั้งให้รู้แล้วรู้รอดไป แน่นอนว่า...คนที่เคยทำร้ายนางในชาติก่อน นางย่อมเอาคืนอย่างสาสม หากนับเวลาดูดีๆ ตอนนี้นางยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปี กว่าบิดาจะส่งคนมารับกลับจวนสกุลเจียง " กำลังทำอะไรอยู่หรือ? " หญิงชราเดินมาหาหลานสาวที่ศาลาไม้ข้างเรือน ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังก้มเขียนบางสิ่งบางอย่างอยู่จึงลองถามดู เจียงซู่เงยหน้าขึ้น พลางส่งยิ้มสดใสให้ท่านย่า นางหยิบกระดาษขึ้นมา ก่อนจะนำไปวางไว้ตรงหน้าผู้อาวุโส " ข้ากำลังคิดหาวิธีหาเงินเจ้าค่ะ " เจียงซู่ไม่คิดปิดบัง ตัวนางในชาตินี้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากชาติก่อน ครานั้นคิดแค่เพียงว่าหากได้แต่งงานกับบุรุษที่เพียบพร้อมไปด้วยฐานะและยศตำแหน่งย่อมดีต่อชีวิตไม่น้อย ไม่ทันได้คิดถึงวันที่ตนเองถูกหักหลัง ในตอนนั้นนางไม่มีทั้งเงินทอง อำนาจและคนช่วยเหลือ ถูกผู้เป็นสามีข่มเหงทั้งกายและใจ มิหนำซ้ำเขายังกล่าวอ้างถึงข้าวที่นางกลืนลงท้องในแต่ละมื้อ ว่าล้วนได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของเขาทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้นางจึงคิดว่า หากสามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้ มันย่อมดีต่อตัวเอง จะได้ไม่มีใครกล้ามาลำเลิกถึงบุญคุณอีก ฮูหยินผู้เฒ่ามองกระดาษในมือพร้อมกับฉีกยิ้ม ไม่รู้ว่าหลานสาวของนางมีความคิดทางด้านการค้าตั้งแต่เมื่อไร แต่เท่าที่ดูถือว่าไม่เลวทีเดียว " อยากเปิดร้านขายใบชาอย่างนั้นหรือ? " เจียงซู่พยักหน้า นางพอมีความรู้เกี่ยวกับใบชาอยู่บ้าง จึงอยากจะนำมาสานต่อ " เจ้าค่ะ " พอเห็นถึงความตั้งใจที่แน่วแน่ของหลานสาว หญิงชราก็ไม่คิดจะห้ามปราม กลับอยากส่งเสริมให้อีกฝ่ายประสบความเร็จ " แล้วเจ้ามีที่ทางแล้วหรือยัง? หากยังไม่มีย่าจะช่วย " " ข้าว่าจะคุยกับท่านย่าถึงเรื่องนี้พอดี ร้านตรงหัวมุมตลาดนั่น ยกให้หลานได้หรือไม่เจ้าคะ?" " ย่อมได้อยู่แล้ว " หญิงชราพยักหน้า เดิมทีตั้งใจว่าจะเก็บเอาไว้เป็นสินเดิมให้หลานสาวยามแต่งงานออกไป แต่ในเมื่ออีกฝ่ายอยากนำไปใช้ประโยชน์ เช่นนั้นนางก็ไม่ขัด กลับเห็นดีเห็นงามเสียด้วยซ้ำ หากนางอยากเปลี่ยนแปลงชีวิต นางก็ควรเริ่มจากการมีเงินและเส้นสายก่อน หากในภายภาคหน้าชีวิตเกิดการผันแปรอีกครั้ง นางจะได้มีทางออก ไม่มืดมนเหมือนในชาติก่อน เจียงซู่เริ่มทำกิจการด้วยตัวคนเดียว แต่กระนั้นก็มีท่านย่าคอยช่วยอยู่เบื้องหลัง นางเสาะหาไร่ชาที่มีคุณภาพ ตรวจสอบทุกกระบวนการด้วยตนเอง พอได้ไร่ชาที่พึงพอใจ นางก็ทำสัญญากับเจ้าของไร่นั้น ว่าให้ส่งใบชามาที่ร้านของนางคนเดียว แน่นอนว่า...หากอยากให้การค้าขายกำไรงาม สินค้าของนางจะต้องมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ไม่สามารถมีผู้ใดลอกเลียนแบบได้เจียงซู่เดินไปหาถั่วหลันซึ่งพักรักษาตัวอยู่กระโจมอีกหลังหนึ่ง โชคดีที่พวกนางทั้งสองคนไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เสียขวัญเท่านั้น" ถั่วหลัน! " เจียงซู่เรียกคนสนิทพร้อมกับเปิดม่านประตูเข้าไปด้านในคนถูกเรียกหันใบหน้ามองไปทางต้นเสียงพอได้เห็นใบหน้าของกันและกัน ขอบตาทั้งสองข้างก็พลันร้อนผ่าว รู้สึกดีใจที่เห็นอีกฝ่ายยังปลอดภัยดี" คุณหนู! " ถั่วหลันเรียกเจ้านายเสียงสั่น ใบหน้าเนียนใสอาบไปด้วยหยาดน้ำตามากมาย" ไม่ต้องร้องนะ พวกเราปลอดภัยแล้ว" เจียงซู่เดินเข้าไปกอดปลอบคนเจ็บที่นอนอยู่บนเตียง สภาพของนางกับถั่วหลันไม่ต่างกันมากนัก มีร่องรอยฟกช้ำตามใบหน้าและร่างกายเล็กน้อยแผลทางร่างกายใช้เวลารักษาอีกสองสามวันก็คงหายดี แต่แผลทางจิตใจไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะบรรเทาลงได้เจียงซู่เห็นว่าถั่วหลันมีสีหน้าอ่อนเพลีย นางจึงอยู่พูดคุยกับอีกฝ่ายพักหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้ถั่วหลันได้นอนพักผ่อนต่อแต่ก่อนกลับเรือน นางจะต้องแวะไปขอบคุณผู้ช่วยชีวิตสักหน่อย ประเดี๋ยวอีกฝ่ายจะหาว่านางไม่รู้จักบุญคุณคน! เจียงซู่ไม่รู้ว่ากระโจมของท่านอ๋องอยู่ที่ไหน นางใช้วิธีการสังเกตด้วยตนเอง
ท้องนภาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท พระจันทร์ดวงใหญ่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดวงดาว เสียงจิ้งหรีดเรไรประสานเสียงร้องระงม พอปราศจากความอบอุ่นจากพระอาทิตย์ อากาศก็ยิ่งหนาวมากขึ้น ยามมีสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ร่างทั้งร่างก็พลันสั่นสะท้าน ฝ่ามือและฝ่าเท้าเย็นเฉียบ จนต้องใช้มือถูกัน ครั้นจะก่อกองไฟ ก็เกรงว่าพวกโจรผู้ร้ายจะผ่านมาเห็นเข้า" คุณหนูอดทนอีกนิดนะเจ้าคะ " สตรีทั้งสองนางกอดกันแน่น เพื่อบรรเทาความหนาวให้แก่กันและกัน นี่ก็ผ่านมาสองชั่วยามแล้วนับตั้งแต่คนบังคับม้าจากไป ไม่รู้ว่านางกับถั่วหลันต้องรออีกนานเพียงใด เขาจึงจะกลับมา ระหว่างที่กำลังใช้ความคิดอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่ง เจียงซู่ค่อยๆ คลานเข่าแหวกพงหญ้าซุ่มมองชายฉกรรจ์กลุ่มนั้น พวกมันขึ้นไปบนรถม้าของนาง ผ่านไปสักพักก็อุ้มหีบที่มีของมีค่าออกมา ถึงจะนึกเสียดาย แต่ก็ต้องเลือกรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ ของมีค่าพวกนั้น หากไม่ตาย ยังสามารถหาได้อีกมาก" ค้นให้ทั่ว! ข้าว่าเจ้าของรถน่าจะยังอยู่แถวๆ นี้แหละ " หัวหน้าโจรตะโกนบอกพวกลูกสมุนเสียงแหวกพงหญ้าดังเข้ามาใกล้เจียงซู่กับถั่วหลันขึ้นเรื่อยๆ ยามน
กลิ่นเหม็นเน่าลอยคละคลุ้งกลางอากาศ ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกพะอืดพะอม สตรีทั้งสองนางรีบยกชายเสื้อขึ้นมาปิดจมูก พลางจ้องมองไปที่สถานที่เบื้องหน้าหลังจากตรวจใบชาเสร็จแล้ว เจียงซู่กับถั่วหลันก็พากันมาที่โรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ต่อ ถั่วหลันมองผู้เป็นนายด้วยสายตาสงสัย " คุณหนูมาที่นี่ทำไมเจ้าคะ? " เจียงซู่คลี่ยิ้มบาง ก่อนจะพูดว่า " ข้าอยากทำการค้าแบบใหม่ " ถั่วหลันเลิกคิ้ว " การค้าใหม่! คือแบบใดเจ้าคะ? " เจียงซู่ไม่ตอบ แต่กลับส่งสายตาไปที่กองกระดูกกองใหญ่เบื้องหน้าแทน โรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ ขายเฉพาะเนื้อ หนังและเครื่องในของสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนกระดูกกลับถูกทิ้งไว้ให้เน่าเหม็น ไม่นำไปใช้ประโยชน์ใด เจียงซู่เคยผ่านมาเห็นหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีวิธีจัดการเสียที จนเมื่อสองวันก่อน นางกลับเพิ่งนึกบางอย่างออก" พี่ชาย! " น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ชายที่มีใบหน้าเปื้อนเลือดหันไปมองทางเสียงเรียก ครั้นเห็นว่าเป็นผู้ใด รอยยิ้มมีไมตรีก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า" ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้เป็นคุณหนูเจียงนี่เอง " เขารีบยกเสื้อขึ้นมาเช็ดทำคว
หนึ่งเดือนผ่านไปการค้าขายเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เพียงขายใบชาตากแห้งเท่านั้น เจียงซู่ยังปรับวิธีการสร้างสินค้าใหม่ขึ้นมาอีกหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือผงชาเขียว ซึ่งผงชาเขียวอันนี้ เป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาววัยแรกรุ่น พวกนางนำไปชงดื่มกับนมแพะแทนการดื่มน้ำชาทั่วไป หากชอบความหวานก็สามารถเติมน้ำผึ้งหรือว่าน้ำตาลลงไปได้อีก กลิ่นหอมของใบชาผสมกับรสหวาน นับว่าเป็นอะไรที่ลงตัวยิ่งนัก ไม่ว่าผู้ใดได้ลองก็ต้องติดใจและแน่นอนว่า...สินค้าของนางกลายเป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้าง พ่อค้าคนกลางที่จะนำสินค้าไปขายที่เมืองหลวง ต่างพากันมาติดต่อค้าขายกับนางทั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เจียงซู่เห็นเงินมากมายขนาดนี้ นางเปิดร้านได้เพียงหนึ่งเดือน ก็สามารถมีเงินหนึ่งหมื่นตำลึงได้แล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ นางจะต้องมีเงินเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูตนเองและท่านย่าแน่! ครั้นนึกถึงท่านย่า ใบหน้าที่เคยเบ่งบานก็เริ่มสลดลง ชาติที่แล้ว หลังจากนางแต่งงานไปได้สองปี ท่านย่าของนางก็สิ้นใจด้วยโรคชรา นางไม่มีโอกาสได้กลับมาลาท่านย่าเป็นครั้งสุดท้ายเสียด้วยซ้ำ หากสามีไม่เป็นผู้พามา ภรรยาในห้องหอเช่นนางก็หมดสิทธิ์ที

















